ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 448 พลังแห่งภาพวาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 448 พลังแห่งภาพวาด
ตอนที่ 448 พลังแห่งภาพวาด
……….
เช้าวันรุ่งขึ้น
ลูเมี่ยนแต่งตัวเสร็จ กำลังจะออกจากบ้าน ทันใดนั้นก็เห็น ‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสารโผล่ออกจากกำแพง แล้วโยนจดหมายที่พับเรียบร้อยมาให้
มาดามเมจิกเชี่ยนพบเบาะแสจากศพของบูวาร์ที่ถูกปนเปื้อน? ลูเมี่ยนยินดีปรีดาในใจ พลางขอบคุณผู้ส่งสารสำหรับการทำงานหนัก แล้วกางกระดาษจดหมายออก
“สำหรับเทพมารบางองค์ที่อยู่นอกบาเรีย พวกเรายังมีความเข้าใจไม่มากพอ ยังไม่รู้ชัดเจนว่า ‘หอพัก’ หมายถึงสิ่งใด ตั้งอยู่ที่ไหน มีแค่ข้อสันนิษฐานบางอย่าง”
“จากศพของบูวาร์·ปงแปโร ฉันพบมลทินที่คล้ายคลึงกับเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ ในระดับหนึ่ง เป็นการกัดกร่อนจากคนละกาลอวกาศและมิติอื่น หากฉันไม่มาจัดการ เว้นเสียแต่มันจะออกจากสภาวะนั้นมาโจมตีด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นพวกเธอคงแตะต้องมันไม่ได้เลย”
“สำหรับกรณีที่คล้ายคลึงกัน ก่อนหน้านี้มีอยู่จำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่มาจากจิตรกร นักเขียนนิยาย และหนอนหนังสือ”
“จากการสังเกตของเรา พวกจิตรกรจะมีอัตราการเสียสติค่อนข้างสูง เพียงแต่ด้วยธรรมชาติของศิลปิน จึงไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น ผลงานที่ถูกผลิตขึ้นในสภาวะไม่รู้ตัวพลางส่งเสียงพร่ำเพ้อ บางภาพสะท้อนความจริงในบางแง่มุมของโลก บางภาพส่งอิทธิพลต่อสิ่งรอบข้างในระดับหนึ่ง บางภาพทำให้สิ่งที่ไม่จริงกลายเป็นจริงขึ้นมา หลุดออกจากผ้าใบหรือกระดาษ ล่องลอยอยู่ภายในขอบเขตหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านเวลา”
“หนึ่งในตัวอย่างคือ หลังจากจิตรกรคนหนึ่งกินยาจิตเวชเข้าไปแล้ววาดภาพสิ่งมีชีวิตที่อธิบายไม่ได้ ในภายหลัง สิ่งมีชีวิตดังกล่าวหลุดออกมาจากภาพวาด สังหารผู้สร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงทุกชีวิตในอพาร์ตเมนต์”
“ฉันเคยสัมผัสกับสมบัติปิดผนึกที่เป็นภาพวาดอันตรายชิ้นหนึ่ง ซึ่งเทพในภาพเกิดมีชีวิตขึ้นมา ไม่รู้ว่ามุ่งหน้าไปที่ใด โชคยังดี พระองค์ไม่ได้นำมาซึ่งหายนะใหญ่หลวง”
“ในทำนองเดียวกัน ระหว่างที่พวกเรากำลังไล่ล่าสาวกเทพมารเสียสติคนหนึ่ง ในอาคารที่เขาอาศัย พวกเราเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เห็น ‘ราชินีโรคภัย’ เห็นตัวละครต่างๆ รวมถึงฉากที่ควรมีอยู่แค่ในนิยาย”
“โชคยังดี ตัวละครเหล่านี้มิได้แข็งแกร่งเท่าตัวจริง ลอกเลียนได้เพียงรูปลักษณ์ บุคลิก และพลังที่ถูกตีความออกมากว้างๆ”
“หลังจากการตรวจสอบ เราพบว่า ‘ของเลียนแบบ’ เหล่านี้เกิดจากฝีมือผู้รับพรจากเทพมารที่เสียสติคนนั้น แต่เดิมเขาเคยเป็นหนอนนิยายตัวยง หลังจากเสียสติจึงเริ่มสร้างอาณาจักรในจินตนาการภายในบ้านตัวเอง โดยอ้างอิงจากเนื้อหาในนิยาย”
“มองจากมุมนี้ พลังของเขาคล้ายคลึงกับเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ในระดับหนึ่ง แต่แก่นสารยังถือว่าแตกต่างกัน อันหนึ่งมาจากจิตใจเป็นหลัก อีกอันเหมือนกับการยืมจุดเด่นและพลังจากมิติอื่นหรือกาลอวกาศที่ต่างกัน เพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ให้เป็นจริง ช่วงแรกอาจยืมจากอุโมงค์หรือประตูอันตรายสักบาน แต่ช่วงหลังคงยืมจากต่างมิติหรือต่างโลกที่ใกล้เคียงความจริง”
อ่านถึงตรงนี้ เปลือกตาลูเมี่ยนเริ่มกระตุก เกิดความคิดมากมาย
ท่าทีแรกของเขาคือ
ไอ้เนื้อหาแบบนี้…เราอ่านได้ใช่ไหม?
บางส่วนยังพอทำเนา เป็นเพียงการบรรยายผ่านๆ เกี่ยวกับพลังของผู้รับพรจากเทพมาร แต่ในส่วนของการยกตัวอย่างรวมถึงบทวิเคราะห์ ทำเอาลูเมี่ยนถึงกับปวดหัว หัวใจเต้นถี่ ผิวหนังเต่งตึง
เคยมีเทพมีชีวิตขึ้นมาจากภาพ ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความจริง?
นี่มันอันตรายไม่ใช่หรือไง?
ถ้าภาพวาดไม่ถูกผนึก มันไม่ทำลายทั้งกรุงทรีอาร์เลยหรือ?
หรือถ้าปล่อยไว้อีกสักพัก โลกทั้งใบก็อาจพังพินาศ!
ระหว่างที่ความคิดหมุนวน ลูเมี่ยนผุดไอเดียหนึ่งได้กะทันหัน
หากจับตัว ‘จิตรกร’ ที่มีพลังคล้ายกันและลำดับค่อนข้างสูงมา ให้อีกฝ่ายวาดภาพเหมือนสีน้ำมันจำลองโอลัวร์อย่างสมบูรณ์แบบ โอลัวร์ในภาพก็อาจมีชีวิตขึ้นมา กลับมาสู่โลกความจริงได้ไม่ใช่หรือ?
นี่เท่ากับเป็นการคืนชีพอย่างหนึ่ง
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ลูเมี่ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่
ภายในใจเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยแรงกระตุ้น แต่สติกำลังร้องเตือนว่า โอลัวร์ที่ ‘คืนชีพ’ ในลักษณะดังกล่าว อาจไม่ใช่โอลัวร์ตัวจริง แต่เป็นเพียงตัวอันตรายที่มีรูปลักษณ์เหมือนโอลัวร์
หากต้องการแค่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนโอลัวร์ ลำพังต่างหู ‘คำลวง’ ก็สร้างผลลัพธ์ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนนึกถึงสมบัติวิเศษที่ตนไม่ได้ใช้มานาน
แว่นส่องความลับ!
แว่นตาผิวยางสีน้ำตาลกรอบทองอันนี้ มาจากผู้วิเศษที่เสียชีวิต โดยก่อนตายได้วาดภาพสีน้ำมันที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความบ้าคลั่ง ใช้สีสันฉูดฉาด และมีลวดลายประหลาดหลุดโลกไว้ภาพหนึ่ง!
นอกจากนี้ หลังจากสวม ‘แว่นส่องความลับ’ ลูเมี่ยนจะเห็นภาพที่ปกติมองไม่เห็น บางคราวก็เห็นความจริงของโลกในบางแง่มุม แต่ทุกครั้งจะเปี่ยมไปด้วยแรงกระตุ้นที่จะวาดรูป
ภายใต้สถานะดังกล่าว ภาพที่เด็กหนุ่มวาดจะแฝงไว้ด้วยพลังเหนือธรรมชาติเล็กน้อย สร้างอิทธิพลที่แตกต่างกันไปตามเนื้อหา เช่น ทำให้รู้สึกคันคะเยอทั้งตัว หรือมอบความสดใสอบอุ่นของแสงแดด ซึ่งตรงกับคำบรรยายของมาดามเมจิกเชี่ยน ที่ว่าผลงานบางชิ้นของผู้รับพรจากเทพมาร สามารถสร้างอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมได้พอประมาณ
ลูเมี่ยนที่ไม่ต้องพึ่งพา ‘แว่นส่องความลับ’ เพื่อปลอมตัวอีกต่อไปหลังจากครอบครอง ‘ใบหน้าของไนเซอร์’ กับต่างหู ‘คำลวง’ เสียเวลาค้นหาแว่นตาผิวยางสีน้ำตาลกรอบทองอย่างละเอียดอยู่สักพัก พลางรำพันกับตัวเองเสียงแผ่วเบา
“เจ้าของเดิมของมันคือผู้รับพรจากเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับ ‘หอพัก’ หรือบังเอิญไปสัมผัสกับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จนได้รับมลทินในระดับหนึ่ง?”
“อา…ถือโอกาสนี้ไปรายงานมิสเตอร์ K เลยก็แล้วกัน สอบถามว่าจุดเกิดเหตุยังมีเบาะแสอื่นอีกไหม…จริงสิ…ชุมนุมแสงเหนือชื่นชอบการล่าสาวกเทพมาร พวกเขาอาจมีข้อมูลเทพมารในมือมากกว่าชุมนุมทาโรต์ก็ได้…หนึ่งในนั้นอาจเป็นเบาะแสของ ‘หอพัก’…”
ลูเมี่ยนสังกัดองค์กรลับมากถึงสี่แห่ง สามารถเข้าถึงข้อมูลสี่แหล่งที่มีระบบข่าวกรองก้าวหน้า จนแทบไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับอีกแล้ว อย่างมากก็แค่แวะไปเป็นครั้งคราว เพื่อสร้างความครึกครื้นให้ตัวเอง เสพข่าวลือและเรื่องเล่าต่างๆ
หลังจากยัด ‘แว่นส่องความลับ’ ใส่กระเป๋าเสื้อ ลูเมี่ยนเริ่มอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อ
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้รับพรจากเทพมารเส้นทางนี้ถือว่าสร้างปัญหาค่อนข้างน้อย ไม่ชอบเผยแผ่ศาสนา และมักไม่ค่อยประกอบพิธีสังเวยอย่างโหดเหี้ยม หรือต่อให้มี ก็แค่ปลิดชีพตัวเองพร้อมกับคนในบ้าน ไม่ถือว่าเป็นตัวอันตราย”
“ตอนนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาไม่ได้ ‘ไร้พิษภัย’ อย่างที่เข้าใจ อันตรายอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ”
“ในส่วนของ ‘หอพัก’ เธอจะลองถามเทอร์มีโพลอสดูก็ได้ พระองค์รู้จักเทพมารกับเหล่าผู้รับพรลึกซึ้งยิ่งกว่าพวกเราทุกคนรวมกันเสียอีก แต่แน่นอน พระองค์อาจไม่ตอบเธอ”
ลูเมี่ยนเผากระดาษจดหมายด้วยเปลวไฟสีแดง จากนั้นก็แสยะยิ้มพลางกดเสียงลงต่ำ
“เทอร์มีโพลอส แกรู้ไหมว่า ‘หอพัก’ สื่อถึงอะไร เป็นของเทพมารองค์ใด?”
“ไม่ใช่เทพมาร แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ผู้ยิ่งใหญ่” เสียงกังวานอันน่าเกรงขามของเทอร์มีโพลอสดังสะท้อนในใจเด็กหนุ่ม
พระองค์โต้แย้งคำพูดของลูเมี่ยนแล้วจึงค่อยตอบคำถาม
“รู้สิ”
แต่ก็จบลงแค่นี้
ลูเมี่ยนรู้สึกเหมือนถูกยั่วยุ
ฉันอยากฟังหรือไงว่าแกรู้หรือไม่รู้? ที่ฉันอยากฟังคือมันสื่อถึงอะไร เป็นของเส้นทางไหนต่างหาก!
หลังจากเด็กหนุ่มถามย้ำไป เทอร์มีโพลอสก็ถามกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“เจ้าอยากรู้จริงหรือ”
ลูเมี่ยนพลันตระหนักถึงอันตรายอย่างแรงกล้า จึงรีบตอบด้วยความระแวงสุดขีด
“ไม่จำเป็นต้องเอ่ยพระนามเต็มหรือข้อมูลของเทพมารองค์นั้น แค่เล่าภาพรวมกับจุดเด่นของเส้นทางที่สอดคล้องกับ ‘หอพัก’ ก็พอ”
เทอร์มีโพลอสกลับไปเงียบอีกครั้ง ไม่อธิบายสิ่งใดต่อ
ลูเมี่ยนส่งเสียง ‘เฮอะ’ พลางรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังคิดว่า ‘ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ลองดูสักหน่อยเป็นไรไป เผื่อเจ้าของร่างมันจะโง่’ โดยที่ไม่ได้คิดจะคายข้อมูลของ ‘หอพัก’ แต่แรกแล้ว!
เด็กหนุ่มถอนหายใจ หันหลังออกจากห้อง 207 เตรียมไปหามิสเตอร์ K
…………
ระหว่างที่ลูเมี่ยนมุ่งหน้าไปยังเขตถนนหลวง ฟรังก้าได้พบกับบราวส์·เซารอนแล้ว
ทั้งสองใส่ชุดล่าสัตว์ พกปืนล่าสัตว์ลำกล้องแฝด ยืนอยู่ริมขอบป่าโลเนส์บูรพา เล็งปืนใส่กวางป่าหลังต้นไม้พลางปรึกษาหารือกัน
“เฮ้ย! บราวส์ เมื่อไรฉันจะผ่านการทดสอบสักทีล่ะ?” ฟรังก้าจงใจพูดห่ามๆ เพื่อเน้นย้ำเพศดั้งเดิมของตน
บราวส์ เจ้าของเรือนผมสีส้มแดงยัดไว้ใต้หมวกล่ากวาง มองตรงไปข้างหน้าพลางมอบคำตอบ
“ใกล้แล้ว อีกไม่นานหรอก”
ฟรังก้าพูดจากึ่งๆ ขุ่นเคือง
“ไอ้ที่มันช้าเนี่ย เป็นเพราะนางมารระดับสูงที่รับผิดชอบทรีอาร์อยากทดสอบฉันต่ออีกสักหน่อย หรือเพราะคุณอยู่เบื้องหลังกันแน่?”
นิ้วของบราวส์ที่เตรียมกดไกถึงกับชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เป็นคุณจริงๆ ด้วยสินะ” ฟรังก้าโพล่งด้วยความตกใจเล็กๆ
บราวส์ตอบขึงขัง
“ฉันแค่เสนอไป คนข้างบนก็เห็นด้วย”
“ข้อเสนอไร้สาระแบบนี้ ข้างบนยอมทำตามได้ยังไง? เธอเป็นแม่คุณหรือไง?” ฟรังก้าถึงกับสบถ
ปัง! บราวส์กดไก
กระสุนพุ่งผ่านป่าไป แต่ไม่โดนกวางป่าตัวนั้น
เห็นฉากดังกล่าว ฟรังก้าพึมพำเงียบ
บ้าน่า…หรือว่าพวกเขาจะเป็นญาติกันจริงๆ? …หรือไม่ก็…คู่รัก?
นิกายนางมารมีอีกชื่อหนึ่งว่าตระกูลนางมาร ไม่ใช่เรื่องแปลกหากหลายคนจะเป็นญาติกันจริงๆ …
ตระกูลเซารอนเดิมทีก็ควบคุมเส้นทางใกล้เคียงของ ‘นักลอบสังหาร’ อยู่แล้ว บางสาขาของตระกูลอาจถูกนิกายนางมารกัดกร่อนมาเนิ่นนาน…
เห็นฟรังก้าเงียบไป ไม่ตอบสนอง บราวส์กระแอมแห้งก่อนจะกล่าว
“ถ้ารับปากว่าจะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงสตรีที่ร้านกาแฟเรือนแดง คุณจะผ่านการทดสอบในสัปดาห์นี้”
“…” ฟรังก้าอยากจะด่า แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ “ฮ่าๆ คุณนี่ยังไงกันนะ จะเรียกว่าใสซื่อก็ไม่ได้ เพราะเล่นผูกขาดงานเลี้ยงรื่นเริงสตรีเอาไว้คนเดียว จะเรียกว่าสำส่อนก็ไม่ได้ เพราะไม่ยอมให้คนนอกเข้าไปมั่วสุม”
โดยไม่รอให้บราวส์ตอบ เธอส่งเสียง ‘เฮอะ’ แล้วพูดต่อ
“ฉันรับปาก ยังไงฉันก็หาทำเองได้อยู่แล้ว”
ความคิดที่แท้จริงของเธอคือ อีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า กรุงทรีอาร์อาจเกิดหายนะ ควรรีบเข้าไปปะปนในนิกายนางมารโดยเร็ว เพื่อดูว่าจะล้วงของดีติดมือกลับมาได้บ้างไหม รอจนกระทั่งหายนะผ่านพ้นไป ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ค่อยกลับมาคิดเรื่องงานเลี้ยงรื่นเริงของบราวส์อีกที!
ลูกผู้ชายตัวจริงสามารถทำตามอำเภอใจ แต่ก็สามารถอดกลั้นชั่วคราวได้เช่นกัน!
บราวส์อดใจไม่ได้ต้องหันมามอง พลางสำรวจฟรังก้าหัวจรดเท้า
ฟรังก้ามิได้ตะขิดตะขวงใจ ปล่อยให้บราวส์สำรวจไป
ผ่านไปเกือบสิบวินาที บราวส์จึงกระซิบกระซาบ
“อย่าลืมคำพูดเมื่อครู่เชียวล่ะ”
ฟรังก้ายิ้มตอบ เป็นนัยว่าไม่มีปัญหา
หลังจากตกลงกันได้ว่าจะยุติการทดสอบ ฟรังก้าก็ถือปืนล่าสัตว์พลางเอ่ยปาก
“ก่อนหน้านี้สักพัก ฉันลงสุสานใต้ดินไปกับชาร์ลหนหนึ่ง เดินไปจนถึง ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ก็พลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด…อย่าบอกนะว่านั่นคือมรดกจากนางมารสักองค์ในยุคที่สี่?”
หลังจากจินนาเล่าให้ฟังว่า เธอได้ยินเสียงถอนหายใจลวงตา ฟรังก้าก็เริ่มสนอกสนใจ ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ขึ้นมาทันที
“ชาร์ล? พ่อหนุ่มน้อยคู่รักของคุณน่ะหรือ” บราวส์หันกลับมามองฟรังก้าอีกครั้ง
“ใช่” ฟรังก้าตอบอย่าง ‘เถรตรง’
บราวส์เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าว
“กริสโมนาคือนางมารจากยุคที่สี่จริงๆ”
“พระองค์…พระองค์เป็นบุตรของเทพ”
……………………………………………………..