ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 474 พบปะ
ตอนที่ 474 พบปะ
……….
‘จัสติส’ ในชุดกระโปรงสีขาวเรียบหรู เอียงศีรษะมองไปทาง ‘เมจิกเชี่ยน’ เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
เธอผงกหัวเล็กน้อยพลางกล่าว
“หากพระองค์ไม่เข้ามาแทรกแซง กลับจะผิดปกติเสียมากกว่า คุณเองก็ทราบดีว่าพระองค์ปรารถนาสิ่งใดมากที่สุด”
‘เมจิกเชี่ยน’ ไม่ลังเลอีกต่อไป ถอนหายใจแผ่วเบาด้วยรอยยิ้ม ก้าวเข้าไปในความมืดมิดที่กำลังจะพังทลายลง
‘จัสติส’ ก็เดินตามเข้าไป
เมื่อร่างของทั้งสองหายไป ภายในมหาวิหารนักบุญวีฟ เขตเกาะ กรุงทรีอาร์ ลำแสงพระอาทิตย์ส่องจากพื้นดินสู่ท้องนภา แล้วควบแน่นกลายเป็นดวงอาทิตย์ขนาดย่อม
‘พระอาทิตย์’ ดวงนี้สาดแสงลงไปยังความมืดบริเวณคาบาเร่ต์ลมเอื่อย เผยให้เห็นร่างกึ่งโปร่งแสงของสตรีในชุดคลุมสีขาวปักด้ายทอง ใบหน้างามงดหยดย้อย ท่วมท้นไปด้วยบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ ราวกับไม่เคยและไม่มีวันเปรอะเปื้อนแม้เพียงเศษฝุ่น
เทวทูตผู้พิทักษ์กรุงทรีอาร์ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองอารามพระหฤทัย เพียงเดินผ่านประตูที่เปิดแง้มเข้าไปเลย
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงหวูดไอน้ำดังมาจากมหาวิหารใหญ่ของเทพจักรกลไอน้ำ ทางทิศเหนือของกรุงทรีอาร์
ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ปล่องควันสีดำซึ่งเป็นยอดอาคารปล่อยควันคละคลุ้งพร้อมกับเสียงหวูด
ไอขาวกลุ่มก้อนใหญ่พุ่งทะลักขึ้นสู่ท้องฟ้า บิดเบี้ยวเคี้ยวคดจนกลายเป็นเงาคน
รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา ไว้ผมยาวสีเกาลัด สวมชุดคลุมยาวสีเทากับสบงสีขาวคล้ายพระ
พระองค์คือนักบุญโบโนวา ผู้ปกครองกรุงทรีอาร์ประจำศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำในวาระนี้
เทวทูตองค์นี้มิได้เข้าไปในตราผนึกเหมือนนักบุญวีฟ แต่ลอยค้างอยู่กลางอากาศเพื่อเฝ้าระวังเหตุไม่คาดฝันอื่นที่อาจเกิดขึ้น เช่นการโจมตีของ ‘เทพหายนะ’ แห่ง ‘โรงเรียนกุหลาบ’
ทันใดนั้น พายุลมกระโชกลูกใหญ่เริ่มพัดกระหน่ำ พาเอาเมฆดำ สายฟ้า และสายฝนเข้าไปห้อมล้อมดวงอาทิตย์สีทองเหนืออารามพระหฤทัย
เมื่อปรากฏการณ์คล้ายวันสิ้นโลกอุบัติขึ้น พิธีกรรมที่แต่เดิมก็ขาดเสถียรภาพเพราะถูกรบกวนอยู่แล้ว ในที่สุดก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้อีก ตัวละครจากภาพวาดที่เคยเตร็ดเตร่อยู่บนถนน พร้อมกับอาคารรอบข้าง ล้วนกลายเป็นภาพลวงตาจนมองออกได้ทันที
ฉากเสมือนจริงเริ่มซ้อนทับกับเขตตลาดของจริงอีกครั้ง
ก่อนที่บนล่างจะสลับกัน ก่อนที่พื้นดินกับใต้ดินจะสลับตำแหน่ง ก่อนที่ความมืดในตำแหน่งคาบาเร่ต์ลมเอื่อยจะแตกเป็นเศษกระจก ร่างของใครบางคนพลันปรากฏ
คิ้วตรง นัยน์ตาสีคราม ผมสีเกาลัดยาวถึงเอว สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวติดโบปักลายดอกไม้ คลุมทับด้วยเสื้อนอกกัปตันสีน้ำตาลมีลวดลาย กางเกงขายาวสีขาวครีม รองเท้าบูตหนังสีน้ำตาลเข้ม
ในมือซ้ายของเธอถือวัตถุสีทองคล้ายกาน้ำชาย่อส่วนที่เต็มไปด้วยลวดลายลึกลับ
อย่างเงียบเชียบ ไส้ตะเกียงที่ยื่นออกจาก ‘ปาก’ ของกาน้ำจุดไฟตัวเอง แล้วพ่นแสงสีทองเหนียวข้นราวกับสายน้ำขึ้นไปด้านบน
ภายในลำแสง ร่างสีทองอ่อนบิดเบี้ยวเลือนรางปรากฏขึ้น พร้อมกับเปล่งเสียงดุดันกังวาน
“หากต้องการแก้ปัญหาให้บิดาเจ้า ทางเดียวก็คือ ต้องให้พระองค์รับมลทินในระดับเดียวกันเข้าไปให้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลที่สอดคล้อง…”
สตรีผู้ถือตะเกียงประหลาดเพ่งมองร่างสีทองอ่อนด้วยแววตาลุ่มลึก ทันใดนั้น ร่างกายของเธอกลายเป็นโปร่งใส แตกสลายกลายเป็นสัญลักษณ์และอักขระนับไม่ถ้วน พลิ้วไหวเหมือนสายธาร ไหลผ่านประตูสีดำเหล็กที่ปิดลงด้วยเสียงดังสนั่น ท่ามกลางความมืดที่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
…………
ฟรังก้ากับอ็องโตนี·รีดที่ถูกแสงสีเข้มกลืนหายไป กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง พบว่าตัวเองถูกย้ายมาอยู่ในโพรงเหมืองมืดสลัว
แสงเล็กแสงน้อยส่องลอดมาจากตำแหน่งไกลๆ ในโพรง ช่วยให้พอจะมองเห็นได้บ้าง
บัดซบ! อย่าบอกนะว่าเราเข้ามาในโลกกระจกแปลกๆ นั่นอีกแล้ว? การกลายพันธุ์ของเขตตลาดทำให้เทวรูปของนางมารต้นกำเนิดกับกระจกโบราณนั่นสั่นพ้องกัน ก่อนให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่? ฟรังก้าอดไม่ได้ที่จะสบถในใจ
แบบนี้เรียกว่าอะไร? มันคือหลังคารั่วแล้วดันเจอฝนตอนกลางคืน!
ในฐานะ ‘ผู้ชม’ ทางเลือกแรกของอ็องโตนี·รีดหลังจากตรวจสอบสภาพตัวเองเสร็จ คือกวาดตาสำรวจสภาพแวดล้อม
เขาพบว่าโพรงเหมืองนี้ไม่ใหญ่มาก ซ้ำยังไม่ได้เชื่อมกับอุโมงค์ใด มีแค่ทางตรงไปข้างหน้าเพื่อเข้าหาแหล่งกำเนิดแสง
ฟรังก้าพบว่าที่นี่แตกต่างจากคราวก่อนที่ตนหลงเข้ามา คล้ายกับเดินมาถึงทางตันสักเส้นหนึ่ง แน่นอน ก่อนหน้านี้เธอกับลูเมี่ยนก็ไม่ได้สำรวจโลกในกระจกอย่างละเอียดถี่ถ้วนสักเท่าไร เป็นธรรมดาที่จะไม่รู้จักซอกมุมที่ไม่เคยเดินไป
“ที่นี่คือที่ไหน?” อ็องโตนี·รีดเพิ่งจะเอ่ยถามฟรังก้าที่ดูเหมือนจะมีข้อมูล ก็พลันเห็นร่างหนึ่งโผล่ออกจากช่องว่างผนังหินด้านข้าง
ร่างดังกล่าวขดตัว กอดรัดตัวเองอย่างสั่นเทิ้ม
สวมชุดสีเขียวทหาร ผมสั้นสีบลอนด์อ่อน ไม่ใช่ใครนอกจากอ็องโตนี·รีดเอง!
ประหนึ่งสัมผัสถึงสายตาของอ็องโตนี ร่างดังกล่าวหันมามองทันที นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉาบล้นด้วยความน้อยใจและอาฆาตแค้น
“ตัวคุณในกระจกดูไม่ก้าวร้าวเท่าไรเลยนะ” ฟรังก้ามิได้ประหลาดใจ เพียงชวนคุยอย่างเป็นกันเอง
อ็องโตนี·รีดที่เอาแต่สั่น มลายหายไปในทันที
ฟรังก้าถอนสายตากลับ อธิบายรวบรัดว่าที่นี่คืออะไร แล้วต้องออกไปอย่างไร
เธอลองตรวจสอบสัมภาระติดตัว พบว่ามีเพียงกระจกเงินโบราณที่หายไป ส่วนเทวรูปกระดูกขาวของนางมารต้นกำเนิดยังอยู่ในมือ
ในที่สุด ฟรังก้าเอ่ยปาก
“ตอนนี้ปัญหาคือ ตรงทางออกจะมีสัตว์ประหลาดอันตรายเฝ้าอยู่ คราวก่อนรอดไปได้เพราะใช้ความสามารถพิเศษของชาร์ลเบี่ยงเบนความสนใจ แต่รอบนี้ไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี”
“เราลองหาทางออกอื่นดูก่อน อา…ต้องรีบหน่อยแล้ว การอยู่ในโลกกระจกนานๆ ไม่ใช่เรื่องดี”
“ตกลง” อ็องโตนี·รีดไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย จึงปล่อยให้ฟรังก้าเป็นคนนำ
ทั้งสองมิได้สนใจใบหน้าหรือร่างต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในความมืดสองฝั่ง เพียงก้มหน้าก้มตาเดินไปบนเส้นทางเดียวที่มีอยู่
ยิ่งเดินไป แสงก็ยิ่งมาก การมองเห็นก็ยิ่งกว้าง
เดินไปได้สักพัก ฟรังก้ากับอ็องโตนี·รีดหยุดลงตรงหน้าจุดที่น่าจะเป็นทางออก
ลักษณะคล้ายถ้ำ แต่ถูกปิดกั้นด้วยแสงสว่างบริสุทธิ์
ทั้งสองมองตากันครูหนึ่ง แล้วฟรังก้าก็เริ่มทำนายด้วยกระจกวิเศษเพื่อยืนยันความถูกต้องและอันตรายของทางออกนี้
ทว่า ไม่มีการตอบสนองใดกลับมา
“เฮ้อ…” ฟรังก้าถอนหายใจ หันไปพูดกับอ็องโตนี·รีด “ลองดูก่อนก็ได้ ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็ถอยกลับ ยังไงก็ไม่มีทางอื่นแล้ว”
“อืม” อ็องโตนี·รีดพยักหน้า แล้วกดมือลงบน ‘ประตูแสง’ พร้อมกับฟรังก้า
ร่างของพวกเขาทะลุผ่านเข้าไปทันที
…………
ลูเมี่ยนกับจินนาก้มหน้าก้มตาวิ่งท่ามกลางเสาหินสีเทาที่ตั้งตระหง่านหรือพังทลาย จนกระทั่งมาถึงสุดขอบของพื้นกระเบื้องหินสีดำอ่อน
แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทั้งสอง ยังคงเป็นมหานครสุดอลังการที่ผสมผสานระหว่างสีดำกับสีแดงเลือด ยังคงเป็นร่างคนยักษ์ที่ห้อมล้อมด้วยพายุ ฟ้าแลบ สายฝน ควัน และเปลวไฟ
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ พวกเขามิได้กำลังเผชิญหน้ากับร่างคนยักษ์ รวมถึงสภาพอากาศที่ปั่นป่วน แต่ย้ายมาอยู่ด้านข้างแทน
“พวกเราวิ่งไปทิศตรงข้าม ทำไมถึงวกกลับมาได้อีกล่ะ?” จินนาพึมพำด้วยความฉงน
ลูเมี่ยนเหลียวหลังกลับแล้วตอบ
“ในฐานะ ‘นักล่า’ ผมไม่น่าจะหลงทาง หมายความว่ามิติในบริเวณนี้มีปัญหาเรื่องทิศทาง”
“บางที ไม่ว่าพวกเราจะวิ่งไปทางไหน สุดท้ายก็จะวกกลับมาใกล้ๆ เดิมเสมอ”
เรื่องเดียวที่ช่วยให้โล่งใจคือ ตอนนี้พวกตนอยู่ห่างจากคนยักษ์พอสมควรแล้ว กะเกณฑ์คร่าวๆ ได้ราวสองสามกิโลเมตร
ฟังคำอธิบายของลูเมี่ยนจบ จินนามองไปข้างหน้า
เธอพบว่าด้านนอกของเขตกระเบื้องหินสีดำอ่อน บนทุ่งร้างที่ทอดยาวไปถึงมหานครสุดอลังการนั่น มีเศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีจำนวนมหาศาล นับพันนับหมื่นหรือมากกว่านั้น
ลูเมี่ยนมองฉากดังกล่าวเหมือนกัน แต่กลับคิดถึงสิ่งอื่น
เด็กหนุ่มเพิ่งค้นพบทางลัดในการฟื้นฟูพลังวิญญาณ
ภายในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งอิทธิพลของเทพมารบรรเทาลงมาก เขาสามารถประกอบพิธีกรรมขโมย ‘พร’ เพื่อเลื่อนเป็นลำดับ 6 ‘นักพรต’ แห่งเส้นทางชะตากรรม!
แม้จะสูญเสียสมดุลภายในร่างกาย แต่ลูเมี่ยนจะได้ฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับมาเต็มปรี่อีกครั้งในพริบตา
กล่าวคือ ต้องยอมสังเวยดุลยภาพในปัจจุบันเพื่อแลกกับพลังวิญญาณเต็มถัง
แต่ก่อนจะเริ่มพิธี ลูเมี่ยนต้องยืนยันบางสิ่งให้แน่ใจ
นั่นก็คือ มิสเตอร์ฟูลสามารถจับตาดูสถานที่แห่งนี้ได้หรือไม่
หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าการพึ่งพาเพียง ‘ตราผนึกไร้สติปัญญา’ อาจเปิดโอกาสให้เทอร์มีโพลอสหลบหนีออกมาได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า แก่นแท้ของพิธีกรรมคือการสร้างช่องว่างบนตราผนึก เพื่อดึงพลังชะตากรรมที่สอดคล้องกันออกมา!
ลูเมี่ยนเตรียมจะบอกให้จินนาช่วยเฝ้าระวังรอบๆ ก็พลันเห็นใครบางคนโผล่ออกจากเศษกระจกชิ้นหนึ่งบนทุ่งร้าง
เขากับจินนาพลันเบิกตากว้าง สัญชาตญาณสั่งให้หลบหลังเสาหินสีเทาต้นข้างๆ ซึ่งมีกองหินพังถล่มลงมาบางส่วน
พริบตาเดียว ร่างของบุคคลดังกล่าวก็ดูสมจริง สูงราวหนึ่งเมตรเจ็ด
ลูเมี่ยนชะโงกไปมองครู่หนึ่งแล้วหดศีรษะกลับ
เขารู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายพอสมควร
ผ่านไปไม่นาน เด็กหนุ่มได้ยินเสียงที่ยิ่งคุ้นเคย ดังมาจากตำแหน่งที่ไกลออกไปจากร่างดังกล่าวเล็กน้อย เยื้องกันเล็กน้อย
“ถือว่าไม่ช้าเลย”
นี่มัน…การ์ดเนอร์·มาร์ติน! เขาก็มาด้วย? ลูเมี่ยนยิ่งไม่กล้าชะโงกหน้าไปมอง
เด็กหนุ่มระลึกได้ทันทีว่าชายในชุดคลุมคนนั้นเป็นใคร
บุคคลที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินเคยนัดพบ สมาชิกพรรคเผาถ่านที่ฟรังก้าเคยสะกดรอยตามไป!
พรรคเผาถ่านควรจะก่อความวุ่นวายอยู่บนดินไม่ใช่หรือ? ลูเมี่ยนรำพันอย่างฉงนใจ
ขณะเดียวกัน จินนาหยิบกระจกออกมา ส่งภาษากายถามว่าอยากได้ความช่วยเหลือหรือไม่?
เธอสามารถใช้เวทมนตร์กระจกง่ายๆ เพื่อสะท้อนภาพจากกระจกบานใดก็ได้ในรัศมีรอบตัว ให้ปรากฏบนกระจกบานที่กำหนด
และตอนนี้ก็มีเศษกระจกนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายอยู่บนทุ่งร้าง
ลูเมี่ยนส่ายศีรษะเชื่องช้า ขยับปากพูดไร้เสียงว่า ‘รอก่อน’
ไว้ค่อยทำในช่วงเวลาสำคัญ ปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องเสี่ยง
จากนั้น เสียงที่ฟังดูค่อนข้างอบอุ่น ตอบกลับคำพูดของการ์ดเนอร์·มาร์ติน
“ประธานของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กอยู่ไหนล่ะ?”
“แน่นอนว่าไปที่นั่นแล้ว” การ์ดเนอร์·มาร์ตินตอบยิ้มๆ “นั่นเป็นเวทีของคนใหญ่คนโต พวกเราก็มีภารกิจของเราเอง”
เขาเว้นวรรคแล้วพูดต่อ
“ทำไมคุณยังสวมเสื้อคลุมอยู่อีกล่ะ? หรือข้างในเป็นคนอื่นไปแล้ว?”
“ขี้ระแวงไม่เปลี่ยนเลยนะ” เสียงทุ้มต่ำตัดพ้อ
ลูเมี่ยนกับจินนาได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีดังตามมาทันที
เด็กหนุ่มรีบขยิบตาส่งสัญญาณให้จินนา
จินนาเข้าใจโดยไม่ต้องบอก พลางใช้มือลูบกระจก ริมฝีปากสวดคาถาโดยไม่เปล่งเสียง
ผิวน้ำเริ่มกระเพื่อมบนกระจก สะท้อนร่างของบุคคลหนึ่ง
คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุม แต่นำฮู้ดลง ผมหนาหยักศกเล็กๆ นัยน์ตาคมวาวราวกับเหยี่ยว หนวดเคราตัดแต่งเรียบร้อย จมูกมีตุ่มนูนตรงกลางดั้ง
นี่มัน…ลูเมี่ยนจำจดอีกฝ่ายได้
ฟิลิป!
นายพลฟิลิปที่ตายไปแล้ว!
……………………………………………………..