ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 466 เผชิญหน้า
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 466 เผชิญหน้า
ตอนที่ 466 เผชิญหน้า
……….
มองดูทางเดินที่มีเพียงแสงจันทร์สีแดงเรื่อส่องรางๆ จากทางซ้ายขวา ฟรังก้ากลืนไปกับเงามืด แล้วแอบย่องไปทางบันไดขาขึ้น
เธอสงสัยว่าชาร์ลคงไม่รอเธอแล้ว บอกให้มาดามเมจิกเชี่ยนย้ายตัวการ์ดเนอร์·มาร์ตินไปเลย ไม่อย่างนั้นก็อธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดอีกฝ่ายถึงหายไปอย่างกะทันหันโดยที่เธอไม่รู้สึกตัว
บนชั้นสามของคฤหาสน์สีเทาขาวปราศจากสุ้มเสียงใดๆ ฟรังก้าฟังอย่างตั้งใจสักพัก ก็รู้สึกเหมือนในตึกเหลือเพียงเธอตามลำพัง พ่อบ้าน คนรับใช้ชาย สาวใช้ คนสวน และพ่อครัว ต่างก็ระเหยหายไปในอากาศ
เธอแอบไปทางห้องบุรุษรับใช้ที่อยู่ตรงข้ามบันได ยื่นมือขวาออกไปหมุนลูกบิดเงียบงัน
อาศัย ‘เนตรมองกลางคืน’ ฟรังก้าเห็นในทันทีว่ามีคนสองคนนอนกอดกันอยู่บนเตียง คลุมผ้าห่มบางๆ ผืนเดียวกัน
แทบจะในเวลาเดียวกัน รูม่านตาฟรังก้าก็พลันเบิกกว้าง
สองคนนั้นไม่มีหัว คอพิงกันอยู่ รอยตัดเต็มไปด้วยคราบเลือด!
วินาทีนี้ ฟรังก้าผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงคำบรรยายของชาร์ลเกี่ยวกับ ‘จเร’ โอลเซ่นแห่งชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก เธอสงสัยว่าบุรุษรับใช้คนสนิทของการ์ดเนอร์ กับคนรักของเขา ต่างก็ประสบเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือเฉพาะหัว ‘มีชีวิต’ และแยกออกจากร่างกายไปแล้ว
หญิงสาวมิได้เข้าไปตรวจสอบคู่ชายหญิงอย่างละเอียด เพียงปิดประตูแผ่วเบาจนแทบไร้เสียง แล้วละลายไปกับเงามืดตรงบันไดทางขึ้น
เธออยากยืนยันว่าคนอื่นๆ ในบ้านหลังนี้ต่างก็ประสบชะตากรรมที่คล้ายคลึงกันด้วยหรือไม่
เพิ่งก้าวลงมาถึงห้องรับรองชั้นหนึ่ง สายตาของฟรังก้าก็ชะงักค้าง
เกราะและอาวุธที่เคยตั้งแสดงตรงนี้ล้วนอันตรธานไปหมดแล้ว!
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริงๆ …ให้ตายเถอะ เราไม่รู้สึกอะไรเลยได้ยังไง? ฟรังก้าเคยมั่นใจในฝีมือ ประสบการณ์ และปฏิกิริยาตอบสนองของตนพอสมควร แต่ครานี้อดหวั่นไหวไม่ได้
วินาทีถัดมา เธอเห็นประตูห้องล้างหน้าชั้นหนึ่งเปิดออก สาวใช้ในชุดนอนเก่าคร่ำก้าวออกมา
สาวใช้สะบัดน้ำออกจากมือ เดินช้าๆ กลับไปทางห้องคนงาน ตำแหน่งที่ควรเป็นศีรษะกลับว่างเปล่า เหลือเพียงคอที่เปื้อนไปด้วยโลหิต
ซ่อนกายในเงามืด ฟรังก้าเหลือบมองออกนอกหน้าต่าง เวรยามสองนายที่ลาดตระเวนผ่านไปก็ไร้หัวเช่นกัน เงาสะท้อนบนกระจกดูเหมือนกับขวดเบียร์ที่ถูกยืดขยายให้ใหญ่ขึ้น
เมื่อพอจะยืนยันสถานการณ์ภายในบ้านเลขที่ 11 ถนนน้ำพุได้แล้ว ฟรังก้าไม่ลังเลอีกต่อไป รีบร้อนลักลอบออกจากคฤหาสน์
เธอตั้งใจจะรายงานให้มาดามจัดจ์เมนต์ทราบโดยทันที จากนั้นอาศัยเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ เล่าความผิดปกติที่นี่ให้บราวส์·เซารอนกับ ‘นางมารดำ’ แคลริสรับรู้
อย่างหลังจำเป็นต้องประกอบพิธี แต่ฟรังก้ากังวลว่าการลองทำในคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยเรื่องประหลาด อาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์อันไม่พึงประสงค์ นำมาซึ่งอันตรายที่ยากจะคาดเดา จึงตัดสินใจออกห่างจากสภาพแวดล้อมอันผิดแปลกไปก่อน ค่อยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทีหลัง
ยามราตรีอันมืดมิด ภายในเรือนร้างว่างเปล่า ‘นางมารสุขสม’ หลบซ่อนอยู่ท่ามกลางเงาทะมึน ลอบเร้นออกจากตัวตึกทางด้านข้าง เลี้ยวอ้อมไปยังสนามหญ้าด้านหน้า
…………
ทรีอาร์ใต้ดิน ‘เพลิงพิโรธ’ เดนิสทุบกำปั้นใส่ประตูหินจนแตกกระจุย
ด้านหลังเป็นโพรงเหมืองเล็กๆ บนผนังหินฝังตะเกียงน้ำมันโบราณดับมอดสามดวง หนึ่งสูงสองต่ำ
ตรงกลางโพรงเหมืองขุดเป็นบันไดลงไป ภายใต้แสงไฟสว่างจ้า ส่วนลึกมืดสนิท ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
เดนิสหุบหมัด เอี้ยวกาย ส่งสัญญาณให้ลูกเรือราวยี่สิบชีวิตที่ติดตามมาเข้าไปในโพรงเหมือง แบ่งงานร่วมมือกัน
ในนั้นมี ‘นักล่า’ รับผิดชอบสังเกตสิ่งแวดล้อม ค้นหากับดักที่อาจซุกซ่อนและร่องรอยที่แทบมองไม่เห็น มี ‘นักทำนาย’ คอยโยนเหรียญหรือหมุนจี้คริสตัลระบุทิศทางการไล่ตามหรือกะเกณฑ์ระดับอันตราย มี ‘ลูกเรือ’ ลำดับกลางรอช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม เตรียมพร้อมรับมือเหตุไม่คาดฝัน…
ด้วยการประสานงานเหล่านี้ ทีมของเดนิสฝ่าบันไดและอุโมงค์ได้ในเวลาอันสั้น แล้วตรงหน้าก็พลันสว่างไสว
พวกเขาเห็นโพรงเหมืองหินที่ถูกสกัดเว้าเข้าไปหลายจุด เศษเสื่อ ผ้าขาด โอ่งดินเผากระจัดกระจายเต็มพื้น
เดนิสกวาดตามองรอบหนึ่ง หัวเราะเบาๆ
“ถูกทำให้กลายเป็นถ้ำซ่อนทหารสินะ…”
“ไม่นานมานี้ยังมีกบฏอยู่ที่นี่อีกหลายสิบคน”
เขาหันสายตาไปยังสุดปลายโพรงเหมืองหิน ตรงนั้นมีอุโมงค์กว้าง ไม่รู้ว่าทอดไปยังแห่งหนใด
ลูกเรือที่ยืนข้างเดนิสส่ายหัวพลางเดาะลิ้น
“แถวนี้น่าจะยังมีถ้ำซ่อนทหารแบบเดียวกันอีกหลายแห่ง กำลังหลักของกลุ่มกบฏที่พรรคเผาถ่านซ่องสุม อยู่แถวนี้ทั้งหมดเลยหรือ?”
“ฉันไม่ได้ตาบอด มองเห็นอยู่โว้ย!” ‘เพลิงพิโรธ’ เดนิสด่าทออย่างหงุดหงิด “ตอนนี้ปัญหาคือ พวกมันไปไหนแล้ว? กำลังจะเริ่มปฏิวัติแล้วหรือ?”
……….
เขตตลาด โรงแรมระกาทอง ห้อง 305
เมื่อครู่ตอนเกิดแผ่นดินไหว อ็องโตนี·รีดได้สติลืมตาขึ้นมา
หลังการหลบหนีคืนนั้น เขารู้สึกไวต่อเสียงต่างๆ เพียงแต่ไม่ตื่นตระหนกเหมือนได้ยินเสียงปืน
พอนึกถึงการสนทนาก่อนหน้า นึกถึงข่าวกรองที่ส่อสัญญาณอันตราย เขาก็หลับต่อไม่ลง
อ็องโตนี·รีดพลิกตัวลงจากเตียง รินเบียร์อ่อนหนึ่งแก้ว ดื่มรวดเดียวหมด คลายความกระวนกระวายในปากและใจ
หลังใช้ ‘ปลอบโยน’ กับตัวเองหนหนึ่ง เขาตั้งใจจะฝืนหลับต่ออีกพัก
จังหวะนั้น เขาได้ยินเสียงกระแทกตึงๆ จากประตูใหญ่ของโรงแรม
ใครกลับมาดึกป่านนี้? ฟังดูเหมือนเร่งรีบ…อ็องโตนี·รีดเงี่ยหูฟังครู่หนึ่ง พบว่ามีความไม่ชอบมาพากลกำลังก่อตัวอยู่ในเงามืด
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นบันไดมา ตรงดิ่งมายังประตูห้องเขา
อ็องโตนี·รีดเปิดประตูห้องทันที มองออกไปในทางเดินสลัว
เขาเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมชุดคนงานสีเทาอมน้ำเงิน ใส่หมวกแฟลตแก๊ป สีหน้าดูกระวนกระวาย
นี่คือหนึ่งในสายข่าวที่เขาบ่มเพาะไว้ที่ท่าเรือ
“เกิดอะไรขึ้น?” อ็องโตนี·รีดถามด้วยท่าทีสงบนิ่ง น้ำเสียงนุ่มนวล
หลังรับการปลอบโยน สายข่าวก็หายร้อนรนกังวลใจ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง เอ่ยปากเสียงพร่า
“พรุ่งนี้จะมีนัดหยุดงานครั้งใหญ่ที่ท่าเรือครับ ได้ยินว่าจะแจกอาวุธด้วย”
“แจกอาวุธ…” ในห้วงคำนึงของอ็องโตนี·รีดผุดภาพ ‘สัญลักษณ์’ แห่งความปั่นป่วนของกรุงทรีอาร์ขึ้นมาทันที อย่างเช่น ‘เครื่องกีดขวาง’ ‘ระเบิดเพลิง’ ‘ปืนกล’ ‘เกวียนสองล้อ’
ในทรีอาร์ เนื่องจากพลเมืองมีจิตวิญญาณการต่อสู้แรงกล้า เชี่ยวชาญการประท้วงเดินขบวน ชื่นชอบการปะทะ เหตุการณ์ทำนองนี้จึงไม่นับว่าผิดแปลกนัก มักเกิดขึ้นทุกสองสามปี บางช่วงถึงกับปีละสองสามครั้ง แตกต่างกันเพียงขนาด แต่ในช่วงเวลาสำคัญที่หายนะอันน่าสยดสยองใกล้มาเยือน อยู่ดีๆ ก็มีการนัดหยุดงานครั้งใหญ่แจกจ่ายอาวุธ อ็องโตนี·รีดจึงอดคิดไม่ได้ว่า เรื่องนี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นองค์ประกอบหนึ่งของหายนะ
นักค้าข่าวผู้นี้ล้วงเหรียญลูอิดอร์ออกมา กล่าวกับสายข่าว
“ข่าวของคุณสำคัญมาก”
“พรุ่งนี้หาข้ออ้างอะไรก็ได้ อย่าไปที่ท่าเรือ แอบอยู่แต่ในบ้าน”
สายข่าวขบเหรียญลูอิดอร์วับวาบด้วยสัญชาตญาณ กล่าวอำลาอ็องโตนี·รีดอย่างร่าเริง แล้วออกจากโรงแรมระกาทองไป
อ็องโตนีไม่รีรอ รีบร้อนลงมาชั้นสอง มาถึงหน้าห้องของลูเมี่ยน
เขาเคาะประตูไม้ห้อง 207 อย่างเบามือ แต่ท่ามกลางเสียงก้องกังวาน ข้างในกลับเงียบสงัด ราวกับไร้ผู้อยู่อาศัยมานานแล้ว
อ็องโตนี·รีดหยุดมือ คิ้วเริ่มย่นเข้าหากัน
…………
โลกในภาพวาด ท้องฟ้ายังสว่างสดใส แสงอาทิตย์ทางตะวันตกส่องลงบนถนนอลเวง
ลูเมี่ยนกับจินนาผ่านโคมไฟแก๊สชำรุด มุ่งหน้าวิ่งสู่ถนนใหญ่ตลาด
ทั้งสองไม่รู้ว่า ‘ห้อง 7’ ของครอบครัวอัวซอง·ซ็องซง จะใช้เวลานานแค่ไหนในการค้นหาปลายทางการเทเลพอร์ตของพวกตน จึงต้องแข่งกับเวลา รีบรุดไปให้ถึงรูดำซึ่งแทนคาบาเร่ต์ลมเอื่อย ก่อนที่อีกฝ่ายจะจับตำแหน่งได้ใหม่
หากไปถึง ต่อให้แผนการอื่นล้มเหลว หรือสำเร็จไม่ทัน พวกเขาก็ยังมีทางเลือกสุดท้าย นั่นคือกระโดดเข้าไปในรูดำ ลองเสี่ยงโชค ดูว่าปลายทางจะเป็นที่ใด
ตึกตึกตึก! หลังจากลูเมี่ยนวิ่งไปสักพัก จนเห็นถนนใหญ่ตลาดอยู่เบื้องหน้า ก็รีบคว้าไหล่จินนา แผ่เปลวไฟสีแดงฉานลุกท่วมร่างกาย ห่อหุ้มทั้งสองเอาไว้ กลายเป็นลูกไฟขนาดมหึมา
ลูกไฟพุ่งปราดไปข้างหน้าดุจดังสายฟ้าแลบ
ลูเมี่ยนฝืนแบกจินนา ทำระยะทางได้ไกลเจ็ดแปดเมตร จนมาถึงจุดตัดระหว่างถนนอลเวงกับถนนใหญ่ตลาด
ระหว่างนั้น จินนาไม่เหมือนลูเมี่ยนที่แทบไม่ได้รับบาดเจ็บจากเปลวเพลิง ทั้งเส้นผมและผิวหนังของเธอถูกแผดเผาจนปวดแสบ แต่หญิงสาวมิได้ดิ้นรนขัดขืน เพียงหดตัวเข้าหากัน คอยสร้างเกล็ดน้ำแข็งมาต่อต้านเปลวไฟสีแดง บรรเทาความทุกข์ทรมาน
เพียงพริบตา ทั้งสองร่อนลงบนขอบถนนใหญ่ตลาด
ตรงนี้สามารถมองเห็นคาบาเร่ต์ลมเอื่อยอยู่ไกลลิบ มองเห็นความมืดมิดเป็นผืนกว้างนั่น
ลูเมี่ยนไม่จำเป็นต้องค้นหาพิกัดอีกต่อไป สามารถระบุตำแหน่งปลายทางได้ทันที
ได้เห็นสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น!
รอยประทับสีดำบนไหล่ขวาเปล่งแสงรางๆ อีกครั้ง
ข้ามโลกวิญญาณ!
ร่างของลูเมี่ยนกับจินนาวูบไหว หายไปโผล่ข้างผืนความมืดมิดนั่น
พอดีกับตอนนั้นเอง ผนังใสดุจแก้วคริสตัลผุดขึ้นตรงหน้าทั้งคู่
มันทอดตัวขึ้นสู่เบื้องบน คลุมคาบาเร่ต์ลมเอื่อยไว้ทั้งหมด ราวกับฝาครอบโปร่งใส
ลูเมี่ยนกับจินนาเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ เห็นอีกสองร่างลอยอยู่กลางอากาศ
คนหนึ่งเป็นหญิงสาววัยรุ่น สวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงิน เชิ้ตขาวแขนพับ กางเกงขายาวสีเข้ม เสื้อกั๊กสีเบจไม่ติดกระดุม มีรอยสีเปรอะเปื้อนทั่วตัว ผมสีส้มค่อนข้างสั้น นัยน์ตาสีเหลืองลึกล้ำพร่ามัว ราวกับซ่อนโลกหนึ่งไว้
อีกคนเป็นชายวัยสามสิบกว่า เสื้อผ้าคล้ายกับหญิงสาว แต่สวมกางเกงสีแดงที่ช่วงล่าง ใบหน้ามีเส้นสายนุ่มนวล คิ้วบาง นัยน์ตาสีฟ้าก็เลื่อนลอยพร่าเลือนไม่ต่างกัน
มือเขาถือพู่กันอันใหญ่ กับจานสีที่ใช้ไปเกินครึ่ง
ทั้งสองมีแผ่นบางคล้ายปีกแมลงปอใสๆ อยู่บนหลัง กระพือเบาๆ ช่วยให้ลอยอยู่กลางอากาศ
จิตรกร? พวก ‘ภูต’? ลูเมี่ยนกับจินนาเดาได้ในทันที
ฝ่ายชายมองลูเมี่ยน สีหน้าตื่นเต้นดีใจ พูดด้วยเสียงราวกับดังมาจากสถานที่แสนไกล
“ยินดีต้อนรับกลับสู่หอพัก…ห้องหมายเลข 1”
ห้องหมายเลข 1 …นัยน์ตาของลูเมี่ยนพลันแข็งค้าง
ห้องหมายเลข 1? จินนาพลันตะลึง อดไม่ได้ที่จะหันไปมองพวกพ้องข้างกาย
……………………………………………………..