ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 462 แทรกแซงในจังหวะสำคัญ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 462 แทรกแซงในจังหวะสำคัญ
ตอนที่ 462 แทรกแซงในจังหวะสำคัญ
ลูเมี่ยนตกตะลึงในใจ รีบลุกพรวดมานั่ง
เด็กหนุ่มรีบปลดกระดุมเสื้อ ก้มมองหน้าอกซ้ายตัวเอง พบว่ารอยประทับสีดำอมเขียวที่สื่อถึงผนึกของมิสเตอร์ฟูลได้ปรากฏเด่นชัดขึ้นมา โดยเป็นการประกอบกันระหว่างส่วนหนึ่งของ ‘เนตรไร้ม่านตา’ กับ ‘เส้นเกลียว’
เกิดอะไรขึ้น? ผนึกของมิสเตอร์ฟูลถึงกับถูกกระตุ้น…เทอร์มีโพลอสพยายามหลบหนีหรือไง? ลูเมี่ยนสงสัยระคนประหลาดใจ พร้อมกับสังเกตเห็นความผิดปกติของสภาพแวดล้อม
มีแสงแดดส่องผ่านผ้าม่านที่ปิดอยู่ ทำให้ห้อง 207 กึ่งสว่างกึ่งมืด
หากมองผิวเผินจะดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ คล้ายกับคนนอนดึกตื่นสายจนพระอาทิตย์ลอยสูง
แต่ปัญหาคือ ตัวลูเมี่ยนนั้นมีความพิเศษ โดยจะตื่นขึ้นเองตามธรรมชาติในทุกหกโมงเช้า พร้อมกับรีเซตร่างกายและสภาพจิตใจ อีกทั้งตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง แสงอรุณในกรุงทรีอาร์ต้องรอจนถึงเจ็ดโมงเช้า!
เขายังไม่ลืมด้วยว่า ไม่นานมานี้ดูเหมือนจะเกิดแผ่นดินไหว โดยคิดว่าคงเป็นปฏิบัติการของผู้วิเศษทางการ หลังจากตั้งใจฟังสถานการณ์รอบตัวจนยืนยันได้ว่าเขตตลาดสงบเรียบร้อยดี เขาจึงกลับไปนอนต่อ
ตอนนั้นยังดึกอยู่เลย!
“หรือว่าเทอร์มีโพลอสหนีสำเร็จแล้ว เราไม่ได้รับอิทธิพลจากพลังของ ‘คนในวง’ อีกต่อไป? หรือไม่ก็เขตตลาดกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปกติ…” ลูเมี่ยนย่อตัวลงเล็กน้อย เอนกายพิงข้างโต๊ะไม้ที่ติดกับเตียงนอน บรรจงแง้มมุมผ้าม่านด้วยความระวัง
เด็กหนุ่มเห็นภาพชีวิตประจำวันอันคุ้นตา แต่ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นร่างอันพร่ามัวที่ลอยอยู่กลางอากาศพร้อมกับแผ่แสงอ่อนๆ
ทุกร่างมีใบหน้าแตกต่างกัน แต่ก็มีความเฉยเมย ว่างเปล่า เย็นชา และไม่เป็นมิตรเหมือนๆ กัน ค่อนข้างคล้ายคลึงกับศพบูวาร์ที่ปนเปื้อน คล้ายคลึงกับกาเบรียลที่กลายเป็นสัตว์ประหลาด ราวกับว่าพวกเขาสามารถซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบของมิติ คอยเฝ้ามองโลกความจริงอย่างเงียบเชียบเย็นชาได้ตลอดเวลา
สัตว์ประหลาดจากเส้นทาง ‘หอพัก’? พวกมันบุกรุกเข้ามาในกรุงทรีอาร์ได้แล้ว? ผู้พิทักษ์ทรีอาร์มัวทำอะไรอยู่? ไม่สิ มันดูไม่แข็งแกร่งขนาดนั้น คล้ายกับผลผลิตของการปนเปื้อนมากกว่า…ลูเมี่ยนสังเกตอย่างละเอียด พบว่าพ่อค้าแม่ค้าริมทางกับคนเดินถนน ต่างก็มีบรรยากาศว่างเปล่าพิกล ไม่มีใครเป็นข้อยกเว้น
เมื่อผนวกเข้ากับความผิดปกติของเวลา กอปรกับดวงอาทิตย์กำลังเอียงไปทางตะวันตก ลูเมี่ยนก็เริ่มคาดเดาทันที
เราถูกดึงเข้าไปในโลกประหลาดสักแห่ง ซึ่งอาจเป็นตำแหน่งของ ‘หอพัก’ โดยนั่นคือสาเหตุที่ผนึกของมิสเตอร์ฟูลถูกกระตุ้น!
ลูเมี่ยนคลายนิ้วมือขวา ปล่อยให้ผ้าม่านค่อยๆ ปิดลงข้างผนัง แบ่งแยกภายในกับภายนอกอีกครั้ง
เด็กหนุ่มลงจากเตียง ตรวจสอบของใช้ติดตัว เพื่อให้แน่ใจว่ายังอยู่ครบ
ถัดมา เด็กหนุ่มจัดเตรียมแท่นบูชา สร้างกำแพงวิญญาณ วางแผนประกอบอาคมพิธีกรรมเพื่อขอความช่วยเหลือจากมิสเตอร์ฟูล
อาศัยพลังวิญญาณจุดเทียนสามเล่มตามลำดับ แล้วเผาผงสมุนไพรกับสารสกัดดอกไม้บริสุทธิ์ เขาถอยหลังสองก้าว ขานพระนามอันทรงเกียรติของมิสเตอร์ฟูลด้วยความยำเกรง
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
“ข้าขอวิงวอนพระองค์…”
ทันใดนั้น ภายในกำแพงวิญญาณพลันท่วมท้นไปด้วยสายหมอก เปลวเทียนถูกย้อมเป็นสีดำอมเขียว รอบแท่นบูชามืดมิดจนน่าขนลุก
ลูเมี่ยนสัมผัสได้ว่าความคิดของตนเริ่มช้าลง คันยุบยิบตามผิวหนัง ราวกับมีหนอนนับไม่ถ้วนชอนไชอยู่ข้างใต้
แต่ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา ลางสังหรณ์อันตรายของเด็กหนุ่มกำลังร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งสายหมอกได้ส่งความอาฆาตพยาบาทอย่างโจ่งแจ้งและผิดวิสัยมาให้ตน
ความอาฆาตพยาบาทเหล่านี้ผุดวาบแล้วจางหาย โดยมิได้สลายไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นของจริง
มันเกิดขึ้นสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งอสุรกายใต้ผืนน้ำพยายามเหยียดยื่นหนวดรยางค์เข้าหาฝั่ง แต่ถูกพลังปริศนากระชากกลับสู่ห้วงลึก
ลูเมี่ยนฝืนทำพิธีกรรมจนจบ หลังรออยู่สักพัก ก็พบว่าตนยังไม่ได้รับพรคุ้มครองจากเทวทูต หรือวิวรณ์ใดๆ เลย
เนื่องจากอิทธิพลของสายหมอกทวีความคุกคาม เด็กหนุ่มจำใจต้องยุติพิธีกรรม แล้วดับเปลวเทียนเสีย
ท่ามกลางเสียงกำแพงวิญญาณพังทลาย ความคิดของลูเมี่ยนกลับคืนสู่ปกติ
“บางครั้งก็มีเจตนาร้าย บางครั้งก็ไม่มีปัญหา…หรือว่าราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคพยายามขัดขวางการตอบสนองของมิสเตอร์ฟูล?”
“โดยปกติพระองค์ทำแบบนี้ไม่ได้ คงจะสะสมพลังไว้ถึงจังหวะสำคัญเพื่อชิงไหวชิงพริบกระมัง…”
“นี่บ่งชี้ว่า สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดสำคัญแล้ว…”
…………
เขตเอราโต ท่ามกลางดงยอดแหลมตั้งเด่นตระหง่าน ซึ่งล้วนถูกย้อมด้วยสีทองอร่าม
ณ ด้านนอกอารามพระหฤทัย
ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่สองคน ได้แก่ ‘เมจิกเชี่ยน’ ในเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกหูกระต่าย กับกระโปรงยาวสีเบจ และ ‘จัสติส’ ในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน เรียบง่ายสะอาดตา ต่างเพ่งมองสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ตรงหน้า
เคียงข้างพวกเธอ ยังมีสุนัขพันธุ์โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวหนึ่ง แหงนหน้าจ้องมองอาคารดังกล่าวเช่นกัน
ฟ้าดินสะเทือนสะท้านเป็นระลอก ทรีอาร์เหมือนเกิดแผ่นดินไหวสั้นๆ
‘เมจิกเชี่ยน’ ยิ้มแย้มพูดว่า
“เริ่มแล้ว”
พวกเธอรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีต้นตอจากอารามในหุบเขาลึก รวมถึงเหมืองหินข้างเคียงกัน โดยหวังว่ามันจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ เพื่อหลอกล่อให้ ‘มาดามจันทรา’ ที่ซ่อนตัวในอารามพระหฤทัย เป็นฝ่ายเผยตัวออกมาเอง จะได้เริ่มแผนการของพวกตนล่วงหน้า
ด้วยวิธีนี้ พวกเธอสามารถหมายหัว ‘มาดามจันทรา’ ได้โดยตรง พร้อมกับลงมือจับกุมผู้รับพรจากเทพมาร ‘สุภาพสตรีผู้ฟูมฟักเทพ’ รายนี้ โดยไม่จำเป็นต้องบุกรุกอารามพระหฤทัย ซึ่งอาจสร้างความขุ่นเคืองใจให้ศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส
ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ในบาเรียแทบไม่มีสาวกเทพมารระดับเทวทูตอยู่เลย มาดามจันทราจึงถือเป็นตัวแทนโดยตรงของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ และเปรียบเสมือนขุนพลอันดับหนึ่งในหมู่ผู้ศรัทธาเทพมารในกรุงทรีอาร์ เธอน่าจะเป็นแกนหลักของปัญหา ขอเพียงควบคุมตัวได้ โดยไม่ต้องสนใจร่างแหเชิงซ้อนที่โชคชะตาถักทอขึ้น ก็จะถือว่ายึดครองหัวใจของศัตรูไว้ได้ ช่วยให้เข้าใจในภาพรวม หรืออาจแก้ไขปัญหาได้ทันที
หาก ‘มาดามจันทรา’ ไม่ยอมออกมา ‘เมจิกเชี่ยน’ ก็จะฉวยโอกาสจากความวุ่นวายในทรีอาร์ พยายามส่งกลุ่มอาคารอันใหญ่โตนี้ ส่งอารามที่ได้รับความคุ้มครองจาก ‘สุริยันเจิดจรัส’ หลังนี้ เข้าสู่อวกาศลับแห่งหนึ่งชั่วคราว เพื่อค้นหาเป้าหมายอย่างจริงจัง
‘จัสติส’ พยักหน้ารับ
“อันที่จริง ฉันรู้สึกมาตลอดว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับมาดามจันทรา ปัญหาอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด อาจมีใครบางคนจงใจดึงพวกเรามาอยู่ตรงนี้”
“แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้เรามีพวกพ้องที่พึ่งพาได้แล้ว ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในจุดอื่น ฉันก็เชื่อว่าพวกเขาจะรับมือกันได้”
‘เมจิกเชี่ยน’ อืมในลำคอ
“ลำพังแค่เราสองคน คงทำทุกอย่างเองไม่ได้หรอก การไว้ใจพวกพ้องถือเป็นทั้งความคาดหวัง และเป็นสิ่งที่เราต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้…”
พูดถึงตรงนี้ เธอก็พลันหันศีรษะไปมองสถานที่ห่างไกล
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” ‘จัสติส’ ถามอย่างสงบ
‘เมจิกเชี่ยน’ ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ผนึกเกิดความผันผวน…”
“มิสเตอร์ฟูลก็ส่งวิวรณ์มาด้วย แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันจริงหรือเท็จ…”
…………
หลังจากเก็บกวาดแท่นบูชาเสร็จ ลูเมี่ยนเตรียมจะนั่งสงบจิตใจ ไตร่ตรองสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสองชุด ดังมาจากชั้นบน ดังจากไกลเข้ามาใกล้
กำลังตรงมาทางห้อง 207? เมื่อครู่ตอนที่กำแพงวิญญาณถูกยกเลิก คนบางกลุ่มใกล้ๆ เราสังเกตเห็นความเคลื่อนไหว? ลูเมี่ยนกวาดตามองไปรอบตัว รีบคว้าช่องว่างบนผนังที่ถูกปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วปีนป่ายขึ้นไปบนเพดาน
เขาเหมือนแมงมุมตัวใหญ่ อาศัยความยืดหยุ่นของ ‘นักเต้น’ กับสมรรถภาพร่างกายของ ‘นักล่า’ เกาะติดอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน รอให้สองคนบนทางเดินเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้
หากพวกเขาไม่พบจุดผิดปกติ ก็แค่ปล่อยผ่านไป แต่ถ้าพวกเขาสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล ก็จะลงมือจู่โจมทันที
ลูเมี่ยนนึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่โรงแรมระกาทองมีสภาพชำรุดทรุดโทรม เต็มไปด้วยร่องรอยซ่อมแซม ช่วยให้ตนสามารถจับคว้าหรือเกาะเกี่ยวกับร่อง เพื่อตรึงร่างไว้กับเพดานอย่างมั่นคง
ไม่ถึงสิบกว่าวินาที ประตูห้อง 207 ก็ถูกเปิดออกอย่างเอื่อยๆ
ลูเมี่ยนเพ่งสายตาจดจ้อง แลเห็นแนวผมและหน้าผากของกาเบรียล เห็นแว่นกรอบดำที่คาดอยู่บนสันจมูก
ส่วนด้านหลังนักเขียนบทละครผู้นี้ คือนางแบบซาฟารีในชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินทะเลสาบ เจ้าของบุคลิกเงียบขรึม
เป็น ‘หอพัก’ จริงๆ … แม้ลูเมี่ยนจะไม่เข้าใจว่าตนมาโผล่ที่หอพักได้อย่างไร แต่นอกเหนือจากความเครียดเจือกังวล เด็กหนุ่มกลับตื่นเต้นอยู่หลายส่วน
ขอเพียงหลบเลี่ยงสายตาพวกซาฟารีได้ หาโอกาสติดต่อกับโลกภายนอกเพื่อเรียกคนมาช่วยได้ ปัญหาภาพใหญ่ก็อาจได้รับการแก้ไข!
กาเบรียลเดินเข้ามาในห้องสองสามก้าวก่อนจะหยุด สอดส่ายสายตาอยู่สักพักแล้วพูดกับซาฟารี
“ไม่มีปัญหาอะไร”
ซาฟารี ‘อืม’ ในลำคอ พลางชะโงกมองเข้าไป จากนั้นก็เดินออกจากประตูเพื่อไปตรวจสอบห้องอื่น
กาเบรียลตามหลังนางแบบรายนี้ไปติดๆ โดยไม่ลืมปิดประตูห้อง 207
หลังจากทั้งสองเดินขึ้นชั้นสาม ลูเมี่ยนก็คลายมือเท้า ร่อนลงพื้นอย่างแผ่วเบา
เด็กหนุ่มรีบดึงเก้าอี้ออกมา พลิกทิศทางแล้วนั่งลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางมองไปทางประตูห้อง
สองสามนาทีถัดมา มีเสียงฝีเท้าเดินลงมาจากชั้นสาม ดังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ลูเมี่ยนยังคงนั่งนิ่ง มองประตูไม้ของห้องบรรจงถูกเปิดออกโดยปราศจากความตื่นตระหนก
ด้านหลังประตูคือร่างของกาเบรียล
“คุณเข้ามาได้ยังไง?” นักเขียนบทละครที่ตอนนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดแล้ว เผยสีหน้างุนงง พลางถามด้วยความใส่ใจอย่างมีสติ
ลูเมี่ยนหัวเราะในคอ
“ผมก็อยากรู้เหมือนกัน”
กาเบรียลเดินเข้ามาในห้องอย่างเบามือเบาเท้า แล้วปิดประตูลง
ใบหน้าของเขา ผู้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว แจ็กเกตสีเข้ม กางเกงขายาวสีดำ กับรองเท้าหนังไร้เชือก พร้อมทั้งแว่นกรอบดำ บิดเบี้ยวเล็กน้อย สีหน้าเจือความทุกข์ระทมอยู่บ้าง
“คุณรีบออกไปจากที่นี่เถอะ”
“ผมควบคุมตัวเองได้น้อยลงทุกที ไม่รู้ว่าจะทรยศคุณตอนไหน”
“อ้อใช่ จินนาก็เข้ามาด้วย ตอนนี้ไม่รู้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน”
จินนาก็เข้ามาด้วย? ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว ถามเรื่องสำคัญที่สุดก่อน
“ผมจะออกไปจากที่นี่ยังไง?”
ลูเมี่ยนก็เพิ่งรู้สึกตัวเอาป่านนี้ จึงหันสายตาไปทางประตู
หลังประตูคือซาฟารี เจ้าของใบหน้าอวบอิ่ม ผมสีน้ำตาลปล่อยสยายตามธรรมชาติ นัยน์ตาสีน้ำตาลซ่อนความรู้สึกล่องลอยอันเป็นเอกลักษณ์
ลูเมี่ยนไม่ตื่นตระหนก เพียงพูดยิ้มๆ
“คุณรู้ใจกาเบรียลจริงๆ”
ภายนอกอาจดูเหมือนสงบ แต่ความเป็นจริง กล้ามเนื้อทุกมัดของเขากำลังเกร็งตัว
“เขาเป็นพวกซ่อนความคิดไม่เก่งน่ะ” ซาฟารีตอบด้วยเสียงว่างเปล่า
คุยกันรู้เรื่องสินะ…ลูเมี่ยนข่มความอยากใช้ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ พลางพูดด้วยความประทับใจ
“ผมนึกว่าคุณเป็นสัตว์ประหลาดไปจริงๆ แล้วเสียอีก”
มุมปากซาฟารีเชิดขึ้นเล็กน้อย พลางหัวเราะถากถางตัวเองท่ามกลางความรู้สึกแปลกแยก
“ข้อแตกต่างระหว่างฉันกับคนอื่นๆ คือ ก่อนจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดอย่างสมบูรณ์ ฉันพบว่ายังมีคนรักฉันอย่างจริงใจ”
กาเบรียลยิ้มออกมา
ลูเมี่ยนถอนหายใจ
“ที่นี่คือ ‘หอพัก’ ใช่ไหม”
“ใช่” กาเบรียลรีบตอบ
ลูเมี่ยนมองออกไปยังทางเดินมืดสลัวด้านนอก
“แต่ห้องของที่นี่ไม่ใช่หมายเลข 7 หรือ 12 แต่ยังคงเป็น 207 หรือ 309”
ซาฟารีมองลูเมี่ยน สีหน้ายิ่งดูเลื่อนลอย เสียงยิ่งฟังดูเลือนราง
“ชื่อของฉันที่นี่คือ”
“ห้อง 12”
……………………………………………………..