ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 461 โลกประหลาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 461 โลกประหลาด
ตอนที่ 461 โลกประหลาด
……….
จากในห้อง 309 กาเบรียลมองมายังถนนฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ทันใดนั้นก็เห็นจินนาในชุดทหารรับจ้างหญิง
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโอบกอดซาฟารีแล้วถอยจากหน้าต่าง
จินนาที่คล้ายกับหลุดเข้ามาในความฝันจึงเริ่มได้สติ ตัดสินใจถอยหลังสองก้าวตามสัญชาตญาณ เร้นกายในเงามืดของตึก
ขณะเดียวกัน ในหัวของเธอเริ่มสับสนอลหม่าน สารพัดความคิดแวบวาบไม่ขาดสาย
“นั่นคือกาเบรียล?”
“เจอกันอีกครั้งจนได้…แต่ไม่ใช่ว่าเขากลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ย้ายไปอาศัยใน ‘หอพัก’ แล้วหรือ?”
“อย่าบอกนะว่าที่นี่คือ ‘หอพัก’? โรงแรมระกาทองคือหอหัก?”
“ไม่ใช่…โรงแรมระกาทองในโลกความจริงไม่มีทางเป็น ‘หอพัก’ ไม่อย่างนั้นชาร์ลกับองค์กรลับที่ใช้ไพ่ทาโรต์เป็นโค้ดเนมก็ต้องรู้แล้ว…”
“นี่เป็นภาพสะท้อนโรงแรมระกาทอง หรือเป็นภาพโรงแรมระกาทองที่ถูกวาดไว้ที่ใดสักแห่ง?”
จินนารวบรวมข้อมูลในมือ แล้วรีบตั้งข้อสันนิษฐาน
แต่แล้ววินาทีถัดมา เธอก็พบจุดที่ไม่เข้าเค้า
โรงแรมระกาทองจะตั้งชื่อห้องในระบบ 207, 305 เพื่อจำแนกชั้น แต่ในคำทำนายจากศพของบูวาร์ อัวซอง·ซ็องซงอยู่ในห้อง 7 ส่วนปัวริส·เดอ·โร้คฟอร์อยู่ในห้อง 12 ซึ่งไม่สอดคล้องกัน
ในนี้ต้องซุกซ่อนปัญหาบางอย่างไว้แน่!
จินนาละสายตาจากโรงแรมระกาทองปลอม แล้วเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อม
เธอสังเกตเห็นว่าที่นี่เหมือนกับถนนอลเวงทุกประการ ตำแหน่งของอาคารแต่ละหลังก็ถูกต้อง บ้างสูง บ้างต่ำ บ้างเอียง บ้างโยกคลอน แต่ก็ยังตั้งตระหง่านไม่ล้มลง
บนถนน พ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกขายพายเนื้อ ไซเดอร์ รวมไปถึงสินค้าชนิดต่างๆ คนเดินถนนขวักไขว่ไม่ขาดสาย คึกคักอย่างยิ่ง
หากมิใช่เพราะเมื่อครู่ได้เห็นกาเบรียล หากมิใช่เพราะ ‘ขามา’ เธอร่วงยาวตลอดทาง จินนาคงปักใจเชื่อว่าตนกลับมายังผิวดิน กลับมายังถนนอลเวงแล้ว
แววตาของคนพวกนี้ค่อนข้างว่างเปล่า สีหน้าเปลี่ยนไปมาเพียงไม่กี่แบบที่กำหนดไว้ ใบหน้าที่คุ้นตาเดินหายไปตรงปลายถนน แล้วก็วนกลับมาโผล่ที่ทางเข้าถนนอลเวงใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ
“ที่แท้ก็ของปลอม…ยังกับละครเวทีใหญ่ไม่มีผิด ผู้คนเกือบทั้งหมดกับอาคารรอบๆ ล้วนเป็นเพียงฉากหลัง…ใช่แล้ว เป็นแค่ฉากหลังเท่านั้น” จินนาเริ่มจากวิเคราะห์ในแง่ของละครที่ตนคุ้นเคย พยายามทำความเข้าใจภาพที่เห็นทั้งหมด
เธอมองกลับไปยังโรงแรมระกาทองปลอมอีกครั้ง ตั้งใจมองห้อง 207
ผ้าม่านห้องดังกล่าวถูกรูดปิดมิดชิด มองไม่เห็นว่ามีลูเมี่ยนที่เหมือนกับ ‘คนในกระจก’ อยู่หรือไม่
จินนาครุ่นคิดอยู่หลายวินาที ก่อนจะพับเก็บแผนการแอบเข้าไปสำรวจโรงแรมระกาทองปลอมอย่างละเอียด ตัดสินใจเดินสำรวจรอบๆ ให้ครบถ้วนก่อน เพื่อทำความเข้าใจภาพรวม ไปพร้อมกับมองหาทางออก
หญิงสาวเดินเลียบไปตามเงาริมถนน มุ่งหน้าไปยังถนนเสื้อนอกขาวด้วยความระมัดระวังสุดขีด
เค้าโครงกับสภาพของที่นี่เหมือนกับเขตตลาดคนซื่อทุกประการ จินนาแทบไม่ต้องแยกแยะเส้นทาง ก็สามารถเดินมาถึงถนนเสื้อนอกขาวได้
ยิ่งเดินเธอก็ยิ่งใจหาย ถึงกับแอบสงสัยว่า ย่านที่ตนใช้ชีวิตอยู่ทุกวันอาจไม่ใช่ของจริงก็ได้
จินนาเงยหน้าอย่างอดไม่ได้ มองจากในเงามืดไปยังท้องนภาเบื้องบน
ที่นั่นมีท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆขาว แสงแดดจากทิศตะวันตก และควันพวยพุ่งสู่เบื้องบน
ภาพที่เห็นไม่เพียงจะช่วยให้จินนายืนยันข้อเท็จจริงได้ แต่ยังช่วยให้มั่นใจว่าที่นี่มิใช่เขตตลาดของจริง
เธอลงใต้ดินเพื่อตามหาวิลในยามวิกาล เวลาจะผ่านไปถึงสิบสองชั่วโมงเต็มได้อย่างไร?
จินนายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านเลขที่ 3 ถนนเสื้อนอกขาว แล้วมองไปยังอพาร์ตเมนต์ห้อง 601
เธอเห็นฟรังก้ายืนอยู่ข้างหน้าต่างกระจกในห้องนั่งเล่น สวมเสื้อเชิ้ตสุภาพสตรี ถือแก้วไวน์สีเลือดหมู ผมยาวสีเชือกป่านรวบหางม้า
ด้านหลังฟรังก้า คือจินนาอีกคนในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน กำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาด บางครั้งก็หายไปจากริมหน้าต่าง
เห็นฉากดังกล่าวนี้ จินนามิได้ประหลาดใจ แต่หัวใจกลับค่อยๆ จมดิ่ง
มีทั้งเธอและฟรังก้าอยู่ด้วย!
หรือที่นี่จะเป็นภาพสะท้อนของเขตตลาดจริงๆ?
จินนาสังเกตอย่างพิถีพิถัน แล้วยืนยันว่าฟรังก้ายังคงถนัดมือขวาเหมือนตัวจริง จึงตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่อาจเป็น ‘คนในกระจก’
เฉกเช่นคนอื่น ฟรังก้ากับจินนาในห้อง 601 ต่างก็มีแววตาค่อนข้างว่างเปล่า ใช้ชีวิตไปตามครรลอง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
จินนาแอบมองจากในเงามืด คิดไปด้วยว่าทางออกน่าจะอยู่ตรงไหน
เธอไม่ค่อยมีประสบการณ์ จึงได้แต่ค้นหาแรงบันดาลใจจากคำบอกเล่าของลูเมี่ยนและละครที่เคยดู
“ลองเดินไปให้สุดขอบ ไปให้ถึงจุดสิ้นสุดของโลกปลอมนี่ดูไหม?”
“ในเมื่อที่นี่เหมือนกับเขตตลาดแทบทุกกระเบียดนิ้ว อา…อย่างน้อยก็ในย่านถนนอลเวงกับถนนเสื้อนอกขาว เหมือนกันยังกับภาพสะท้อน หมายความว่าถ้าพบจุดที่แตกต่าง ตรงนั้นก็อาจเป็นทางออก…”
“ศาสนจักรมักสอนอยู่เสมอว่า หากพบเจออันตรายหรือเหตุไม่คาดฝัน ให้รีบหนีไปหลบในวิหาร…ไม่รู้ว่าวิหารนักบุญโรแบร์ในนี้จะยังไง จะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระองค์ไหม? หรือไม่แน่ว่า อาจกราบไหว้บูชาสุริยันนิลกาฬแทน? ถ้าเป็นสุริยันนิลกาฬจริงๆ ก็แปลว่ามันคือคนละสถานที่…”
จินนาตัดสินใจแอบไปที่ถนนใหญ่ตลาด เพื่อดูว่าวิหารนักบุญโรแบร์ของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสในโลกอันประหลาดนี้เป็นเช่นไรบ้าง
หญิงสาวไม่เผยตัวต่อหน้าผู้คนที่สัญจรไปมาริมสองฝั่งถนน หรือเด็กหนังสือพิมพ์ที่ตะโกนขายของ หากแต่เคลื่อนย้ายจากเงามืดหนึ่งไปอีกเงามืด ถึงจะเชื่องช้าแต่ก็รอบคอบ จนกระทั่งเลี้ยวเข้าถนนใหญ่ตลาด
หลังจากเดินไปอีกสักพัก จินนาก็พลันเห็นบางสิ่งจนนิ่งอึ้งไป
เธอพบจุดแตกต่างอย่างแรกแล้ว
ไม่มีคาบาเร่ต์ลมเอื่อยบนถนนใหญ่ตลาด!
ณ ตำแหน่งที่ควรจะตั้งตระหง่านด้วยตึกสีดินเหลืองกับรูปปั้นหัวกะโหลก กลับกลายเป็นความดำมืด แม้แต่แสงตะวันสูงก็ยังไม่อาจส่องทะลุผ่าน
ในฉากที่ดูคล้ายหลุมดำ เส้นสายสีแดงสว่างขึ้นเป็นครั้งคราว วาดเค้าโครงอย่างเชื่องช้า บางครั้งก็ถูกสภาพแวดล้อมกลืนหาย โดยไม่รู้ว่าจมหายไปที่ใดกันแน่
จุดแตกต่างที่สุดก็คือคาบาเร่ต์ลมเอื่อย? ชาร์ลเคยบอกไว้ว่า ใต้ดินของคาบาเร่ต์ลมเอื่อยมีสิ่งของตกทอดมาจากยุคโบราณอยู่ แถมยังดูแปลกประหลาดมาก…จินนาจ้องมองความมืดนั่น เริ่มคิดว่านี่อาจเป็นแกนหลักของปัญหา
“ถ้าเราเข้าไปในความมืดนั่น จะได้ออกจากโลกประหลาดนี่ไหม?”
“แต่เรากลับมีลางสังหรณ์ว่า ทางนั้นไม่เพียงไม่พาออกไป แต่ยังอาจพาไปหาอันตรายที่สาหัสกว่า ไม่ควรบุ่มบ่ามเข้าไปเด็ดขาด…”
ระหว่างครุ่นคิด จินนาก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมกะทันหัน
เธอรีบมองไปทางอีกฝั่งของถนนใหญ่ตลาด แลเห็นร่างคนรางๆ ลอยอยู่กลางอากาศ แผ่รัศมีจางๆ เพื่อค้นหาทุกเงามืด หรือไม่ที่ซ่อนตัวซึ่งอาจเป็นกำบังให้มนุษย์
พวกเขายังถือกระดาษปึกหนึ่ง คอยนำไปเทียบกับคนเดินถนน
ใจของจินนาเริ่มเต้นแรง ผุดข้อสันนิษฐานใหม่ทันที
เจ้าของหรือผู้พิทักษ์โลกใบนี้ คงจะทราบแล้วว่าอุโมงค์ด้านบนพังถล่ม จึงส่งคนมาค้นหาเพราะสงสัยว่า อาจมีผู้บุกรุกจากภายนอกหลุดเข้ามา?
จินนายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพลังของร่างอันพร่าเลือนแต่เรืองแสงนั่น ย่อมไม่กล้าเสี่ยงเดิมพันว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นตัวเธอในเงามืด จึงรีบหันหลังกลับ มุ่งหน้าไปยังถนนเสื้อนอกขาว ตั้งใจจะอ้อมไปยังจุดที่ถูกตรวจค้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเสื้อนอกขาว ก็เริ่มมีการตรวจสอบจากร่างเลือนรางเรืองแสงด้วยเช่นกัน
หัวใจของจินนายิ่งเต้นแรง นอกจากความตึงเครียดแล้ว เธอยังนึกวิธีหนึ่งออก
หญิงสาวเลี้ยวเข้าอาคารด้านข้าง โปรยผงในมุมปลอดคน พลางท่องคาถาเพื่อเข้าสู่สถานะล่องหน
จากนั้น เธอวิ่งเต็มฝีเท้าเลียบเงาริมถนน แอบเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ห้อง 601 ก่อนที่ร่างลอยเหนือพื้นทั้งหลายจะเริ่มตรวจบ้านเลขที่ 3 ถนนเสื้อนอกขาว
หญิงสาวรอคอยอย่างอดทนนานนับสิบวินาที จนกระทั่งเดินตามจินนาปลอมที่ใช้ชีวิตไปตามกิจวัตร เข้าไปในห้องน้ำ
อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังบิดผ้าขี้ริ้ว จินนาผู้เร้นกายมิดชิด ชักมีดสั้นคมกริบออกมา พร้อมกับใช้พลัง ‘โจมตีเต็มกำลัง’ ของนักลอบสังหาร
พอร่างของเธอเริ่มปรากฏ มีดในมือก็พุ่งปักหลังจินนาปลอมฝั่งเดียวกับหัวใจแล้ว
ดวงตาของจินนาปลอมในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนพลันเบิกกว้าง แต่จมูกปากล้วนถูกจินนาตัวจริงใช้มือซ้ายปิดไว้มิดชิด
หลังจากดิ้นพล่านอยู่ไม่กี่อึดใจ ชีวิตของจินนาปลอมก็จบลง
จินนามิได้ชักมีดออกจากศพ เพียงถอดชุดกระโปรงของจินนาปลอมมาสวมแทน อาศัยประสบการณ์อันโชกโชนในการใส่เสื้อผ้าเก่าขาด เพื่อปกปิดรอยฉีกขาดตรงกลางหลัง
จากนั้น เธอแช่ศพจินนาปลอมด้วยพลังน้ำแข็ง ซ่อนศพไว้ในตู้ใต้อ่างล้างมือ เพื่อมิให้เลือดเจิ่งนอง
จัดการทุกอย่างเสร็จ หญิงสาวก็เริ่มบิดผ้าขี้ริ้ว เก็บรายละเอียดตามที่สังเกตได้ก่อนหน้า พลางทำแววตาเหม่อลอยเบาๆ ให้เหมือนจินนาปลอม
ไม่นานนัก ร่างเรืองแสงก็ลอยมาถึงหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ 601
จินนามิได้เงยหน้าไปมอง ยังคงเอาแต่เก็บกวาดโต๊ะกาแฟที่เศษผงหมดไปนานแล้ว ระหว่างนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกสายตาคู่หนึ่งจดจ้อง พร้อมกับเสียงกระดาษพลิกไปมา
เจ็ดแปดวินาทีแห่งความทรมานผ่านพ้นไป ร่างเรืองแสงก็ลอยไปตรวจสอบครอบครัวถัดไป
จินนาถอนหายใจแผ่วเบา ไม่เร่งจังหวะ เดินเข้าห้องน้ำอีกครั้ง
หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอรู้สึกว่าไม่อาจรอต่อไป ถึงคราวต้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคนแล้ว — หากพึ่งพาเพียงตัวเอง แม้แต่ทางออกที่ดูจะพอเป็นไปได้ เธอกลับยังรู้สึกอันตราย ไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนย่านอื่นๆ ก็มีร่างเรืองแสงออก ‘ลาดตระเวน’ กันขวักไขว่
ร่างพวกนี้ดูแล้วไม่แข็งแกร่งมาก เธอคงพอรับมือไหว แต่หากต่อสู้กับพวกเขาสักครั้ง ผู้ดูแลโลกก็คงค้นพบความผิดปกติ
อีกทั้ง หากที่นี่คือ ‘หอพัก’ จริง ผู้รับพรจากเทพมารทุกคนที่เข้าพักก่อนหน้าจินนา ก็ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อเธอทั้งสิ้น อย่าว่าแต่ ‘คุณนายราตรี’ ปัวริสที่เป็นได้ทั้งครึ่งเทพและลำดับ 5 เลย ในหอพักมีแม้กระทั่งครึ่งเทพตัวจริงอย่าง ‘คนในวง’ อัวซอง·ซ็องซงอยู่ด้วย
ที่จินนามิได้ติดต่อโลกภายนอกเพื่อขอความช่วยเหลือแต่แรก เป็นเพราะเธอยังขาดวิธี หากออกไปไม่ได้ก็คงยากที่จะส่งข้อความให้ใคร แต่ในเมื่อตอนนี้ถูกบีบให้จนตรอกแล้ว อะไรที่พอทำได้ก็ต้องพิจารณาทั้งหมด
“ไม่รู้ว่าสำนักงานโทรเลขที่นี่จะใช้การได้ไหม…”
“โอกาสริบหรี่เหลือเกิน…”
“เอ่อ…สวดวิงวอนต่อพระองค์ ร่ายพระนามของพระองค์เป็นภาษาเฮอร์มิส ภาวนาให้พระองค์ได้ยินคำวิงวอนของเรา…”
จินนานึกบางอย่างออก ระหว่างอยู่ในห้องน้ำ ทำความสะอาดเช็ดผ้า เธอกางแขนสองข้างเล็กน้อย สวดนามของ ‘สุริยันเจิดจรัส’
“ข้าแต่องค์มหาสุริยันผู้เจิดจรัสนิจนิรันดร์ ผู้เป็นแสงที่ไม่มีวันดับ ร่างอวตารแห่งระเบียบ เทพแห่งพันธสัญญา…”
เธอรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เสียใจที่หลังจากเป็น ‘แม่มด’ แล้วไม่รีบตัดสินใจนับถือมิสเตอร์ฟูลไปพร้อมกัน หากไม่แล้ว เธอคงได้รับพระนามของมิสเตอร์ฟูลจากลูเมี่ยน ตอนนี้จะได้ลองทดสอบดู
ฟู่…จินนาถอนหายใจ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าลับของชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน หยิบเหรียญทองนำโชคออกมา
เธอรู้สึกว่าตอนนี้คงต้องฝากความหวังไว้กับโชคชะตา ดูว่าจะสามารถได้รับการตอบสนอง โดยไม่ต้องใช้พระนามที่สมบูรณ์ได้หรือไม่
จินนาถือเหรียญทองนำโชค กล่าวคำสวดเบาๆ เป็นภาษาเฮอร์มิส
“ข้าแต่มิสเตอร์ฟูลผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรดพาข้าพเจ้าออกไปจากที่นี่ด้วยเถิด ได้โปรดปกป้องกรุงทรีอาร์ด้วยเถิด…”
…………
เขตตลาด โรงแรมระกาทอง ห้อง 207
ลูเมี่ยนสะดุ้งตื่นกะทันหัน รู้สึกเหมือนบริเวณหน้าอกซ้ายร้อนวูบวาบ
……………………………………………………..