ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 471 พลิกหงาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 471 พลิกหงาย
ตอนที่ 471 พลิกหงาย
……….
อ็องกูแลมที่กำลังมุ่งหน้าไปยังวิหารนักบุญโรแบร์กับอิมเรและวาเลนไทน์ เพื่อรวบรวมข้อมูลและรับคำสั่ง พลันถูกแสงแดดแยงตา ประหนึ่งอยู่ในความมืดนานเกินไปจนปรับตัวเข้ากับแสงจ้าไม่ได้
ผ่านไปหลายวินาที เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับพวกพ้อง
กรุงทรีอาร์ที่เมื่อครู่ยังเป็นยามดึก พริบตาเดียวกลับกลายเป็นยามบ่ายที่มีแสงแดดจ้า!
สัมผัสถึงความอบอุ่นจากแสงแดด อ็องกูแลมกลับรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว เพราะเชื่อว่าปัญหาได้ปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว หายนะกำลังจะมาเยือน
วินาทีถัดมา พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังระงมไม่ขาดสาย มาจากทางท่าเรือริสต์ ตลาดคนซื่อ สถานีรถไฟซูสิต และลานกองสินค้ากับโกดังใกล้ๆ
เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว แม้จะอยู่ไกลพอควร แต่พวกอ็องกูแลมก็ยังมองเห็นเปลวไฟสีแดงฉานลุกโชน เห็นอาคารหลังต่างๆ ถูกเผา ได้ยินเสียงปืน เสียงปืนใหญ่ และเสียงตะโกน
ทั่วทั้งเขตตลาดตกอยู่ในความโกลาหลทันที
การก่อกบฏที่ค่ายทหารในเขตเอราโต ก็ถือเป็นการกระจายขุมพลังผู้วิเศษในกรุงทรีอาร์เช่นกัน? เพื่อให้การจลาจลที่ซุกซ่อนในเขตตลาดดำเนินไปอย่างราบรื่น? ความวุ่นวายในตอนนี้ กับการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ที่ท่าเรือและโรงงานในช่วงรุ่งสาง ชัดเจนว่าไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน…นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีก! อ็องกูแลมทำหน้าเครียดขรึม เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังจุดที่มีเสียงระเบิดหนาแน่นที่สุดแทน
อิมเรกับวาเลนไทน์ก็ตามไปติดๆ
…………
คาบาเร่ต์ลมเอื่อย ร้านกาแฟชั้นสอง
การ์ดเนอร์·มาร์ตินในชุดเกราะเต็มตัวสีเงินที่สะสมไว้ที่บ้าน กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง ยิ้มมองอ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัวในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลกระดุมสองแถว ออกห่างจากบริเวณนี้ไปเรื่อยๆ พร้อมกับลูกน้อง
ในหัวของบอสใหญ่พรรคซาฟาห์ผู้นี้ สามารถวาดภาพสถานการณ์ ณ ท่าเรือริสต์ ตลาดคนซื่อ และจุดอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน
เขาแสดงพลังซ่อนเร้นของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ในเขตตลาดออกมาหมดเปลือก ด้วยเจตจำนงที่หวังสร้างความวุ่นวายสุดขีดภายในระยะเวลาอันสั้น
ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘หัตถ์โลหิต’ เบลค ผู้รับผิดชอบตลาดคนซื่อ, แว็งซองต์·ลอแรน ประจำที่ท่าเรือริสต์, เพอร์ซิวัลผู้ควบคุมลานกองสินค้า หรือแม้แต่พ่อบ้านฟอสติโนที่แฝงตัวเข้าไปในสถานีรถไฟซูสิต ต่างก็นำกองกำลังคนคลั่งจุดไฟเผา จุดชนวนวัตถุระเบิด ยิงปืนกราดกระสุน ทำลายล้างและสังหารไม่เลือกหน้า
“โชคดีที่พวกเราเตรียมการกันอย่างรอบคอบ ถึงจะถูกบีบจนต้องลงมือก่อนกำหนด ก็ยังดำเนินพิธีกรรมให้สำเร็จลุล่วงได้” การ์ดเนอร์·มาร์ตินหันไปพูดกับ ‘จเร’ โอลเซ่นที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกล
โอลเซ่นที่ดูเหมือนหมีหิวโซ ยังคงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบเล็กไว้กับตัว
โอลเซ่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณไม่ได้ฆ่านางมารนั่นหรือ?”
การ์ดเนอร์·มาร์ตินหัวเราะในคอ
“นางมารที่โง่ขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องฆ่าหรอก เธอทำอะไรพวกเราไม่ได้มากอยู่แล้ว อีกอย่าง ถ้าจะลงมือจริง ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะเชือดเธอได้ในเวลาสั้นๆ …คุณก็รู้นี่ พวกนางมารเอาตัวรอดเก่งจะตาย นั่นอาจทำให้พวกเราเสียจังหวะ”
“ส่วนคนอื่นๆ ที่อาจเป็นปัญหา…ผมส่งอัลบัสไปที่ค่ายทหารในเขตเอราโตแล้ว ส่วนลูเมี่ยน…”
พอพูดถึงลูเมี่ยน รอยยิ้มบนใบหน้าของการ์ดเนอร์·มาร์ตินก็ยิ่งกว้าง
เขาปิดหน้ากากของหมวกเกราะลง แล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง
ใต้แสงแดดอันเจิดจ้า เปลวไฟที่ตลาดคนซื่อได้ย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน โดยมีเสียงตะโกน เสียงร้อง เสียงปืน และเสียงระเบิดดังระงม
การ์ดเนอร์·มาร์ตินเชิดคางเล็กน้อย หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง รอคอยอย่างภาคภูมิใจให้บทละครดำเนินไปถึงจุดสุดยอด
พิธีกรรมกำลังจะเสร็จสมบูรณ์
…………
ในโลกภาพวาด ดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงทางฝั่งทิศตะวันตก ยิ่งนานไปก็ยิ่งดูสมจริง เริ่มซ้อนทับกับภาพลวงตาอันเลือนราง
อาคารทุกหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกัน พ่อค้าแม่ขายรวมถึงคนเดินถนน ไม่นิ่งเฉยไร้อารมณ์อีกต่อไป ต่างคนต่างกรูกันวิ่งหนีอลหม่าน ตามหาที่หลบภัย
ตลาดในภาพวาดใต้ดิน กับตลาดของจริงบนดิน เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย อันหนึ่งกลายเป็นของจริง อีกอันถูกเปลวไฟย้อมจนดูเหมือนภาพวาดสีน้ำมัน ยิ่งนานไปก็ยิ่งดูคล้ายกัน โดยมี ‘ภาพสะท้อน’ ในโลกวิญญาณของทั้งคู่ไขว้กันไปมา
ในชั่วพริบตา พวกมันต่างก็พลิกกลับด้านเหมือนภาพลวงตา ตลาดในโลกภาพวาดมาโผล่บนพื้นดิน ส่งผลให้ตราผนึกในกรุงทรีอาร์หายไปจุดหนึ่งจนขาดความสมบูรณ์ ขณะที่ตลาดจริงกลับกลายเป็นภาพวาดบนผนังถ้ำใต้ดิน เชื่อมต่อกับพื้นผิวด้านล่าง
ในกรุงทรีอาร์บนโลกความจริง ตำแหน่งของคาบาเร่ต์ลมเอื่อยถูกความมืดปกคลุม อำนาจของตราผนึกถูกบั่นทอนจนเหลือน้อยที่สุด
ท่ามกลางความมืดมิด ลูเมี่ยน ยักษ์สามเศียรหกกร ถูกดูดติดอยู่บนประตูลึกลับ ได้ยินเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดหนักหน่วงดังมาจากมัน ขณะเดียวกันก็เห็นประตูเปื้อนเลือดเปื้อนสนิมด้านหลังค่อยๆ เปิดออกทีละนิด เผยให้เห็นช่องว่างที่ดูเหมือนมีเปลวไฟล่องหนกำลังลุกไหม้
บึ้ม!
ทั่วทั้งกรุงทรีอาร์สั่นสะเทือนทันที ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์ บัดนี้กลับดูเหมือนยามโพล้เพล้ เนืองแน่นไปด้วยเมฆที่ดูคล้ายกำลังลุกไหม้
…………
เขตเอราโต ภายในปราสาทหงส์แดง
เคานต์ปุยฟ์ผู้หลับใหล สะดุ้งตื่นจากความฝันอย่างโหวงเหวง
เขามองเห็นแสงตะวันสีคล้ายเลือดแทรกผ่านม่านหนาเข้ามาเล็กน้อย พลางได้ยินเสียงตะโกนโหยหวนบ้าคลั่งแว่วมาข้างหู
ปราสาทโบราณสีเบจที่เต็มไปด้วยรอยเลือดเก่า กำลังสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาอาศัยอยู่ใต้ดิน โดยมันกำลังกอดเสาเอกของปราสาทแล้วเขย่าสุดแรงเกิด
ปุยฟ์สัมผัสถึงการเรียกหา สัมผัสถึงแรงดึงดูดจากส่วนลึกของดวงวิญญาณ จึงรีบพลิกตัวลงจากเตียง วิ่งออกจากห้องนอนไปด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี
เขาดูร้อนรนเป็นพิเศษ จนไม่ทันได้สวมรองเท้าแตะ เพียงเปลี่ยนเป็นชุดคลุมผ้าฝ้ายสีแดงเข้มสำหรับใส่นอน แล้ววิ่งไปตามทางเดิน มุ่งลงสู่บันไดในสภาพเท้าเปล่า ชายเสื้อคลุมปลิวไสว
นับคืนไม่ถ้วนแล้ว ที่เขาหวังจะได้ตื่นมาพบเจออะไรเช่นนี้
มันหมายถึง ในที่สุดเขาก็ถูกยอมรับโดยวิญญาณตกค้างของบรรพชน มันหมายถึง หมุดหมายที่ผู้นำลึกลับของ ‘ลัทธิเร้นลับ’ ทำนายไว้ได้มาถึงแล้ว มันหมายถึง ตระกูลเซารอนมองเห็นความหวังที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง มันหมายถึง ตระกูลเซารอนที่เหลือจะไม่ถูกคำสาปตามรังควานอีกต่อไป สามารถมีชีวิตใหม่ได้เสียที!
เคานต์ปุยฟ์ทราบดี ผลลัพธ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตน แต่เขาก็ไม่ลังเลหรือเสียขวัญแต่อย่างใด
สมาชิกตระกูลเซารอนทุกคนที่เลือกมาอาศัยในปราสาทหงส์แดง รวมถึงพวกที่ไม่ย้ายออกหลังจากโตเป็นผู้ใหญ่ ต่างก็เตรียมใจกับเรื่องนี้ไว้แล้วมิใช่หรือ?
การได้เป็นภาชนะให้บรรพชนคืนชีพ ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ถือเป็นเกียรติยศอันสูงส่งของสมาชิกตระกูลเซารอน!
เคานต์ปุยฟ์เดินลงบันไดไป เข้าสู่คูหาใต้ดิน แล้วเดินไปตามทาง
ในความมืดด้านหลังเขา ชิดกับบันได มีร่างหนึ่งเดินออกมา
เป็นเอโลอีส ผมยาวสีน้ำตาลแดงรวบหางม้า เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดนักล่าสีเบจตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้
สาวน้อยผู้สืบสายเลือดทั้งตระกูลเซารอนและไอน์ฮอร์น จ้องมองแผ่นหลังของลูกพี่ลูกน้อง พลางเดินตามหลังไปอย่างเงียบเชียบ ไม่เร็วไม่ช้า
…………
เขตตลาด ถนนเสื้อนอกขาว บ้านเลขที่ 3 อพาร์ตเมนต์ 601
ฟรังก้ากับอ็องโตนี·รีดต่างก็งุนงงไปชั่วขณะ เมื่อเห็นดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นบนท้องฟ้าทิศตะวันตก
ยามนี้ตีสองกว่าๆ แล้ว ดวงอาทิตย์มาจากไหน?
นี่มันเรื่องบ้าบออะไร?
ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์พิสดารขนาดนี้?
ฟรังก้ากับอ็องโตนีถูกดึงสติกลับมาด้วยเสียงระเบิดกับเสียงปืนภายในเขตตลาด ฝ่ายหลังเริ่มตัวสั่น สัญชาตญาณบอกให้หลบหนี
แต่ก็ยังดีกว่าแต่ก่อน ตัวเขาที่ตัดสินใจปักหลักอยู่ในทรีอาร์ต่อ ฝืนข่มใจตัวเองไว้ได้อย่างเต็มกลืน
ทั้งสองสบตากัน ต่างเห็นความประหลาดใจ ความสงสัย และความกังวลในดวงตาของกันและกัน
“หายนะที่ว่า…มาถึงแล้วหรือ?” อ็องโตนี·รีดถามเสียงเข้ม
ฟรังก้าขมวดคิ้ว
“แต่ในคำทำนายจากศพของบูวาร์ หายนะต้องมาพร้อมกับฝนและน้ำ แต่ตอนนี้…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ พลังวิญญาณก็สัมผัสถึงบางอย่าง จึงหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง
เธอมั่นใจว่าตัวเองเห็นภาพลวงตาซ้อนทับกับตึกฝั่งตรงข้าม แต่เพียงพริบตาเดียว พวกมันก็แยกออกจากกัน
พร้อมกันนั้น ฟรังก้ารู้สึกเวียนหัววูบหนึ่ง คล้ายกับหล่นจากที่สูงอย่างไร้น้ำหนัก ทั้งที่เธอไม่ได้กระตุ้น ‘ร่อนขนนก’ ของนักลอบสังหารด้วยซ้ำ
อ็องโตนี·รีดก็สัมผัสได้คล้ายๆ กัน จึงพูดเสียงขรึมเข้ม
“มันส่งผลต่อทุกคนไม่เลือกหน้าเลยหรือ?”
“สิ่งนี้เกิดจากพิธีกรรม?”
พิธีกรรมที่เปิดฉากหายนะ?
ฟรังก้าเตรียมเสนอให้ออกจากอพาร์ตเมนต์ ย้ายตำแหน่งไปอยู่ใกล้กับวิหารเดอะฟูลที่ท่าเรือลาวีน แล้วค่อยตรวจสอบสถานการณ์ภาพรวม แต่ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่า วัตถุสองชิ้นในกระเป๋าเสื้อมีพฤติกรรมแปลกไป
หญิงสาวได้ข้อสรุปทันทีโดยวิเคราะห์จากตำแหน่งวัตถุ
หนึ่งคือรูปปั้น ‘นางมารต้นกำเนิด’ ขนาดฝ่ามือ ถึงจะมีเสื้อผ้ากั้น แต่ฟรังก้าก็รู้สึกเย็นยะเยือกผิดปกติ
อีกหนึ่งคือกระจกเงินโบราณที่ได้มาจากใต้ดิน คุณสมบัติของมันคือการเชื่อมต่อกับ ‘โลกในกระจก’ บางแห่ง บัดนี้กำลังสั่นระริก ประหนึ่งถูกกระตุ้นด้วยบางสิ่งบางอย่าง หรือไม่ก็กำลังสั่นพ้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน หรือกับสิ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไป
นี่มัน…ฟรังก้าหรี่ตาลง
คำนึงจากการที่พวกมันผิดปกติพร้อมกัน เธอเริ่มสงสัยว่า ในละแวกใกล้เคียงนี้อาจมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับนางมารลำดับสูงอยู่!
…………
ภายในอารามพระหฤทัยที่กลายเป็นดวงอาทิตย์ เสียงร้องของทารกยังคงดังระงมต่อเนื่อง
เสียงนี้ทำให้ใบหน้าของ ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ปรากฏจุดแสงระยิบระยับ ราวกับมีฝูงหนอนแมลงกำลังชอนไชผ่านประตูบนผิวพรรณ ส่วน ‘มิสจัสติส’ ก็เริ่มมีเกล็ดสีเทาอ่อนปกคลุมผิวหนัง จนเธอต้อง ‘ปลอบโยน’ ตัวเอง
แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าจนชวนให้แสบตา ทำเอาอาร์คาน่าใหญ่ทั้งสองต้องหลับตาสนิท โดยเบื้องหน้าพวกเธอคือมิติว่างเปล่าที่ซ้อนกันหลายชั้น กับม่านแสงดาวที่ซ้อนกันหลายชั้นเช่นกัน คอยกั้นความร้อนระอุจาก ‘สถานที่ห่างไกล’ ที่พยายามรุกล้ำเข้ามา
นี่คือเดชานุภาพแห่ง ‘สุริยันเจิดจรัส’!
ถึงแม้เทพแท้จริงองค์นี้จะไม่ได้ละจากโลกดาราลงมายังโลกความจริง แต่ก็ ‘ให้ยืม’ เศษเสี้ยวพลังผ่านทาง ‘มาดามจันทรา’ ผู้ฟูมฟักเทพ ผ่านทางทารกที่เธอเพิ่งให้กำเนิด
เทวานุภาพ!
‘เมจิกเชี่ยน’ กับ ‘จัสติส’ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างยากลำบาก มิได้ออกอาการตื่นตระหนก เนื่องจากพวกเธอมีพวกพ้อง
หลังจากที่พบว่า ‘มาดามจันทรา’ ซ่อนตัวอยู่ในอารามพระหฤทัย พวกเธอก็วางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
…………
บนเรือ ‘โทสะสีคราม’ ที่จอดเทียบในท่าเรือลาวีน ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ในชุดลูกเรือ เรือนผมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนตระหง่านบนหัวเรือ ทันใดนั้นก็เห็นท้องฟ้าสว่างจ้ากะทันหัน เห็นดวงอาทิตย์ลอยอยู่ทางตะวันตก
เขาหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาด้วยความกังวลปนตื่นเต้นเบาๆ
เป็นไพ่ใบหนึ่ง ด้านหน้าวาดภาพจักรพรรดิโรซายล์กำลังชูสองมือ สวมมงกุฎสามชั้น ด้านหลังเป็นสายฟ้า สายลมบ้าคลั่ง และคลื่นยักษ์
ไพ่ ‘ทรราช’!
หนึ่งในไพ่เย้ยเทพที่จักรพรรดิโรซายล์สร้างขึ้น
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์มาถึงทรีอาร์โดยมีเป้าหมายเฉพาะ จึงไม่ได้เข้าร่วมในศึกใด ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันอันเลวร้ายที่สุดนี้!
อาศัยการสื่อสารล่วงหน้า อาศัยตราประทับที่กำหนด อาศัยคำวิงวอนที่ท่องอย่างชำนิชำนาญ อาศัยศักดิ์ของนักบุญเส้นทาง ‘ลูกเรือ’ เขาสามารถใช้ไพ่ ‘ทรราช’ เพื่อ ‘รับ’ พลังของใครบางคนได้ชั่วคราว นำมันมาต่อกรกับดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพบนโลกดารา
ซ่าๆๆ!
ระหว่างที่อัลเจอร์ก้มหน้าสวดวิงวอน ระหว่างที่ไพ่ ‘ทรราช’ เริ่มส่องแสง ท้องฟ้าเหนือกรุงทรีอาร์ก็พลันมืดครึ้ม หยดน้ำนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงสู่พื้นดินท่ามกลางแสงแดด
ฝน
พายุฝน
……………………………………………………..