ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 445 รางวัลการต่อสู้
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 445 รางวัลการต่อสู้
ตอนที่ 445 รางวัลการต่อสู้
……….
แม้แต่ลูเมี่ยนก็ยังอึ้งเมื่อได้ยินคำตอบ
แบบนี้ก็ได้หรือ?
เด็กหนุ่มไตร่ตรองอย่างละเอียด แล้วพบว่ามันเป็นไปได้ — ความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่ได้รับจากพรนั้นบอกเพียงว่า หาก ‘เคราะห์ร้าย’ ไม่ได้ถูกส่งต่อออกไป เมื่อย้อนกลับมาหาเจ้าของเดิม ก็จะไม่สามารถใช้ ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ เพื่อเปลี่ยนแปลงเคราะห์ร้ายนั้นได้อีก แต่ไม่ได้ระบุว่า หากใครประสบเคราะห์ร้ายเพราะสัมผัสกับวัตถุ จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตานั้นได้
อย่าได้ประมาทผู้อื่นเป็นอันขาด แม้จะดูเซ่อซ่าหรือไม่ค่อยเฉลียวฉลาดเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งก็อาจมีไอเดียแปลกใหม่ หรือมีวิธีการพิสดารไม่เหมือนใคร…โอลัวร์เคยลอกว่า ต่อให้เป็นคนโง่ที่สุด หากได้คิดสักพันครั้ง ก็ย่อมต้องสำเร็จสักหนึ่งครั้ง…ในฐานะ ‘นักวางแผน’ เราห้ามละเลยความเป็นไปได้นี้ ไม่งั้นสักวันอาจสะดุด ‘เชือก’ จนหงายหลัง…ลูเมี่ยนได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากวิธีของบูวาร์ อีกทั้งยังบรรลุในบางเรื่อง
หลังจากเด็กหนุ่มเลื่อนลำดับเป็น ‘นักวางแผน’ ก็ยังไม่พบการอาละวาดหรือรั่วไหลของโอสถ อีกทั้งเมื่อครู่ก็ยังย่อยโอสถเพิ่มบางส่วน อีกไม่กี่วันข้างหน้า ร่างกายของเขาก็คงพร้อมสำหรับการวิงวอนขอพร ‘นักพรต’ เพื่อสร้างสมดุลใหม่
ลูเมี่ยนมองวัวน้อยที่กำลังนั่งเก้ๆ กังๆ พลางครุ่นคิดถึงคำถาม
“สามารถทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ได้เลยหรือ?”
กีบเท้าของบูวาร์เริ่มเคาะลงบนแป้นพิมพ์ทองเหลือง โดยมีจินนาคอยอ่านเนื้อหาบนกระดาษ
“ทุกครั้งที่เปลี่ยนชะตา กระแสของโชคชะตาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับหนึ่ง ผลักดันตัวเองไปข้างหน้าอีกช่วงหนึ่ง ส่งผลให้เมื่อกระบวนการเปลี่ยนชะตาสิ้นสุดลง ระยะเวลาการเกิดเคราะห์ร้ายจะสั้นลงเรื่อยๆ จนไปถึงระดับที่ออกฤทธิ์ทันที ระหว่างนั้น ความยากในการเปลี่ยนชะตาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว”
“หลังจากที่โชคชะตาบน ‘เหรียญทองกาลกิณี’ เปลี่ยนมือไปสองสามคน ‘นักพรต’ ก็ไม่สามารถย้ายมันได้อีก เช่นเดียวกันธนบัตรอาถรรพ์”
“วัตถุแห่งชะตาของภิกษุบิณฑบาตจะดำรงอยู่ได้เพียงครั้งละหนึ่งชิ้น ส่วนนักพรตจะดำรงอยู่ได้สองชิ้นพร้อมกัน”
‘ธนบัตรดวงตก’ หมายถึงธนบัตรมูลค่า 20 เฟลคินที่แต่เดิมอยู่ในถุงผ้าสีเทาอมฟ้า ฝั่งหัวสลักรูปครึ่งตัวของเลวองก์ ประธานาธิบดีคนแรกของอินทิส กับท่าเรือใหญ่บนแม่น้ำเซอเรนโซ่
ที่แท้ ไม่ใช่ว่าแกไม่อยากทำเหรียญทองกาลกิณีเพิ่ม แต่ทำไม่ได้สินะ…ลูเมี่ยนผงกศีรษะช้าๆ
“เหรียญทองกาลกิณีกับธนบัตรดวงตกยังออกฤทธิ์ได้อีกกี่วัน?”
“สิบวัน” วัวน้อยพิมพ์สองคำคล่องแคล่ว
ลูเมี่ยนเคยเตือนฟรังก้าเรื่อง ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ จนเธอกับจินนาคอยระวังไม่ไปสัมผัสกับวัตถุที่เก็บได้จากศัตรู รวมถึงห้ามเหยียบสิ่งที่ไม่ควรเหยียบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้รับพรเส้นทางชะตากรรม
ขณะฟังบทสนทนาของทั้งสอง เธอก็รำพันเงียบอยู่ในใจ
ธนบัตรดวงตกอะไรกัน ธนบัตรฉิบหายสิไม่ว่า!
วิชามารทำนองนี้ เราเคยได้ยินมาบ้างก่อนข้ามโลก แต่คิดมาตลอดว่ามันเพ้อเจ้อ เป็นความเชื่องมงายยุคศักดินา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เมื่อสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน ความคิดมนุษย์ก็ดูจะเอนเอียงเข้าหากันด้วย กระทั่งวิชามารที่สร้างขึ้นก็ยังใกล้เคียงกันมาก…หรือว่าโลกของเราเองก็มีร่องรอยของเทพมารแห่งชะตากรรม หรือเทพสักองค์ที่มีอำนาจในขอบเขตคล้ายคลึงกัน?
นอกเหนือจากเหรียญทองกาลกิณีกับธนบัตรดวงตก ลูเมี่ยนชี้ไปทางขวดโลหะเล็กๆ สองใบ
“พวกมันคือ?”
“เป็นยาผีบอกทั้งคู่” จินนาอ่านประโยคที่วัวน้อยพิมพ์
ยาผีบอกสินะ เรารู้สึกว่ามันยุ่งยากเลยไม่ได้ทำเพิ่ม แล้วอีกอย่าง ถ้าเรากรอกยาผีบอกใส่ปากศพ บางทีอาจถูกเทอร์มีโพลอสใช้อิทธิพลก่อกวนเอาได้ จนผลลัพธ์ไม่แม่นยำหรือถูกบิดเบือน…ลูเมี่ยนหันสายตาไปยังวัตถุที่บูวาร์·ปงแปโรหยิบออกจากกระเป๋าเสื้ออีกใบ
มันคือแว่นตาเลนส์เดียว รูปทรงแปลกประหลาด เป็นประเภทที่ลูเมี่ยนอยากจะจำ
ส่วนโครงแว่นประกอบด้วยเนื้อเยื่อสีขาว กับหลอดเลือดสีเข้มที่ดูเหมือนเป็นฝาหนาๆ ทรงกลม มองผ่านๆ สามารถนำไปเกี่ยวกับหูเพื่อสวมใส่ได้เลย
ปลายด้านหนึ่งของส่วนทรงกลมข้างต้น ยื่นเผยอออกมาเล็กน้อย เชื่อมต่อกับเลนส์ที่ทำจากท่อใสสีม่วง โดยมีเลือดสีแดงซึมนิดๆ
เมื่อสักครู่ ตอนที่ฟรังก้าใส่ถุงมือเพื่อหยิบมันออกมา เกิดเสียงประหลาดลวงตาดังก้องในโสตประสาท แต่ฟังไม่ได้ศัพท์
“นี่คือ?” ลูเมี่ยนเอ่ยถาม
บูวาร์พิมพ์ลงบนแป้นของเครื่องพิมพ์ดีด
“สมบัติวิเศษอันตราย ฉันเรียกมันว่า ‘เนตรสัตย์จริง’”
“ดูเหมือนมันจะถูกปนเปื้อนอย่างหนัก เหลือเพียงความสามารถในการมองทะลุวิชาลวงตาเพื่อเห็นความจริง รวมถึงมองเห็นแสงเจิดจ้าแห่งพลังวิญญาณ หากสวมใส่ อาจได้ยินเสียงขององค์ซ่อนเร้นตลอดเวลา พร้อมกับเกิดผลข้างเคียงเชิงลบที่รับมือได้ยาก”
“หากเพียงแค่พกพาไว้ โดยไม่สัมผัสกับเนื้อหนัง และไม่ได้ลองใช้งาน ก็จะแบกรับเพียงอาการหูอื้อกับหูแว่วเบาๆ เท่านั้น”
เนตรส่องความลับที่ไม่สมบูรณ์สินะ…ลูเมี่ยนเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะถาม
“แกไม่มีหนังแกะปลุกเสก หนังหมาปลุกเสก หรือของเทือกๆ นี้บ้างเลยหรือ”
“ที่บ้านผมมีหนังหมาปลุกเสกสามแผ่น” วัวน้อยชอบระบายความในใจอย่างยิ่ง รายละเอียดที่ลูเมี่ยนไม่ได้ถามมันก็ตอบออกมาเองผ่านเครื่องพิมพ์ดีด “คาถาสำหรับใช้คือ ‘วง’ คาถาสำหรับยกเลิกคือ ‘ฟ้าลิขิต’ ใช้ภาษาใดก็ได้ที่สามารถระดมพลังเหนือธรรมชาติ”
ศรัทธาแรงกล้าจริงๆ …ลูเมี่ยนถอนหายใจ ก่อนจะหัวเราะ
“ที่บ้านแกยังมีของมีค่าอะไรอีกบ้าง”
“ธนบัตรมากกว่า 13,000 ใบ มีเหรียญทอง ทองคำแท่ง และเครื่องประดับ มูลค่ารวม 30,000 เฟลคิน มีหุ้นกับพันธบัตร 20,000 เฟลคิน และโฉนดที่ดินของบ้านสามหลัง” วัวน้อย ‘นับ’ ทรัพย์สินของตัวเอง
หุ้น? ต้องรีบไปเอามาขายผ่านตลาดมืด ไม่งั้นพรุ่งนี้อาจราคาตก! ฟรังก้าเร่งจับประเด็นสำคัญสำหรับเธอ
ไม่นับรวมบ้านที่ขายยาก เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยาก เนื่องจากสิ่งของต่างๆ เตะตาผู้วิเศษทางการ ก็ยังมีทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 60,000 เฟลคิน…สมแล้วที่เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งดูแลเหล่าสาวกกับกิจการในเครือขององค์กรคนบาป…ลูเมี่ยนรีบถามพิกัดบ้านของบูวาร์ทันที
สุดท้าย เด็กหนุ่มถามถึงสถานการณ์ของผู้ประสานงานคนอื่น รวมถึงสมาชิกหลักๆ ขององค์กรคนบาป แต่บูวาร์ก็ไม่ค่อยทราบ ทุกคนติดต่อกับตระกูลซ็องซงเป็นรายบุคคล รับผิดชอบงานของตัวเอง ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน เคยเจอกันบ้างแค่ครั้งสองครั้งที่บ้านของซ็องซง
ลูเมี่ยนเงียบฟังจนจบ โดยยังไม่รีบตัดสินชะตากรรมของบูวาร์ เพียงหันไปหาฟรังก้า จินนา กับอ็องโตนี·รีด ผู้รออยู่หน้าประตูเพราะไม่อยากให้บูวาร์เห็น แล้วจึงเอ่ยปาก
“รวมกับทรัพย์สินของปอลีนา พวกเราจะเก็บเกี่ยวได้ 75,000 เฟลคิน รวมถึงเนตรสัตย์จริง หนังหมาปลุกเสกสามแผ่น ยาผีบอกสองขวด เหรียญทองกาลกิณีหนึ่งเหรียญ และธนบัตรดวงตกหนึ่งใบ”
“สองอย่างหลัง ไม่มีใครสัมผัสมันได้นอกจากผม ดังนั้นผมจะเอาเนตรสัตย์จริง หนังหมาปลุกเสกหนึ่งแผ่น และสองอย่างนั้น พวกคุณแบ่งกันเองเลยว่าใครจะเอาอะไรบ้าง”
จินนาหันไปมองฟรังก้า พลางคิดว่าเพื่อนคนนี้ ‘เสียสละ’ มากกว่าใครเพื่อน ควรมีสิทธิ์ได้เลือกก่อน
ฟรังก้ายกเลิกสถานะล่องหน คิดสักครู่แล้วมอบคำตอบ
“ฉันเอายาผีบอกสองขวด กับหนังหมาปลุกเสกหนึ่งแผ่น เอ่อ…ไม่เอาดีกว่า ฉันยังปรับตัวไม่ได้ เปลี่ยนเป็น 15,000 เฟลคินก็แล้วกัน ขอเป็นทองคำทั้งหมด!”
จากนั้น จินนาหันไปทางประตู ส่งสัญญาณให้อ็องโตนี·รีดเลือก
ในไม่ช้าเสียงของอ็องโตนีก็ดังขึ้น
“ผมเอาหนังหมาปลุกเสกสองแผ่น มันมีประโยชน์กับผมมาก ชาร์ล เมื่อถึงตอนนั้น คงต้องรบกวนคุณด้วย”
“อา…แล้วก็ขออีก 20,000 เฟลคิน”
บัดนี้ จินนาพบว่ายังเหลือให้เธอถึง 40,000 เฟลคินเต็มๆ
เธอมองลูเมี่ยนด้วยความไม่สบายใจ
“ฉันแค่ช่วยคุณทำงานเพื่อจ่ายดอกเบี้ย”
“คนทำงานก็ต้องได้ค่าแรง” ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ “คุณเอาไปเถอะ หลังจากเลื่อนเป็นลำดับ 7 รู้สึกว่าหาเงินง่ายขึ้นไหม?”
จินนาเงียบไปสองสามวินาทีแล้วพูด
“ก็ได้ ฉันจะคืนเงินคุณ 25,000 ส่วนอีก 15,000 จะให้ฟรังก้า”
ด้วยเหตุนี้ หนี้สินรวมของเธอจึงลดลงเกือบครึ่งในพริบตา พร้อมกับปลดหนี้ลูเมี่ยนได้แล้ว ความเร็วในการหาเงินเกินกว่าที่เธอคาดไว้จริงๆ
ลูกวัวน้อยบูวาร์ฟังพวกลูเมี่ยนสี่คนปรึกษาหารือเพื่อ ‘แบ่งของ’ ด้วยความรู้สึกพิลึกพิลั่น เนื่องจากทรัพย์สินที่ถูกเอ่ยถึงส่วนใหญ่ยังเป็นหรือเคยเป็นของตน
เมื่อเห็นลูเมี่ยนกับพรรคพวกจดจ่ออยู่กับการหารือโดยไม่ได้สนใจตนมากนัก กระทั่งนางมารที่ใช้พลัง ‘ล่องหน’ เพื่อคอยจับตาดูก็ยังเดินออกจากเงามืด บูวาร์จึงเกิดความคิดบางอย่าง
เขาเชื่อว่าลูเมี่ยนต้องยังไม่ใช่ ‘นักพรต’ ไม่อย่างนั้นเมื่อครู่คงไม่ถามในสิ่งที่นักพรตย่อมทราบดี และในเมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่ ‘นักพรต’ ก็แสดงว่าหนังวัวปลุกเสกที่ห่อหุ้มตนอยู่ น่าจะมาจากกิโยม·เบเนต์เป็นหลัก — ตอนที่เขาสลบไปเมื่อครู่ กลับไม่ได้ถูกพลังแห่งชะตากรรมปลุกให้ตื่นระหว่างพิธี บ่งบอกเป็นนัยว่าพิธีปลุกเสกไม่ได้จัดขึ้นในบ้านหลังนี้
และบังเอิญว่าบูวาร์ก็ทราบคาถาสำหรับเปิดใช้ กับคาถายกเลิก ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ ของกิโยม·เบเนต์เป็นอย่างดี!
หลังจากเกมถามตอบที่ใช้เวลาไม่น้อย พลังวิญญาณของบูวาร์ก็ฟื้นคืนมาบางส่วน จึงแอบรวบรวมสมาธิ เตรียมจะกล่าวคาถา ‘ท่านอาร์ชบิชอป’
พอคำแรกเพิ่งดังก้องในหนังวัวสีน้ำตาล รูม่านตาของบูวาร์ก็พลันหดลีบ เนื่องจากพบว่าลูเมี่ยนกำลังมองตนด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
“ฮึ่ม!”
แสงสีขาวสองสายพุ่งตรงมา บูวาร์ก็สลบไปอีกครั้ง
ลูเมี่ยนมองวัวน้อยที่นอนหมดสติบนพื้น พลางพูดยิ้มๆ
“ลองเชิงดูแล้ว ไม่มีความลับใหม่ แค่รู้คาถายกเลิกของหลวงพ่อ”
ที่เด็กหนุ่มไม่รีบจัดการกับบูวาร์ก่อน แต่มัวหารือเรื่องการแบ่งของ ก็เพื่อหยั่งเชิงดูว่าผู้ประสานงานองค์กรคนบาปรายนี้ ที่พลังวิญญาณฟื้นคืนมาบางส่วน ยังซุกซ่อนความลับใดอีกหรือไม่
“จะพาไปด้วยไหม” ฟรังก้าถามขณะมองลูกวัวน้อยที่หมดสติไป
ความนัยของเธอคือ จะพาตัวไปที่ลานเสาบูชาในสุสานใต้ดินหรือไม่ หากเป็นที่นั่น ก็มีโอกาสที่ ‘พร’ บางส่วนจะไม่ย้อนกลับไปหารากเหง้า แล้วตกผลึกกลายเป็นของวิเศษ
ลูเมี่ยนคิดสักครู่ก่อนจะพูด
“ถูกพบเจอได้ง่าย จัดการที่นี่แหละ”
เด็กหนุ่มมิอาจระบุพิกัดโลกวิญญาณของสุสานใต้ดินได้จากภายนอก จึงยากที่จะขนส่งด้วย ‘เทเลพอร์ต’ และหากเดิมดุ่มๆ ผ่านทางเข้า ผู้ดูแลสุสานย่อมต้องพบความผิดปกติ แล้วขัดขวางหรือ ‘แจ้งความ’ ทันที
“ตกลง” ฟรังก้าเงียบไปสองวินาที พูดด้วยสีหน้าคาดหวัง “ฉันอยากลอง ‘ยาผีบอก’ อยู่พอดี”
ต้องใช้ศพที่ตายไม่เกินเจ็ดวัน โดยที่ยังไม่ได้ชำระล้างหรือเผาเป็นเถ้ากระดูก
ลูเมี่ยนลุกยืน ชี้ไปด้านนอกประตู
“เรียกผมเข้ามาอีกทีตอนที่บูวาร์ตายสนิทแล้ว”
เด็กหนุ่มที่พกถุงมือ ‘ทุบตี’ ติดตัว หากไม่ออกจากจุดเกิดเหตุไปก่อน อาจทำให้กระบวนการ ‘พรย้อนกลับ’ กลายพันธุ์เหมือนคราวที่แล้ว
ฟรังก้า ‘อืม’ หนึ่งคำ เอียงหน้ามองจินนาแล้วพูดยิ้มๆ
“ตรงนี้เธอจัดการนะ นี่คือโอกาสดีๆ ที่จะได้สวมบทบาทแม่มด”
“ใช้สวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’ ได้ด้วย?” จินนาคิดมาตลอดว่า ชื่อลำดับ ‘แม่มด’ ฟังดูนามธรรมและกว้างเกินไป จนยากที่จะคิดหาวิธีสวมบทบาทได้ในเวลาอันสั้น
ฟรังก้าตอบยิ้มๆ
“ในศาสตร์เร้นลับ ‘แม่มด’ ถูกมองว่าเป็นพลังเชิงลบที่นำมาซึ่งหายนะ ขณะเดียวกันก็มีจุดเด่นเป็นความลึกลับ ชั่วร้าย และทรงพลัง”
“ลองคิดภาพตามดูนะ ผู้หญิงคนหนึ่งใช้เพลิงทมิฬสังหารมนุษย์ แล้วกรอกยาประหลาดใส่ปากศพ เพื่อให้ศพช่วยบอกอนาคต…มันทั้งดูลึกลับ ชั่วร้าย และพิสดาร ยังกับแม่มดเลยไม่ใช่หรือ?”
……………………………………………………..