ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 455 เด็กสองคน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 455 เด็กสองคน
ตอนที่ 455 เด็กสองคน
……….
อีกฝ่ายคือเด็กชายที่อายุราวๆ เจ็ดแปดขวบ แต่งตัวเหมือนสุภาพบุรุษน้อย ผมบลอนด์ ตาสีน้ำตาล แก้มอิ่มเอิบ ท่าทางดูใสซื่อ ไม่ใช่ใครนอกจากลูกบุญธรรมของบารอนบรินิแยร์ เด็กชายประหลาดนามว่าลุดวิก
ลุดวิกกำลังชื่นชมภาพวาดรูปโดนัทบนผนัง แต่ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองตน
เขารีบหันหลังกลับ แล้วก็เห็นลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนคลี่ยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน
“หนีออกจากบ้านอีกแล้วหรือ”
“ไม่ใช่” คราวนี้ลุดวิกดูใจเย็นมาก “ผมแค่บอกพ่อบุญธรรมไปว่า การเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในตำรา การดูให้มาก ฟังให้มาก หรือได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้น ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน”
“แล้วเขาก็เลยพานายมาเดินดูนิทรรศการภาพวาด?” ลูเมี่ยนกวาดตาไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบบารอนบรินิแยร์
เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเด็กชายตรงหน้า เริ่มพัฒนาด้านสติปัญญากับหัวคิดขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงกับอ้างเหตุผลเดียวกับที่ตนเคยใช้
นี่แสดงให้เห็นว่า การเรียนมีประโยชน์กับเขาจริงๆ!
ลุดวิกพยักหน้าเล็กน้อย
“ใช่”
“การปลูกฝังรสนิยมในการชื่นชมศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก ถือเป็นเรื่องสำคัญมากไม่แพ้กัน”
ลูเมี่ยนเดาะลิ้นแล้วแดกดันกลับไป
“วันนี้นายก็เลยไม่ต้องอ่านตำรา ไม่ต้องทำการบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องสอบแล้ว?”
“นั่นเป็นผลพลอยได้เฉยๆ” ขณะตอบ บนใบหน้าลุดวิกก็เผยรอยยิ้มเปี่ยมสุขทันที
มีพัฒนาการ แต่ไม่มากนัก…ลูเมี่ยนประเมินอย่างเป็นกลางในใจ
ขณะเดียวกัน บรินิแยร์ซึ่งสวมหมวกผ้าไหมทรงสูง ชุดสูทสีดำ เดินมาจากอีกฝั่งของห้องแสดงภาพ
“คุณไม่กลัวเขาหลงทางบ้างหรือ?” ลูเมี่ยนถามด้วยน้ำเสียงถากถาง
ในฐานะ ‘นักวางแผน’ เด็กหนุ่มอาศัยความหลักแหลมสังเกตเห็นความผิดปกติบางเรื่องจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้
คำนึงจากความร้อนรนและความตึงเครียดที่บรินิแยร์แสดงออกในสองครั้งก่อนที่ลุดวิกหนีออกจากบ้าน เขาไม่มีทางปล่อยให้เด็กชายคนนี้อยู่ในห้องแสดงภาพตามลำพังแน่!
บรินิแยร์หัวเราะในคอ
“ช่วงนี้ลุดวิกทำตัวดีมาก ไม่พยายามหนีออกจากบ้านอีก และเมื่อสักครู่ ระหว่างที่เขากำลังชื่นชมภาพวาดอย่างตั้งใจ ผมจึงตัดสินใจแวะเข้าห้องน้ำโดยปล่อยเขาไว้ตามลำพัง เพราะไม่อยากขัดจังหวะสมาธิ”
ฟังดูเหมือนพฤติกรรมของพวกพ่อแม่ขาดความรับผิดชอบเลยนะ แต่บารอน คุณไม่เคยทำตัวแบบนี้มาก่อน ผมจึงสงสัยว่าคุณจงใจ…จงใจปล่อยให้ลุดวิกอยู่ในห้องจัดแสดงตามลำพัง เพราะอยากเห็นว่าเด็กประหลาดคนนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรสินะ? อา…คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเขาหรอก พวกที่น่าเป็นห่วงคือผู้เข้าชมคนอื่นต่างหาก ถ้าไอ้หนูนี่เกิดหิวขึ้นมา แล้วคุณหาอาหารให้ไม่ทัน เกรงว่าอาจมีคนถูกเขมือบไปเสียก่อน…ลูเมี่ยนคาดเดาพลางรำพัน
เด็กหนุ่มตงิดใจว่ากิจกรรม ‘ชื่นชมภาพวาด’ ที่บารอนบรินิแยร์พามาในคราวนี้ อาจยังมีจุดประสงค์อื่นแฝงอยู่ เปรียบได้กับการพาสุนัขล่าเนื้อเจนสนามไปยังทุ่งล่า ปล่อยสายจูง แล้วรอดูว่ามันจะไล่ล่าใครหรือไม่…
ตอบคำถามของลูเมี่ยนเสร็จ บารอนบรินิแยร์ผู้ถือกระเป๋าเอกสารพองๆ ก็หันไปมองลุดวิก
“เมื่อกลับไปแล้ว เขียนบทความเกี่ยวกับนิทรรศการภาพวาดด้วยล่ะ บรรยายความรู้สึกและผลงานประทับใจที่สุดของตัวเองอย่างละเอียด”
สีหน้าของลุดวิกหมองหม่นลงทันที
ลูเมี่ยนไม่แปลกใจเลย เนื่องจากมีประสบการณ์ในแง่นี้ล้นเหลือ
เด็กหนุ่มแยกกับบารอนบรินิแยร์และลุดวิก แต่ยังคงไล่ดูภาพวาดต่อ โดยเน้นว่าต้องมีองค์ประกอบเกี่ยวกับอาคารประเภทโรงแรม หรือมีนางแบบอย่างซาฟารี หรือเป็นภาพที่ส่งอิทธิพลต่อจิตใจผู้ชม หรือส่งผลต่อสภาพแวดล้อม
น่าเสียดาย หลังจากเดินชมทั้งสามห้องจัดแสดงที่ไม่กว้างนัก เขากลับยังไม่พบผลงานที่น่าสนใจเลยสักชิ้น จะมีก็แต่ภาพ ‘ร้านกาแฟ’ ที่มาเลนใช้ก้นวาด มันได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ ผู้คนแห่มาล้อมดู ทั้งชื่นชมและก่นด่ากันเซ็งเซ่
ลูเมี่ยนยืนอยู่ในห้องจัดแสดงสุดท้าย ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบแว่นสีน้ำตาลกรอบทองออกมา
ในเมื่อทั้งตาเนื้อและ ‘เนตรวิญญาณ’ ต่างก็มองไม่เห็นปัญหา งั้นก็ขอลองใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ ที่น่าจะมาจากเส้นทางเดียวกันดูสักหน่อย!
ลูเมี่ยนวางแว่นลงบนสันจมูก แล้วเริ่มกัดฟันทนต่ออาการมึนงงประหนึ่งฟ้าดินหมุนควง พลางจดจ่อสมาธิอยู่กับภาพต่างๆ ใน ‘สายตา’
ดูคล้ายกับทุกภาพลอยตัวออกจากผนัง กำลังหมุนวนรอบเด็กหนุ่ม
บางตัวละครในบางภาพวาด จ้องมองลูเมี่ยนด้วยแววตาเยียบเย็น
ทีแรกลูเมี่ยนก็ตื่นตระหนก เข้าใจว่าทุกภาพที่มีตัวละครล้วนผิดปกติทั้งหมด แต่ไม่นานก็พบว่าตนยังไม่ได้ถูกโจมตี
ตัวละครต่างๆ จากภาพต่างๆ เพียงแค่มองมาทางตน มองอย่างสงบเงียบและเยือกเย็น
ราวกับว่าพวกเขามีสำนึกรับรู้เหมือนคนเป็น แต่ยังไม่ถือว่ามีชีวิตอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจก้าวออกจากผืนผ้าใบได้
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนพลันกระจ่าง
ถึงความจริงอีกแง่มุมหนึ่ง ที่เห็นผ่านการใช้ ‘แว่นส่องความลับ’
บางทีทุกภาพวาดอาจสะท้อนความจริงของโลกในระดับหนึ่ง แต่มันเป็นความจริงที่ตื้นและแบน อยู่ในระดับต่ำ ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อมนุษย์และโลกวิญญาณได้มากพอ จะมีเพียงไม่กี่กรณีที่เป็นข้อยกเว้น เช่น การจ้องมองผลงานบางชิ้นเป็นเวลานาน อาจทำให้จิตใจสับสนวุ่นวาย หรือรู้สึกกระวนกระวายใจ
และ ‘จิตรกร’ อาจยกระดับสิ่งที่ตื้นและแบนเหล่านี้ ให้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกมนุษย์ได้มากขึ้น เปิดช่องทางให้มันเข้าสู่ความเป็นจริง!
กล่าวคือ ตัวละครในภาพวาดทั่วไป อาจมีสำนึกรับรู้ที่ไม่สมบูรณ์ ถูกบีบอัด และขาดจิตวิญญาณภายในโลกที่ตื้นและบาง ซึ่งต้องอาศัย ‘แว่นส่องความลับ’ จึงจะมองเห็น
ในทำนองเดียวกัน ลูเมี่ยนยังเห็นความจริงอื่นๆ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์และความสร้างสรรค์จากก้นบึ้งที่ ‘จิตรกร’ ต้องการแสดงออก
ภาพหนึ่งในนั้น วาดเมืองทรีอาร์ในอนาคต โดยแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบนดินเป็นหญิงชายในชุดหรูหรา กำลังจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ส่วนชั้นใต้ดินเป็นผู้คนในชุดขาดวิ่น คลานอุดอู้อยู่ในอุโมงค์มืด กินไส้เดือน หนู และตะไคร่น้ำเป็นอาหาร แต่เมื่อมองด้วย ‘แว่นส่องความลับ’ ลูเมี่ยนกลับเห็นว่าด้านบนเป็นฝูงหมูอ้วนน้ำมันเยิ้ม ส่วนด้านล่างเป็นใบหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียดน่ากลัว กับมือเน่าเปื่อยที่ยื่นขึ้นไปด้านบน
นี่คือเจตนารมณ์แท้จริงที่จิตรกรต้องการพรรณนา
วินาทีถัดมา ลูเมี่ยนเห็นบารอนบรินิแยร์กับลูกบุญธรรมลุดวิก
ผ่านการมองด้วย ‘แว่นส่องความลับ’ รายแรกดูปกติดี มีเพียงแสงสีเหลืองอมทองรางๆ แผ่ออกจากร่างกาย แต่รายหลังกลับหันขวับ เอี้ยวตัวมาด้านข้าง ประหนึ่งกำลังมองย้อนกลับมาหาลูเมี่ยนโดยทะลุห้องจัดแสดงถึงสองห้อง
เด็กชายหน้าตาใสซื่อเจ้าของแก้มอวบอิ่มคนนั้น หนังหน้าเริ่มยุบพองดีดดิ้น คล้ายกับกำลังจะลอกหลุดออก เตรียมจะเผยบางสิ่งที่อยู่ด้านใน
หัวใจของลูเมี่ยนเต้นระรัว สัญชาตญาณสั่งให้ถอด ‘แว่นส่องความลับ’ ออกทันที
วิสัยทัศน์กลับมาเป็นปกติในพริบตา
ลุดวิกมีปัญหาจริงๆ ด้วย…โชคดีที่เราตอบสนองเร็ว ไม่งั้นคงเผลอไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเข้า…ลูเมี่ยนยังคงปวดหัววิ้ง สองเท้ารู้สึกเหมือนเหยียบย่ำอยู่บนสำลี ลอยเคว้งไร้จุดยึดเกาะ
เด็กหนุ่มรู้มานานแล้วว่าลุดวิกไม่ปกติ เป็นเด็กประหลาด แต่ไม่คิดว่าจะมอบความรู้สึกอันตรายได้เพียงนี้
ใต้เปลือกหนังคนที่ดูใสซื่อน่ารักนั่น จะยังเป็นมนุษย์ ยังเป็นเด็กชายอยู่หรือไม่นั้น คงต้องมาคิดดูใหม่แล้ว!
อูย…ครั้งนี้ลูเมี่ยนใส่ ‘แว่นส่องความลับ’ นานเกินไป ส่งผลให้ร่างกายกำลังย่ำแย่สุดขีด แม้อาการมึนหัวจะทุเลาลงแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกคลื่นไส้รุนแรง ปวดท้องบิดมวน อยากอาเจียนแต่ก็อยากถ่ายไปด้วย
กระทั่งกายเนื้อของ ‘นักวางแผน’ ก็มิอาจทนต่ออาการเหล่านี้
เด็กหนุ่มหายใจลึก เดินไปยังห้องน้ำที่ติดกับสามห้องจัดแสดง
ห้องน้ำอยู่ในส่วนลึกสุดของทางเดิน สองฝั่งซ้ายขวามีรูปปั้นวางเรียงราย หรือไม่ก็ภาพวาดแขวนอยู่ สอดคล้องกับชื่อศูนย์ศิลปะทรีอาร์เป็นอย่างดี
ลูเมี่ยนเดินเร็วๆ เข้าห้องน้ำ รีบจัดการธุระส่วนตัว
หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ฟื้นคืนสภาพ ไม่หลงเหลืออาการไม่พึงประสงค์อีกต่อไป
เดินออกจากห้องน้ำ ลูเมี่ยนมองผนังฝั่งตรงข้ามด้วยความเคยชิน
ที่นั่นมีภาพวาดเรียงรายจำนวนหนึ่ง
หนึ่งในนั้นทั้งน่าขนลุกและพิลึกพิลั่น จนลูเมี่ยนใช้เวลามองอยู่นาน
เป็นภาพวาดสีน้ำมัน พื้นหลังสีสันสดใส เหลื่อมซ้อนกัน องค์ประกอบหลักคือหญิงสาวเปลือยกาย
ใบหน้าของหญิงสาวดูพร่ามัว ราวกับจิตรกรจงใจเว้นว่างไว้ ผิดแผกไปจากส่วนอื่นของร่างกาย บนผิวกายเต็มไปด้วยใบหน้าอันคมชัดเบียดเสียดกัน บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างเกลียดชัง บ้างหยาบช้า บ้างเบิกบาน บ้างมาจากแมว บ้างมาจากสุนัข บ้างเหมือนมีอยู่แค่ในจินตนาการ ทุกหน้าล้วนกึ่งโปร่งใส แต่ชัดเจนเพียงพอ
ระหว่างที่ลูเมี่ยนจ้องมองภาพ ก็พลันฉุกคิดบางสิ่งได้
แม้ระหว่างที่กาเบรียลเข้าชมนิทรรศการภาพวาดนี้ เขาจะทำเหมือนทุกอย่างปกติดี แต่นั่นก็แค่คำพูดของนักเขียนไม่กี่คน พวกเขาไม่ได้ติดสอยห้อยตามกาเบรียลตลอดเวลา อย่างเช่น ตอนไปเข้าห้องน้ำ!
…………
ถนนใหญ่ตลาด โรงละครกรงพิราบเก่า
เพิ่งเดินออกมา จินนาก็เห็นร่างที่เธอคุ้นตา ยืนอยู่ใต้โคมไฟแก๊สริมถนนฝั่งตรงข้าม
อีกฝ่ายเป็นเด็กชาย สวมเสื้อเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กสีเงิน เสื้อนอกสีดำ ผูกเนกไทโบสีเงินปรอท เรือนผมสีบลอนด์อ่อนหวีเรียบเป็นระเบียบ
เด็กคนที่เคยช่วยมอบโชคดีให้เราเมื่อคราวก่อน…ผู้วิเศษสุดแกร่ง! จินนาถึงกับตกตะลึง ขณะเดียวกันก็ข้ามถนนไปหาอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ
หญิงสาวก้มตัวลงเล็กน้อย ยิ้มแล้วถาม
“คุณรอฉันอยู่หรือ”
เด็กชายเหลือบมองเธอ แล้วพึมพำ
“ไม่ใช่ผมรอคุณ แต่เป็นคุณรอผมต่างหาก คุณเจอผมเร็วกว่าตัวเลือกอื่นๆ ทั้งหมด”
คราวนี้มีอะไรอีก? เพื่อรับมือกับหายนะที่ใกล้มาเยือน เขาจะมอบโชคกับเรา ให้เราไปค้นพบอะไร? จินนาเร่งความคิด ก่อนจะถามหยั่งเชิง
“คราวก่อนคุณบอกว่า ทางนี้ค่อนข้างอันตรายไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงมาทางนี้ล่ะ?”
เด็กชายตอบเสียงขรึม
“วันนั้นก็คือวันนั้น วันนี้ก็คือวันนี้ วันนั้นค่อนข้างอันตรายไม่ได้แปลว่าวันนี้ก็จะอันตราย”
“อา…” จินนาคลี่ยิ้ม “แล้วอยากให้ฉันช่วยอะไรไหม เอาไอศกรีมสักแท่งไหม? เดี๋ยวไปซื้อให้”
เด็กชายถอนหายใจยาวเหมือนตาแก่
“เป็นเรื่องอื่น ผมจะจ่ายค่าตอบแทนให้”
ค่าตอบแทน? จะทำให้เราโชคดีสินะ? จินนาคาดเดาคลุมเครือ โดยไม่ถามเจาะจงถึงค่าตอบแทน
“อยากให้ช่วยอะไรล่ะ”
เด็กชายสอดมือล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบเหรียญสีทองอร่ามออกมา แล้วตอบคนละเรื่องกับที่ถาม
“นี่คือค่าตอบแทนของคุณ เหรียญทองนำโชค”
……………………………………………………..