ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 432 เคาะ
ตอนที่ 432 เคาะ
……….
อัลบัสเห็นลูเมี่ยนนั่งอยู่บนโซฟา จึงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“เร็วจังนะ”
“คุณก็ไม่ช้าเลย” ลูเมี่ยนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ‘เป็นมิตร’
ตามความคิดของเด็กหนุ่ม อัลบัสผู้สามารถหลุดพ้นจากเสียงคำรามลวงตาที่คล้ายกับมาจากใต้ดิน โดยที่ไม่กลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งไป ย่อมต้องไม่ใช่สมาชิกธรรมดาๆ ของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก เว้นเสียแต่มลทินอันตรายในบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาดจะช่วยให้เขาต่อสู้กับเสียงคำรามอันน่าขนลุกนั่นได้
เมื่อเทียบกันแล้ว เอโลอีส·ไอน์ฮอร์น ผู้มีสายเลือดเซารอนและเคยแสดงความพิเศษให้เห็น มีโอกาสรอดกลับมาอย่างปลอดภัยมากกว่า
อัลบัสยิ้มพร้อมกับดึงเก้าอี้มานั่ง กินของว่างอย่างสบายใจเฉิบ พลางสั่งให้คนรับใช้ใกล้ๆ เปลี่ยนถ้วยชาดำ
ผ่านไปราวสี่ห้านาที ลูเมี่ยนกับอัลบัสมองไปทางประตูห้องรับแขกโดยพร้อมเพรียง
เอโลอีสในชุดกระโปรงยาวเบาสบายเดินเข้ามา
เมื่อเห็นลูเมี่ยนกับอัลบัส เธอเบิกตากว้างชัดเจน แต่มิได้ออกอาการประหลาดใจ พลางรีบสวมยิ้มของเด็กว่านอนสอนง่าย
หญิงสาวเดินกลับไปนั่งในตำแหน่งเดิม กลายเป็นสาวน้อยสำรวมกิริยาที่อาศัยในบ้านปู่อีกครั้ง
ดูเหมือนกวีอีแลตจะไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศแปลกๆ ยังคงดื่มอัปแซ็งต์พลางพูดกับลูเมี่ยนเกี่ยวกับการแต่งบทกวี
สิบห้านาทีถัดมา เคานต์ปุยฟ์ ในเสื้อคลุมกำมะหยี่สีแดง พานักเขียนนิยายอาร์โนลีกับจิตรกรมาเลนกลับมายังห้องรับแขก
ทันทีที่เห็นลูเมี่ยน รูม่านตาของเจ้าบ้านปราสาทหงส์แดงพลันขยายกว้างทันที เกือบจะควบคุมสีหน้าไม่อยู่
ดูจากท่าที เขาคงไม่คาดหวังว่าจะได้พบชาร์ล·ดูบัวส์อีกครั้ง หรือได้พบชาร์ล·ดูบัวส์ในสภาพนี้!
ถัดมา แนวสายตาของปุยฟ์ก็มองกวาดไปยังอัลบัส เอโลอีส กับอีแลต พลางเผยความประหลาดใจเจือสงสัย ราวกับหลุดเข้าไปในดินแดนแห่งความฝัน
“ที่แท้ก็ปุยฟ์นี่เอง กลับมาแล้วสินะ พวกเราเลิกผจญภัยนานแล้วล่ะ ไม่ชอบสำรวจลึกเข้าไปในคูหาใต้ดินมืดๆ เท่าไร” อัลบัสวางเค้กมิลเฟยที่กำลังกินอยู่พร้อมกับทักทายอย่างอบอุ่น “เป็นยังไงบ้างล่ะ คุณพบมงกุฎท่านเคานต์ไหม?”
ปุยฟ์เอนตัวไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ ไม่ปล่อยให้อัลบัสกอด เนื่องจากมืออีกฝ่ายยังคงเลอะขนม
เขาพูดพลางฝืนยิ้ม
“ทางเราก็หาไม่เจอเหมือนกัน พวกคุณกลับมานานหรือยังล่ะ”
“ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย” อัลบัสเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องปัดเศษขนมออกจากมือให้เรียบร้อย
ลูเมี่ยนก็ลุกขึ้นยืนตาม แกล้งถามไปว่า
“แล้วมิสเตอร์เอินส์ล่ะ”
นักเขียนนิยายอาร์โนลีส่ายหน้า
“เขาแยกกับพวกเรา หวังว่าหมอนั่นจะยังไม่ลืมสั่นสายระฆังเพื่อเรียกให้คนรับใช้ไปหาหรอกนะ”
“อา…คนรับใช้ของปราสาทรู้จักคูหาใต้ดินดีกว่าผมเสียอีก” สีหน้าของปุยฟ์กลับเป็นปกติ พร้อมกับนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว
ลูเมี่ยนร้อนใจอยากกลับไปตรวจสอบผลการเก็บเกี่ยว จึงหันไปมองนาฬิกาโบราณบนผนัง แล้วกล่าวกับปุยฟ์
“วันนี้ผมมีธุระต้องไปสะสาง คงไม่สะดวกร่วมมือเย็น”
ชัดเจนว่าใจปุยฟ์ไม่อยู่ตรงนี้แล้ว จึงมิได้โน้มน้าวให้อยู่ต่อ เพียงลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อเดินส่งลูเมี่ยนออกจากห้องรับแขก
ลูเมี่ยนมองเจ้าบ้านปราสาทหงส์แดง ยิ้มพลางจับมืออีกฝ่าย เขย่าเบาๆ พร้อมกล่าวด้วยความจริงใจ
“ท่านเคานต์ ขอบคุณสำหรับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมในช่วงบ่ายนะครับ ผมชอบเกมนี้มากเลย และหวังจริงๆ ว่าจะได้เล่นอีก”
เด็กหนุ่มรู้สึกอยากขอบคุณปุยฟ์·เซารอนจากใจจริง อีกฝ่ายไม่เพียงจะมอบ ‘โอกาส’ ย่อยโอสถให้ แต่ยังอุตส่าห์ ‘เปิด’ สนามล่าของตระกูลให้ใช้งานโดยไม่คิดเงิน จนลูเมี่ยนได้พบกับตะกอนพลังที่ต้องสงสัยว่าเป็นของ ‘นักวางแผน’ ได้ง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลาออกตระเวนหา
แล้วจะไม่ให้ขอบคุณได้อย่างไร
แน่นอน ลูเมี่ยนก็อยากฆ่าปุยฟ์·เซารอนจากใจจริงเช่นกัน หากมิใช่เพราะตนค่อนข้างพิเศษ ป่านนี้คงกลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งไปแล้ว
เหตุผลเดียวที่ลูเมี่ยนยังไม่ลงมือ มิใช่เพราะหวั่นเกรงการแก้แค้นจากตระกูลเซารอน หรือกลัวว่าจะไปกระทบกับแผนใหญ่ของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก แต่สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนว่า แม้ปุยฟ์·เซารอนจะดูเหมือนไร้พิษมีภัย หรืออย่างมากก็เป็นผู้วิเศษมือใหม่ แต่ถ้าหากลูเมี่ยนลงมือกับอีกฝ่าย ฝั่งที่ตายอาจเป็นตัวเขาเอง
ท่ามกลางเสียงขอบคุณอย่างจริงใจ ใบหน้าของปุยฟ์ดูย่ำแย่พอควร
ลูเมี่ยนแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น พลางคอยย้ำเตือนซ้ำๆ ว่าตนอยากเข้าร่วมผจญภัยในคูหาใต้ดินอีก แล้วจึงหันหลังเดินออกจากห้องรับแขก ปล่อยให้ปุยฟ์·เซารอนขมวดคิ้วพลางมองแผ่นหลังของตนด้วยสายตาเคลือบแคลงระคนสงสัย
หลังออกจากปราสาทหงส์แดงแล้วโดยสารรถม้าสี่ล้อที่ยืมจากการ์ดเนอร์·มาร์ติน รอยยิ้มบนใบหน้าลูเมี่ยนหายลับไปทันที สีหน้าแววตาเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม
ในช่วงท้ายของการสำรวจคูหาใต้ดิน เด็กหนุ่มตระหนักชัดถึงช่องว่างระหว่างตนกับพลังอำนาจที่สูงกว่า ลำพังเสียงคำรามลวงตาครั้งเดียว เขากลับต้องสิ้นสติทันที ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ปราศจากการต่อต้านใดๆ
หากมิใช่เพราะผนึกของมิสเตอร์ฟูล การมีอยู่ของเทอร์มีโพลอส และออร่าของจักรพรรดิโลหิตอลิสต้า·ทูดอร์ คงยากที่จะให้รอดกลับมาแบบยังมีชีวิต
“ลำดับของเรายังต่ำเกินไป…” ลูเมี่ยนถอนหายใจเงียบ หลับตาลงครึ่งหนึ่ง พลางระลึกถึงรายละเอียดระหว่างผจญภัย
…………
เขตหอรำลึก ถนนน้ำพุ บ้านเลขที่ 11
การ์ดเนอร์·มาร์ตินเดินท่ามกลางอาวุธชุดเกราะภายในห้องโถง คอยลูบไล้พื้นผิวโลหะของพวกมันไปพลาง ฟังเรื่องเล่าของลูเมี่ยนไปพลาง ไล่ตั้งแต่ห้องหุ่นขี้ผึ้ง ช่างทำหุ่น แมงมุมดำกลายพันธุ์ ทหารโลหะ โลงศพทองสัมฤทธิ์ เทียนไขสีขาว รวมถึงเสียงคำรามลวงตาที่ตนได้เผชิญในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน
แน่นอน ลูเมี่ยนมิได้เล่าถึงตอนที่ตนส่งกวีอีแลตกลับมายังทางเข้าคูหาใต้ดิน หรือเรื่องที่เผาห้องหุ่นขี้ผึ้งไปพร้อมกับสังหาร ‘ช่างทำหุ่น’
สุดท้าย ลูเมี่ยนไม่เก็บซ่อนโทสะ ความไม่พอใจ และความกังขาของตน
“ผู้การ คุณเคยบอกไม่ใช่หรือว่าจะคอยเฝ้าดูและป้องกันอันตรายให้? ถ้าผมไม่ตื่นขึ้นเองแบบงงๆ ป่านนี้คงกลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งไปแล้ว!”
“หรือว่าฝากให้อัลบัสช่วยจับตาดูแทน?”
การ์ดเนอร์·มาร์ตินมิได้ถือสาการทักท้วงของลูเมี่ยน เพียงหันหลังกลับมายิ้มให้
“ผมคอยจับตาดูอยู่จริงๆ”
พูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าเขายิ่งฉีกกว้าง แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนเช่นเคย
“ผมเห็นคุณส่งกวีคนนั้นกลับมายังทางเข้าคูหาใต้ดิน เห็นคุณเผาหุ่นขี้ผึ้งในห้องนั้นพร้อมกับระเบิดศีรษะของช่างทำหุ่น”
นี่มัน…ลูเมี่ยนหรี่ตาทันที เส้นขนลุกชันไปทั่วร่าง แผ่นหลังเย็นวาบ
เด็กหนุ่มโพล่งออกไป
“อัลบัสกลับมาแล้วหรือ?”
บอสรู้เรื่องที่เราทำได้ยังไง?
จะบอกว่าเขาคอยสะกดรอยตามเราจากในความมืดจริงๆ? หรือใช้วิธีการบางอย่างเพื่อจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของเราในคูหาใต้ดินจริงๆ?
เขาทำได้ยังไง? โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยสักนิด!
การ์ดเนอร์·มาร์ตินหัวเราะในคอ
“อัลบัสยังไม่กลับมา”
ไม่ใช่อัลบัส? ก็จริง อัลบัสไม่รู้ว่าเราฆ่าช่างทำหุ่นด้วยการระเบิดหัว…แต่ตรงนั้นก็ไม่มีคนอื่นแล้ว…บอสเห็นได้ยังไง? เมื่อลูเมี่ยนเงยหน้ามองการ์ดเนอร์·มาร์ตินอีกครั้ง แววตาแฝงความดูแคลนแต่ถูกปกปิดไว้อย่างดีที่อีกฝ่ายมักทำเป็นประจำ บัดนี้หายไปชั่วคราว เด็กหนุ่มพบว่าหัวหน้าพรรคซาฟาห์ หรือ ‘ผู้การ’ แห่งชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กคนนี้ทั้งลึกลับและทรงพลังกว่าที่ตนเคยคิดไว้มาก
ก่อนหน้านี้ บางทีคงเป็นเพราะมาดามเมจิกเชี่ยนแห่งชุมนุมทาโรต์ กับมิสเตอร์ K แห่งชุมนุมแสงเหนือต่างก็แสดงพลังที่ลูเมี่ยนคาดไม่ถึง หรือไม่ก็เต็มไปด้วยความน่าหวาดหวั่น ส่งผลให้เวลาที่เด็กหนุ่มมองการ์ดเนอร์·มาร์ติน ผู้ดูอ่อนแอที่สุดในสาม ‘หัวหน้า’ ลูเมี่ยนมักคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่เท่าไร ยังเคยเชื่อว่าหากตนอยู่ห่างจาก ‘ผู้การ’ คนนี้ไม่ถึงห้าเมตร โอกาสสังหารอีกฝ่ายสำเร็จจะมีไม่น้อยเลย
แต่คำนึงจากสถานการณ์ปัจจุบัน ลูเมี่ยนไม่มั่นใจเท่าเดิมแล้ว
เมื่อได้ข้อสรุปว่าการ์ดเนอร์·มาร์ตินคงพูดประโยคเมื่อครู่เพื่อให้ตนอกสั่นขวัญแขวน ลูเมี่ยนไม่เก็บซ่อนการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าและภาษากาย
การ์ดเนอร์·มาร์ตินมองใบหน้าที่ฉาบเคลือบความตกตะลึงเจือหวาดหวั่นของเด็กหนุ่ม ก่อนจะยิ้มแล้วเสริม
“คุณคิดจริงหรือ ว่าที่คุณตื่นขึ้นมาตอนนั้น เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ?”
โฮ่…จะบอกว่านั่นคือความช่วยเหลือจากคุณ? ถ้าเราไม่ได้ยินเสียงอันยิ่งใหญ่ซ้อนทับกัน เสียงฮัมเพลงของโอลัวร์ เสียงต่างๆ ในบรรยากาศของหมู่บ้านกอร์ตู รวมถึงความแสบร้อนที่มือขวาถูกเผาไหม้ ก็คงจะหลงเชื่อคำกล่าวอ้างนี้ไปแล้ว…มลทินจากบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาดช่วยให้เรารอดจากสภาพดังกล่าว แต่บอสจงใจพูดให้กำกวม อยากให้เราเข้าใจว่าเป็นความช่วยเหลือจากเขา? นักล่าคนนี้ไม่ได้โกหก แต่พูดความจริงไม่หมด เรื่องที่เขาพูดมาจนถึงเมื่อครู่ มีตรงไหนบ้างที่เห็นกับตาตัวเอง ตรงไหนบ้างที่ได้ทราบจากช่องทางอื่น? ลูเมี่ยนเค้นสมองไตร่ตรองว่องไว จากนั้นก็ก้มศีรษะ
“ขอบคุณครับ ผู้การ”
การ์ดเนอร์·มาร์ตินพูดพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ภารกิจคราวนี้เกิดผลลัพธ์พอสมควร อย่างน้อยเราก็ได้ทราบว่ามีบางสิ่งที่น่าพรั่นพรึงถูกผนึกไว้ในส่วนลึกของคูหาใต้ดินปราสาทหงส์แดง คุณอยากแลกเปลี่ยนคะแนนผลงานเป็นรางวัล หรืออยากสะสมไว้ก่อน แล้วค่อยแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของมูลค่าสูงในคราวเดียว อย่างเช่น โอสถลำดับที่สูงขึ้น?”
ตลอดเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ลูเมี่ยนพึ่งพา ‘เงินทุนทำกิจกรรม’ จากการ์ดเนอร์·มาร์ติน รวมถึง ‘เงินเดือน’ จากคาบาเร่ต์ลมเอื่อย และรายได้จากการแสดง จนมีเงินเก็บเพิ่มอีกสองหมื่นเฟลคิน จึงเรียกได้ว่าเงินทองจะไม่ขาดมือไปอีกสักพัก
เด็กหนุ่มไตร่ตรองก่อนจะพูด
“สะสมไว้ก่อนครับ”
ระหว่างที่พูด เด็กหนุ่มนำสิ่งของต่างๆ อย่างเช่นตะกอนพลังของ ‘ช่างทำหุ่น’ ออกมา แล้วถามกับการ์ดเนอร์·มาร์ติน
“บอสครับ ของพวกนี้ใช้ปรุงเป็นโอสถนักวางแผนได้ไหม”
การ์ดเนอร์·มาร์ตินรับสมองสีเลือดขนาดย่อส่วน กับหัวใจเหี่ยวแห้งสีดำไปถือ เพ่งพินิจอยู่สักพักจึงเอ่ยปาก
“เมื่อนำมารวมกัน สามารถปรุงเป็นโอสถนักวางแผนได้ แต่จะมีตะกอนพลังของนักล่า นักยั่วยุ และนักวางเพลิงมากกว่าวัตถุดิบปกติอย่างละหนึ่งส่วน คุณต้องมั่นใจจริงๆ ถึงจะพิจารณาใช้มัน”
“อา…หัวใจดวงนี้ยังมีเลือดของตระกูลเซารอนตกค้างอยู่ ซึ่งมันอาจส่งผลต่อการเลื่อนลำดับของคุณนิดหน่อย ถ้าคุณไม่มั่นใจ ก็สามารถนำของพวกนี้มาแลกกับโอสถนักวางแผนตามปกติได้ โดยผมจะจ่ายส่วนต่างให้ตามสมควร”
หรือก็คือ แมงมุมล่าเหยื่อสีนิลกับสิงโตครึ่งคนตามปกติ จะมีเพียงตะกอนพลังของนักวางแผนอยู่ในตัว โดยปราศจากลำดับก่อนหน้า ส่วน ‘ช่างทำหุ่น’ กับแมงมุมดำกลายพันธุ์เปรียบเสมือน ‘นักวางแผน’ ที่ถูกแบ่งครึ่ง ซึ่งหากนำมารวมกันจะกลายเป็นลำดับ 9 ถึง 6 ที่สมบูรณ์…ลูเมี่ยนที่เริ่มเข้าใจภาพรวม กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“จากเท่าที่ฟัง มันอาจทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย…ผมอยากลองดูว่าจะแบกรับความเสี่ยงไหวไหม”
การ์ดเนอร์·มาร์ตินมิได้โน้มน้าว เพียงปล่อยให้ลูเมี่ยนกลับไป
…………
หลังกลับมาถึงโรงแรมระกาทอง ลูเมี่ยนนั่งลงที่โต๊ะหนังสือแล้วเริ่มเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน
………………………………………………………