ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 440 เสียงถอนหายใจลวงตา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 440 เสียงถอนหายใจลวงตา
ตอนที่ 440 เสียงถอนหายใจลวงตา
……….
แฮงแมนไม่คัดค้านคำขอของลูเมี่ยน เพียงบอกให้เด็กหนุ่มติดต่อผ่าน ‘เมจิกเชี่ยน’ เมื่อต้องการ
หลังจากกล่าวขอบคุณ ลูเมี่ยนกับฟรังก้าเดินออกจากห้องกัปตัน ตรงไปตามทางที่ไม่กว้างนัก เพียงพอให้เดินหน้ากระดานเรียงสาม ย่ำเท้าลงบนแผ่นไม้จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด จนกระทั่งกลับมาถึงดาดฟ้าเรือที่มีแสงสลัว
ทั้งสองสังเกตเห็นว่า เรือผีนามว่า ‘โทสะสีคราม’ ลำนี้มิได้มีเพียง ‘ทูตพายุ’ อัลเจอร์แค่คนเดียว นอกจากเขาแล้วยังมีคนอีกหลายสิบที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมมืดในจุดต่างๆ ของเรือ เช่นท้ายเรือ ด้านนอกห้องโดยสาร และหอคอยเสากระโดงเรือ ไม่พยายามเข้าใกล้
วินาทีถัดมา ลูเมี่ยนกับฟรังก้าต่างก็เห็นดาวระยิบระยับดวงหนึ่งลอยอยู่เบื้องหน้า มันเปล่งประกายสีน้ำเงินแปลกประหลาด ราวกับเพิ่งออกมาจากโลกวิญญาณ
ดาวดวงดังกล่าวขยายใหญ่กะทันหัน ประหนึ่งตกจากมุมสูงอย่างฉับพลัน แสงของมันกระจัดกระจายไปทุกทิศ กลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบตัว
ลูเมี่ยนกับฟรังก้าเพียงกะพริบตา ก็ถูกแสงดาวพัดพาไป เมื่อวิสัยทัศน์กลับเป็นปกติ ทั้งสองก็ยืนอยู่ในห้อง 207 โรงแรมระกาทองอีกครั้ง
“ส…สุดยอด!” ฟรังก้าชมจากใจจริงด้วยสีหน้าโหยหา
เธอเกลียดที่ตัวเองมีทางเลือกสลับเส้นทางแค่ ‘นักล่า’ เท่านั้น จนไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความโก้เก๋ของ ‘ผู้ฝึกหัด’ จึงพิจารณากับตัวเองว่า ในอนาคตต้องหาสมบัติปิดผนึกที่คล้ายกันมาใช้งานให้ได้
ลูเมี่ยนมิได้เห็นพ้องกับฟรังก้า เอาแต่ยืนนิ่งด้วยท่าทางครุ่นคิด
ฟรังก้าเหลือบมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด
“คุณรู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ ใช่ไหม”
“การระดมทุน 100,000 เฟลคินถือเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับนักล่าสมบัติที่เทียบเท่าราชาโจรสลัด คำถามสามข้อก็ไม่จำเป็นต้องคิดนานเกินไป แต่มิสเตอร์แฮงแมนกลับใช้เวลาหลายวัน กว่าจะมาขอให้คุณอัญเชิญเกราะซ่อนเงาทั้งที่มาถึงทรีอาร์หลายวันแล้ว”
“นอกจากนี้ ด้วยพลังที่มาดามเมจิกเชี่ยนแสดงให้เห็น เธอสามารถส่งเราลง ‘โทสะสีคราม’ กลางทะเลได้ง่ายๆ แล้วค่อยพาเรากลับ เหตุใดถึงต้องรอให้มิสเตอร์แฮงแมนมาถึงทรีอาร์ก่อนค่อยเขียนจดหมายถาม?”
ลูเมี่ยนหัวเราะ พลางชื่นชมฟรังก้า
“คราวนี้คุณเฉียบแหลมมาก ดูเหมือนสมองต้องถูกใช้บ่อยๆ นะ ถ้าปล่อยว่างนานไป เชาวน์ปัญญาอาจถดถอย”
“บัดซบ! ที่คุณกำลังชมหรือด่าฉัน?” ฟรังก้า ‘เฮอะ’ ในคอพลางขมวดคิ้วเบาๆ “อาจเพราะช่วงก่อนหน้านี้มิสเตอร์แฮงแมนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมพิเศษ ทำให้ยากที่จะระบุตำแหน่ง หรือไม่เขาก็มาทรีอาร์โดยพ่วงจุดประสงค์อื่นด้วย…”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนกับฟรังก้าต่างก็นึกถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิด พลางได้กลิ่นความอึดอัดและน่าหวาดหวั่นของพายุที่กำลังจะถล่มเมือง
“ชุมนุมทาโรต์กำลังส่งไพ่อาร์คาน่าใหญ่มายังทรีอาร์เรื่อยๆ เผื่อในกรณีที่ป้องกันภัยพิบัติไม่สำเร็จ ก็จะได้ช่วยเหลือพลเมืองให้มากที่สุด?” ฟรังก้าลองคาดเดา
ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ปฏิเสธ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฟรังก้าเปลี่ยนเรื่อง พลางตะโกนอย่างกระตือรือร้น
“ฉันต้องเป็นครึ่งเทพให้ได้ แล้วก็สะสมทองคำ!”
เห็นลูเมี่ยนเลิกคิ้ว ถามด้วยสายตา ฟรังก้าก็ตอบด้วยความโหยหา
“ถ้าทำได้ ฉันสามารถขอให้คุณอัญเชิญเกราะซ่อนเงาออกมาได้เลย แล้วถามในสิ่งที่อยากรู้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ไพ่อาร์คาน่าใหญ่คอยปกป้อง!”
“พยายามเข้านะ มิสสุขสม” ลูเมี่ยนพูดติดตลก
…………
วันรุ่งขึ้น ใกล้เที่ยงวัน
ลูเมี่ยนที่กลับจากถนนน้ำพุ พาจินนาลงไปยังสุสานใต้ดินชั้นสาม แล้วเดินไปจนถึงลานเล็กๆ ที่มีเสาบูชาตั้งตระหง่านสองต้น
“พาฉันมาที่นี่ทำไม” จินนาสงสัยเต็มหน้า
ถ้าเธอไม่รู้จักลูเมี่ยนดีพอ ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้มีนิสัยอย่างไร คงสงสัยว่าเพื่อนของตนลากมาทำมิดีมิร้าย
ลูเมี่ยนผู้สะพายกระเป๋าสีดำยืนตัวตรง ล้วงมือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เพื่อให้คุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเลื่อนลำดับมากที่สุด”
เมื่อผนวกคำพูดของฟรังก้ากับมาดามเมจิกเชี่ยนเข้าด้วยกัน ลูเมี่ยนก็พอทราบว่าเส้นทางนักลอบสังหารนั้น เทพแท้จริงลำดับ 0 ซึ่งนิกายนางมารเคารพนับถือ น่าจะเป็นผู้ชายที่กลายเป็นหญิง ซึ่งมีจิตใจบิดเบี้ยวอย่างยิ่ง
กล่าวกันว่า ‘นางมารต้นกำเนิด’ องค์นี้จมอยู่กับความเจ็บปวดและทุกข์ระทมจนถอนตัวไม่ขึ้น จึงปรารถนาที่จะมอบประสบการณ์ของตนให้ผู้วิเศษในเส้นทางรุ่นแล้วรุ่นเล่า เกลียดชังผู้หญิงที่กลายเป็นแม่มดอย่างยิ่ง นิกายนางมารจึงไล่ล่า ‘นักลอบสังหาร’ ‘นักกระตุ้น’ และ ‘แม่มด’ ที่เป็นผู้หญิง
ในสถานการณ์ดังกล่าว จินนาอาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการดื่มโอสถแม่มด เพราะแม้แต่ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ผู้เป็นลำดับ 0 ก็ยังสามารถส่งอิทธิพลต่อทุกคนบนเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ อย่างไม่เจาะจง คอยปลูกฝังความรู้ผ่านเสียงเพรียกทุกครั้งที่มีคนดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ จึงไม่มีเหตุผลที่เทพมารแท้จริงอย่าง ‘นางมารต้นกำเนิด’ จะส่งผลอิทธิพลกับเหล่า ‘แม่มด’ ไม่ได้
แม้ว่าในลำดับที่ค่อนข้างต่ำ อิทธิพลนี้คงไม่รุนแรงเท่าไร — โอลัวร์สามารถเลื่อนเป็นลำดับ 7 กลายเป็น ‘จอมเวท’ ภายใต้เสียงกระซิบสั่งสอนของปราชญ์เร้นลับ แต่ก็ควรระวังไว้ดีกว่าประมาท ถ้ามีวิธีบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ?
ต้องไม่ลืมว่า แม่มดคือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพครั้งแรกของเส้นทางนักลอบสังหาร แถมยังเป็นประตูบานแรกสู่ ‘นางมาร’ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ต้องการเห็นเพียงบุรุษเปลี่ยนเป็นสตรี พระองค์อาจให้ความสนใจกับการเลื่อนลำดับนี้มากเป็นพิเศษ ทั้งฟรังก้ากับลูเมี่ยนต่างก็กังวลเรื่องนี้ จึงไม่อยากให้จินนาเสี่ยงเกินไปนัก
แน่นอน มาดามเมจิกเชี่ยนเคยเอ่ยเป็นครั้งคราว ว่าเทพมารองค์นี้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก
“ปลอดภัยที่สุด?” จินนากวาดตามอง ทำหน้าไม่เชื่อเท่าไร
รอบข้างมืดสนิท เต็มไปด้วยซากศพ จะเรียกว่าปลอดภัยได้อย่างไร?
มีเพียงบริเวณรอบๆ เสาหินกระดำกระด่างสองต้นเท่านั้นที่ดูอบอุ่นและสงบกว่าจุดอื่น
ลูเมี่ยนอธิบายคุณสมบัติพิเศษของลานบูชาโดยย่อ จากนั้นก็กล่าว
“จุดสูงสุดของเส้นทางนักลอบสังหารคือเทพมาร ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์เสียสติไปหรือยัง ซึ่งเทพระดับนี้สามารถสร้างอิทธิพลต่อผู้วิเศษเส้นทางตัวเองขณะดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ ส่งผลให้ระดับความยากเพิ่มขึ้น”
“ที่นี่สามารถลดทอนการเชื่อมโยงกับพระองค์ได้มาก”
จินนาตั้งใจฟังจนจบ แล้วเดินไปยังเสาหินกระดำกระด่างที่สลัก ‘ตราศักดิ์สิทธิ์สุริยัน’ จากนั้นก็กางแขนออกเล็กน้อย พร้อมกับเริ่มสวดมนต์
เห็นว่าเธอไม่แย้งว่า ‘ทีฟรังก้ายังไม่เห็นเป็นไรเลย’ และไม่ได้ซักถามอะไรตอนที่คุยกันเกี่ยวกับข้อควรระวัง ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น ลูบคางพลางเดาะลิ้นเบาๆ
“สุริยันจงเจริญ!” ในส่วนท้ายของคำสวด จินนากล่าวสรรเสริญสุริยันเจิดจรัสด้วยความศรัทธา
ลูเมี่ยนไม่ได้พูดอะไร เพียงส่งตะกอนพลัง ‘แม่มด’ รวมถึงเกล็ดกิ้งก่าเงากับวัตถุดิบอื่นๆ ในกระเป๋าสะพายสีดำให้จินนา
เด็กหนุ่มนำเงิน 100,000 เฟลคินที่อีกฝ่ายมอบให้ ไปแลกสิ่งของเหล่านี้มาจากการ์ดเนอร์·มาร์ติน
จินนาเหลือบมอง ‘อัญมณี’ ที่ดูเหมือนนัยน์ตาสีครามแนวตั้ง มองเส้นลวดลายบางๆ บนพื้นผิวของมัน จากนั้นคุกเข่าลงหนึ่งข้าง แล้วผสมโอสถบนพื้นลานบูชาที่สะอาดผิดวิสัย
ไม่นานนัก ถ้วยโอสถสีแดงเข้มที่มีเงาซ่อนอยู่ ก็ปรากฏในมือจินนา
หญิงสาวทำใจให้สงบ พบว่าในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้า คล้ายกับเธอถูกผลักดันด้วยเรื่องราวต่างๆ จนต้องก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สมัครใจ และตอนนี้ก็หยุดไม่ได้แล้ว
นี่คงเป็นโชคชะตาของเรา…สุริยันจงเจริญ! จินนาหลับตาลง แล้วแอบเสริมในใจเงียบงัน
มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เพื่อให้การเลื่อนลำดับของตนเป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด ศรัทธาในใจเธอเริ่มเอนเอียงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากทั้งฟรังก้ากับลูเมี่ยนค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อต้องดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ อย่างน้อยก็ดูเหมือนเป็นแบบนั้น ซึ่งทั้งสองต่างก็ศรัทธาในมิสเตอร์ฟูล
จินนาปราศจากความลังเล เตรียมพร้อมเผชิญความตายเฉกเช่นตอนที่ลงมือสังหารฮิวจ์·อาร์ทัวร์ แล้วกระดกดื่มโอสถลงไป
โอสถทั้งเย็นเยียบและลวงตา ประหนึ่งน้ำค้างแข็งที่กำลังละลาย จินนาพลันคันคะเยอพร้อมกับๆ เจ็บปวดไปทั่วผิวหนัง
ความคิดของหญิงสาวเริ่มพร่ามัว ราวกับค่อยๆ จมลงในน้ำ
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรวดร้าวพลันปะทุจากภายในกาย จินนาได้สติตื่นพร้อมกับพบว่า ตนถูกห้อมล้อมด้วยเปลวไฟสีดำเงียบสงบ โดยมันกำลังกลืนกินเธอทีละนิด
เหนือร่างกายหญิงสาวคือแผ่นน้ำแข็งสีใสที่เกิดจากการบีบอัดไอเย็น มันเป็นราวกับกระจกที่คอยกีดขวางความพยายามของจินนา ผู้ต้องการหลีกหนีให้พ้นจากเพลิงทมิฬ
วินาทีถัดมา จินนาเห็นใบหน้าและเรือนร่างเหนือแผ่นน้ำแข็ง
ใบหน้าดังกล่าวดูเหมือนเธอทุกกระเบียดนิ้ว!
ร่างดังกล่าวคือจินนาอีกคน แต่มือถนัดกลับเป็นข้างซ้าย!
‘จินนา’ บนแผ่นน้ำแข็งมองดูร่างต้นในเพลิงทมิฬด้วยสีหน้าชั่วร้าย บนใบหน้าเผยความคาดหวังและปรารถนา
จินนาถือได้ว่าชำนาญการต่อสู้พอตัว นอกเหนือจากความประหลาดใจระคนหวาดกลัว เธอรวบรวมพละกำลังทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วชกหมัดขึ้นข้างบน
แผ่นน้ำแข็งแตกกระจายเงียบงัน จินนาชั่วร้ายตกลงมาในดงเพลิงทมิฬเช่นกัน
ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตสีดำคล้ายงูเหลือมส่ายไปส่ายมาอยู่ไกลลิบๆ ปลายหัวของมันมีดวงตาแนวตั้งสีน้ำเงิน
‘งูเหลือม’ ประหลาดหายลับไปในพริบตา มิได้เข้ามาร่วมวง เพียงแต่ทิ้งเงาดำไว้
แทบจะในเวลาเดียวกัน จินนาได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆ จนโสตประสาทระบมไปหมด
เสียงถอนหายใจลวงตานี้ดังใกล้เธอมาก ราวกับมาจากบริเวณข้างเคียงลานบูชา หรืออาจมาจากซากศพด้านข้าง
เงาดำที่งูเหลือมทิ้งไว้ ขยายใหญ่อย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีทีท่าจะหยุด แต่ตัวมันก็จางลงเรื่อยๆ เช่นกัน
พริบตาเดียวก็คลุมร่างจินนากับร่างชั่วร้ายเอาไว้ พยายามแทรกซึมเข้าไปในร่างพวกเธออย่างต่อเนื่อง
จินนาไม่ยอมแพ้ กัดฟันทนต่อความเจ็บปวดมึนงง ตะเกียกตะกายสุดชีวิตเพื่อปีนป่ายออกจากนรกเพลิงทมิฬ จนได้มาถึงแผ่นน้ำแข็งใกล้ๆ โดยที่เงาดำยักษ์นั่นตามมาไม่ได้ และมิได้ไล่ตาม เพียงลาก ‘จินนาชั่วร้าย’ ลงสู่ห้วงลึกไร้ก้น
ฉากดังกล่าวพังทลายลงทันที วิสัยทัศน์ของจินนากลับเป็นปกติอีกครั้ง รอบตัวยังคงเป็นเสาหินกระดำกระด่างสลักตราศักดิ์สิทธิ์สุริยัน
สีหน้าของเธอยังบิดเบี้ยว แต่ความเจ็บปวดในกายเริ่มบรรเทาลง
ลูเมี่ยนเห็นว่าเพลิงทมิฬบนตัวจินนาเริ่มหดตัวพร้อมกับจางหายไป โดยน้ำแข็งรอบๆ ก็ทยอยละลาย จึงมั่นใจว่าเพื่อนคนนี้เลื่อนเป็นลำดับ 7 ‘แม่มด’ สำเร็จแล้ว
นั่นทำให้เขากล้าหันสายตาไปยังริมขอบลานบูชา มองห้องฝังศพและซากศพที่ปกคลุมด้วยความมืด
หลังจากจินนาดื่มโอสถเข้าไปไม่นาน เด็กหนุ่มสัมผัสถึงบางสิ่งไม่ชอบมาพากลจากตรงนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรรุกล้ำเข้ามาในลานบูชาอันสะอาดสะอ้านที่มีเสาสองต้น
ในที่สุดจินนาก็ไม่หลงเหลือความผิดปกติบนตัว เมื่อลุกขึ้นยืน เธอเห็นลูเมี่ยนกำลังมองออกไปไกล จึงถามด้วยความฉงนใจ
“หลังจากฉันดื่มโอสถ ราวกับว่าได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากตรงนั้น”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเชื่องช้า
“ในสุสานใต้ดินชั้นนี้มี ‘เสากริสโมนา’ ซึ่งเป็นของ ‘นางมารหายนะ’ ผู้เคยร่วงหล่นที่นี่”
……………………………………………………..