ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 454 พระนามลับ ..........
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 454 พระนามลับ ..........
ตอนที่ 454 พระนามลับ
……….
อันที่จริง ฟรังก้าอยากรู้มาตลอดว่าการ์ดเนอร์·มาร์ตินสั่งให้ ‘มุสิก’ คริสโตแอบลักลอบสิ่งใดเข้ามากันแน่ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การ์ดเนอร์·มาร์ตินทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่มีของแปลกๆ อยู่รอบตัวเขาเลย
จากเท่าที่ฟัง นิกายนางมารให้ความสำคัญกับของชิ้นนั้นมาก…ก็แน่ละ ถึงกับสร้างโลกในกระจกสุดพิสดารนั่นได้ แถมยังเกี่ยวข้องกับเส้นทางนักลอบสังหารและนักล่า…ฟรังก้าชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เรื่องมีอยู่ว่า…”
ตอนนั้นเธอกับลูเมี่ยนอธิบายให้ ‘มุสิก’ คริสโตฟังอย่างไร ตอนนี้ก็เล่าให้บราวส์·เซารอนแบบเดียวกัน ยกเว้นเรื่องที่ทั้งสองถูกดึงเข้าไปในโลกกระจก จนต้องอาศัยความพิเศษของลูเมี่ยนเพื่อหนีเอาตัวรอดอย่างยากลำบาก พร้อมกับได้รับกระจกเงินโบราณที่สามารถพาเข้าสู่โลกในกระจกมาด้วยหนึ่งบาน
“ตามที่ ‘มุสิก’ เล่า น้องชายของเขากับลูกน้องอีกหลายคนกลายเป็นสัตว์ประหลาด ความเคยชินซ้ายขวากลับด้าน จนไปดึงดูดความสนใจจาก ‘ผู้ชำระ’ แล้วก็ถูกกวาดล้างในที่สุด” ฟรังก้าจงใจเล่าผลสืบเนื่องของเหตุการณ์ เพื่อหยั่งเชิงบราวส์·เซารอน ดูท่าทีที่เธอมีต่อคนในกระจก
บราวส์ขมวดคิ้วเบาๆ
“ผู้วิเศษทางการค้นพบความผิดปกติได้ยังไง?”
เธอดูไม่ประหลาดใจกับคนในกระจก แถมยังเข้าใจจุดเด่นของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี…ฟรังก้าถอนสายตาพลางส่ายหน้า
“คุณต้องไปถามผู้ชำระ ไม่ใช่ฉัน”
บราวส์ไม่พูดอะไรอีก เพียงเดินนำฟรังก้ามาถึงศาลากลมที่มีเถาองุ่นกับเถาวัลย์พันเกี่ยวนับไม่ถ้วน
ในศาลามีสตรีชุดราตรีสีดำยาวประพื้นนั่งอยู่ ดวงตาสีเทาเข้มเปล่งประกายแต่เจือความเศร้า ผมดำขลับรวบขึ้นเรียบร้อย แต่มีสองสามเส้นหลุดลุ่ยลงมา มอบความอ่อนหวานท่ามกลางความเคร่งขรึม
เมื่อเห็นริมฝีปากแดงระเรื่อ คางอันงามงดหยดย้อย รวมถึงใบหน้ารูปไข่ที่ดูอ่อนละมุน ความคิดแวบแรกของฟรังก้าคือ ความงดงามอันบริสุทธิ์ได้กระแทกใส่ดวงตาเธอเข้าอย่างจัง ตามมาด้วยความรู้สึกสงสารที่ยากจะบรรยาย
ในสภาพตกตะลึงระคนเจ็บปวดใจ เธอใช้เวลาเกือบสิบวินาทีกว่าจะนึกออกว่าเคยพบอีกฝ่ายมาก่อน
ตอนที่ฟรังก้ากับลูเมี่ยนสะกดรอยตามเทเรซาตัวปลอม หรือก็คือเบียทริซ·อังกูร์ พวกเขาเคยเห็นหญิงงามตรงหน้าที่คอนเสิร์ต ในฐานะสตรีผู้เลอโฉมกว่าใครในงาน จนถูกรับเชิญให้ขึ้นเวทีถ่ายรูปร่วมกับวงดนตรี!
เธอคืออาจารย์ของบราวส์ เป็นนางมารลำดับสูง? นั่นสินะ ปฏิบัติการครั้งนั้นคงมีนางมารลำดับสูงคอยกำกับดูแล ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน…ฟรังก้าตกใจในทีแรก แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้เกินคาดสักเท่าไร
เรื่องเดียวที่คาดไม่ถึงคือ เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำตัวโดดเด่นถึงเพียงนั้น แม้กระทั่งขึ้นเวทีถ่ายรูปหมู่กับวงดนตรี
“นี่คืออาจารย์ของฉัน ‘นางมารดำ’ แคลริส” บราวส์·เซารอนแนะนำ
นางมารดำ…ตามคำอธิบายของมาดามจัดจ์เมนต์ นางมารที่มี ‘สี’ เป็นส่วนประกอบในชื่อ ถือว่าโดดเด่นแม้แต่ในหมู่ครึ่งเทพนิกายนางมาร บางคนต้องสงสัยว่าเป็นเทวทูต…ฟรังก้าวางมือทาบอกพลางโค้งคำนับ กล่าวอย่างสุภาพและสง่างาม
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบ ท่านนางมารดำ”
เธอมิได้ชมเชยความงามของอีกฝ่าย เพราะทราบดีว่านางมารส่วนใหญ่ในนิกายนางมาร ทั้งภูมิใจและปวดร้าวกับเรื่องดังกล่าว หากเป็นคำชมจากคนนอก พวกเธอจะรับไว้ด้วยความเต็มใจ อย่างมากก็กระอักกระอ่วนใจเบาๆ แต่ถ้าเป็นคำชมจากฟรังก้าที่รู้เพศกำเนิดพวกเธอ ก็อาจถูกมองได้ว่ากำลังท้าทายหรือเยาะเย้ย
‘นางมารดำ’ แคลริสผงกศีรษะรับ
“สมาชิกทุกคนต้องศรัทธาในต้นกำเนิด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอคงถูกกำชับมาอย่างดีแล้ว เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องสวดวิงวอนถึงพระองค์อย่างเป็นทางการ”
ฟรังก้าไม่แปลกใจสักเท่าใด องค์กรลับที่ศรัทธาเทพมารมักบังคับให้สมาชิกใหม่เปิดใจรับเทพของพวกตน เพื่อล่ามโซ่ไปพร้อมกับกรองปัจจัยเสี่ยง
ช่วงนี้ทุกครั้งที่มาหาบราวส์ เธอจะจัดพิธีกรรมล่วงหน้าตามที่มาดามจัดจ์เมนต์สั่ง วิงวอนขอ ‘เทวทูตคุ้มครอง’ จากมิสเตอร์ฟูล
“เราทุกคนล้วนเป็นลูกของต้นกำเนิด” ฟรังก้าตอบรับด้วยท่าทีเคร่งครัดยำเกรง ตามที่บราวส์คอยกำชับในช่วงหลัง
สีหน้าของแคลริสเริ่มเคร่งขรึม ประกายตาเผยความชื่นชม
“ท่องพระนามของต้นกำเนิดตามฉันเป็นภาษาเฮอร์มิส”
“ต้นตอแห่งหายนะทั้งปวง สัญลักษณ์แห่งความพินาศและวันแตกดับ นางมารผู้ควบคุมปฐมกาล…”
แม้ ‘นางมารดำ’ จะกล่าวคำเป็นภาษาอินทิส แต่บรรยากาศโดยรอบกลับมืดหม่นกะทันหัน เถาองุ่นพากันสั่นไหวแผ่วเบา ประหนึ่งกำลังกลายร่างเป็นอสรพิษ
ฟรังก้าสงบจิตใจ ท่องพระนามสามท่อนเป็นภาษาเฮอร์มิส
ในบัดดล เธอเห็นเถาองุ่นแต่ละเส้นทยอยเหยียดยื่นเข้ามาใกล้
พวกมันเริ่มหนาขึ้น รัดพันศาลาไว้รอบด้าน
เถาวัลย์ที่คล้ายงูเหลือมเส้นหนึ่ง เหยียดยื่นมาทางฟรังก้า สุดปลายเถามีดวงตาแนวตั้งสีฟ้าครามเปิดออก
บนกระจกตาแนวตั้งสะท้อนร่างของฟรังก้า
ร่างดังกล่าวบิดเบี้ยวทันที กลายเป็นชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนเลือด
ผมสั้นสีเชือกป่าน คิ้วสีน้ำตาลเข้มค่อนข้างหนา ดวงตาสีน้ำเงินทะเลสาบ ริมฝีปากค่อนข้างบาง หน้าตาดูธรรมดาไม่โดดเด่น
ฟรังก้าตะลึงงันไปครู่หนึ่ง เนื่องจากคุ้นเคยกับใบหน้านี้ดี
ก่อนจะดื่มโอสถ ‘แม่มด’ เธอเห็นใบหน้านี้ทุกครั้งที่ส่องกระจก
นี่คือตัวตนเก่าของฟรังก้า ฟรังโก้·โรลังด์!
ฟรังโก้·โรลังด์ที่สะท้อนบนกระจกตาสีฟ้าครามแนวตั้ง สีหน้าพลันบิดเบี้ยวชั่วร้าย ดวงตาแผ่ความชิงชังอันเข้มข้นราวกับจับต้องได้ ใบหน้าฉาบล้นด้วยความอาฆาตจนชวนให้ฝันร้าย
ร่างกายฟรังก้าแข็งทื่อไปทุกส่วน เหมือนกลายเป็นรูปปั้นหินไปแล้ว
เถาวัลย์เจ้าของดวงตาแนวตั้งสีฟ้าครามจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง สะท้อนร่างของอีกฝ่ายโดยไม่ขออนุญาต ก่อนจะหดกลับเข้าไปในเถาองุ่นที่บดบังท้องฟ้า
ประสาทสัมผัสตามร่างกายฟรังก้าทยอยฟื้นคืนกลับมา หลังจากเธอกะพริบตาหนึ่งหน ก็พบว่าทุกสิ่งรอบศาลากลับเป็นปกติแล้ว แสงแดดส่องผ่านช่องว่างระหว่างเถาองุ่นกับเถาวัลย์ อาบไล้ลงบนพื้นด้านล่าง
ไม่มีเถาวัลย์ที่จำแลงเป็นงูเหลือม ไม่มีดวงตาแนวตั้งสีฟ้าคราม ราวกับทุกสิ่งเป็นเพียงภาพหลอน เป็นโลกคู่ขนานที่ฟรังก้าเห็นเพียงคนเดียว
เธอก้มศีรษะลง ปิดท้ายคำสวดวิงวอน
นึกทบทวนฉากที่ตนเผชิญ ฟรังก้าสันนิษฐานว่า ‘นางมารต้นกำเนิด’ กับโลกในกระจกที่อยู่ใต้ดินนั่น อาจเกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น
ตอนที่เข้าสู่โลกในกระจก เธอก็ได้เห็นตัวเองในอดีตเช่นกัน!
และคราวนี้ สิ่งที่สะท้อนบนกระจกตาแนวตั้งสีฟ้าครามก็มิใช่ฟรังก้าในปัจจุบัน แต่เป็นโฉมหน้าเดิมของเธอ ฟรังโก้·โรลังด์!
ดูเหมือนกระจกวิเศษของนางมาร กับโลกในกระจกในศาสตร์เร้นลับ จะยังซุกซ่อนความลับอีกนับไม่ถ้วน มาดามจัดจ์เมนต์ยังไม่ได้เล่าทั้งหมดให้เราฟัง…ฟรังก้าเงยหน้าด้วยความคิดดังกล่าว ลืมตามองไปยัง ‘นางมารดำ’ กับบราวส์ด้านข้าง
แคลริสที่สวมหมวกผ้าคลุมหน้าสีดำผงกศีรษะรับ
“บัดนี้คุณคือลูกของต้นกำเนิดแล้ว”
“ขอบคุณสำหรับการชี้นำ” ฟรังก้ายิ้มพลางเอ่ยถามข้อสงสัย “ทีแรกฉันนึกว่าพระนามของต้นกำเนิดจะมีนิยามทำนอง ‘ผู้ปกครองโลกในกระจก’ รวมอยู่ด้วย ที่ไหนได้…”
‘นางมารดำ’ แคลริสกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่น่าสงสาร
“นี่มิใช่พระนามเต็มของต้นกำเนิด ยังมีอีกสองส่วนที่คุณยังไม่มีสิทธิ์รับรู้”
‘นางมารต้นกำเนิด’ ยังมีพระนามลับๆ อีกสองท่อน? ฟรังก้าพบว่ารายละเอียดเล็กน้อยตรงนี้สื่อถึงปัญหาบางอย่าง แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นปัญหาแบบใด หรือหมายถึงสิ่งใด
แคลริสเปลี่ยนเรื่องคุย
“สมาชิกใหม่ทุกคนจะได้รับเทวรูปของต้นกำเนิด มันมีอำนาจต่อต้านการทำนาย เตือนภัยล่วงหน้า และยังช่วยคุณประกอบพิธีกรรมได้ด้วย”
“คุณต้องสวดวิงวอนต่อเทวรูปทุกวัน”
‘นางมารดำ’ พูดไปพลางหยิบรูปเคารพเล็กๆ ออกจากที่ใดสักแห่ง ดูคล้ายกับแกะสลักจากกระดูกขาว
เทวรูปดังกล่าวมีขนาดเพียงฝ่ามือ มองเห็นเค้าโครงคล้ายหญิงงามคนหนึ่ง เส้นผมยาวจรดข้อเท้า เส้นเล็กเส้นน้อยชัดเจน ดูคล้ายอสรพิษ ปลายผมทุกเส้นมีดวงตาแกะสลักอยู่ บ้างก็ลืมตา บ้างก็หลับสนิท เบียดเสียดหนาแน่นจนชวนให้ใจสั่น
สวดวิงวอนทุกวัน…ฟรังก้าลำบากใจอย่างยิ่ง พลางตัดสินใจว่าจะทำเป็นขอไปที
รอให้เธอเก็บเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ เสร็จ แคลริสก็ขมวดคิ้วเบาๆ จนแทบมองไม่เห็น พลางพูดว่า
“ระยะนี้คุณคอยจับตา ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ไว้ให้ดี โดยเฉพาะการ์ดเนอร์·มาร์ติน ถ้าพวกนั้นทำอะไรแปลกๆ เมื่อไร ให้รีบติดต่อบราวส์ทันที หากสถานการณ์เร่งด่วนมาก คุณสามารถนำเทวรูปของต้นกำเนิดออกมา จัดแท่นบูชา ประกอบพิธีตามนี้…เมื่อทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น ให้โยนจดหมายที่เตรียมไว้ ลงบนกระจกในแท่นบูชา”
คอยจับตา…ทำอะไรแปลกๆ …หากสถานการณ์เร่งด่วนมาก…ฟรังก้าสกัดใจความสำคัญจากคำสั่งของ ‘นางมารดำ’
เธอได้กลิ่นหายนะที่ใกล้มาเยือนทันที จิตใจเครียดเกร็งโดยไม่รู้ตัว
นิกายนางมารคิดว่า ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ กำลังจะลงมือครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้?
…………
เขต 2 ด้านนอกศูนย์ศิลปะทรีอาร์
ลูเมี่ยนยืนอยู่บนบันได คำตอบของพวกนักเขียนแล่นผ่านความคิด
“ช่วงหนึ่งเดือนกว่ามานี้ กาเบรียลชอบไปชมนิทรรศการศิลปะและเดินดูหอศิลป์มาก”
“เขาไม่ได้ตั้งใจศึกษาภาพวาดสักเท่าไร เหมือนกำลังตามหาภาพที่ดวงวิญญาณเฝ้ารอมากกว่า”
“ทำตัวแปลกๆ? ไม่มีนะ”
“เขาไม่ได้สนใจผู้ชมนิทรรศการคนอื่นเลย”
“…”
ข้อมูลจากคำตอบเหล่านี้ ทำเอาลูเมี่ยนเริ่มหลงทิศทางการสืบสวน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจแวะมายังศูนย์ศิลปะทรีอาร์ เพื่อเข้าชมนิทรรศการ ‘ภาพจำแห่งอนาคต’
อีกเพียงสองวัน นิทรรศการนี้ก็จะสิ้นสุดลง
ก่อนจะนั่งรถม้ามา ลูเมี่ยนหาโรงแรมแห่งหนึ่ง เช่าห้องระยะสั้น จัดแจงพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสาร เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับกาเบรียลและทิศทางการสืบสวนของตนให้มาดามเมจิกเชี่ยนฟังหมด
แรกเริ่มเดิมที เด็กหนุ่มคิดจะยืมห้องน้ำในบาร์เพื่อส่งจดหมาย แต่พอนึกได้ว่าผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ เป็นพวกเจ้าระเบียบ และรังเกียจสิ่งสกปรกอย่างรุนแรง สุดท้ายจึงตัดสินใจยอมเสียเงิน เปลี่ยนไปใช้สถานที่สะอาดๆ แทน
ลูเมี่ยนมองดูตึกศูนย์ศิลปะสีสันฉูดฉาด มองดูหลังคาที่คล้ายดวงอาทิตย์ตั้งตระหง่าน ก่อนจะถอนหายใจยาว ถือบัตรผ่านประตูเดินเข้าไปในตัวอาคาร
‘ภาพจำแห่งอนาคต’ มิใช่นิทรรศการใหญ่ เพียงแค่เช่าห้องจัดแสดงสามห้องเท่านั้น ลูเมี่ยนเดินไปข้างหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย พลางชื่นชมผลงานที่แขวนอยู่บนผนัง
ทันใดนั้น เขาเห็นร่างที่คุ้นตา
……………………………………………………..