ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 441 นางมารผนึกกำลัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 441 นางมารผนึกกำลัง
ตอนที่ 441 นางมารผนึกกำลัง
……….
“นางมารหายนะ…” จินนาไม่เคยได้ยินคำนี้จากฟรังก้ามาก่อน “มันเป็นชื่อของลำดับหรือ”
ลูเมี่ยนไม่ปิดบัง
“ใช่ เทวทูตลำดับ 2 หึๆ …พอเอาคำว่าเทวทูตกับนางมารมารวมกัน มันฟังแล้วจักจี้หูทุกที”
เทวทูต…จินนาย่อมขาดภาพจำเกี่ยวกับคนใหญ่คนโตระดับนั้น
แม้ว่าเธอมักได้ยินลูเมี่ยนกับฟรังก้าพูดถึงความน่าพรั่นพรึงและพลังอันล้นเหลือของครึ่งเทพเป็นประจำ แต่ก็จินตนาการตามไม่ออก
จินนาพึมพำกับตัวเอง
“กริสโมนา…พระองค์ร่วงหล่นแล้วมิใช่หรือ ทำไมฉันยังได้ยินเสียงถอนหายใจของเธออยู่ล่ะ มันมาจากเธอใช่ไหม?”
ลูเมี่ยนหันไปมองจินนา พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“บุคคลระดับนี้ ต่อให้ดับสูญไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ก็จะยังหลงเหลือร่องรอยทางวิญญาณอยู่ เหมือนกับศพที่ไม่แข็งตัวนั่นแหละ”
“ถ้าในวันข้างหน้า คุณมีโอกาสได้สัมผัสกับมรดกของบุคคลระดับนี้ จงระมัดระวัง ระมัดระวัง และระมัดระวังให้มาก”
จินนาเผยท่าทีตกตะลึงเจือระแวง พลางมองไปยังริมขอบลานบูชา แล้วถามด้วยความกังวล
“แล้วเราควรทำยังไงกันดี?”
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“จะทำอะไรได้ล่ะ ก็ปล่อยให้พระองค์ถอนหายใจไปเถอะ หรือคุณอยากไปช่วยปลอบโยนพระองค์?”
“ไม่ต้องกังวล พระองค์ถูกความตายคุมขัง ถูกบ่อน้ำมัดตรึง ไม่สามารถออกจากสุสานใต้ดินชั้นสามและสี่ ตราบใดที่คุณไม่ลงมาสำรวจ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
“เป็นยังไงบ้าง? เมื่อครู่ได้รับอิทธิพลจากนางมารต้นกำเนิดบ้างไหม?”
ลูเมี่ยนที่ถือเทียนไขสีขาว เพิ่งจะได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปลักษณ์ของจินนา
ผิวพรรณซึ่งแต่เดิมไม่ค่อยดีเพราะชาติกำเนิดกับประสบการณ์ชีวิต ดูราวกับได้เกิดใหม่ เค้าโครงหน้ายังคงเหมือนเดิม แต่ทุกรายละเอียดประณีตขึ้นมาก ราวกับมีรัศมีหมุนวน ภาพรวมเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ ทั้งสะดุดตาและน่าหลงใหล ดูเป็นสตรีมากขึ้น
ด้วยความรอบรู้ของลูเมี่ยน เด็กหนุ่มนึกชื่นชมอย่างอดไม่ได้
จินนาเองก็พิเคราะห์ร่างกายตน รู้สึกว่าส่วนสูงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สัดส่วนร่างกายที่เคยไม่พอใจก็เริ่มใกล้เคียงกับอุดมคติมากขึ้น
“ฉันรู้สึกเหมือนได้เห็น ‘งูเหลือม’ แปลกๆ ตัวหนึ่ง แต่มันไม่ได้เข้ามาใกล้ แถมยังหายตัวไปเร็วมาก…” จินนาเล่าพลางหยิบกระจกที่เตรียมไว้ออกมา อาศัยแสงไฟสีเหลืองจากเทียนไขในมือลูเมี่ยน เพ่งมองใบหน้าที่สะท้อนจากผิวกระจกอย่างตั้งใจ จนกระทั่งมุมปากยกขึ้นเบาๆ อย่างไม่อาจหักห้าม
การชื่นชอบสิ่งสวยงามคือสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ กับจินนาก็ไม่มีข้อยกเว้น หลังจากเห็นว่าตัวเองสวยสาวพราวเสน่ห์ เธอค่อนข้างมีความสุข ถึงกับหลงใหลตัวเองขึ้นมานิดๆ
หญิงสาวเก็บกระจกด้วยความหวงแหวน พลางตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน
บัดนี้เธอสามารถใช้เพลิงทมิฬที่เผาไหม้กายเนื้อและวิญญาณ อีกทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากไอเย็น เริ่มเชี่ยวชาญมนต์ดำหลายชนิด หากมีวัตถุดิบพร้อม ก็สามารถ ‘ล่องหน’ ได้ทันที รวมถึงการใช้คาถาหายากบางชนิด สามารถสาปแช่งเป้าหมายโดยใช้สื่อกลางอย่างเลือด แถมยังเปิดประตูสู่ศาสตร์แห่ง ‘กระจกวิเศษ’ มีศักยภาพในการต่อต้านการถูกทำนายถึง รวมทั้งการสร้าง ‘ตัวตายตัวแทน’ นอกจากนี้ยังใช้ไม้กายสิทธิ์ได้ดี และยังนำมาใช้เป็น ‘ตัวตายตัวแทน’ ได้เช่นกัน
เมื่อเทียบกับนักลอบสังหารและนักกระตุ้น แม่มดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ เก่งกาจรอบด้าน อำนาจไม่ต่ำ ซ้ำยังถนัดการรักษาชีวิตอีกด้วย จนถึงตอนนี้ จินนาเพิ่งรู้สึกอย่างถ่องแท้ว่า ตนกลายเป็นคนของโลกศาสตร์เร้นลับเต็มตัวแล้ว เป็นผู้ถือครองพลังวิเศษ
หญิงสาวพลันเกิดแรงกระตุ้น อยากหาเป้าหมายมาทดลองพลังต่างๆ ของแม่มด
แต่หลังจากเหลือบมองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจไป
เธอมองว่าช่องว่างระหว่างตนกับอีกฝ่ายยังกว้างเกินไป ต่อให้ลำดับ 6 อย่างฟรังก้ามาดวลก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชาร์ล แต่แน่นอน หากฟรังก้าวางแผนลอบสังหาร ก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะฆ่าลูเมี่ยนสำเร็จ — ผู้วิเศษต่ำกว่าลำดับ 4 ถือว่าค่อนข้างเปราะบาง พลาดพลั้งเพียงหนเดียวก็อาจถึงกับตกนรก
ลูเมี่ยนโยนเทียนสีขาวที่กำลังลุกไหม้ให้จินนา ชี้ไปทางกระเป๋าสะพายสีดำของตนแล้วพูด
“ในนี้มีเครื่องสำอาง คุณจงใจทำให้ตัวเองอัปลักษณ์ขึ้นหน่อย ปกปิดเสน่ห์เอาไว้บ้าง พวกนิกายนางมารที่ซ่อนอยู่ในเงามืดจะได้ดูไม่ออกว่าคุณกลายเป็นแม่มดแล้ว”
เพื่อการนี้ เด็กหนุ่มพกเครื่องสำอางสตรีมาด้วยชุดหนึ่ง
จินนาอุทานด้วยความประหลาดใจ
“แม้แต่รายละเอียดแบบนี้ก็ยังคิดเผื่อเอาไว้…”
“ในโลกของผู้วิเศษ ความรอบคอบและพิถีพิถันจะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากโข” ลูเมี่ยนหันกายไปด้านข้าง แล้วพูดต่อ “ไปปลอมตัวที่อื่นเถอะ อยู่ตรงนี้นานเกินไปก็ไม่เหมาะ”
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคุณดูใจร้อนตลอดเวลา แถมยังบ้าบิ่นอยู่หน่อยๆ …” จินนากระซิบกระซาบก่อน จากนั้นค่อยอมยิ้ม “ตอนนี้คุณมองว่าฉันสวยขึ้นแล้วสินะ?”
ปัจจุบันเธอไม่ได้แต่งหน้า แต่นัยน์ตาสีน้ำเงินที่กลอกไปมา กลับดูเหมือนสีประกายดาวซ่อนอยู่
ลูเมี่ยนหัวเราะหึในคอ
“ผมแค่เคารพผลของโอสถ และเชื่อในอิทธิพลของตะกอนพลัง”
พูดจบ เด็กหนุ่มก็หันตัวกลับ ถือเทียนไขเดินไปยังบันไดหินกว้างๆ ที่นำไปสู่ชั้นบน
ปากนี่ไม่เคยเสียเปรียบเลยจริงๆ! จินนาสบถแผ่วเบา รีบเก็บข้าวของแล้วเดินตามหลังไป
หญิงสาวยังไม่ทันจะได้ข้อสรุปว่า ตนควรยั่วโมโหลูเมี่ยนพลางหาโอกาสแทรกคำว่า ‘ขอบคุณ’ อย่างไรดี ก็พลันได้ยินเสียงสบายๆ ของผู้ชาย ดังมาจากบุคคลที่กำลังเดินนำเธออยู่
“แล้วก็ พรุ่งนี้ช่วยผมทำงานด้วยล่ะ”
“บัดซบ!” จินนาอดใจไม่สบถไม่ได้
…………
เขตห้องสมุด ถนนระเบียง
ถนนสายนี้ตั้งชื่อตามระเบียงหลากรูปแบบหลายสีสัน ซึ่งมักมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชม
ลูเมี่ยนยืนอยู่บนระเบียงร้านกาแฟที่ตกแต่งในโทนสีเขียวขาว ตามองไปยังบ้านเลขที่ 20 ซึ่ง ‘โฉมงามชูรส’ ปอลีนา ภรรยาหม้ายของกิโยม·เบเนต์พักอาศัยอยู่
ระเบียงของบ้านหลังดังกล่าวทาสีขาวล้วน รองรับด้วยโครงไม้เพื่อป้องกันลมฝน แบบเดียวกับโรงแรมริมหาดทางใต้ของอินทิส
ลูเมี่ยนละเลียดกาแฟในมือ สมองคอยเรียบเรียงข้อมูลและข้อสันนิษฐานที่รวบรวมมาได้ในระยะนี้
“ทุกสัปดาห์จะมีชายลึกลับอาศัยความมืดมิดยามราตรี แวะมาเยือน ‘โฉมงามชูรส’ สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง…อย่างน้อยต้องสัปดาห์ละครั้ง อาจจะเกิดขึ้นภายในวันสองวันนี้…”
“ข้อสังเกตจากชาวเมืองโดยรอบ ชายปริศนาที่แวะเยือนปอลีนากลางดึกมีทั้งหมดสามคน คนหนึ่งอายุน้อย คนหนึ่งวัยกลางคน และคนสุดท้ายใกล้หกสิบ…”
“ใครในนี้จะเป็นบูวาร์·ปงแปโร ผู้ประสานงานขององค์กร ‘คนบาป’ กันนะ?”
“หนึ่งในพลังจากสัญญาของบูวาร์คือ ‘วิชาแปลงโฉม’ สามคนนี้อาจจะเป็นเขาทั้งหมด หรืออาจไม่ใช่เลยสักคน แต่เป็นเพียง ‘ตัวแทน’ สำหรับเบี่ยงเบนความสนใจ ส่วนตัวจริงปลอมตัวเป็นหนึ่งในคนรับใช้ของบ้านปอลีนา คอยเข้าออกอย่างเงียบเชียบ…”
“ต้นทุนของ ‘วิชาแปลงโฉม’ คือ ‘ใบหน้าของตัวเอง’ ผลกระทบด้านลบคือ ‘แรงกระหายในการทารุณผู้อื่น’…ฉนวนกันเสียงของบ้านบนถนนระเบียงทำได้ค่อนข้างดี ไม่เคยมีเพื่อนบ้านได้ยินเสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกของปอลีนา…”
“หลังจากกิโยม·เบเนต์ตายได้สักระยะ มีความเป็นไปได้สูงว่าปอลีนาจะเข้าร่วมองค์กรคนบาปเต็มตัว ยอมรับพร และกลายเป็นผู้วิเศษ…”
“ขั้นตอนสำคัญที่สุดในแผนคราวนี้คือ ต้องยืนยันให้ได้ว่าใครคือบูวาร์·ปงแปโร…”
ลูเมี่ยนมีแผนเตรียมไว้แล้ว รอจนกระทั่งท้องฟ้ามืดลง ดื่มกาแฟที่เหลือจนหมด เด็กหนุ่มสวมหมวกกลมสีน้ำตาล เดินออกจากอาคารปัจจุบันโดยไม่ให้เกิดสุ้มเสียง แล้วหายลับเข้าไปในตรอกริมถนน
…………
ถนนระเบียง บ้านเลขที่ 20 ในห้องนอนใหญ่อันกว้างขวางอบอุ่น
ปอลีนาผู้เป็นหญิงสาวพราวเสน่ห์ บุคลิกสง่างามแฝงกลิ่นอายเย้ายวน สวมชุดนอนสีขาวอ่อน เดินไปทางกระจกเต็มตัว ถอดเสื้อผ้าออก ตรวจดูร่องรอยคล้ายถูกเฆี่ยนตีเป็นทางๆ บนร่างกายตัวเอง
ร่องรอยเหล่านั้นจางลงไปมากแล้ว เหลือเพียงสีแดงเข้มจางๆ อีกไม่กี่วันก็น่าจะหายสนิท
คิดถึงสองวันนี้ที่ต้องเป็นทุกข์อีกครั้ง ปอลีนาถอนหายใจแผ่วเบา
สายตาของเธอตรึงอยู่กับรอยประทับสีดำบนไหล่ขวาตัวเอง รู้สึกโชคดีไม่น้อยที่หลังจากกลายเป็น ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ เมื่อไม่นานมานี้ พลังชนิดแรกที่เธอเลือกคือ ‘การฟื้นตัว’
เพียงกระตุ้นพลังดังกล่าว เนื้อหนังกับผิวพรรณก็จะเริ่มฟื้นตัวใหม่ในระดับหนึ่ง บาดแผลต่างๆ ก็หายไวมาก
ปอลีนายังไม่เคยลองว่าพลังนี้สามารถงอกแขนขาออกมาใหม่ได้ไหม แต่เชื่อว่าหากเงื่อนไขเหมาะสม ก็มีโอกาสทำได้
แน่นอน คนตายไม่สามารถกระตุ้นพลัง
ปอลีนาจัดแจงชุดนอนสีขาวอ่อนให้เข้าที่เข้าทาง เตรียมแต่งหน้าเบาๆ เพื่อต้อนรับแขกที่อาจมาเยือน
ทันใดนั้นเอง เธอเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า
สิ่งนี้มาจากพลังในพันธสัญญาของเธอเช่นกัน ปอลีนาเชื่อว่าการรับรู้อันตรายล่วงหน้า สำคัญยิ่งกว่าการต่อสู้จริง
เพื่อพลังนี้ เธอแลกมาด้วย ‘ความสามารถในการมีบุตร’ โดยมาพร้อมกับผลข้างเคียงเชิงลบคือภาวะ ‘จิตอ่อน’ เบาๆ
จิตของปอลีนาเครียดเกร็งกะทันหัน ร่างกายโค้งงอไปด้านหลังทันที เว้นระยะห่างระหว่างตัวเองกับต้นตออันตราย โดยอาศัยความยืดหยุ่นของนักเต้น
ขณะเดียวกัน มือขวาของหญิงสาวแบออก ปล่อยลำแสงสว่างสีเงินขาวออกมาเป็นสาย ซัดส่ายประสานกัน ห่อหุ้มตำแหน่งที่เธอสงสัยว่าผู้ลอบโจมตีกำลังซ่อนตัว
นี่คือพลังที่สามและสุดท้ายจากพันธสัญญา ชื่อของมันคือ ‘วิชาประกายอสนี’ ซึ่งสามารถชดเชยจุดอ่อนที่เธอบกพร่องการโจมตี โดยแลกมากับ ในวันที่เกิดฝนฟ้าคะนอง เธอจะถูกฟ้าผ่าได้ง่ายกว่าปกติ ส่วนผลข้างเคียงเชิงลบคือ ร่างกายไวต่อความรู้สึกมากขึ้น ความเจ็บปวดที่แต่เดิมทนได้ถึงสิบ บัดนี้ไหวเพียงเจ็ดหรือแปดเท่านั้น ซึ่งทำให้ปอลีนาไม่ยินดีกับการมาเยือนของบูวาร์·ปงแปโรสักเท่าไร ทุกครั้งต้องกัดฟันทนโดยอาศัยคุณสมบัติอดทนของภิกษุบิณฑบาต
ท่ามกลางเสียงลั่นเปรี้ยะ ในตำแหน่งที่ถูกสายฟ้าจากฝ่ามือยิงใส่ กระจกบานหนึ่งปรากฏขึ้นกะทันหัน แล้วกลายเป็นตอตะโกในพริบตา แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
จากหางตา ปอลีนาเห็นร่างคนพรวดออกจากผ้าม่านที่ปิดสนิท จึงรีบบิดตัวหลบออกจากทิศทางดังกล่าว
ทันใดนั้น ด้านหลังศีรษะของเธอปรากฏกำปั้นสีขาว โดยมันกระแทกใส่กกหูของปอลีนาอย่างหนักหน่วง
พอได้ยินเสียงกระแทกแน่นๆ การมองเห็นของปอลีนาก็พลันดำมืด พร้อมกับสลบเหมือดไป
ด้านหลังโฉมงามชูรสผู้นี้ เงาของจินนาที่แต่งกายในชุดทหารรับจ้างหญิงก็โผล่ออกมา
เธอกับฟรังก้าใช้กลยุทธ์ล่องหนคู่ แถมยังต่อต้านการทำนาย คนหนึ่งดึงดูดความสนใจ อีกคนลอบโจมตีเงียบเชียบ กำราบเป้าหมายได้ชะงักงัน
ฟรังก้าเดินสองสามก้าวเข้าไปใกล้ หยิบยาสลบของสมาคมเสียวซ่านออกมา แล้วจ่อจมูกของปอลีนา
จัดการเสร็จ จินนาก็แง้มม่านออกเล็กน้อย อาศัยแสงในห้องส่องมือของเธอที่ยื่นออกไป
นี่เป็นการแจ้งกับลูเมี่ยนว่า ปฏิบัติการเสร็จลุล่วงแล้ว
ไม่นานนัก ลูเมี่ยนเริ่มปีนผนังด้านนอก ดอดเข้ามาในห้องนอนใหญ่โดยมีจินนาคอยดึงขึ้น
จากนั้น เด็กหนุ่มโยนต่างหู ‘คำลวง’ ให้ฟรังก้า
ฟรังก้าเปลี่ยนสมบัติวิเศษชิ้นนี้ให้กลายเป็นจี้เงิน แล้วสวมไว้ตรงอก
รูปโฉมกับส่วนสูงของเธอเริ่มเปลี่ยนไป ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งคล้ายปอลีนา
……………………………………………………..