ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 472 สภาพอากาศ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 472 สภาพอากาศ
ตอนที่ 472 สภาพอากาศ
……….
ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เสร็จสิ้นการวิงวอน
ร่างกายของเขาเหยียดตรงไปเอง ศีรษะเงยขึ้น
ไพ่ ‘ทรราช’ ในมือเริ่มหนา เริ่มสว่าง ประหนึ่งกลายเป็นหนังสือที่ประกอบกันจากแสง
หนังสือพลิกหน้ารวดเร็ว เผยให้เห็นรูปลักษณ์ต่างๆ ของจักรพรรดิโรซายล์ บ้างก็แต่งกายเป็นลูกเรือ บ้างก็สวมหมวกกัปตัน บ้างก็ร้องเพลงท่ามกลางคลื่นยักษ์อย่างอาจ…
ภาพสุดท้ายหยุดลงตรงที่ จักรพรรดิมหาราชองค์นี้สวมมงกุฎสามชั้น แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยอาภรณ์สังฆราช
‘เขา’ สั่นพ้องกับท้องฟ้าอันมืดมิด ดึงดูดอสนีบาตขนาดมหึมาฟาดผ่าดงเมฆาลงมา
เปรี้ยง!
ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง ภาพฉายของจักรพรรดิโรซายล์กับ ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์เริ่มซ้อนทับกัน
บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปน่าเกรงขามกะทันหัน แม่น้ำเซอเรนโซ่ที่กระเพื่อมรอบเรือโทสะสีครามนิ่งงันในพริบตา ดุจดังทะเลสาบไร้แรงลม
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ ‘สวม’ มงกุฎสามชั้น ‘คลุม’ อาภรณ์สังฆราช ในมือปรากฏไม้เท้าสีเงินสว่างที่บีบอัดจากเส้นสายอสนีพิสุทธิ์
เขาย่างเท้าออกไปหนึ่งก้าว มาถึงกลางอากาศโดยมีสายลมห้อมล้อม
เปรี้ยง!
ท้องนภาแผดเสียงคำรามอย่างพร้อมเพรียงเหนือกรุงทรีอาร์ พายุหมุนที่มองเห็นด้วยตาเปล่าพัดพาเมฆาทะมึนนับไม่ถ้วนก่อตัวเป็นวังวนมหึมา นำพาบรรยากาศมืดสลัวและน่าพรั่นพรึง
ภายในวังวน สายฟ้าหลากสีสันจำนวนมหาศาล บ้างก็ถักทอเข้าด้วยกัน บ้างก็แผ่กิ่งก้านสาขาประหนึ่งเต้นระบำ คอยล้อมรอบดวงอาทิตย์ที่ลอยคล้อยอยู่ทางตะวันตก
ซ่า!
สายฝนไหลทะลักลงมาอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งมีใครบิดเปิดก๊อกน้ำ กระหน่ำใส่ทุกอณูของกรุงทรีอาร์ สาดกระเซ็นเป็นม่านละอองน้ำปกคลุมไปทั่ว
เพียงชั่วพริบตา พื้นดินที่เพิ่งปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์และแสงอสนีจนเมื่อครู่ ถูกน้ำท่วมขังจนกลายเป็นแอ่งบางๆ
ชาวเมืองที่เพิ่งตื่นมาเพราะแสงสว่างจ้าเมื่อครู่ มองดูภาพเบื้องหน้า มองดูแสงตะวันเจิดจรัส มองดูอสนีบาตระเบิดเป็นฝูงนาคา แต่กลับไม่อาจขับไล่ความมืดที่ชวนขนพองสยองเกล้า ต่างก็รู้สึกเหมือนวันสิ้นโลกกำลังมาเยือน
…………
ในความมืดมิดที่ควรเป็นคาบาเร่ต์ลมเอื่อย ยักษาลูเมี่ยนผู้มีสองเศียรลวงตาประดับบ่า สี่แขนใหญ่โตผิดสัดส่วนติดแผ่นหลังกับชายโครง เจ้าของความสูงสิบกว่าเมตร มองเห็นประตูลึกลับที่ถูกตนกดทับอยู่ เริ่มเปิดออกท่ามกลางเสียงครูดครากหนัก ค่อยๆ แยกเป็นช่องแคบ โดยที่ภายในช่องว่างนั้น คล้ายกับมีเปลวไฟนามธรรมเผาไหม้อย่างริบหรี่
ยามนี้ จุดแสงพลังวิญญาณรอบกายหลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบจากของเดิม สัญลักษณ์ต่างๆ รวมถึงความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับล้วนอันตรธานไปเกือบหมด หรือไม่ก็อ่อนแอถึงขีดสุด
ประตูเหล็กสีดำเหล็กเปื้อนเลือดเปื้อนสนิมแดง ในที่สุดก็สลัดพันธนาการออก เผยให้เห็นช่องแคบที่ชัดเจนจนยากจะขัดขวาง
ก่อนที่สายฝนและสายฟ้าจะต่อกรกับดวงตะวันทางตะวันตก เปลวเพลิงนามธรรมที่ลุกโชติช่วงหลังประตูเริ่มถอยแหวกซ้ายขวาอย่างเงียบงัน เผยให้เห็นเส้นทางปราศจากหลักค้ำจุนและดูเหมือนจะไร้สิ้นสุด
ลูเมี่ยนที่กำลังจับจินนาไว้ ตกอยู่ใต้อิทธิพลแรงดึงดูดอันน่าหวาดหวั่น จำใจต้องดิ่งเข้าไปในประตูที่เปิดออก
หน้าอกซ้ายของเด็กหนุ่มส่องประกายแสง ราวกับจะลากทั้ง ‘หอพัก’ กับอีกสิบสอง ‘ห้อง’ ผ่านเข้าประตูคู่ลึกลับบานนี้ไปด้วยกัน
…………
เขตตลาดของจริง ชั้นสองของคาบาเร่ต์ลมเอื่อย
เมื่อบนล่างเริ่มพลิกกลับ ความจริงกับความฝันสลับตำแหน่งกัน การ์ดเนอร์·มาร์ตินกับ ‘จเร’ โอลเซ่นมิได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกในภาพวาดชั่วคราวเฉกเช่นพลเมืองทั่วไป หรือสมาชิกชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กที่วางเพลิงตามท่าเรือริสต์และสถานที่อื่นๆ
ทั้งคู่ยังคงอยู่บนพื้นดิน ยังอยู่ข้างความมืดในตำแหน่งคาบาเร่ต์ลมเอื่อย โดยที่ด้านหลังของแต่ละคน มีร่างใครบางคนยืนอยู่
หลัง ‘จเร’ โอลเซ่นคือบุรุษผู้หนึ่ง แต่งกายด้วยชุดออกงานแต่ไม่ผูกเนกไท อายุราวสามสิบถึงสี่สิบ จมูกโด่งสูง เบ้าตาจมลึก นัยน์ตาสีฟ้าอ่อน ผมหยักศกเป็นลอนสีออกน้ำตาล เส้นโครงหน้าคมชัดผิดวิสัย แววตาเผยความหยิ่งยโสและดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
ด้านหลังเบี่ยงข้างของการ์ดเนอร์·มาร์ติน คือชายชราผมสีแดงเข้มหวีเรียบไปด้านหลัง สวมเครื่องแบบทหารสีน้ำเงิน ประดับด้วยสายสะพายและเหรียญตรา
ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยริ้วรอย แต่นัยน์ตาสีดำสนิทกลับเฉียบคมยิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ใด ราวกับจะพังทลายอาคารบ้านเรือน พลิกกลับแผ่นดินได้เลยทีเดียว
ทั้งสองคือประธานและรองประธานผู้ทรงอำนาจสูงสุดของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ภายใต้การปกป้องจากทั้งคู่ การ์ดเนอร์·มาร์ตินและโอลเซ่นจึงไม่ได้รับอิทธิพลจากพิธีกรรมของสาวกเทพมาร ไม่กลับตาลปัตรเข้าไปในโลกภาพวาด
ส่วนผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ กำลังสร้างความปั่นป่วนตามจุดต่างๆ ของกรุงทรีอาร์ บังคับให้ผู้วิเศษทางการต้องกระจายกำลัง
เมื่อเห็นว่าในส่วนลึกของความมืดที่คาบาเร่ต์ลมเอื่อย เริ่มบิดเบี้ยวกลายเป็นประตูบานคู่สีดำเหล็กชุ่มเลือดแล้ว สมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ทั้งสี่ก็ราวกับฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน ก้าวเข้าไปข้างในโดยปราศจากความลังเล
…………
ปราสาทหงส์แดง ห้องโถงลึกสุดในคูหาใต้ดิน
หลังจากเข้ามาในห้อง เคานต์ปุยฟ์เท้าเปล่าในชุดคลุมใส่นอน ก็มองผ่านแถวเทียนไขสีขาวสว่างวาววับ ตรึงสายตาอยู่กับโลงศพทองสัมฤทธิ์เปื้อนสนิมอย่างพินิจพิเคราะห์
ฝาโลงศพเลื่อนหลุดตกไปด้านข้าง เผยให้เห็นเปลวไฟสีม่วงลวงตาที่อัดแน่นอยู่ภายใน
เปลวเพลิงสีม่วงเหล่านี้ถูกกำราบภายใต้การผนึกกำลังของโลงศพทองสัมฤทธิ์ วงแหวนเหล็กดำที่โลงศพทับอยู่ และโลหิตข้นหนืดกับหัวใจเหี่ยวเฉาใจกลางวงแหวน
นี่คือทางเข้า ช่องทางลึกลับที่ชุ่มฉาบด้วยคราบเลือดและสนิม
ผ่านช่องทางนี้ กลิ่นอายความกระหายเลือดและบ้าคลั่งอันท่วมท้นลอยขึ้นมาจากด้านล่าง
เคานต์ปุยฟ์ได้รับอิทธิพลจากกลิ่นอายนั้น ร่างกายสั่นเทิ้มไม่อาจควบคุม แต่แววตากลับเร่าร้อนเหนือธรรมดา มิเห็นความหวาดกลัวแม้เพียงน้อยนิด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใกล้ชิดกับวิญญาณของบรรพบุรุษถึงเพียงนี้!
ขณะรอยยิ้มบิดเบี้ยวฉาบล้นบนใบหน้า ปุยฟ์ก้าวเท้าไปข้างหน้า ผ่านเขตรอบนอกที่เป็นแนวเทียน เข้าใกล้โลงศพทองสัมฤทธิ์กลายพันธุ์นั่น
ทั่วทั้งโลก นอกเหนือจากสมาชิกตระกูลเซารอนผู้มีพรสวรรค์ที่รอคอยโอกาสอยู่ในปราสาทหงส์แดง ผู้นำลึกลับของ ‘ลัทธิเร้นลับ’ และจักรพรรดิโรซายล์ผู้ล่วงลับไปนานแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ใต้ดินปราสาทหงส์แดง คืออีกหนึ่งจุดผนึกชำรุดของกรุงทรีอาร์ยุคที่สี่
เคยมีการซ่อมแซมจุดผนึกนี้แล้วเมื่อหลายปีก่อน โดยใช้หัวใจของสมาชิกสายหลักตระกูลเซารอนหลายต่อหลายรุ่นมาเป็นตราผนึก แต่ปัญหาได้ลุกลามบานปลายจนเกินเยียวยาแล้ว
ฟอม็องดา·ช็องปาญ·เซารอน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกครองตระกูลเซารอนทั้งหมด ต้องเสียสติด้วยเหตุผลข้างต้น จนหลุดเข้าไปในชั้นบนสุดของกรุงทรีอาร์ยุคที่สี่!
นับแต่นั้น วิญญาณอันบ้าคลั่งของเขายังคงวนเวียนอยู่รอบจุดผนึก เสียงโหยหวนแห่งความทุกข์ระทมของเขาดังสะท้อนขึ้นมาเป็นครั้งคราว ส่งอิทธิพลต่อผู้อาศัยในปราสาทหงส์แดงไม่เลือกหน้า ทำร้ายผู้ร่วมสายเลือดคนแล้วคนเล่า
บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะยุติคำสาปที่นำพาความเสื่อมทรามมาสู่ตระกูล ปลดเปลื้องเซารอนทุกคนออกจากฝันร้าย!
เคานต์ปุยฟ์ ด้วยความรู้สึกมีเกียรติ ด้วยจิตสำนึกในพันธกิจอันแรงกล้า เขาโอบกอดการเตรียมใจตาย กลั้วหัวเราะบ้าคลั่งแล้ววางมือบนขอบโลงศพทองสัมฤทธิ์ ทิ้งตัวนอนลงไป
ร่างของเขาร่วงหล่นทันที ตกลงไปในช่องทางอันลึกลับยิ่งที่ชุ่มฉาบด้วยคราบเลือดและสนิม
เคานต์ปุยฟ์เพิ่งจะหายตัวไปในโลงทองสัมฤทธิ์ เอโลอีส·ไอน์ฮอร์นในชุดนักล่าสีเบจ ผูกผมหางม้า ก็เดินเข้ามาในห้องโถง
เธอเหลือบมองกองเทียนสีขาวสลับกับโลงทองสัมฤทธิ์ สำรวจความเปลี่ยนแปลงของตราผนึก จากนั้นก็ใช้เล็บกรีดนิ้วตัวเอง หยดเลือดสีแดงสดลงพื้นสองสามดวง
หลังจากนั้น หญิงสาวก้มศีรษะลง สวดคาถาอย่างขรึมขลัง
“อวตารแห่งเหล็กและโลหิต สัญลักษณ์แห่งวิบากสงคราม นักบวชผู้ควบคุมสภาพอากาศ สนาร์เนอร์·ไอน์ฮอร์นผู้ยิ่งใหญ่…”
เอโลอีสสวดคาถาจบ โลหิตที่หยดลงบนพื้นก็เริ่มเดือดพล่าน
มันเจริญงอกงามในพริบตา ประหนึ่งกลายเป็นทะเลสาบสีเลือด แล้วจึงก่อตัวเป็นบุคคลในเกราะเหล็กดำชุ่มโลหิต
สูงกว่าหนึ่งเมตรแปด ผมยาวสีแดงเข้ม สวมต่างหูทองคำอลังการหนึ่งคู่ หน้าตาค่อนไปทางสองเพศ ทั้งหล่อเหลาและอ่อนช้อย
นัยน์ตาสีน้ำตาลคล้ำมองมาทางเอโลอีส พลางพยักหน้ารับ
“ทำได้ดีมาก ในศึกครั้งก่อน ตระกูลเราต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไป หากฉกฉวยสิ่งใดได้ก็ควรทำ ยึดโยงกับทุกโอกาสที่จะชดเชยความสูญเสีย แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม”
สนาร์เนอร์·ไอน์ฮอร์นกล่าวจบ ร่างก็วูบหายเข้าไปในช่องทางลึกลับบนโลงทองสัมฤทธิ์
เอโลอีสมองดูฉากตรงหน้า แววตากะพริบระยิบระยับ
ในที่สุดเธอก็ถอนใจ
“อย่างไรเสีย คำสาปของตระกูลเซารอนก็จะยุติลงเพียงเท่านี้…”
……….
ถนนเสื้อนอกขาว บ้านเลขที่ 3 อพาร์ตเมนต์ 601
ฟรังก้าทั้งประหลาดใจทั้งกังวล นำเทวรูปกระดูกขาวของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ กับกระจกเงินโบราณจากใต้ดินออกมา
เธอยังไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมแปลกๆ ของวัตถุสองชิ้นนี้ถือเป็นเรื่องดีหรือร้าย ทางเลือกเดียวคือนำพวกมันออกห่างตัว คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงในภายหลัง แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ
ทันใดนั้น เมื่อผิวกระจกเงินทรงโบราณสะท้อนภาพเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่มันไม่ได้ส่องอยู่ ทั่วทั้งถนนเสื้อนอกขาว ทั่วทั้งย่านที่ถูกพลิกคว่ำ ก็พลันเกิดแรงสะเทือนอันหนักหน่วง
แสงสีเข้มระเบิดออกจากในกระจก ฟรังก้ากับอ็องโตนี·รีดไม่ทันได้ใช้พลังใดๆ ก็ถูกกลืนหายไปแล้ว
เมื่อความมืดมิดจางลง ภายในอพาร์ตเมนต์ 601 ก็เหลือเพียงโต๊ะกาแฟกับโซฟา
ข้างจิตรกรรมฝาผนังที่วาดทิวทัศน์บางส่วนของเขตตลาด ด้านหลังเงาของ ‘จิตรกร’ ผู้กำลังปลาบปลื้ม กระจกเงินโบราณหลุดออกจากโลกภาพวาด ร่วงหล่นแผ่วเบาท่ามกลางความมืดอันเกิดจากเงา ดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเลือนหายไป
…………
ท่ามกลางความรู้สึกร้อนระอุที่ยากจะพรรณนา ท่ามกลางอาการฟ้าหมุนแผ่นดินเคว้ง ลูเมี่ยนกับจินนาร่วงลงมาบนพื้นกระเบื้องหินสีดำอ่อน
ภาพแรกในการมองเห็นของทั้งคู่คือ มหานครตระการตาที่อยู่ไกลออกไป ด้านในเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสีดำไม่สมมาตร รวมถึงอาคารบ้านเรือนสีสันฉูดฉาดหรือแดงจ้าชวนให้แสบตา
เมืองดังกล่าวถูกหมอกจางๆ ปกคลุมผลุบๆ โผล่ๆ ประหนึ่งภาพลวงตาที่พวกโจรสลัดและลูกเรือมักพบเจอเป็นครั้งคราว
บนทุ่งร้างด้านนอกเมืองเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ อสนีบาตระเบิดไม่ขาดสาย ฟ้าร้องกึกก้อง ฝนกระหน่ำเทลงมา ร่างมหึมาสูงกว่าสิบเมตรถูกปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ห้อมล้อมจนดูเลือนราง ยากจะมองเห็น ยากจะจำแนก
‘เขา’ วนเวียนอยู่นอกเมือง เดินไปมาท่ามกลางหมอกควัน เปลวเพลิง ลูกเห็บ สายฟ้า พายุฝน และลมกรด ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
นี่คือกรุงทรีอาร์ยุคที่สี่? ลูเมี่ยนพอจะเดาได้ แต่ก็ไม่กล้าฟันธง เพราะมันแตกต่างจากที่ตนคาดคิดพอสมควร
ทางจินนา สัญชาตญาณสั่งเธอให้หันมามองเด็กหนุ่ม พบว่าอีกฝ่ายกลับคืนรูปลักษณ์เดิมแล้ว ไม่ใหญ่โตผิดปกติ ไม่มีสามเศียรหกกรอีกต่อไป
……………………………………………………..