ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 458 ชี้ไปทางเดียวกัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 458 ชี้ไปทางเดียวกัน
ตอนที่ 458 ชี้ไปทางเดียวกัน
ถังสี…พู่กัน…เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในถุงผ้าสีเทาขาว จินนาชะงักไปสองวินาทีเต็ม
เธอนึกถึงข้อมูลที่ ‘ผู้ชำระ’ แจ้งมา รวมถึงเบาะแสที่ตนกับพวกพ้องรวบรวมมาได้ในช่วงนี้
พึงระวังกลุ่มจิตรกรกับคนที่มีงานอดิเรกวาดรูป ผลงานของพวกเขาอาจซ่อนพลังเหนือธรรมชาติเอาไว้!
“พระรูปนี้มีงานอดิเรกวาดรูป?”
“หรือว่า เขาเตรียมจะนำสีกับพู่กันไปส่งให้จิตรกรบางคน?”
“มันควรจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เขากลับลงมายังส่วนลึกของทรีอาร์ใต้ดิน ซึ่งจะบอกว่าเป็นทางลัดก็คงจะไม่ได้…”
“หรือไม่ก็ จุดหมายปลายทางของเขามีปัญหา หรือไม่ก็ จิตรกรที่เขาจะไปพบมีปัญหา หรือไม่ก็ทั้งสอง…”
ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจจินนา โดยสงสัยว่าพระจักรกลรายนี้อาจเกี่ยวพันกับ ‘หอพัก’ ที่ตนกับพวกพ้องกำลังสืบหา
ยามนี้อาจมี ‘จิตรกร’ ผู้วิเศษสักคนกำลังวาดจิตรกรรมฝาผนังอยู่ที่ใดสักแห่งใต้ดิน ซึ่งต้องการสีกับอุปกรณ์จำนวนมาก!
จินนารื้อค้นชุดคลุมยาวของพระที่หมดสติ พบเพียงเหรียญกับธนบัตรไม่กี่ใบเท่านั้น
เธอนำสิ่งเหล่านี้ยัดใส่ถุงผ้าสีเทาขาว ผูกเชือกให้แน่น แล้วมองสำรวจเครื่องจักรกลต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นร่างกายกว่าครึ่งของพระ ในใจนึกอยากใช้เพลิงทมิฬของนางมารเผาซ้ำ เพื่อให้อีกฝ่ายหมดสติลึกกว่าเดิม แล้วจึงค่อยแบกร่างกลับไปบนดินเพื่อ ‘สอบปากคำ’ ร่วมกับชาร์ล ฟรังก้า และอ็องโตนี
อันที่จริง หลังจากกลายเป็น ‘แม่มด’ เธอได้ครอบครองอาคมพิธีกรรมประเภท ‘สื่อวิญญาณ’ แล้ว ทว่า ประการแรก เธอไม่เคยมีประสบการณ์จริงมาก่อน จึงกลัวว่าตนจะทำพลาดจนส่งผลให้เบาะแสขาดสะบั้น ประการที่สอง เธอยังขาดเป้าการสวดวิงวอนที่ปลอดภัย จึงคิดจะฝากให้ลูเมี่ยนกับฟรังก้าที่เชี่ยวชาญกว่าจัดการแทน
จินนาเพิ่งจะเริ่มครุ่นคิด เตรียมจะลงมือทำ ก็พลันเห็นเฟืองหลายตัวบนใบหน้าของพระที่นอนสลบเหมือด เริ่มหมุนทำงานด้วยตัวเอง
พวกมันส่งเสียงกุกกัก ทุกชิ้นดูกระฉับกระเฉงในพริบตา ราวกับมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง
ร่างกายกว่าครึ่งของพระ ซึ่งประกอบกันจากอุปกรณ์จักรกลเหล่านี้ เริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่ง ดึงเนื้อหนังจากอีกครึ่งซีกเข้าไปหาพวกมัน แล้วปั่นจนเป็นโคลนเหลว
ภาพตรงหน้าไม่ต่างจากอุบัติเหตุในโรงงาน มีคนงานตกลงไปในเครื่องจักรขนาดใหญ่
ลางสังหรณ์อันตรายของจินนาร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง แต่ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็ถูกชิ้นส่วนจักรกลพร้อมกับเศษเนื้อหนัง กระแทกใส่ร่างเข้าอย่างจัง
ท่ามกลางเสียงกรอบแกรบกุกกัก หญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นกระจกบานหนึ่ง แตกละเอียดไปทุกตารางนิ้ว
ห่างจากแม่น้ำใต้ดินราวสิบเมตร ร่างจินนาถูกวาดขึ้นใหม่ในพริบตา
หญิงสาวไม่มัวเหลียวหลัง พร้อมกันกับถุงผ้าสีเทาขาวในมือและลูกศรผู้กระหายเลือดที่ยังปักคาหน้าอก เธอวิ่งอ้อมกำแพงหินอย่างไวว่องคล่องแคล่ว รีบเผ่นหนีขึ้นผิวดิน
ด้านหลังจินนา เสียงโลหะเสียดสีและกระทบกันยังคงดังไม่ขาดสาย แต่ดูเหมือนจะไล่ไม่ทัน เสียงเหล่านั้นเบาลงไปทุกขณะ
ในท้ายที่สุด จินนาได้ยินเสียงชิ้นส่วนโลหะจำนวนมากร่วงกราวกระแทกพื้นดังระรัวอยู่นาน
เธอถอนหายใจ ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
จินนาวิ่งไปจนถึงทรีอาร์ใต้ดินชั้นที่มีชื่อถนน จิตใจจึงเริ่มสงบลงได้ รีบกระชากลูกศรผู้กระหายเลือดออกจากอก
เธอเริ่มอ่อนแรงจากภาวะเสียเลือด
แต่เธอขอบคุณตัวเองอย่างมากที่ไม่ติดประมาท ไม่รีบดึงลูกศรหินดำก้านหักออกทันทีที่เห็นพระหมดสติ แต่ปล่อยคาไว้จนค้นตัวเสร็จ
หากไม่แล้ว ร่างจักรกลที่ฟื้นขึ้นมาราวกับมีชีวิต อาจตามทันเธอก่อนจะมีโอกาสได้ใช้สมบัติวิเศษชิ้นนี้อีกครั้ง
จินนาพยายามกะทิศทาง ตามองหาถนนใหญ่ตลาดใต้ดิน พลางนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่ไปด้วย ยิ่งคิดตามมันก็ยิ่งใกล้เคียงกับตำนานสยองขวัญที่ฟรังก้ากับชาร์ลเคยเล่าให้ฟังเหลือเกิน!
ส่วนที่ถูกปรับแต่งจนเป็นจักรกลไปแล้ว กลับกำเริบจนดูเหมือนมีชีวิต!
โดยจักรกลที่คืนชีพกลับมา ได้เขมือบเนื้อหนังมนุษย์เข้าไป!
นี่สินะ แก่นแท้ของโลกศาสตร์เร้นลับ พลังเหนือมนุษย์มาคู่กับภยันตรายที่คาดไม่ถึงสารพัดรูปแบบ…จินนาเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่ตลาดใต้ดิน เดินตรงไปยังบันไดที่เชื่อมกับผิวดิน
ขณะเดียวกัน เธอเริ่มหวาดระแวงว่า พระที่ตนกับฟรังก้าเห็นในถ้ำสุดสยองในเหมืองหินหุบเขาลึก อาจเกี่ยวพันกับหายนะที่ใกล้จะมาเยือน
…………
กระทั่งประตูหินปิดสนิทดี ความเงียบงันจึงกลับคืนมาสู่อุโมงค์มืดมิด ฟรังก้าถึงได้ออกจากที่ซ่อน คงสภาพล่องหนเอาไว้ แล้วเดินกลับสู่ผิวดิน
หญิงสาวยังคงครุ่นคิดถึงฉากที่ได้เห็น พยายามหาต้นตอความคุ้นเคยอันเกิดจากหมอกสีขาวจางๆ ซึ่งผันผวนตลอดเวลา
ขณะเธอกำลังจะล้มเลิกความตั้งใจ คิดจะใช้ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ หรือ ‘ทำนายด้วยฝัน’ ช่วยหาคำตอบ ฟรังก้าก็นึกออกในที่สุด
ย้อนกลับไปตอนที่เธอกับจินนาสังหารชายชุดจอมเวทที่ว่าจ้างให้สืบหาความผิดปกติของอารามในหุบเขาลึก ระหว่างการ ‘สื่อวิญญาณ’ ในจุดเกิดเหตุ ภาพในกระจกได้ปรากฏหมอกที่คล้ายคลึงกัน!
อีกทั้ง ศพของเขาซึ่งระเบิดกลายเป็นหมอกเลือด ก็ถือว่ามีจุดเด่นสอดคล้องกัน ต่างกันเพียงสีสันเท่านั้น!
“007 เล่าว่า ตอนที่ทีมของ ‘ผู้ชำระ’ ตามรอยไปถึงเมืองในหุบเขาลึก เป้าหมายได้ย้ายหนีไปแล้ว แม้กระทั่งของบนแท่นบูชาก็ถูกนำติดตัวไป จุดเกิดเหตุเหลือเพียงร่องรอยคำศัพท์บนกระดาษไม่กี่แผ่น…”
“คำศัพท์ประกอบด้วย อัลแบร์·กองกูร์, ใต้ดิน, จลาจล และเวลา…อัลแบร์·กองกูร์คือหนึ่งในผู้นำของพรรคเผาถ่าน…นี่มัน…สอดคล้องกับตะเกียงน้ำมันสามดวงที่เราเพิ่งเห็น! ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ กำลังร่วมมือกับพรรคเผาถ่านเพื่อก่อจลาจล ซ้ำยังพัวพันถึงพระบางรูปในอารามหุบเขาลึก?”
“ฮึ่ย…หรือว่าของที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินสั่งให้ ‘มุสิก’ คริสโตลักลอบเข้ามาในกรุงทรีอาร์ จะเป็นของที่พรรคเผาถ่านต้องการ?”
“เมื่อครู่เราอยู่ไม่ห่างจากประตูหินมากนัก นี่คือสาเหตุที่กระจกเงินโบราณในตัวเรามีปฏิกิริยา?”
ฟรังก้าบรรจงโยงเรื่องราวเข้าหากัน
เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับภารกิจสำคัญเร่งด่วนในการตามหา ‘หอพัก’ แต่ปัญหานี้ก็ใช่ว่าจะเล็กน้อย หากปะทุขึ้นจริงก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งหายนะ ถ้าหยุดยั้งได้ก็ควรพยายามอย่างสุดกำลัง
วินาทีถัดมา ฟรังก้าจมลงในห้วงความคิด
จะรายงานกับ ‘ชุมนุมทาโรต์’ หรือจะรายงานกับนิกายนางมาร หรือส่งข่าวไปถึงทางการผ่าน 007 ดี?
เธอคิดไวทำไว
มีแต่เด็กเท่านั้นที่เลือกตอบ ผู้ใหญ่ต้องทำทั้งหมด!
จุดเดียวที่ต้องใส่ใจก็คือ ห้าม ‘รายงาน’ ปนกัน
…………
ลูเมี่ยนตื่นจากความฝัน ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า มองสำรวจรอบตัว
ไม่ปรากฏร่องรอยที่มาดามเมจิกเชี่ยนพยายามตามหาเบาะแสที่กาเบรียลทิ้งไว้ ซึ่งบ่งชี้ไปยัง ‘หอพัก’
“มาดามเมจิกเชี่ยนไม่พบว่ากาเบรียลใช้ความฝันเตือนให้เรารีบหนีออกจากทรีอาร์? ไม่น่าใช่ มาดามท่านนี้ตอนอยู่หมู่บ้านกอร์ตูยังเข้าออกความฝันเราเป็นว่าเล่น แล้วเธอก็เป็น ‘นักล่าสัตว์ประหลาดพิเศษ’ ขนาดว่าศพของบูวาร์ยังมิได้ลงมือจู่โจม ซ้ำยังอยู่ในสภาพที่มองไม่เห็น เธอยังลากมันไปได้โต้งๆ เลย…” ลูเมี่ยนคิดพลางสงสัย ลุกออกจากเตียง เดินวนเวียนอยู่ในห้องที่รูดม่านปิดมิดชิด
เด็กหนุ่มก็ไม่คิดเช่นกัน ว่ามาดามเมจิกเชี่ยนจะไม่ได้จับตาดูตนอยู่ ระดับเธอต้องเฝ้าระวังจากระยะไกลได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กับคาบาเร่ต์ลมเอื่อยตลอดเวลา
ความหลักแหลมที่ถูกยกระดับโดยโอสถ ‘นักวางแผน’ ช่วยให้ลูเมี่ยนฉุกคิดได้หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียด ว่าความฝันเมื่อครู่มีความผิดปกติเล็กๆ แฝงอยู่หลายจุด
ถึงกับปกปิดการสื่อสารจากสายตามาดามเมจิกเชี่ยนได้ แสดงว่ากาเบรียลหรือ ‘หอพัก’ ต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง!
พิจารณาจากการที่ตัวเองเป็นเพียงลำดับ 6 ยังไม่เข้าใจและไม่มีสิทธิ์เข้าใจความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับเชิงลึก ลูเมี่ยนจึงไม่เสียเวลาเดาสุ่มเอง รีบนั่งลงข้างโต๊ะ หยิบปากกากับกระดาษออกมา จดจ่อเขียนจดหมาย
เนื่องจาก ‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสารค่อนข้างเรื่องเยอะ เด็กหนุ่มจึงส่งจดหมายฉบับนี้หลังจากกลับถึงโรงแรมระกาทอง แล้วรอคอยคำตอบอย่างอดทน
ไม่นานนัก คำตอบจากมาดามเมจิกเชี่ยนก็มาถึง
“ฉันไม่พบว่ากาเบรียลส่งอิทธิพลต่อความฝันของเธอ”
“ความเป็นไปได้เบื้องต้นที่พิจารณาคือ”
“เธอกับ ‘หอพัก’ มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกันในบางแง่มุม”
เรากับ ‘หอพัก’ มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกันในบางแง่มุม? อ่านถึงตอนท้ายจดหมาย ลูเมี่ยนกระตุกหางคิ้ว รู้สึกเหมือนถูกราดน้ำแข็งใส่หัว
ล้อกันเล่นหรือไง?
เราไปเชื่อมโยงใกล้ชิดกับ ‘หอพัก’ ตั้งแต่เมื่อไร?
กาเบรียลอาศัยความเชื่อมโยงนี้ หลบเลี่ยงสายตาของมาดามเมจิกเชี่ยน เพื่อส่งอิทธิพลต่อความฝันของเราโดยตรง?
ลูเมี่ยนรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานของมาดามเมจิกเชี่ยนค่อนข้างเหลวไหล แต่อีกใจหนึ่งก็ลองวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ตามสัญชาตญาณ
ขณะครุ่นคิดอยู่นั้น เด็กหนุ่มฉุกคิดถึงใครบางคนได้
ไมป์·ไมเออร์!
คนรักของซูซานน่า·มาติส สมาชิกหลักที่ถูกกีดกันจาก ‘สมาคมเสียวซ่าน’ อดีตผู้จัดการของโรงละครกรงพิราบเก่า ผู้อ้างว่าจะย้อนกลับมายังเขตตลาดเพื่อกระทำบางสิ่ง!
“ไมป์·ไมเออร์แอบทำบางอย่างในเขตตลาด จนเรากับ ‘หอพัก’ เกิดความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด?”
“เขาต้องการพิสูจน์ตัวเอง และเราคือหนึ่งในเป้าหมายอย่างไม่ต้องสงสัย…การทำให้เรากับ ‘หอพัก’ สร้างความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด แล้วค่อยจุดชนวนในช่วงเวลาสำคัญ คือแผนการของเขาแต่ต้น?”
“แล้วหมอนั่นใช้วิธีอะไร? แม้แต่เรายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับ ‘หอพัก’…” ลูเมี่ยนเหลือบมองหน้าอกซ้ายของตัวเอง
เด็กหนุ่มสงสัยทำนองว่า เทอร์มีโพลอสอาจได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยคนนั้นอีกครั้ง
ไม่อย่างนั้นก็ต้องพบความผิดปกติแล้วแจ้งข่าวบ้างแล้ว
นอกจากประหลาดใจระคนงงงวยแล้ว ลูเมี่ยนกลับมิได้ตื่นตระหนก ตรงกันข้าม เขายิ่งยินดีปรีดาด้วยซ้ำ
จะใช้ประโยชน์จาก ‘ความเชื่อมโยงใกล้ชิด’ ระหว่างเรากับ ‘หอพัก’ เพื่อตามหาพิกัดของมันได้ไหมนะ…
เมื่อถึงตอนนั้น เราก็จะได้พบกับครอบครัวซ็องซง แถมยังมาพร้อมอาร์คาน่าใหญ่หลายคน…
ลูเมี่ยนเพิ่งจะได้ไอเดียใหม่ แล้วเตรียมเขียนจดหมายถามมาดามเมจิกเชี่ยน ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าสองคนแผ่วเบา ดังเข้าใกล้ห้องของตน
ก๊อกๆๆ มีคนเคาะประตูห้อง 207
ไม่ผิดจากที่คาด เมื่อลูเมี่ยนเปิดประตู ก็ได้พบกับฟรังก้าและจินนา
คนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตสตรีลวดลายหรูหรา อีกคนแต่งกายเป็นทหารรับจ้างหญิง สีหน้าของพวกเธอดูเคร่งเครียดพิกล
“พวกเราค้นพบเรื่องสำคัญ” ฟรังก้ารู้สึกว่าก่อนจะเขียนจดหมายรายงาน จำเป็นต้องคุยกับลูเมี่ยนก่อน
พวกคุณก็ค้นพบเรื่องสำคัญเหมือนกัน? ลูเมี่ยนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดพลางชี้มือขึ้นไปบนเพดาน
“เรียกอ็องโตนีมาด้วย”
ราวสิบห้านาทีให้หลัง ในห้อง 207 ของโรงแรมระกาทอง ฟรังก้ากับจินนาต่างเล่าประสบการณ์ของตนจนจบ ส่วนที่ข้ามไปมีเพียงสองเรื่อง คือนิกายนางมารกับเด็กชายวิล
ยิ่งได้ฟังลูเมี่ยนก็ยิ่งขมวดคิ้ว
พระบางรูปในอารามหุบเขาลึก อาจเกี่ยวข้องกับ ‘หอพัก’ และหายนะที่กำลังจะมาเยือน?
นั่นมันอารามสำคัญของศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำเชียวนะ!
เมื่อนึกถึงอารามพระหฤทัยของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ซึ่งก็เหมือนจะมีปัญหาด้วยเช่นกัน ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะยกมือนวดหัวคิ้ว
ไม่มีศาสนาไหนน่าไว้ใจเลยหรือ?
ทรีอาร์นี่ยังช่วยได้ไหม ยังมีอนาคตอยู่อีกไหม?
……………………………………………………..