ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 446 คำทำนาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 446 คำทำนาย
ตอนที่ 446 คำทำนาย
……….
‘แม่มด’ ถูกมองว่าเป็นพลังเชิงลบที่จะนำพาหายนะ…หายนะ…ระหว่างที่สวมบทบาทนักกระตุ้น จินนาเคยฉุกคิดได้ว่า การกระตุ้นย่อมนำมาซึ่งหายนะเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้แบกรับ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเจตจำนงของ ‘นักกระตุ้น’ ดังนั้น เธอจึงค่อนข้างไวต่อคำว่า ‘หายนะ’ และมองว่านี่อาจเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’
ขณะเดียวกัน เธอถือโอกาสนี้ยืนยันข้อสันนิษฐาน
พลังเชิงลบ…แม่มดสอดคล้องกับพลังเชิงลบจริงๆ …
“ลำดับ 2 ของเส้นทาง ‘นักลอบสังหาร’ เรียกว่า ‘นางมารหายนะ’…นี่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในลำดับครึ่งเทพ หายนะก็ยังเป็นส่วนสำคัญ…”
จินนาพยักหน้าแผ่วเบา เดินไปทางประตูห้องนั่งเล่น หมุนปุ่มบนผนังเพื่อหรี่โคมไฟแก๊สให้เหลือน้อยที่สุด
หลังจากหญิงสาวจัดการโคมไฟแก๊สทั้งสี่ดวงเสร็จ บรรยากาศในห้องก็ค่อนข้างมืดสลัว แสงบางๆ ผสมกับปนเปไปกับเงา ราวกับใกล้บังเกิดเหตุการณ์อันน่าขนลุก
ฟรังก้ามองไปรอบๆ ถามกึ่งสงสัยกึ่งยืนยัน
“เธอกำลังสร้างบรรยากาศมืดสลัว น่าขนลุก และพิสดารสินะ”
จินนาตอบยิ้มๆ
“ตามละครและนิยาย แม่มดก็มักปรากฏตัวในบรรยากาศแบบนี้มิใช่หรือ?”
“สมแล้วที่เป็นนักแสดงฝึกหัดตัวจริง” ฟรังก้าเอ่ยปากชมจินนา ขณะเดียวกันก็รู้สึกภูมิใจในตัวเอง เพราะเมื่อก่อนเธอก็เข้าใจได้รวดเร็วเช่นกัน ว่าการสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’ ต้องทำอย่างไรบ้าง ถึงกับเคยลองปรุงยามืดอยู่พักหนึ่ง ซึ่งก็ได้ผล แต่เทียบกับ ‘นักปรุงยา’ ไม่ได้เลย
ในห้องมืดสลัว จินนากลับมาหาวัวน้อยอีกครั้ง
หญิงสาวก้มตัวลง เปล่งเสียงทุ้มต่ำสองคำเป็นภาษาเฮอร์มิส
“ท่านอาร์ชบิชอป”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลูเมี่ยนที่อยู่นอกประตู ได้ยินแล้วก็นึกขำในใจ โดยชื่นชมว่าจินนาทุ่มเทให้กับการสวมบทบาทมาก ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนมิใช่ผู้รับพรจากชะตากรรม ไม่สามารถใช้ ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ แบบย่อได้ แต่เพื่อสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’ ให้ถึงแก่น เธอยังคงทำตามขั้นตอนจนครบถ้วน
ลูเมี่ยนเพิ่มระดับเสียง โดยลอกเลียนความน่าเกรงขามของเทอร์มีโพลอส จนเหมือนกับว่ามีองค์ซ่อนเร้นขานรับ ‘แม่มด’ ที่กล่าวคาถาอัปมงคล
“ท่านอาร์ชบิชอป”
ภายในห้องนั่งเล่น แสงอันแผ่วเบาถาโถมออกมา หนังวัวสีน้ำตาลแตกออก เผยให้เห็นร่างของบูวาร์·ปงแปโรที่เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ และถุงเท้าสีเข้มเท่านั้น
จัดการตรงนี้เสร็จ ลูเมี่ยนก้าวต่อไปข้างหน้า จนมาถึงประตูใหญ่ของบ้านเลขที่ 20 ถนนระเบียง มองผ่านมุขหน้าต่างออกไป เห็นสายฝนที่กลมกลืนไปกับความมืดยามค่ำคืน
ส่วนจินนาย่อตัวลงครึ่งท่า วางมือขวาลงบนหน้าผากของบูวาร์
เปลวไฟสีดำพุ่งออกจากฝ่ามือเธอ ซึมผ่านเข้าไปในร่างของผู้ประสานงานองค์กร ‘คนบาป’
พวกมันมิได้ส่งเสียงลุกไหม้เปรี้ยะๆ แต่ทำตัวดุจดังกระแสน้ำสีดำ เอ่อล้นบูวาร์จากด้านในสู่ด้านนอก
ผ่านไปสิบกว่าวินาที บูวาร์ก็เริ่มเกร็งกระตุก
กระตุกอยู่ไม่กี่ครั้ง ร่างกายก็ผ่อนคลายลงฉับพลัน มีกลิ่นของเสียลอยโชยออกมา
ชีวิตของเขาจบลงแล้ว
จินนาในชุดทหารรับจ้างหญิง มองเสื้อผ้าของตนอย่างไม่พอใจนัก พลางลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปหาฟรังก้า
ฟรังก้าเข้าใจถึงความขึงขังในการสวมบทบาทเป็นแม่มด จึงให้ความร่วมมืออย่างดี ด้วยการวางขวดยาผีบอกบนฝ่ามืออีกฝ่าย
จินนาย่อเข่าลงอีกครั้ง กรอกยาผีบอกใส่ปากบูวาร์
ของเหลวสีเข้มที่มีฟองอากาศและประกายวูบวาบสีเงินดำ เริ่มไหลเข้าไปในช่องปากของศพ แล้วหยุดค้างอยู่ตรงนั้น
เสียงลมพัดเอื่อยดังหวีดหวิว แสงจากโคมไฟแก๊สที่ถูกหรี่จนสุด เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมเขียวจางๆ
เมื่อสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงอันคุ้นเคย ลูเมี่ยนมั่นใจว่าบูวาร์สิ้นชีพโดยสมบูรณ์แล้ว พลังพรหวนกลับสู่รากเหง้า จึงเดินกลับจากประตูหน้า ผ่านอ็องโตนี·รีด กลับเข้าไปในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
อึก!
พรวด! บูวาร์ลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าซีดเซียวผิดวิสัย ดวงตาใสไร้สีสัน
จินนามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เห็นก้อนสีสันอันเข้มข้น เห็นแสงสว่างบริสุทธิ์ เห็นร่างอันไร้รูป และเห็นคลื่นสีปรอท หญิงสาวได้แต่นึกชื่นชมอยู่ในใจ ว่านี่ช่างน่าอัศจรรย์โดยแท้ ขณะเดียวกันเธอก็ต้องทนเผชิญกับความหนาวเหน็บ ก่อนจะมองไปทางลูเมี่ยนและฟรังก้า
จินนาไม่มีสิ่งที่อยากถามกับศพ เพียงแค่กำลังสวมบทบาทเท่านั้น
ฟรังก้าส่งภาษากายบอกให้ลูเมี่ยนคิดคำถาม ส่วนตนจะคอยศึกษาเรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อถึงคราวต้องใช้ยาผีบอกที่เหลืออีกขวด
ลูเมี่ยนผู้มีประสบการณ์และรู้กฎเกณฑ์ดี ใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะพูดกับจินนา
“ถามว่า อัวซอง·ซ็องซง อดีตเจ้าของร้านกาแฟอัวซองในเขตทรีอาร์ของสาธารณรัฐอินทิส จะอยู่ที่ไหนในเวลานี้ของสัปดาห์หน้า”
คำถามนี้นอกจากความหมายตรงตัวแล้ว ยังแฝงนัยลึกๆ ไว้ด้วย
หากศพของบูวาร์ตอบไม่ได้ ให้คำตอบที่ดูปกติไม่ได้ นั่นแสดงว่าในเวลานี้ของสัปดาห์หน้า อัวซอง·ซ็องซงได้ออกจากสถานที่ซึ่งตัวเขากับเหล่าผู้รับพรที่แข็งแกร่งกบดานอยู่ และภัยพิบัติอาจใกล้ปะทุเต็มทีแล้ว!
จินนาพยักหน้าแผ่วเบา ใช้เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเย้ายวนเล็กน้อย ถามกับศพของบูวาร์
ใบหน้าซีดเซียวของศพสะท้อนแสงสีน้ำเงินอมเขียวอันสลัวราง ทำให้ดูเหมือนสีเขียวปนเทา พลางอ้าปากตอบเป็นภาษาอินทิส
“ห้องหมายเลข 7”
ห้องหมายเลข 7…ลงลึกรายละเอียดขนาดนี้เชียว? แต่ดันขาดคำอธิบายในภาพกว้าง…ลูเมี่ยนเคยเข้าใจว่า ศพของบูวาร์คงตอบด้วยคำอธิบายในภาพกว้าง อย่างเช่น ‘เขตเจ้าหญิงสีชาดกรุงทรีอาร์’ เหมือนอย่างคนตายในคราวก่อน ซึ่งจะช่วยให้การสืบสวนของชุมนุมทาโรต์ถูกตีกรอบลงมาก แต่เด็กหนุ่มคิดไม่ถึงว่า ศพของบูวาร์จะบอกหมายเลขห้องปัจจุบันของอัวซอง·ซ็องซงมาตรงๆ
สำหรับลูเมี่ยน คำตอบเช่นนี้ไม่มีประโยชน์เท่ากับ ‘เขตเจ้าหญิงสีชาดกรุงทรีอาร์’ เพราะทั่วทั้งทรีอาร์มีห้องหมายเลข 7 มากมายนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้ หากห้องหมายเลข 7 ไม่ได้อยู่ในทรีอาร์ล่ะ? การเตรียมตัวเพื่อวางแผนชั่วร้าย ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในทรีอาร์เสมอไป!
“บูวาร์คือผู้รับพรในเส้นทางชะตากรรม ตัวเขาเองก็มีพลังด้านโชคชะตา รวมถึงมลทินอันเกิดจากพลังชะตากรรม…หากศพของเขาดื่มยาผีบอก ก็ย่อมต้อง ‘เห็น’ ได้ชัดกว่าศพทั่วไปและคาดการณ์ได้ชัดเจนกว่า…นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผลการทำนายไม่ปกติ?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดในใจ
เด็กหนุ่มตัดสินใจถามเพื่อยืนยัน
“ถามเขาว่า ปัวริส·เดอ·โร้คฟอร์จากเขตดาลีแอช แคว้นไรสตันของสาธารณรัฐอินทิส จะอยู่ที่ไหนในเวลานี้ของสัปดาห์หน้า”
หลังจากฟัง ‘แม่มด’ ถ่ายทอดคำถามจบ ศพของบูวาร์ก็ตอบด้วยน้ำเสียงเลือนราง
“ห้องหมายเลข 12”
ห้องหมายเลข 12, ห้องหมายเลข 7 …คุณนายปัวริสกับอัวซอง·ซ็องซงอยู่ที่เดียวกันจริงๆ ด้วย เหล่าผู้รับพรระดับหัวกะทิของนิกายเทพมารในกรุงทรีอาร์กำลังรวมตัวกัน คงไม่ใช่เพื่อกินดื่มสังสรรค์แน่…ระหว่างที่ลูเมี่ยนผงกศีรษะแผ่วเบา ก็รีบไตร่ตรองพิจารณาคำถามถัดไป
จากคำตอบทั้งสองข้อ เด็กหนุ่มคาดเดาได้คลุมเครือว่า ศาสตร์ดูดวงกำลังถูกรบกวนอย่างหนัก หากถามถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเหล่าผู้รับพรเทพมารระดับหัวกะทิสุมหัวกันอยู่ จนคำตอบแทบจะเสียของ เขาจึงต้องเปลี่ยนทิศทางการถาม
สักครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนมองไปทางจินนาแล้วพูด
“ถามว่า อัวซอง·ซ็องซง จะออกจากตึกที่เขาอยู่ในปัจจุบันเมื่อไร”
ช่วงเวลาที่เขาออกจากตึก คงใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ภัยพิบัติอาจปะทุ หรือเป็นจังหวะที่อีกฝ่ายคงเริ่มเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ
บูวาร์ฟังคำถามของจินนาจบ ภาพประหลาดๆ ในดวงตาศพก็พลันเลือนหาย พลางอ้าปากตอบด้วยเสียงล่องลอย
“ฝน, น้ำ…”
พูดถึงตรงนี้ ลูกตาของบูวาร์ก็ระเบิดดังโผละ เลือดและของเหลวพุ่งกระฉูด เหลือเพียงโพรงตาสองข้างที่เปื้อนสีดำปนแดง
ศพเริ่มบวมพอง ราวกับถูกแช่น้ำมานาน ซีดเซียว หม่นหมอง เปียกชื้น
วินาทีถัดมา ศพก็พลันหายวับไปต่อหน้าต่อตาพวกลูเมี่ยน ราวกับมันไม่เคยดำรงอยู่มาก่อน
ฟรังก้าที่ถือกระจกอยู่ เตรียมใช้คำสาปรับมือกับศพที่ผิดปกติ พอเป้าหมายหายไปก็รีบมองสำรวจรอบตัว แต่พบเพียงร่องรอยการระเบิดของลูกตาทั้งสองข้าง
“เป็นเพราะเราทำนายถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่สักพระองค์ หลังจากศพได้รับผลสะท้อนอันน่าสยดสยอง ก็ถูกลากหายไปอย่างเป็นปริศนา?” ฟรังก้ารีบสรุปโดยอิงจากประสบการณ์อันน้อยนิดของเธอ
จากนั้นเธอก็ถอนหายใจด้วยความทึ่ง
“เห็นไหม…การทำนายและดูดวงเป็นเรื่องอันตรายมาก”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดต่อ
“ตอนนี้พวกเราถอนตัวกันก่อน ไปรับทรัพย์ที่บ้านบูวาร์กัน”
“ตกลง เราไม่ควรประมาท” จินนาเงยหน้ามองเพดาน “จะจัดการกับปอลีนาและสาวกเทพมารคนอื่นๆ ยังไง? ฆ่าทิ้งให้หมดเลยไหม?”
“ฉันเอง! ให้ฉันรับผิดชอบเรื่องนี้เถอะ!” ฟรังก้ายกมือขึ้น “ฉันอยากหาความสนุกให้ตัวเองสักหน่อย ไม่สิ สุขสม!”
เธอเองก็อยากหาโอกาสสวมบทบาทบ้าง
เมื่อเห็นทั้งจินนาและลูเมี่ยนมองมาด้วยสายตาดูแคลน ฟรังก้าจึงส่งเสียง ‘เฮอะ’
“พวกคุณคิดอะไรกันอยู่? ความสุขสมไม่จำเป็นต้องเกิดจากเรื่องอย่างว่าสักหน่อย!”
แล้วจะทำอะไรให้ตัวเองสุขสม? ลูเมี่ยนหัวเราะในคอ แล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่น ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
“ให้เวลาห้านาที”
ห้านาที? ฟรังก้าพึมพำพลางนั่งลงหน้าเครื่องพิมพ์ดีดทองเหลือง สวมถุงมือ แล้วกดแป้นพิมพ์คล่องแคล่ว
ไม่นานนัก ปอลีนากับพรรคพวก รวมถึงพ่อบ้านที่ถูกมัดแน่นหนาอยู่ในห้องนอนใหญ่ ก็ล้วนมีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่บนตัวแต่ละคน เขียนไว้ตามลำดับว่า
“พวกเราเป็นสาวกเทพมาร!”
“ศรัทธาในองค์ซ่อนเร้นนามว่าชะตากรรม!”
“จับพวกเราเร็วเข้า!”
“ผู้นำของเราคืออัวซอง·ซ็องซง!”
“อัวซอง·ซ็องซงกับคนสนิทของเขาเดินทางไปที่ใดสักแห่ง เห็นว่าจะปักหลักอยู่ที่นั่นสามเดือน!”
“พวกเขาออกเดินทางเมื่อสามเดือนกว่าๆ ที่แล้ว!”
“ฉันมี ‘ฟื้นตัว’ ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ และ ‘วิชาประกายอสนี’ กรุณาระวังตัวให้ดี!”
ติดกระดาษเหล่านี้เสร็จ ฟรังก้ากวาดตามองอย่างพึงพอใจและอิ่มเอมใจยิ่งนัก
จากนั้น เธอหันไปพูดกับปอลีนาที่หมดสติ
“ความยืดหยุ่นของ ‘นักเต้น’ อาจช่วยให้เธอหลุดพ้นจากการถูกเชือกมัด ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำให้เธอหมดสติไปอีกสองชั้น”
เมื่อพูดจบ เธอจุดเพลิงทมิฬเผาวิญญาณของปอลีนาทันที จนอีกฝ่ายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างยิ่ง จากนั้นเสริมด้วยยาสลบของ ‘สมาคมเสียวซ่าน’ อีกหนึ่งชั้น
แปะๆ ฟรังก้าปรบมือ แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ข้างหลังเธอ เพลิงทมิฬไหลเวียนทุกซอกมุม เผาไหม้ร่องรอยต่างๆ
…………
หลังจากมั่นใจว่าแจ้งความสำเร็จ พวกลูเมี่ยนเดินทางไปเอาทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็วจากบ้านของบูวาร์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตห้องสมุดเช่นกัน
ระหว่างเดินทางกลับเขตตลาดด้วยรถม้า หลังจากเปลี่ยนกลับเป็นรูปลักษณ์เดิม ลูเมี่ยนเตรียมจะถามฟรังก้าในบางเรื่อง แต่ทันใดนั้นก็เห็นร่างหนึ่งเหวี่ยงวูบหายไปในความมืดนอกหน้าต่าง
ร่างดังกล่าวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ และถุงเท้าสีเข้ม ดวงตาทั้งสองข้างว่างเปล่า กลายเป็นโพรงตาไปแล้ว ผิวหนังบวมพองและซีดขาว เหมือนถูกแช่น้ำมาก่อน
บูวาร์·ปงแปโร!
ศพของบูวาร์·ปงแปโรที่หายไปก่อนหน้านี้!
……………………………………………………..