ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 467 กระดูกเก่า
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 467 กระดูกเก่า
ตอนที่ 467 กระดูกเก่า
……….
เมื่อถูกเรียกว่า ‘ห้องหมายเลข 1’ แม้แต่ลูเมี่ยนผู้เจนสนามและเคยเผชิญเรื่องราวพิสดารมากมาย ก็ยังต้องมึนงงไปชั่วขณะ
ซาฟารีกับกาเบรียลเคยเล่าให้ฟังว่า ‘หอพัก’ มีทั้งหมด 13 ห้อง แต่ ‘ห้อง 1’ ไม่เคยปรากฏตัว และดูเหมือนจะไม่ได้เข้ามาใน ‘หอพัก’ ตอนนั้นลูเมี่ยนฟังแล้วก็รู้สึกถึงปริศนา เชื่อว่าคงซุกซ่อนกุญแจสำคัญไว้ ใครจะรู้ว่าผู้ชายที่แต่งตัวเป็นจิตรกร ซึ่งสงสัยว่าคงเป็น ‘ภูต’ จะเรียกตนว่า ‘ห้องหมายเลข 1’
น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ลูเมี่ยนยังคงมั่นใจมาก สัญลักษณ์บนตัวเขามาจากมิสเตอร์ฟูลกับองค์ซ่อนเร้นนามว่าชะตากรรม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘จิตรกร’ แม้ในร่างกายตนจะมีเทวทูตของเทพมารอย่างเทอร์มีโพลอสถูกผนึกอยู่ แต่ก็เป็นคนละแบบกับ ‘ห้องในหอพัก’ อย่างซาฟารีกับคนที่เหลือ
แหล่งที่มาของพลังแตกต่างกัน รูปแบบการอาศัยก็ไม่เหมือนกัน!
ขณะนี้ ลูเมี่ยนไม่มีเวลามัววิเคราะห์หาเหตุผลที่ชายผู้น่าจะเป็น ‘ภูต’ เรียกตนว่า ‘ห้องหมายเลข 1’ รวมถึงข้อมูลสำคัญที่อาจซ่อนอยู่ในประโยคดังกล่าว เด็กหนุ่มทราบเพียงว่า หากมิอาจจัดการหรือควบคุมศัตรูสองคนบนอากาศได้เร็วพอ แล้วยึดรูดำตรงคาบาเร่ต์ลมเอื่อยมาอยู่ในมือตนกับจินนา เมื่อผู้พักอาศัยของ ‘หอพัก’ ค้นพบความผิดปกติตรงนี้แล้วสั่งให้ ‘ห้อง’ รีบมาตรวจสอบ สถานการณ์คงยุ่งยากเป็นแน่แท้
เมื่อจินนาได้ยินคำว่า ‘ห้องหมายเลข 1’ แม้เธอจะตกใจจนรีบหันมามองลูเมี่ยน แต่ก็มิได้ตั้งคำถามกับพวกพ้องคนนี้ ไม่มัวพูดพร่ำทำเพลง รีบหยิบ ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ ที่ทำจากหินดำออกมา แล้วปักสมบัติวิเศษชิ้นนี้ใส่หน้าอกตัวเองอีกครั้ง โดยทิ้งระยะห่างจากคราวก่อนแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวกังวลกับการสั่งสม ‘การกลายพันธุ์’ ในร่างกาย!
ในทำนองเดียวกัน ต่อให้ชาร์ลผิดปกติไปจริงๆ ก็คงต้องหลบหนีออกไปให้ได้ก่อน จึงค่อยสอบถามให้แน่ชัด!
ขณะปัก ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ เข้าไป ด้านหลังของจินนาก็มีควันดำทะมึนปะทุออกมา รวมตัวกันเป็นปีกค้างคาวคู่ใหญ่ที่ดูเลือนราง
ปีกสีดำที่คลุมด้วยเยื่อบางๆ กระพือสุดแรงหนึ่งครั้ง พาจินนาบินขึ้นท้องฟ้า พุ่งเข้าหาสตรีสวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงินกับชายกางเกงแดง
ขณะเดียวกัน เพลิงทมิฬเริ่มก่อตัวบนฝ่ามือ ‘แม่มด’ ผู้นี้
คู่ปีกค้างคาวขนาดมหึมาที่บินจากด้านล่างขึ้นบน บดบังสายตาของ ‘จิตรกร’ ทั้งสองจนมิด
ชายกางเกงแดงหมุนแปรงทาสีในมือกลับด้านทันที จุ่มสีเงินขาวแล้วขีดเส้นลงบนเสื้อผ้าตัวเองอย่างชำนาญ วาดสายฟ้าอันน่าเกรงขามได้หนึ่งเส้น
ทันใดนั้น สายฟ้าสีเงินแล่นออกจากเชิ้ตสีขาวของชายคนดังกล่าว พุ่งชนปีกคู่สีดำอันเลือนรางหุ้มเนื้อเยื่อบางๆ ของจินนาเข้าอย่างจัง
ท่ามกลางเสียงปะทะ จินนากลายเป็นเป้าล่อให้นาคาอสนีสีเงินพันรัดตัว ร่างกายทุกส่วนเริ่มเกิดอาการชา ส่วนควันดำทะมึนที่ประกอบกันเป็นปีกค้างคาว ถูกสายฟ้ากัดกร่อนจนบางลงไปมาก ไม่อาจประคองการบินของจินนาไว้ได้อีก จนเธอร่วงหล่นลงอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง ร่างของลูเมี่ยนโผล่ขึ้นกลางอากาศ ด้านหลังของ ‘จิตรกร’ ผู้สวมกางเกงแดง
เด็กหนุ่มไม่มีพลังด้านการบิน ไม่สามารถลอยตัว จึงเลือก ‘เทเลพอร์ต’ มันตรงๆ นี่แหละ!
เมื่อเห็นจินนาใช้ ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ สร้าง ‘ปีกแห่งความมืด’ บินเข้าไปหากลุ่มคนที่คาดว่าคงเป็น ‘ภูต’ อย่างดุดัน เขาก็เดาได้ทันทีว่าพวกพ้องคนนี้คิดจะช่วยดึงดูดความสนใจของศัตรู เพื่อให้ตนมีโอกาสเล่นงานอีกฝ่ายทีเผลอ จัดการให้จอดได้สักราย
— ตามปกติแล้ว ‘แม่มด’ ไม่ค่อยต่อสู้ในรูปแบบนี้สักเท่าไร
“ฮ่า!” ลูเมี่ยนอ้าปากเปล่งเสียง
แสงสีเหลืองอ่อนคล้ายสายลม พุ่งออกจากปากเด็กหนุ่ม ปะทะร่างชายกางเกงแดงเข้าอย่างจัง
‘จิตรกร’ ที่เพิ่งวาดสายฟ้าเสร็จหมาดๆ ไม่มีโอกาสได้ตอบสนอง ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าลูเมี่ยนมาอยู่ข้างหลังตนแล้ว สองตาของเขาปิดสนิททันที หลับกลางอากาศของจริง
พลังที่ช่วยให้เขาลอยได้ อันตรธานไปในพริบตา ร่างจึงร่วงหล่นลงสู่พื้นดินด้วยความเร่ง
ทว่า สตรีสวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงินกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนก ในดวงตาคู่นั้นที่ราวกับซุกซ่อนโลกทั้งใบ ปรากฏเค้าโครงของร่างแล้วร่างเล่า
ร่างหนึ่งในนั้นก้าวข้ามขอบเขตระหว่างความจริงและลวงตา เดินทางจากดินแดนแห่งจินตนาการสู่โลกในภาพวาด
เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินที่ดูใส่สบาย ผมบลอนด์เส้นยาวหนา นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนฉายแววเงียบสงบนิ่ง
โอลัวร์!
นี่คือโอลัวร์!
เห็นภาพดังกล่าว ลูเมี่ยนมิได้รู้สึกเคลิบเคลิ้มหรือลังเล กลับยิ่งปะทุโทสะร้อนแรงขึ้นมาในดวงตา
แกคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์จินตนาการถึงโอลัวร์?
ขณะกำลังร่วงหล่น บนตัวของเด็กหนุ่มก็ปรากฏลูกไฟสีแดงกลุ่มใหญ่ ทั้งหมดพุ่งเข้าใส่สตรีที่สวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงินอย่างเกรี้ยวกราด
หญิงสาวคนดังกล่าวยื่นมือขวาออกมา กดมันเข้าไปในความว่างเปล่า ร่างของเธอก็พลันเลือนรางทันที สีหน้าฉายแววเฉยเมยไร้อารมณ์
กองทัพลูกไฟกระหน่ำพุ่งใส่ร่างกายของเธอ แต่กลับไม่ระเบิดออก ราวกับตรงนั้นไม่มีสิ่งใดอยู่
ลูกไฟทุกดวงทะลุผ่านร่างจิตรกรหญิงไป แล้วระเบิดตูมตามไม่ไกลนัก
พอดีกับจังหวะที่ ‘จิตรกร’ กางเกงแดงตกถึงพื้นก่อนจินนา พร้อมกับเกิดเสียงกร๊อบดังลั่น
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้เขาหลุดพ้นจากภาวะหมดสติอันเกิดจาก ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ ลืมตาตื่นขึ้นเองตามสัญชาตญาณ
ส่วนสตรีหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงิน เมื่อหลบระเบิดพ้นแล้ว ก็รีบออกจากสภาวะประหลาดนั่น แล้วพุ่งตัวด้วยความเร็วปานลูกศร ตรงเข้าหาจินนาที่กำลังจะตกถึงพื้น
เพียงพริบตาเดียว เธอก็ชนเข้ากับร่างจินนา ประกายดาวแตกกระจาย ประกายไฟสาดกระเซ็น ดุจดังอุกกาบาต
เพล้ง!
ร่างของจินนาแตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเศษกระจกที่สะท้อนแสงแดด
ร่างของเธอถูกวาดใหม่อีกครั้งข้างๆ สีดำสนิทที่ปกคลุมคาบาเร่ต์ลมเอื่อย
ส่วนลูเมี่ยนร่อนลงด้วยความเร่ง จนกระทั่งสองเท้ากระแทกพื้นหนักหน่วง ร่างกายโงนเงนแผ่วเบา
ทันใดนั้น คู่ของลูเมี่ยนกับจิตรกรหญิงสวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงิน ต่างก็สัมผัสถึงบางอย่าง รีบหันศีรษะพร้อมกัน มองไปยังตรอกซอกซอยต่างๆ ที่พาเข้าสู่ถนนใหญ่ตลาด
หญิงสาวที่ดูไม่เป็นมิตร แววตาเลื่อนลอย สีหน้าไร้อารมณ์ ทยอยเดินมาจากหลายทิศทาง มีทั้ง ‘ห้อง 12’ อย่างซาฟารี รวมถึง ‘ห้อง 7’ ที่ลูเมี่ยนกับจินนาเพิ่งหนีมา
กาเบรียลเดินตามหลังซาฟารีไม่ห่าง แววตาดูว่างเปล่าขึ้นทุกที ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก ราวกับในใจท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ระทม
ภาพตรงหน้าทำเอาจินนากับลูเมี่ยนเริ่มขนลุก รู้สึกเหมือนได้ตกนรก ไม่หลงเหลือหนทางให้พลิกเกมหรือย้อนกลับอีกแล้ว
ทันใดนั้น ฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นออกจากความมืดตรงคาบาเร่ต์ลมเอื่อย
มันปราศจากเนื้อหนัง ประกอบกันจากกระดูกสีเหลืองซีด พื้นผิวมีคราบสนิมปกคลุม
…………
ภายในถ้ำลึกลับที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่
ราวกับว่าเขาหลุดเข้าไปในช่องว่างระหว่างความจริงกับโลกวิญญาณ ไม่มีผู้ใดสามารถสัมผัสตัว แต่ก็ไม่อาจสัมผัสผู้อื่น ทำได้เพียงยืนมองอย่างสิ้นหวัง โดยระหว่างนั้น รอยต่อระหว่างพื้นดินกับผนังหินในส่วนที่ยังว่างอยู่ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำขลับ เหนียวหนืด ดูราวกับบึงน้ำไร้ก้น
ทันใดนั้น ซากโครงกระดูกที่ประกอบจากกระดูกผุพัง สีแดงคล้ำและมีสนิมเหล็กจับ คลานขึ้นมาจากในบึงดังกล่าว
โครงกระดูกที่ดูเก่าแก่ตนนี้ เหยียดมือไปทางภาพสีน้ำมันบนผนังหิน เล็งตำแหน่งของคาบาเร่ต์ลมเอื่อยที่ยังวาดไม่เสร็จ
ใต้โครงกระดูกตนดังกล่าว โครงกระดูกสีเหลืองอีกนับไม่ถ้วนพากันปีนป่ายขึ้นมาจากบึง บ้างสวมเศษชุดเกราะเหล็กแตกหัก บ้างถืออาวุธสนิมเขรอะ บ้างขาดร่างไปหนึ่งในสาม บ้างไร้ซึ่งกะโหลกศีรษะ…
…………
เขตตลาด ใต้ดินวิหารนักบุญโรแบร์ ห้องทำงานของ ‘ศาสนศาล’
อ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัว ในชุดเชิ้ตสีทอง นั่งอยู่ในห้องทำงาน มองผู้ใต้บังคับบัญชาส่งรายงานเข้ามาทีละคน
“มีเสียงระเบิดดังสนั่นจากทางอารามในหุบเขาลึก…”
“ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติใต้ดิน…”
“มหาวิหารนักบุญวีฟสั่งเพิ่มระดับเตือนภัยสูงสุดคืนนี้…”
“มีคนปลุกระดมให้หยุดงานประท้วงที่ท่าเรือพรุ่งนี้เช้า แถมยังแจกอาวุธด้วย…”
“คนงานของโรงงานหลายแห่งทางใต้ก็รวมตัวกันเดินขบวนใหญ่…”
สายลับของ ‘ผู้ชำระ’ มีมากกว่านักค้าข่าวทั่วไป ข่าวความผิดปกติจากทั่วเขตตลาดทำเอาอ็องกูแลมเกือบควบคุมสีหน้าไม่อยู่ กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น
เมื่อทุกอย่างสงบลง ระหว่างที่ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามารายงานเพิ่ม อ็องกูแลมลุกขึ้นยืน ดึงปกเสื้อ คว้าแฟ้มหนาๆ หนักๆ ขึ้นมา แล้วฟาดมันลงบนโต๊ะอย่างแรง
พร้อมกับการกระทำ สังฆานุกรของ ‘ผู้ชำระ’ ก็สบถในใจ
“ดาบซ่อนแขน! เธออยากให้ฉันตายหรือไง?”
นับตั้งแต่ ‘ดาบซ่อนแขน’ คาบข่าวมาบอกว่า การ์ดเนอร์·มาร์ตินเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคเผาถ่าน เรื่องผิดปกติที่อารามในหุบเขาลึกและ ‘หอพัก’ ก็เกี่ยวพันกับพรรคเผาถ่าน ความวุ่นวายจากทุกสารทิศก็ถาโถมเข้ามากดดันประสาทของเขา
เพียงไม่กี่ชั่วโมง อ็องกูแลมก็รู้สึกเหมือนพายุลูกใหญ่กำลังจะเข้า
ฟู่…อ็องกูแลมถอนหายใจยาว จดบันทึกข้อมูลที่ได้รับ ข่าวจาก ‘ดาบซ่อนแขน’ รวมถึงคำถามต่างๆ จากเธอ ลงในกระดาษอย่างรวบย่อ แล้วเสียบหมุดติดผนัง เผื่อจะสรุปเบาะแสอะไรได้บ้าง หรือเจอจุดละเอียดอ่อนที่มองข้ามไป
สังฆานุกรของ ‘ผู้ชำระ’ เดินวนไปมาในห้อง สายตาส่ายไปรอบทิศ
ผ่านไปพักใหญ่ ดวงตาเขาก็หยุดนิ่งบนกระดาษแผ่นหนึ่ง
นั่นคือบันทึกคำถามที่ ‘ดาบซ่อนแขน’ ถามตนเกี่ยวกับความลับของสุสานเก่าวิหารนักบุญโรแบร์ แต่ไม่ได้รับคำตอบ
และสุสานเก่าแห่งนั้นก็อยู่ตรงคาบาเร่ต์ลมเอื่อยในปัจจุบันพอดี
ใจของอ็องกูแลมเริ่มหนักอึ้ง ก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปถามผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง
นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เขาพอจะทำได้ในเวลานี้
นังดาบซ่อนแขน! ถ้าปัญหานี้คลี่คลายลงเมื่อไร แล้วเธอยังไม่ยอมออกจากเขตตลาด ฉันจะเป็นฝ่ายขอย้ายเอง! อ็องกูแลมรำพันในใจ ก่อนจะจ้ำเท้าเข้าไปในห้องโทรเลข ร่างโทรเลขอย่างกราดเกรี้ยว
เขาจะแจ้งกับท่านเจ้าคุณเบื้องบนว่า ในยามวิกฤตเช่นนี้ อย่ามัวตระหนี่ลำดับการเข้าถึงเอกสารกันอยู่เลย
ยิ่งสืบสาวความลับในรายละเอียดได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสพบเจอความจริง และยับยั้งหายนะได้ทันท่วงทีมากเท่านั้น!
รอคอยอยู่สิบนาที อ็องกูแลมก็ได้รับโทรเลขตอบกลับ
“สุสานเก่าของวิหารนักบุญโรแบร์ ตั้งอยู่บนหนึ่งในจุดผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ เมื่อก่อนเคยเกิดการรั่วไหล ทำให้คนตายบางส่วนจากยุคที่สี่หลุดออกมา ในภายหลังได้ถูกเสริมแกร่ง จนสถานการณ์กลับมาอยู่ในการควบคุม”
“จนกระทั่งระบบผนึกสุสานใต้ดินเข้ามาแทนที่ระบบจุดผนึก สุสานเก่าจึงหมดประโยชน์ และไม่ถูกเก็บรักษาไว้”
……………………………………………………..