ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 457 เป้าหมายที่ไม่คาดคิด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 457 เป้าหมายที่ไม่คาดคิด
ตอนที่ 457 เป้าหมายที่ไม่คาดคิด
……….
โรงแรมระกาทอง ห้อง 207
หลังจากรายงานสถานการณ์ให้มาดามเมจิกเชี่ยนทราบ ลูเมี่ยนก็ออกจากโรงแรมระกาทอง ตรงไปยังชั้นสองของคาบาเร่ต์ลมเอื่อย
ถัดจากนี้ เด็กหนุ่มจะรอดูว่าองค์ซ่อนเร้นที่จ้องมองตนจากสถานที่ห่างไกล และพยายามเข้าใกล้ด้วยความเร็วสูงขณะเขาสวมแว่นส่องความลับมองดูภาพสีน้ำมันที่มีซาฟารีเป็นแบบ จะมา ‘เยี่ยม’ ตนก่อนเที่ยงคืนเหมือนที่ลงมือกับกาเบรียลหรือไม่
เด็กหนุ่มทิ้งตัวนอนบนเตียง หลับตาลง ผ่อนคลายร่างกายเพื่อเตรียมหลับ
เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อใจมาดามเมจิกเชี่ยนมาก ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ของชุมนุมทาโรต์รายนี้น่าจะลงมือจากระยะไกลได้ แถมยังเป็นปรปักษ์ตัวฉกาจของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ยากจะจับต้อง
ความคิดของลูเมี่ยนพร่าเลือนไปทีละนิด จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
ท่ามกลางหมอกจางๆ เด็กหนุ่มกลับมายังโรงแรมระกาทองอีกครั้ง เห็นตึกที่เอียงเล็กน้อย เห็นแสงไฟสว่างจากหน้าต่างทุกบาน โดยมีกาเบรียลนั่งอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าประตูใหญ่ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว แจ็กเกตสีเข้ม กางเกงขายาวสีดำ กับรองเท้าหนังไร้เชือก
ใบหน้าของนักเขียนบทละครรายนี้ดูกึ่งโปร่งใส แววตาเผยความรู้สึกเหินห่างอันยากจะบรรยาย
พอเห็นลูเมี่ยน เขาลุกขึ้นยืนทันที เผยรอยยิ้มชัดเจน
ลูเมี่ยนหยุดฝีเท้าด้วยความระแวง มองหน้าอีกฝ่ายพลางพูด
“คุณมาทำอะไรที่นี่?”
กาเบรียลเก็บรอยยิ้ม พูดด้วยท่าทางร้อนรน
“รีบออกจากทรีอาร์ไปเถอะ!”
“ที่นี่กำลังจะเต็มไปด้วยอันตราย!”
ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเบาๆ พลางย้อนถาม
“คุณไปรู้อะไรมาหรือ”
กาเบรียลเหลียวซ้ายแลขวาแล้วตอบ
พวกเขา…ลูเมี่ยนถามต่อทันที
“คุณอาศัยอยู่ใน ‘หอพัก’ ใช่ไหม? ‘หอพัก’ อยู่ที่ไหน?”
สีหน้าของกาเบรียลดูสับสนงุนงงเบาๆ
“คุณต้องเป็นแบบผมถึงเข้าไปได้ หรือไม่ก็ต้องได้รับความยินยอมจากพวกภูต”
“ผมไม่รู้ว่าจะไปถึงที่นั่นได้ยังไง ผมไปโผล่ที่หน้าประตูเลย”
อย่างที่คิด ‘หอพัก’ กับพวกภูตเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด…กาเบรียลอาศัยมลทินที่ได้รับ เปลี่ยนสถานะการดำรงอยู่ของตัวเอง ทำให้ไปถึง ‘หอพัก’ ได้ในพริบตาเหมือนการ ‘เทเลพอร์ต’? ลูเมี่ยนเร่งความคิด ก่อนจะถามเสียงเข้ม
“ทำไมคุณถึงเลือกไป ‘หอพัก’ ล่ะ? ถูกพวกเขาบังคับหรือ”
“ไม่ใช่” กาเบรียลส่ายหัว เสียงของเขาอ่อนโยนลง “ผมสมัครใจไปเอง ซาฟารีเป็นคนมารับน่ะ ผมปฏิเสธไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการมาตลอด”
ใบหน้าของเขาเผยความสุขเจือจาง
คนที่ทำให้กาเบรียลถูกปนเปื้อน แล้วพาเขาไป ‘หอพัก’ คือซาฟารี…ในใจลูเมี่ยนเกิดความเศร้าทันที
“คุณรู้ไหมว่าตัวเองกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว?”
กาเบรียลเงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะตอบ
“รู้สิ แต่ผมจะไม่ทำร้ายใครแน่นอน!”
เขาเว้นวรรคแล้วพูดต่อ
“บทละครของผมประสบความสำเร็จแล้ว ผมสร้างชื่อเสียงเงินทองได้มากเท่ากับที่เคยวาดฝันไว้แล้ว ชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้เสียดายอีก ผมแค่อยากอยู่กับซาฟารีเท่านั้น ไม่ว่าเธอจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ประหลาดก็ตาม”
ลูเมี่ยนมิได้ตำหนิหรือดุด่า เพียงมองหน้ากาเบรียลแล้วถอนหายใจยาว
“ผมเข้าใจความรู้สึก เข้าใจความคิดของคุณ”
กาเบรียลเผยความซาบซึ้งใจในดวงตา พูดอย่างจริงใจ
“หลังกลายเป็นสัตว์ประหลาด ดูเหมือนผมจะมองเห็นอนาคตได้บ้าง เลยรู้ว่าคุณจะแวะมาหา จึงขอร้องซาฟารี ขออยู่ในห้องต่ออีกสองวันเพื่อกล่าวคำอำลากับคุณ เธอก็ยอมตกลง…เธอไม่ใช่สัตว์ประหลาดโดยสิ้นเชิงหรอกนะ!”
ลูเมี่ยนใจเต้นแรง เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีมนต์ขลัง
“คุณอยากให้ผมช่วยคุณกับซาฟารีหนีออกจาก ‘หอพัก’ ไหม?”
“ทำได้ด้วยหรือ?” ใบหน้าของกาเบรียลบิดเบี้ยว แต่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ประหนึ่งร่างกายกับวิญญาณอยู่คนละโลกกัน
ลูเมี่ยนก้าวเท้าไปข้างหน้า กล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“มีความหวังอยู่ แต่คุณต้องเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ผมฟังก่อน”
สีหน้าของกาเบรียล บ้างก็ว่างเปล่า บ้างก็เย็นชา บ้างก็ตื่นเต้น บ้างก็ดูโหยหา บ้างก็ปิดกั้นตัวเอง ความขัดแย้งภายในกำลังแสดงออกผ่านใบหน้าโดยไม่มีการเก็บซ่อน
ทันใดนั้น เขาเหยียดแขนมาข้างหน้า สายตาเปี่ยมไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง
ร่างของกาเบรียลสลายไปโดยไร้เสียงไร้ฝุ่น ทั้งโรงแรมระกาทองและหมอกจางๆ ก็พังทลายไปพร้อมกัน
ลูเมี่ยนลืมตากะทันหัน แลเห็นเพดานห้องนอนชั้นสองของคาบาเร่ต์ลมเอื่อย
เมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน แต่กลับดูสมจริงอย่างยิ่ง
…………
เขตหอรำลึก
ฟรังก้ากำเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สะกดรอยตามบุรุษในชุดคลุมสีดำไปอย่างแนบเนียน
อีกฝ่ายดูชำนาญการสลัดผู้ติดตาม ทั้งยังมีฝีมือเพียงพอ คอยเปลี่ยนทิศทางอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็ลงทุนเดินย้อนกลับเป็นระยะทางหนึ่ง
หากฟรังก้ามิได้พึ่งพาพลัง ‘ล่องหน’ รวมถึงการเสริมอำนาจจากเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ช่วยให้ตามติดอย่างใกล้ชิดได้ทุกฝีก้าว ป่านนี้คงถูกสลัดหลุดหลายต่อหลายครั้งระหว่างทาง
ในที่สุด ชายในชุดคลุมสีดำก็หยุดลงตรงทางเข้าทรีอาร์ใต้ดินแห่งหนึ่ง
เขาหมุนตัวครึ่งรอบ ก้มมองสองมือของตนโดยอาศัยแสงจันทร์แดงเรื่อ
ทำอะไรอยู่น่ะ? ดูลายมือตัวเอง? ฟรังก้าผู้ซ่อนร่างหลังโคมไฟถนน มองด้วยสายตาไม่เข้าใจ
ผ่านไปสักพัก ชายคนดังกล่าวก็เดินลงบันไดเหล็ก หายลับไปในทางเข้าที่มืดสลัว
ฟรังก้าตามติดไปทันที เดินตามลงไปยังทรีอาร์ใต้ดินลึกขึ้นเรื่อยๆ
ยี่สิบนาทีผ่านไป ชายในชุดคลุมสีดำเลี้ยวเข้าอุโมงค์ตันซอยหนึ่ง
เพียงเขาสัมผัสกับบางสิ่ง ประตูหินที่ผนังด้านข้างก็เปิดออกดังกึกกัก
ฟรังก้ามองจากระยะห่างไม่กี่เมตร เห็นตะเกียงสามดวง
เป็นตะเกียงน้ำมันโบราณสามดวงฝังอยู่บนผนังหิน หนึ่งดวงอยู่สูง อีกสองดวงอยู่ต่ำกว่า
ฟรังก้าอยู่ในทรีอาร์มาก็นานแล้ว ย่อมเข้าใจสถานการณ์ของมหานครแห่งนี้อยู่พอสมควร จึงเชื่อมโยงฉากตรงหน้าเข้ากับความทรงจำได้ทันที
พรรคเผาถ่าน!
หนึ่งในสัญลักษณ์ของพรรคเผาถ่านที่พยายามโค่นล้มรัฐบาล คือการจุดตะเกียงสามดวง หนึ่งดวงแทนดวงอาทิตย์ อยู่ด้านบน อีกสองดวงแทนดวงจันทร์และดวงดาว อยู่ด้านล่าง
‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ กับพรรคเผาถ่านแอบร่วมมือกัน? ฟรังก้าพลันประหลาดใจ แต่ก็ไม่มากมายนัก
ตามความเข้าใจของเธอ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ เองก็มีเป้าหมายจะโค่นล้มรัฐบาลปัจจุบันเพื่อปกครองอินทิสเช่นกัน เพียงแต่ตอนนี้กำลังทุ่มเทความสนใจให้กับใต้ดิน ให้กับทางเข้าทรีอาร์ยุคที่สี่
ชายในชุดคลุมดำหักเลี้ยวเข้าประตูหินที่เปิดออกเอง ฟรังก้ามองเห็นหมอกสีขาวจางๆ ที่ผันผวนตลอดเวลาลอยคว้างอยู่ด้านใน
หมอกพวกนี้ดูคุ้นตาแปลกๆ …คงไม่ธรรมดาแน่…ฟรังก้ากำลังลังเลว่าจะตามเข้าไปดีไหม ทันใดนั้นก็พบว่ามีบางสิ่งในถุงสีเข้มกำลังสั่นเบาๆ
ฟรังก้าล้วงมือเข้าไปคลำ สีหน้าแปรเปลี่ยนในทันที
วัตถุที่กำลังสั่นคือกระจกเงินโบราณ บานเดียวกับที่เชื่อมต่อกับโลกในกระจกใต้ดินนั่น!
ฟรังก้ายืนนิ่งตัวเกร็ง เอาแต่มองดูประตูหินปิดตัวเองอย่างเชื่องช้า มิได้ขยับไปข้างหน้าเลยสักก้าว
…………
ริมแม่น้ำใต้ดินที่มีเสียงซัดซ่าแผ่วเบา ร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปตามกระแสน้ำ
‘เขา’ มิได้ถือตะเกียงหรือโคมไฟคาร์ไบด์เพื่อส่องสว่าง แต่กลับไม่ได้รับผลกระทบจากความมืดเลย ทุกย่างก้าวเป็นไปอย่างมั่นคง หลบหลุมบ่อและหินที่ขวางทางได้แม่นยำ
จินนาเฝ้ามองจากหลังเสาหินกระดำกระด่าง พบว่าตรงตำแหน่งดวงตาของเป้าหมาย มีแสงสีแดงวูบวาบเป็นครั้งคราว
เธอสูดหายใจเฮือกหนึ่งอย่างไร้สุ้มเสียง หยิบ ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ รูปทรงโบราณออกจากเสื้อนอกหนังสีดำคล้ายเกราะ
ประสบการณ์การต่อสู้ของเธอไม่ได้มากมายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอยังไม่เคยดวลตัวต่อตัวกับผู้วิเศษมาก่อน จึงต้องอาศัยสารพัดวิธีเพื่อเสริมพลังให้ตัวเองตั้งแต่ก่อนลงมือ เพื่อทำให้ดีที่สุด เพื่อลดโอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝัน
จินนาแทงลูกศรหินดำก้านหักใส่หน้าอกของตัวเอง สัมผัสได้ว่าเลือดของตนกำลังถูกดูดเข้าไป และมันเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา
ก่อนที่ร่างดังกล่าวจะย่างกรายเข้าใกล้ หญิงสาวหยิบผงสีเรืองแสงออกมาโปรยใส่ตัวเอง
พร้อมกับท่องคาถาภาษาเฮอร์มิสที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ล่องหน!”
ร่างของจินนาเลือนหายไปทันที เสียงซ่าของแม่น้ำใต้ดินช่วยกลบเสียงการเคลื่อนไหวของเธอ
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ร่างที่มีแสงสีแดงวูบวาบตรงตาขวาก็เดินเข้ามาใกล้
ทันใดนั้น ความมืดใต้ฝ่าเท้า ‘เขา’ เริ่มมีชีวิตขึ้นมา รวมตัวกันเป็นโซ่ตรวนสีดำขลับ รัดพันร่าง ‘เขา’ โดยเริ่มจากขา เอว และลำตัว
‘เขา’ ชะงักงันทันที แสงสีแดงในดวงตาเริ่มส่องสว่าง
จากทางด้านข้างเฉียงหลังของ ‘เขา’ ร่างของจินนาเผยตัวฉับพลัน
จนถึงตอนนี้ จินนาเพิ่งจะได้เห็นรูปลักษณ์ชัดๆ ของเป้าหมาย เป็นชายถือถุงผ้าสีเทาขาว สวมจีวรยาวสีเทาเข้ม ใบหน้าที่ค่อนข้างดำประกอบจากชิ้นส่วนจักรกล เช่นแผ่นเหล็ก เฟือง สปริง นอต และข้อเหวี่ยง ตรงตำแหน่งตาขวาเป็นอัญมณีสีแดงสด
พระจากอารามในหุบเขาลึก? จินนาตกตะลึงอยู่ในใจ ไม่คิดว่าเป้าหมายที่วิลให้เธอโจมตีจะเป็นพระของศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำ
เธอกับฟรังก้าเคยเห็นพระที่คล้ายกันในเหมืองหินหุบเขาลึก ทุกคนจะใช้ชิ้นส่วนจักรกลดัดแปลงร่างกายตัวเอง ดูวิปลาสอย่างยิ่ง!
เมื่อเผชิญกับเป้าหมายที่กะโหลกศีรษะกลายเป็นโลหะ จินนายกเลิกแผนเดิมที่จะใช้สันมือฟาดกกหู ฝ่ามือขวามีเปลวไฟสีดำลุกโชนทันที ก่อนจะตบใส่ศีรษะของอีกฝ่ายท่ามกลางเสียงสายลมหวีดหวิว
ขณะเดียวกัน ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาเผาไหม้โซ่ตรวนที่ดูเหมือนมาจากนรกไปได้สองสามเส้น แต่ก็เห็นผลเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น เงาดำจากทิศทางอื่นยังคงรัดพันรอบกายพระที่ผ่านการดัดแปลงให้เป็นจักรกล
ท่ามกลางเสียงทื่อๆ จินนาตบเพลิงทมิฬก้อนดังกล่าวเข้าไปในศีรษะเป้าหมายโดยตรง
เพลิงทมิฬอันเงียบเชียบแต่พิสดารขยายขอบเขตในพริบตา เผาไหม้ดวงวิญญาณไปพร้อมกับพลังวิญญาณของพระรูปดังกล่าว
จินนาอาศัยความเร็วสูงสุดและความคล่องตัวจาก ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ เปลี่ยนตำแหน่งวนรอบพระรูปนี้อย่างต่อเนื่อง หลบหลีกการโต้กลับ
ขณะเดียวกัน เธอยังคอยสอดส่องมองหาโอกาสใช้เพลิงทมิฬของนางมารโจมตีศัตรู ยิ่งอีกฝ่ายอ่อนแอเพียงใดก็ยิ่งดี พร้อมกับเสริมด้วยเวทมืดที่มีผลในเชิงกำราบ
ไม่ถึงสองนาที พระที่สลัดจินนาไม่หลุดก็ล้มลงดังตุ้บ สิ้นแรงจนหมดสติไป
จินนาถอนหายใจเงียบงันเฮือกหนึ่ง แล้วย่อตัวลง
เธอหยิบถุงผ้าสีเทาขาวของเหยื่อขึ้นมา แก้เชือกแล้วชะโงกมองเข้าไป
ภายในเต็มไปด้วยถังสีจำนวนมาก กับพู่กันสีน้ำมันหลายด้าม
……………………………………………………..