ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 433 อดีตที่ถูกปกปิด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 433 อดีตที่ถูกปกปิด
ตอนที่ 433 อดีตที่ถูกปกปิด
……….
ลูเมี่ยนเขียนเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นลงบนกระดาษ เริ่มตั้งแต่ย่างก้าวแรกเข้าไปในปราสาทหงส์แดง มีเพียงบทสนทนาที่ถูกย่อให้สั้นลง โดยสกัดเฉพาะคำสำคัญออกมา
เด็กหนุ่มเชื่อว่าคูหาใต้ดินของตระกูลเซารอนจะต้องซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้แน่นอน จึงกังวลว่าตนอาจมีความรู้ความเข้าใจไม่มากพอ เผลอมองปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา จนละเลยประเด็นสำคัญไป จึงจดบันทึกทุกสิ่งลงไปตามจริงอย่างเถรตรง ปล่อยให้มาดามเมจิกเชี่ยนตัดสินเอาเอง
ลูเมี่ยนใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อเขียนจดหมายฉบับนี้ให้เสร็จ
จากนั้นเด็กหนุ่มก็รูดม่านปิด ประกอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารตุ๊กตา
หลังจากรอประมาณยี่สิบนาที ผู้ส่งสารก็นำกระดาษสองแผ่นที่ถูกพับเป็นสี่เหลี่ยมกลับมาส่ง
มีสองหน้าเลยหรือ คงสำคัญมากสินะ…ลูเมี่ยนไตร่ตรองในใจพลางคลี่จดหมายอ่าน
“การ์ดเนอร์·มาร์ตินไม่ได้พูดอะไรผิด ช่างทำหุ่นกับแมงมุมดำกลายพันธุ์คือ ‘สิงโตครึ่งคน’ กับ ‘แมงมุมล่าเหยื่อสีนิล’ ที่ถูกยกระดับ ซึ่งมีตะกอนพลังจากลำดับก่อนหน้าด้วย สิ่งเดียวที่เขาไม่ได้พูดคือหัวใจดวงนั้นไม่เพียงจะส่งผลกระทบกับการเลื่อนลำดับของเธอ แต่เพราะมันเกิดจากพิธีกรรมพิเศษ จึงทำให้ผู้วิเศษที่ใช้มันเลื่อนลำดับได้รับสายเลือดของตระกูลเซารอนเล็กน้อย ซึ่งอาจมาพร้อมคำสาป แน่นอน สำหรับเธอคงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะเคยเล่นเกมเค้กพระราชาจนได้เป็นพระราชา แต่ก็ยังมีชีวิตรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย ไยต้องกลัวอะไรอีก?”
“สายเลือดตระกูลเซารอนเล็กๆ นั่นอาจมีประโยชน์ในบางสถานการณ์”
มีประโยชน์ในบางสถานการณ์…คำบอกใบ้พวกนี้ได้จากการที่มาดามเมจิกเชี่ยนทำนายด้วยดวงดาวหรือ? ถ้าใช้หัวใจดวงนี้ปรุงโอสถจริง ไม่เพียงเราจะมีออร่าเล็กๆ ของจักรพรรดิโลหิต แต่ยังจะมีสายเลือดเล็กๆ ของตระกูลเซารอนอยู่ด้วย จะจับฉ่ายไปถึงไหนเนี่ย? ลูเมี่ยนจิกกัดตัวเองอย่างไร้ปรานี
ถ้ามีสายเลือดของไอน์ฮอร์นเพิ่มเข้ามาด้วย ลูเมี่ยนไม่อยากจินตนาการว่าตนจะกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นของเส้นทาง ‘นักล่า’ หรือเป็นแค่ขยะก้อนหนึ่งกันแน่
หลังจากรำพันสองสามคำ ลูเมี่ยนเริ่มอ่านต่อ
“การผจญภัยของเธอคราวนี้ได้ผลลัพธ์ดีมาก อ้างอิงจากสิ่งที่เธอประสบพบเจอและได้ยินมา รวมถึงประสบการณ์ในเกมเค้กพระราชาสองครั้งก่อนหน้านี้ ฉันได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า เทวทูตที่เคยทรงพลังเมื่อสองร้อยปีก่อน ฟอม็องดา·ช็องปาญ·เซารอน บัดนี้ยังมีชีวิตอยู่ในห้องโถงลึกของคูหาใต้ดินนั่น ถูกผนึกไว้โดยโลงศพทองสัมฤทธิ์ เทียนไขสีขาว วงแหวนสีเหล็กดำ น้ำพุโลหิต รวมถึงหัวใจหลายดวงที่ถูกนำออกจากสมาชิกคนสำคัญของตระกูลเซารอนผ่านพิธีกรรมพิเศษ กระทั่งคูหาใต้ดินทั้งหมดก็ยังเชื่อมต่อกับสมบัติปิดผนึกอันตราย หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน เพื่อตรึงฤทธิ์เดชของฟอม็องดา·เซารอนให้ได้มากที่สุด”
“นี่คือเหยื่อรายแรกของคำสาปตระกูลเซารอน เหตุใดพระองค์ถึงหายตัวไปกะทันหัน เหตุใดพระองค์ถึงอยู่ใต้ดิน เหตุใดพระองค์ถึงยังมีชีวิตอยู่จวบจนปัจจุบัน จนส่งอิทธิพลต่อประสาทหงส์แดงรวมถึงตระกูลเซารอนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำให้พวกเขาบ้าคลั่ง ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่พวกเราต้องตามสืบกันต่อ มันคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตระกูลเซารอนถดถอย”
“มันอันตรายเกินไปสำหรับเธอ และยังยากที่เธอจะทำการสืบสวนใดๆ ด้วยลำดับในปัจจุบัน ก็อย่างที่เคยประสบไปแล้ว เพียงได้ยินเสียงของฟอม็องดา·เซารอน เธอก็สูญเสียตัวตนไปชั่วขณะ เดินออกมาเอง และยอมให้ช่างทำหุ่นนำขี้ผึ้งมาพอกตัว โดยไม่สามารถเข้าใกล้โลงศพทองสัมฤทธิ์และผนึกที่อยู่ใต้มัน”
“แน่นอน เมื่อเธอมีสายเลือดตระกูลเซารอนเล็กน้อย บางทีอาจมีสิทธิ์ได้เข้าไปในห้องโถงดังกล่าวหลังจากเข้าใจพิธีกรรมพิเศษที่ปุยฟ์·เซารอนเคยรับมา แต่โดยรวมแล้ว ก่อนที่เธอจะพร้อมเลื่อนเป็นลำดับ 4 และได้สัมผัสกับประตูเทวบารมี ฉันไม่แนะนำให้ลองเสี่ยง หลังจากนี้การ์ดเนอร์·มาร์ตินอาจมอบหมายงานที่คล้ายกันให้อีก เธอแค่ทำไปพอเป็นพิธีก็พอ”
“คำนึงจากผลงานของเธอในคราวนี้ ถ้าในอนาคตต้องการสูตรโอสถหรือวัตถุดิบชิ้นใด สามารถถามจากฉันได้โดยตรง จะมีส่วนลดให้ค่อนข้างมาก”
เทวทูต? อ่านถึงตรงนี้ เปลือกตาลูเมี่ยนพลันกระตุก
บรรพชนที่สูญหายไปของตระกูลเซารอน ฟอม็องดา กลับกลายเป็นว่าเคยเป็นเทวทูตที่ทรงพลัง!
เสียงที่ทำให้เขาสูญเสียตัวตนในพริบตา จนแทบจะหมดสติไป มาจากสัตว์ในตำนานตัวจริง!
มิหนำซ้ำ เทวทูตตนดังกล่าวยังอยู่ในภาวะบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์ จนต้องถูกผนึกเอาไว้
คูหาใต้ดินของตระกูลเซารอนอันตรายจริงๆ แต่ก็เต็มไปด้วย ‘ขุมทรัพย์’ เช่นกัน…ลูเมี่ยนรำพันเล็กๆ ด้วยความกลัวเจือคาดหวัง
อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องให้มาดามเมจิกเชี่ยนแนะนำ เขาก็ไม่คิดจะเฉียดกรายเข้าใกล้ห้องโถงที่มีโลงศพทองสัมฤทธิ์อีกแล้ว
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคราวหน้าปุยฟ์·เซารอนก็อยู่ข้างๆ ด้วย แล้วลงมือสังหารเขาในตอนที่สูญเสียตัวตนไปชั่วขณะ?
ภารกิจสืบหาสาเหตุการเสื่อมถอยของตระกูลเซารอน ดูเหมือนว่าคงต้องรอจนกว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่านี้เสียก่อน
แน่นอน การ์ดเนอร์·มาร์ตินสามารถจัดการเองได้ หรือไม่ก็ร้องขอความช่วยเหลือจากรองประธานของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก
หลังจากย่อยเนื้อหาส่วนนี้จบ ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางอ่านจดหมายแผ่นหลัง
“อัลบัส·เมดีซีไม่ได้ธรรมดาเหมือนที่ตาเห็น มิได้เป็นเพียงสมาชิกของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก ลำพังนามสกุลของเขาก็บอกอะไรได้มากแล้ว”
“ในยุคโบราณ ก่อนที่จักรพรรดิโลหิตอลิสต้า·ทูดอร์จะกลายเป็นนักบวชสีชาด คำว่า ‘เทพแห่งสนามรบ’ จะหมายถึงตัวตนอื่น นั่นคือ หนึ่งในแปดราชาเทวทูตผู้คอยปรนนิบัติรับใช้เทพสุริยันบรรพกาล — เทวทูตสีชาด หรือเทวทูตสงคราม เมดีซี”
“หนึ่งในหน้าที่แรกเริ่มของพระองค์คือ การดูแลและอบรมสั่งสอนอามุนด์”
ราชาเทวทูต…แตกต่างจากเทวทูตปกติยังไง? เทพสุริยันบรรพกาลมีอิทธิพลต่อชนรุ่นหลังมากจริงๆ …เทพที่ชุมนุมแสงเหนือศรัทธาเอย เจ็ดเทพจารีตบางพระองค์เอย อามุนด์เอย อดีตเทพแห่งสนามรบเมดีซีเอย…ลูเมี่ยนตกอยู่ในห้วงความคิด พลางค้นพบว่าปัญหามากมายในยุคปัจจุบันอาจตกค้างมาจากอดีตสองสามพันปีก่อน ซึ่งเกี่ยวพันกับการร่วงหล่นของเทพสุริยันบรรพกาล…
ข้อมูลดังกล่าวกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเด็กหนุ่ม ส่งผลให้เขาอ่านส่วนที่เหลืออย่างตั้งใจมากขึ้น
“เทวทูตสีชาดเมดีซี รวมถึงบรรพชนเก่าแก่ที่สุดของตระกูลเซารอนกับไอน์ฮอร์น ต่างก็ร่วงหล่นพร้อมกันด้วยน้ำมือของอลิสต้า·ทูดอร์และเหล่าขุนนางใหญ่ ผลลัพธ์คือการให้กำเนิด ‘นักบวชสีชาด’ ทว่า หลังจากจักรพรรดิโลหิตร่วงหล่น ตระกูลเซารอนกับไอฮอร์นได้ทวงคืนตะกอนพลังในส่วนของตัวเองกลับไป”
“ราชาเทวทูตย่อมดับสูญไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุผลบางอย่าง เทวทูตสีชาดกับเซารอนและไอน์ฮอร์นได้ผสานกันกลายเป็นวิญญาณมารที่ทรงพลัง จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน วิญญาณมารดวงนี้ค้นพบวิธีหลุดพ้นจากข้อจำกัดในเชิงถิ่นเกิดแล้วหลบหนีออกมา”
“เทวทูตสีชาดเมดีซีมีลูกหลานอยู่ไม่น้อย แถมยังแอบก่อตั้งตระกูลเทวทูตอย่างลับๆ โดยเกือบทั้งหมดอาศัยอยู่ในท่าเรือแบนชี ใช่แล้ว ท่าเรือแบนชีเดียวกับที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง ซึ่งปนเปื้อนมลทินอย่างหนักจนถูกศาสนจักรวายุสลาตันถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง ทว่า ตลอดช่วงหนึ่งถึงสองพันปีที่ผ่านมา คนของตระกูลเมดีซีได้ทยอยออกจากเกาะกลับมายังทวีปเหนือ อัลบัส·เมดีซีคงเป็นหนึ่งในนั้น”
“มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าอัลบัส·เมดีซีเคยพบกับวิญญาณมารตนนั้นแล้ว บางทีอาจเป็นเจตจำนงของวิญญาณมารที่ต้องการขจัดคำสาปให้ตระกูลเซารอน อีกทั้ง ส่วนที่เป็น ‘เทวทูตสีชาดเมดีซี’ คงกำลังเพ่งเล็งสิ่งที่ตระกูลเซารอนสั่งสมมา และคงอยากค้นหาความจริงว่า ฟอม็องดา·เซารอนประสบพบเจอสิ่งใดในอดีต”
“ส่วนเหตุผลที่อัลบัสปรากฏตัวที่อารามพระหฤทัย บางทีอาจเป็นวิญญาณมารเบื้องหลังเขา หรือชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กที่สังเกตเห็นปัญหาที่อารามแห่งนั้น จึงส่งเขาไปติดต่อกับพระสงฆ์อย่างเปิดเผยเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล”
“ไม่ต้องกังวล ที่นั่นมีมิสจัสติสกับซูซี่คอยจับตาดูอยู่”
อารามพระหฤทัยมีปัญหา…ลูเมี่ยนไม่คิดไม่ฝันเลยว่า อารามใหญ่อันดับหนึ่งในกรุงทรีอาร์ของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสจะมีปัญหาภายใน แต่คำพูดของมาดามเมจิกเชี่ยนชัดเจนจนไม่อาจตีความเป็นอื่นได้
ย้อนกลับไปตอนที่ลองคาดเดาเหตุผลที่อัลบัสปรากฏตัวในอารามพระหฤทัย เด็กหนุ่มวิเคราะห์จนปวดหัว แต่ไม่เคยคิดว่าตัวอารามจะมีปัญหาเสียเอง แค่มองว่าการ์ดเนอร์·มาร์ตินคงต้องการสืบบางเรื่อง หรืออาจพยายามทำความเข้าใจในบางนิกายของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส
เมื่อผนวกกับที่มาดามเมจิกเชี่ยนเคยพูดว่า ใครบางคนในชุมนุมทาโรต์กำลังตามสืบประเด็นนี้อยู่ ลูเมี่ยนสงสัยว่าปัญหาภายในอารามพระหฤทัยอาจเกี่ยวข้องกับศรัทธาในเทพมาร!
“ภัยพิบัติที่กำลังกลั่นตัว ดูเหมือนจะไม่ใช่เล็กๆ แล้วสิ…” ความร้อนรนในใจลูเมี่ยนยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ
ในส่วนท้ายของจดหมาย มาดามเมจิกเชี่ยนระบุว่า
“ที่การ์ดเนอร์·มาร์ติน ‘เห็น’ บางเหตุการณ์ในคูหาใต้ดิน อาจเกี่ยวพันกับมลทินที่เขาได้รับในบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาด หรืออาจเป็นพลังของสมบัติที่ลักลอบนำเข้าผ่าน ‘มุสิก’ เมื่อคราวก่อน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป”
“เธอรีบดื่มโอสถแล้วเลื่อนเป็นลำดับ 6 โดยเร็วเถอะ หลังจากนั้น หากภัยพิบัติไม่ถูกยับยั้ง เธอสามารถออกจากทรีอาร์ไปพร้อมกับ ‘สองถ้วย’ และพวกพ้อง หรือไม่ก็ไปหลบภัยที่วิหารมิสเตอร์ฟูลชั่วคราว”
อ่านจดหมายจบ ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่นาน พลางมองจดหมายค่อยๆ ถูกเปลวไฟสีแดงกลืนกิน
…………
ถนนเสื้อนอกขาว บ้านเลขที่ 3 อพาร์ตเมนต์ 601
ฟรังก้าในเสื้อผ้าฝ้ายกับกางเกงสีอ่อน เห็นลูเมี่ยนยืนอยู่หน้าประตู จึงถามด้วยความฉงนใจ
“งานเลี้ยงอาหารค่ำของปุยฟ์·เซารอนเพิ่งจะเริ่มไม่ใช่หรือ”
ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะ?
“เมื่อตอนบ่าย ผมไปผจญภัยในคูหาใต้ดินของประสาทหงส์แดงมา เก็บเกี่ยวกลับมาได้เพียบเลย” ลูเมี่ยนถือวิสาสะเดินเข้าห้องพลางยิ้ม แล้วปิดประตูตามหลัง “ตอนนี้มีเรื่องอยากจะรบกวนคุณหน่อย”
“เกี่ยวอะไรได้? รบกวนเรื่องอะไร?” ฟรังก้าถามด้วยความฉงนปนอยากรู้
ลูเมี่ยนตอบเพียงคำถามหลัง
“ช่วยถือบางสิ่งให้ผมหน่อย ถ้าผมดื่มโอสถแล้วเกิดความผิดปกติ ให้รีบเปิดมันทันที”
“ดื่มโอสถ?” ฟรังก้าชะงักงันไปครู่หนึ่ง “คุณย่อยโอสถนักวางเพลิงเสร็จแล้วหรือ?”
“เสร็จแล้ว” ลูเมี่ยนพยักหน้ายิ้มๆ
ฟรังก้าถามต่อตามสัญชาตญาณ
“คุณรวบรวมวัตถุดิบปรุงโอสถครบแล้ว?”
“ครบแล้ว” ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“…” ฟรังก้าอดรำพันไม่ได้ “คุณเพิ่งออกไปแค่บ่ายเดียว ทำไมถึงเก็บเกี่ยวได้ยังกับออกไปสองสามสัปดาห์…”
ไม่เพียงย่อยโอสถนักวางเพลิงเสร็จ แต่วัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถนักวางแผนก็ถูกรวบรวมจนครบแล้ว!
ลูเมี่ยนกล่าวอย่างจริงใจผิดวิสัย
“ต้องขอบคุณธรรมชาติ ไม่สิ…ต้องขอบคุณของขวัญจากปุยฟ์·เซารอน”
……………………………………………………..