ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 449 สืบเสาะจากเบาะแส
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 449 สืบเสาะจากเบาะแส
ตอนที่ 449 สืบเสาะจากเบาะแส
……….
บุตรของเทพ…ฟรังก้าตกใจจนเกือบทำให้ปืนล่าสัตว์ลำกล้องแฝดที่ยังไม่ได้เล็งเป้าลั่นโป้งป้าง
เธอมองหน้าบราวส์ แล้วถามเพื่อยืนยัน
“ลูกของ ‘ต้นกำเนิด’ ?”
แม้ว่าเธอจะยังไม่ผ่านการทดลองงาน แต่ก็ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นสมาชิก ‘เกือบทางการ’ ของนิกายนางมาร ย่อม ‘ทราบ’ ว่าองค์กรลับนี้นับถือ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ซึ่งเป็นเทพ และมักเรียกแทนด้วยคำว่า ‘ต้นกำเนิด’
บราวส์ผงกศีรษะแผ่วเบา พลางกล่าว
“เท่าที่ฉันทราบ…ก็ถือว่าใช่”
นางมารต้นกำเนิดเคยให้กำเนิดบุตร? ฟรังก้าถามด้วยความสงสัยที่ไม่อาจเก็บซ่อน
“แล้วใครคือพ่อของกริสโมนา”
“ฉันไม่รู้” บราวส์เตือนฟรังก้า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราควรรู้”
เรื่องใต้เตียงในหมู่เทพสินะ…ฟรังก้ารำพันไร้เสียง แล้วก็เข้าประเด็นหลักที่มาเมืองชาโยวันนี้ทันที
“เทเรซา นักค้าภาพวาดที่ถูกเบียทริซ·อังกูร์สวมรอย กลับมาจากจักรวรรดิฟุซัคหรือยัง แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
“คุณถามไปทำไม” บราวส์ส่งภาษากายระแวดระวัง
ในสายตาเธอ ฟรังก้า·โรลังด์กับสองคู่รักของเธอ ล้วนเป็นผู้วิเศษที่ทรงพลังแถมยังอันตราย มีเพียงจินนาที่ค่อนข้างธรรมดา
ฟรังก้าหัวเราะในคอ
“เมื่อวานตอนที่ช่วยชาร์ลแก้แค้น เราจับสาวกเทพมารที่ศรัทธาในชะตากรรมได้ จากการสอบปากคำ เราได้ทราบว่าผู้รับพรในกรุงทรีอาร์จำนวนมากต่างก็หนีไปกบดานที่ใดสักแห่ง ซึ่งลึกลับและพิสดารมาก”
“เมื่อรวมกับรายละเอียดบางจุดที่เขาสารภาพ ทางเราสงสัยว่า ‘หอพัก’ ที่เขียนไว้บนกระดาษในตัวเบียทริซ คือจุดหมายปลายทางของผู้รับพรจากเทพมาร เราจึงอยากถามเทเรซาให้แน่ใจ ว่ากระดาษแผ่นนั้นส่งถึงเธอหรือถึงเบียทริซกันแน่”
เมื่อได้ยินฟรังก้าเอ่ยถึงสาวกเทพมาร ผู้รับพรจากเทพมาร บราวส์รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอนว่า พวกเธอซึ่งเป็นผู้ติดตาม ‘ต้นกำเนิด’ เชื่อว่าพวกตนนับถือเทพแท้จริงที่ถูกกีดกัน เป็นองค์ซ่อนเร้นผู้ยิ่งใหญ่
รอจนฟรังก้าพูดจบ บราวส์ตอบกลับทันที
“คุณไม่จำเป็นต้องไปหานักค้าภาพวาดนั่นแล้ว หลังจากที่ทางเราพบว่านักบวชใหญ่กับสมาชิกหลักอีกคนหนึ่งของ ‘สมาคมเสียวซ่าน’ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ก็อดทนรอจนกระทั่งเทเรซากลับมา เพื่อถามเนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้น”
“เธอบอกเราว่าไม่รู้จัก ‘หอพัก’ แล้วก็ไม่เคยซื้อผลงานจากจิตรกรที่พักอยู่ในโรงแรมใดเลย”
“หลังจากตรวจสอบ พวกเรายืนยันได้ว่ามันคือเรื่องจริง”
ฟรังก้ากล่าวด้วยความหงุดหงิดปนเสียดาย
“กระดาษแผ่นนั้นส่งถึงเบียทริซจริงๆ สินะ…คำนึงจากเนื้อหา เบียทริซต้องรู้แน่ว่า ‘หอพัก’ อยู่ที่ไหน ไม่งั้นก็ไม่มีทางไปเอาภาพทันในสามวัน”
“ตอนนั้น ถ้าเราค้นเจอกระดาษแผ่นนี้ก่อนแล้วค่อย ‘สื่อวิญญาณ’ ก็คงดี…”
พูดถึงตรงนี้ ฟรังก้าชะงักไปครู่หนึ่ง
เธอตงิดใจว่าในเรื่องนี้ อาจมีร่องรอยการเย้ยหยันจากโชคชะตา
ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ปล่อยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘หอพัก’ รั่วไหลเลย
นี่คืออิทธิพลจากอำนาจแห่งชะตากรรม หรือเป็นดังที่ชาร์ลเคยพูดไว้ ว่ามีเส้นทางเทพมารที่ใช้ความตายหลุดพ้นจากชะตากรรมเดิม? ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘หอพัก’ ถูกลิขิตไว้แต่แรกแล้วว่าจะไม่มีวันรั่วไหล? ยิ่งฟรังก้าเค้นสมองคิด ก็ยิ่งพบความไม่ชอบมาพากล
เมื่อบราวส์พบโอกาสอันหายาก ก็รีบชิงตำหนิฟรังก้าทันที
“พวกคุณเจนสนามนักไม่ใช่หรือ แต่กลับไป ‘สื่อวิญญาณ’ โดยที่ยังไม่ได้ค้นศพเป้าหมายให้ละเอียดเนี่ยนะ? ช่วงเวลาทองคือหนึ่งชั่วโมงหลังจากเสียชีวิต ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนักก็ได้”
ฟรังก้าเตรียมจะอธิบายว่า นี่อาจเป็นกลลวงของโชคชะตา แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ทำดีกว่า
ทำไมต้องเตือนบราวส์ด้วยล่ะ เพื่อให้เธอมีประสบการณ์?
จะดีกว่าไหมถ้าปล่อยให้เธอขาดประสบการณ์ต่อไป ในอนาคตอาจยังใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้ด้วย!
ฟรังก้าหันไปมองบราวส์แล้วพูด
“ปากเล็กๆ นั่น จ้อเก่งจังนะ…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เธอก็ยื่นมือขวาออกไปด้วยรอยยิ้ม เอื้อมจับคางของอีกฝ่ายเบาๆ
“ฉันไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงสตรีของคุณก็ได้ แต่ฉันอยากได้รับ ‘การทดสอบ’ จากคุณ…”
“สักครั้งไหมล่ะ?”
บราวส์ยกมือตามสัญชาตญาณ ผลักมือขวาของฟรังก้าออก แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ถ้าคุณทำตัวเหมือนสตรีทั่วไป ฉันยังพอ ‘ทดสอบ’ ได้ แต่กับตอนนี้น่ะ…”
เธอหมายถึง ตอนนี้ฟรังก้าดูเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ เป็นเพลย์บอยที่นับถือลัทธิแดนดี้
“ปากแข็งจังนะ” ฟรังก้าหัวเราะเยาะ พลางกล่าวในสิ่งที่ทำให้บราวส์ประหลาดใจ แต่ก็เข้าใจได้
เธอยกปืนล่าสัตว์ลำกล้องแฝด แล้วเดินดุ่มเข้าไปในป่าด้วยท่าทีผ่อนคลาย โดยไม่สื่อสารกับบราวส์อีก
…………
เขตถนนหลวง บ้านเลขที่ 19 ถนนเฌอร์ ชั้นล่างของบ้านหรูหราสีขาวครีม
ในห้องใต้ดิน เป็นอีกครั้งที่ลูเมี่ยนได้พบกับมิสเตอร์ K ผู้สวมชุดคลุมยาวสีดำแบบมีฮู้ดใหญ่
ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มเคยรายงานพฤติกรรมแปลกๆ ของพวกนิกายเทพมารที่ดูสงบเสงี่ยมผิดวิสัยให้หัวหน้าคนนี้ฟังแล้ว และมิสเตอร์ K ก็ไปตามสืบเพื่อยืนยันความถูกต้องมาสักระยะ จนตอนนี้ได้ทราบแล้วว่าเป็นความจริง
หลักๆ วันนี้ลูเมี่ยนมาเล่า ‘คำทำนาย’ จากศพของบูวาร์ รวมถึงความคิดเห็นส่วนตัวและภาพรวมขององค์กร ‘คนบาป’
สำหรับข้อมูลที่ได้จากมาดามเมจิกเชี่ยน เด็กหนุ่มอธิบายว่าเป็นคำให้การของบูวาร์ โดยเล่าว่าอีกฝ่ายเคยเห็นอัวซอง·ซ็องซงครอบครองภาพวาดที่มีพลังพิสดาร
สุดท้าย ลูเมี่ยนหยิบ ‘แว่นส่องความลับ’ ออกมา
“มิสเตอร์ K ครับ สมบัติวิเศษชิ้นนี้ถูกปนเปื้อนโดยพรของเส้นทาง ‘หอพัก’ ด้วยหรือไม่”
มิสเตอร์ K ยืนอยู่หน้าเก้าอี้พนักพิงสีแดง เปล่งเสียงแหบพร่า
“รอสักครู่”
เขาปรบมือเสียงเบา เรียกคนรับใช้นอกประตูเข้ามา แล้วกระซิบกระซาบออกคำสั่งกับอีกฝ่าย
ระหว่างรอคนรับใช้กลับมา มิสเตอร์ K ยังคงเงียบขรึม ไม่มีเสียงใดๆ ดังขึ้นในห้องใต้ดิน
ทำเอาลูเมี่ยนเริ่มอึดอัด แต่ก็ได้แค่รำพันในใจ
“พูดอะไรสักอย่างสิ เล่าเกี่ยวกับความเชื่อของนายก็ได้ อย่าปล่อยให้ฉันยืนเป็นไอ้โง่อยู่ตรงนี้…”
แน่นอน ลูเมี่ยนเข้าใจดี มิสเตอร์ K อาจไม่ได้ว่างเหมือนที่ตาเห็น มิได้จงใจสร้างบรรยากาศอันน่าอึดอัด แต่อาจกำลังฟังเสียงของเทพเพื่อรับข้อมูลบางอย่าง
ไม่นานนัก คนรับใช้คนเดิมก็กลับมา ในมือถือภาพวาดสีน้ำมันสูงราวครึ่งเมตร กว้างเกือบเจ็ดสิบเซนติเมตร
เป็นภาพวาดที่มีผืนป่าสีเข้มเป็นฉากหลัง เพื่อเน้นให้พื้นหญ้าสีเขียวอ่อนตรงกลาง ซึ่งได้รับแสงแดด ดูสว่างโดดเด่นขึ้นมา
บนพื้นหญ้ามีบริเวณสีขาวที่ดูเหมือนถูกขูดออกมา เมื่อตั้งใจมองจะเห็นว่าคล้ายกับรูปร่างคน
ในที่สุดมิสเตอร์ K ก็เปล่งเสียง
“สิ่งที่ถูกพบพร้อมกับ ‘แว่นส่องความลับ’ นอกจากภาพวาดอันโกลาหลที่มีความหมายคลุมเครือ ซึ่งส่งผลอิทธิพลต่อจิตใจอย่างมากแล้ว ยังมีภาพวาดนี้แขวนอยู่บนผนังห้องด้วย”
“มันควรจะเป็นภาพวาดคน แต่ตอนที่พวกเราเห็นมัน บนภาพก็ไม่มีคนอยู่แล้ว เหลือแค่ทิวทัศน์เท่านั้น”
เดินออกมาจากภาพ? ลูเมี่ยนตกตะลึงพรึงเพริดทันที นึกถึงกรณีตัวอย่างที่มาดามเมจิกเชี่ยนเล่าให้ฟัง
เด็กหนุ่มยังไม่ได้เล่าเรื่องพวกนั้นให้มิสเตอร์ K ฟัง เพราะบูวาร์ดูไม่ใช่คนที่รู้มากอะไรนัก
“ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น ทำให้บุคคลในภาพหายไป?” ลูเมี่ยนถามหยั่งเชิง
ศีรษะที่คลุมด้วยฮู้ดของมิสเตอร์ K พยักหน้าช้าๆ
“บางที มันอาจมีชีวิตขึ้นมา แล้วเดินออกจากภาพด้วยตัวเอง”
“และอาจเป็นต้นตอที่ทำให้ผู้วิเศษคนนั้นกลายพันธุ์”
ชุมนุมแสงเหนือรู้เยอะไม่เบา…ลูเมี่ยนแสดงความเห็นจากใจจริง
“พลังประหลาด…ปรากฏการณ์อันน่าขนลุก”
มิสเตอร์ K เสริมด้วยเสียงแหบพร่า
“พวกเราเคยตรวจสอบจิตรกรที่พอจะมีชื่อเสียงในทรีอาร์ พบว่านอกจากส่วนน้อยที่เสียสติไปแล้ว หรือตายไปโดยไม่มีใครรู้ ที่เหลือยังค่อนข้างปกติ เพียงแต่มีอาการทางจิตเพราะใช้ยาจิตเวชเกินขนาด แถมยังติดเหล้า”
“เมื่อผนวกเข้ากับปัจจัยอื่น ทางเราเริ่มมั่นใจว่า มิใช่เพราะจิตรกรกลายเป็นสาวกเทพมารของเส้นทางดังกล่าวได้ง่าย จึงได้รับพลังที่สอดคล้องกัน แต่เป็นเพราะว่า ผู้รับพรจากเส้นทางดังกล่าว จะได้รับความสามารถในการวาดภาพ กลายเป็นจิตรกรโดยธรรมชาติ แต่ในหมู่พวกเขา มีเพียงส่วนน้อยมากที่หาเลี้ยงชีพด้วยการวาดภาพ ที่เหลืออีกสัดส่วนใหญ่ๆ ยังคงแฝงตัวในกลุ่มคน เก็บตัววาดภาพโดยไม่เผยแพร่สู่ภายนอก”
“ชื่อลำดับ ‘จิตรกร’ สินะครับ?” ลูเมี่ยนถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ฟังดูสอดคล้องกับจุดเด่นอย่างมาก
“พระองค์ตรัสไว้เช่นนั้น” มิสเตอร์ K ตอบอย่างกระตือรือร้น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยศรัทธา
ลูเมี่ยนรีบก้มศีรษะลงทันที
“พระองค์ยังสั่งสอนอะไรพวกเราอีกบ้างครับ?”
“พระองค์ตรัสว่า ใน ‘หอพัก’ มีนักเดินทางจากต่างถิ่นพักอยู่” มิสเตอร์ K พึงพอใจกับท่าทีของลูเมี่ยนมาก
นักเดินทางต่างถิ่น? นักเดินทางจากนอกบาเรีย? ลูเมี่ยนพลันตึงเครียด สมาธิเริ่มจดจ่อมากขึ้น
แต่มิสเตอร์ K มิได้ถ่ายทอดพระวจนะของเทพต่อ ดูเหมือนวิวรณ์จากพระองค์จะมีแค่นี้
น้ำเสียงแหบพร่าของมิสเตอร์ K แฝงความหนักแน่นอยู่บ้าง
“ต่อไป เป้าหมายสำคัญของเราคือการสืบให้รู้ว่า ‘หอพัก’ ตั้งอยู่ที่ใด”
โดยไม่รอคำตอบจากลูเมี่ยน เขาเดินสองสามก้าวแล้วกล่าวต่อ
“ถึงพวกเราจะเผชิญหน้ากับนิกายเทพมารบ่อย แต่ก็ไม่บ่อยเท่าผู้วิเศษทางการ ทางนั้นต้องรู้มากกว่าเราแน่”
“ในเรื่องนี้ ผมไม่สะดวกออกหน้า แต่คุณสามารถเลียบเคียงถามจากพวกเขาผ่านช่องทางอื่นได้”
แม้แต่ชุมนุมแสงเหนือก็อยากร่วมมือกับทางการเพื่อยับยั้งหายนะในคราวนี้? ไม่สิ อาจไม่ได้อยากยับยั้งหายนะ แค่ไม่อยากให้พวกเทพมารได้ดิบได้ดี และด้วยหลักคิดดังกล่าว จะให้ลดตัวมาร่วมมือกับทางการก็ไม่ติดขัดอะไร…ลูเมี่ยนรำพันเงียบ แล้วตอบตกลงอย่างหนักแน่น
เขตตลาด ถนนโดล ดาดฟ้าของอพาร์ตเมนต์เลขที่ 17
จินนาที่ปลอมตัวเพื่อปกปิดเสน่ห์ นัดพบกับอิมเรและวาเลนไทน์
เธอเหลือบมองต้นไม้เขียวชอุ่มที่เรียงรายริมถนนด้านล่าง พลางกล่าวกับ ‘ผู้ชำระ’ ทั้งสอง
“มีข่าวกรองสำคัญค่ะ”
สีหน้าของวาเลนไทน์หม่นลง
“ข่าวกรองอะไร?”
เดิมทีพวกเขากังวลว่า ‘นักลอบสังหาร’ ผู้นี้จะนัดมาสอบถามถึงวัตถุดิบหลักของโอสถ ‘แม่มด’ แต่ดูเหมือนจะเป็นการเป็นงานกว่านั้น
จินนาเล่าไปตามจริง
“ฉันได้รับข่าวมาว่า กลุ่มคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นสาวกเทพมาร ได้ไปรวมตัวกันที่แหล่งกบดานซึ่งมีโค้ดเนมว่า ‘หอพัก’”
เธอไม่ได้เล่าเรื่องที่เหล่าสาวกเทพมารทำตัวสงบเสงี่ยมผิดวิสัย เพราะหลังจากการผลักดันของ 007 ประเด็นนี้ได้กลายเป็นฉันทามติของผู้วิเศษทางการในกรุงทรีอาร์ จินนาเองก็ถูกไหว้วานให้คอยสอดส่องประเด็นที่สอดคล้องกัน
“หอพัก…” อิมเรที่เป็นลูกครึ่งชาวทวีปใต้ ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ปฏิกิริยาแบบนี้…จินนาสังเกตเห็นอย่างชาญฉลาด จึงยิงคำถาม
“พวกคุณรู้ไหมว่า ‘หอพัก’ หมายถึงอะไร?”
อิมเรกับวาเลนไทน์สบตากัน ต่างก็แสดงสีหน้าลำบากใจยิ่ง
พวกเขาไม่ค่อยอยากให้เชเลีย·เบลโลพัวพันกับเรื่องนี้มากเกินไป แต่ถ้าไม่เล่าอะไรเลย สายสืบตรงหน้าก็คงจนปัญญาจะช่วยพวกตนรวบรวมเบาะแสเพิ่มเติม ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าต้องการสืบต่อ ก็จำเป็นต้องทราบว่าควรใส่ใจกับสิ่งใดเป็นพิเศษ
ผ่านไปครู่หนึ่ง อิมเรก็เรียบเรียงคำพูด
“เพื่อนร่วมงานของเราเคยได้ยินคำว่า ‘หอพัก’ จากปากสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวหนึ่ง”
……………………………………………………..