ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 475 นักวางแผน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 475 นักวางแผน
ตอนที่ 475 นักวางแผน
เมื่อลูเมี่ยนได้ทราบว่าชายในชุดคลุมดำคือฟิลิปผู้ล่วงลับ ก็ราวกับมีสายฟ้าแล่นผ่านสมอง ช่วยขับไล่เงามืดออกไปจนเกือบหมด
เด็กหนุ่มเชื่อมโยงหลายสิ่งเข้าด้วยกัน ไตร่ตรองใหม่เกี่ยวกับรายละเอียดบางจุดที่เคยมองว่ามันฝืดฝืน
ก่อนหน้านี้ลูเมี่ยนเคยถามการ์ดเนอร์·มาร์ตินว่า เหตุใดถึงสนับสนุนฮิวจ์·อาร์ทัวส์ที่เป็นกระบอกเสียงให้เทพมารหลายองค์ ตอนนั้นการ์ดเนอร์·มาร์ตินให้คำตอบว่า เขาทราบดีว่าฮิวจ์·อาร์ทัวส์เป็นคนแบบไหน มีกลุ่มอิทธิพลใดคอยหนุนหลังอยู่ แต่ที่สนับสนุนให้เป็นสส. ก็เพราะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะนำพาหายนะมาสู่เขตตลาดได้มากมาย ผลักดันชาวเมืองและกรรมการให้เข้าร่วมกับฝ่ายค้าน เข้าร่วมกับชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก เพื่อเป็นรากฐานสำหรับโค่นล้มรัฐบาลในอนาคต
ก่อนวันนี้ ลูเมี่ยนคิดตามประโยคข้างต้นแล้วก็มองว่าสมเหตุสมผล ต่อให้การ์ดเนอร์·มาร์ตินพูดไม่ครบ บางส่วนที่เล่ามาก็ต้องมีความจริงปะปนอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าคำพูดพวกนั้นจะเป็นเท็จไปแล้วเก้าส่วน!
ฮิวจ์·อาร์ทัวร์ถูกนายพลฟิลิปผู้ล่วงลับคัดสรรมากับมือ ปลุกปั้นผลักดันจนได้เข้าสู่เวทีการเมือง ส่วนการ์ดเนอร์·มาร์ตินก็ดูจะร่วมมือกับนายพลฟิลิปมาเนิ่นนานแล้ว ดังนั้น ฝ่ายหลังมิได้ ‘เพิ่งเห็นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากฮิวจ์·อาร์ทัวส์’ แต่มีส่วนร่วมในการวางแผนด้วยกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว!
ในทำนองเดียวกัน การที่นายพลฟิลิปผู้ล่วงลับ แสร้งทำเป็นตายเพื่อหลุดพ้นจากโชคชะตาเดิม ทั้งยังใช้องค์กรการกุศล ‘นักล่าฝัน’ คอยให้ทุนสนับสนุน ‘จิตรกร’ รวมถึงเหล่าผู้รับพรจากเทพมาร โดยอีกด้านหนึ่งก็เข้าร่วมพรรคเผาถ่าน พยายามปลุกปั่นให้เกิดจลาจลและกบฏ ประเด็นเหล่านี้ลูเมี่ยนไม่แปลกใจสักเท่าใด ทว่า การที่ ‘ผู้ล่วงลับ’ รายนี้เป็นคนประสานงานกับการ์ดเนอร์·มาร์ตินและชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กโดยตรง มันชวนให้ต้องกลับมาไตร่ตรองรายละเอียดในหลายจุด
ย้อนกลับไปตอนที่พิธีกรรม ‘หอพัก’ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ลูเมี่ยนเข้าใจกระจ่างแจ้งเกือบทุกแง่มุม เพียงแต่รู้สึกว่าคำอธิบายในบางจุดยังดูฝืดฝืนเกินไป เช่น ในเมื่อไมป์·ไมเออร์โกรธจนออกจากสมาคมเสียวซ่าน กลับมายังเขตตลาดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แล้วเขาติดต่อกับ ‘จิตรกร’ หรือเหล่าผู้รับพรจากเทพมารที่วางแผนพิธีกรรม ‘หอพัก’ ผ่านช่องทางใด?
อาจอธิบายได้ว่า ตอนที่ซูซานน่ายังไม่ตาย ยังเป็นนักบวชใหญ่ของสมาคมเสียวซ่าน เธอเริ่มติดต่อกับนิกายเทพมารอื่นๆ บ้างแล้ว ไมป์·ไมเออร์ผู้เป็นคนรักและสมาชิกแกนนำของสมาคมฯ ก็ควรต้องมีทรัพยากรอยู่ในมือไม่มากก็น้อย แต่ถ้าลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มันยังก็อดรู้สึกติดขัดไม่ได้ — ตัวไมป์·ไมเออร์มีความสัมพันธ์อันดีกับสาวกเทพมารคนอื่นสักแค่ไหนกันเชียว? เวลาเจอปัญหาแล้วอยากพิสูจน์ตัวเอง ก็ติดต่อไปขอความช่วยเหลือได้ทันทีเลยหรือ?
แม้ว่าไมป์·ไมเออร์จะทราบว่าในตัวลูเมี่ยนมีเทวทูตผนึกอยู่ แต่ด้วยองค์ความรู้ของเขา นอกเหนือจากการสังเวยบูชายัญ ก็คงไม่มีปัญญาตรึกตรองได้เองว่าควรใช้ข่าวกรองนี้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่า มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายจะประทานวิวรณ์แก่เขาโดยตรง แต่ ‘ผู้ถือเกียรติ’ ที่ได้รับการดลใจจากเทพ เป็นไปได้ด้วยหรือที่จะไม่โอ้อวด? เช่นนั้นแล้ว เหตุใดยังถูกเหล่าสมาชิกแกนนำของสมาคมเสียวซ่านกีดกันอยู่อีก?
หลังจากใส่ตัวแปรที่ว่า ‘การ์ดเนอร์·มาร์ตินมีสายสัมพันธ์อันดีกับนายพลฟิลิปมานาน’ ลูเมี่ยนพบว่าสมการในใจตนเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้น
หลังเกิดหายนะ ‘พฤกษาเงา’ การ์ดเนอร์·มาร์ตินทำทีเป็นบอกให้ลูเมี่ยนกับฟรังก้า รวมถึงลูกน้องในเขตตลาด ลงมือสืบสวนหาสาเหตุการตายของฮิวจ์·อาร์ทัวส์ แต่เบื้องหลังจะต้องแอบสอบถามไปยังนายพลฟิลิปแน่นอนว่า สมาคมเสียวซ่านทำอะไรลงไป ผิดพลาดตรงไหน เจอตออะไรเข้า
ในสถานการณ์ดังกล่าว เป็นธรรมดาที่ไมป์·ไมเออร์ผู้อยากกลับมายังเขตตลาด จะเป็นฝ่ายติดต่อไปหานายพลฟิลิปที่กำลังรอฟังความจริงอยู่พอดี จึงเกิดการให้ข้อมูลขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การ์ดเนอร์·มาร์ตินรู้มาตลอดว่าในตัวลูเมี่ยนมีสิ่งใดถูกผนึกอยู่
พิธีกรรม ‘หอพัก’ อาจเป็นสิ่งที่เขา นายพลฟิลิป และ ‘จิตรกร’ ร่วมกันวางแผนด้วยซ้ำ
คนหนึ่งใฝ่ฝันถึงทรีอาร์ยุคที่สี่มานาน ล่วงรู้ความลับและศาสตร์เร้นลับที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง เข้าใจการทำงานของผนึก รวมถึงสิ่งที่เคยรั่วไหลออกมา — คาบาเร่ต์ลมเอื่อยตั้งอยู่ในอาคารที่เป็นทรัพย์สินของพรรคซาฟาห์ ส่วนบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาด ก็เป็นสถานที่สำหรับ ‘รับน้อง’ ของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก
อีกคนเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโชคชะตา อีกทั้งยังคอยเชื่อมนิกายเทพมารต่างๆ เข้าด้วยกันผ่านองค์กรการกุศล ‘นักล่าฝัน’ ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจกว้างขวางไม่แพ้กัน
การที่ข้างกายฮิวจ์·อาร์ทัวส์มีบอดี้การ์ดเป็นสาวกเทพมารหลายคน มิใช่เพราะเขามีเครือข่ายกว้างขวาง สามารถติดต่อพวกตัวปัญหาได้ง่าย แล้วก็ไม่ได้นิสัย ‘เปิดกว้าง’ ที่สามารถโน้มน้าวใจคนอย่างที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อ เพียงแต่ ‘ลูกพี่ใหญ่’ ที่คอยดันหลังเขาอย่างนายพลฟิลิป ผู้เคยผ่านการบัญชาการศึกใหญ่ หวังที่จะให้สาวกของเทพมารองค์ต่างๆ ร่วมมือกันมานานแล้ว เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของตน
ลูเมี่ยนสงสัยว่า ที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินอนุญาตให้ตนเข้าร่วมชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กอย่างเป็นทางการหลังผ่านการทดสอบ มิใช่เพราะเริ่มให้ความไว้วางใจตน แต่เป็นเพราะทางนั้นมีข้อสรุปเกี่ยวกับแผน ‘หอพัก’ ออกมาแล้ว จึงอยากเก็บเป้าหมายเอาไว้ใกล้กับขนตา คอยกดดันหรือใช้ประโยชน์ในทุกด้าน
หากไม่มีการแทรกแซงจากชุมนุมทาโรต์ และพิธีกรรมไม่ถูกเร่งเวลา ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่จะพาลูเมี่ยนเข้าสู่โลกแห่งภาพวาดแล้วเริ่มพิธีกรรม ก็คงเป็นตัวการ์ดเนอร์·มาร์ตินเอง หรือไม่ก็ครึ่งเทพบางตนในชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก!
เพียงพริบตา ความคิดของลูเมี่ยนก็เริ่มกระจ่าง
ทุกความเคลื่อนไหวของการ์ดเนอร์·มาร์ตินหลังเหตุการณ์ ‘พฤกษาเงา’ ล้วนแล้วแต่ทำไปเพื่อ ‘พิธีกรรมหอพัก’ ทั้งสิ้น!
สมแล้วที่ยังเป็นหรือเคยเป็น ‘นักวางแผน’…ลูเมี่ยนถอนใจด้วยความชื่นชมจากก้นบึ้ง
แน่นอน การ์ดเนอร์·มาร์ตินไม่ทราบเรื่องที่ลูเมี่ยนครอบครองออร่าของจักรพรรดิโลหิตอลิสต้า·ทูดอร์ อย่างมากก็แค่ระแคะระคาย แต่เดาแก่นสารของปัญหาไม่ได้ ทว่า ลำพังเรื่องที่ในตัวลูเมี่ยน·ลีมีเทวทูตผนึกอยู่ ก็ไม่ต่างอะไรกับตัวปัญหาเดินได้แล้ว ไปที่ใดก็จะดึงดูดความผิดปกติไม่ขาดสาย
สำหรับคำถามที่ว่า การ์ดเนอร์·มาร์ตินทราบหรือไม่ ว่าตนกับฟรังก้ามีองค์กรอื่นหนุนหลังอยู่ ลูเมี่ยนเชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด — แม้แต่ไมป์·ไมเออร์ก็ไม่ล่วงรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะไม่ได้เข้าร่วมพิธีกรรม ‘พฤกษาเงา’ ด้วยตัวเอง
ขณะที่ลูเมี่ยนส่งสัญญาณบอกให้จินนายกเลิกเวทมนตร์กระจก เพื่อป้องกันมิให้การ์ดเนอร์·มาร์ตินกับนายพลฟิลิปไหวตัวทัน เด็กหนุ่มก็พลันผุดข้อสงสัยใหม่
“ถ้าเราไม่ได้มายังกรุงทรีอาร์ ไม่ได้เข้าพักในโรงแรมระกาทอง ไม่ได้เตะตา ‘มารพฤกษาเสื่อมทราม’ อย่างซูซานน่า·มาติสเข้า แผนการเดิมของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กกับพวกนิกายเทพมารคืออะไร? จะลัดผ่านผนึกแล้วเปิดประตูเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่ได้อย่างไร?”
เมื่อคำถามหลังผุดขึ้น ลูเมี่ยนก็นึกบางอย่างออก
การ์ดเนอร์·มาร์ตินเคยสั่งให้ขบวนลักลอบของ ‘มุสิก’ คริสโต แอบนำสิ่งของชิ้นหนึ่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินเข้าไปในกรุงทรีอาร์ โดยวัตถุดังกล่าวบังเอิญกระตุ้นให้ ‘โลกในกระจก’ ที่หลับใหลอยู่ใต้ดินตื่นขึ้นมา และในภายหลัง เมื่อฟรังก้าสะกดรอยตามคนของพรรคเผาถ่านในชุดคลุมสีดำ หรือก็คือนายพลฟิลิปที่แกล้งตาย เธอก็สัมผัสถึงวัตถุชิ้นดังกล่าวได้…
และบัดนี้ นายพลฟิลิปก็เข้ามาที่นี่ด้วยเช่นกัน ดินแดนซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นทรีอาร์ยุคที่สี่!
“พวกเขาเตรียมการไว้มากมาย รวมถึงการจลาจลครั้งใหญ่ ก็เพราะหวังจะใช้ประโยชน์จากวัตถุชิ้นดังกล่าว? อาศัยความเชื่อมโยงของมันกับกระจกเงาบนทุ่งร้างภายในนี้ อาศัยข้อเท็จจริงที่ใต้คาบาเร่ต์ลมเอื่อยเคยเป็นจุดรั่วของผนึก เพื่อแอบลักลอบเข้ามา? แต่ในภายหลัง พวกเขามีทางเลือกที่ดีกว่าคือเรา…”
“บัดซบ! เหตุผลในการสนับสนุนฮิวจ์·อาร์ทัวส์ที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินเคยอธิบายกับเรา พอมาคิดดูมันก็จริงเกือบทั้งหมด! เขาอยากให้อีกฝ่ายช่วยปลุกเร้าความโกรธแค้นในเขตตลาดจริง แต่มิใช่เพื่อโค่นล้มรัฐบาล หากแต่เพื่อให้บรรลุพิธีกรรม!”
“ฮะๆ ด้านหนึ่งแอบดันคนเลวขึ้นมามีอำนาจ อีกด้านก็แสร้งทำตัวเป็นผู้นำขบวนการต่อต้าน ต้นตอความชั่วช้าก็คือเขา ฉากหน้าคนดีก็คือเขา…เค้นเอาคุณค่าของประชาชนทุกคนในเขตตลาดจนหยดสุดท้ายเลยนะ…” เป็นอีกครั้งที่ลูเมี่ยนได้เรียนรู้การเป็น ‘นักวางแผน’ ผ่านการ์ดเนอร์·มาร์ติน
ขณะเดียวกัน จินนาเข้าใจความหมายของภาษากายลูเมี่ยน จึงหยุดเวทมนตร์กระจก
เธอได้ยินเสียงหัวเราะของการ์ดเนอร์·มาร์ตินดังตามมาทันที
“เป็นคุณจริงๆ ฟิลิป…เราไปทรีอาร์ยุคที่สี่กันเถอะ”
ฟิลิป…ในตอนที่บุกรุกบ้านภรรยาหม้ายก่อนหน้านี้ จินนาอยู่ในสถานะซ่อนตัว จึงมองรูปถ่ายของนายพลฟิลิปได้ไม่ชัดเจนนัก เธอจึงเพิ่งนึกออกว่าชายสวมชุดคลุมที่ฟรังก้าเคยสะกดรอยตามไป แท้จริงแล้วคือนายพลฟิลิปที่แกล้งตาย
เสียงทุ้มกังวานของฟิลิปดังขึ้น
“ไม่ไปตามหาลูเมี่ยน·ลีก่อนหรือ? หากเขายอมเป็นลูกน้องที่จงรักภักดีต่อคุณ เข้าร่วมทีมของคุณ พิธีกรรมของคุณก็จะลุล่วงทันที เหลือเพียงดื่มโอสถแล้วก้าวไปเป็นครึ่งเทพ”
“ผมเองก็เสียใจ ในตัวเขามีเทวทูตผนึกอยู่ หนึ่งคนสามารถต่อกรกับหนึ่งทีมได้สบายมาก ผมให้โอกาสเขาหลายครั้งแล้ว แต่ทางนั้นกลับไม่เคยรู้จักความภักดี ตอนนี้ผมมีทางเลือกอื่นแล้ว ปล่อยให้เขาค่อยๆ ตายไปเองในทรีอาร์ยุคที่สี่เถอะ” การ์ดเนอร์·มาร์ตินกล่าวพลางถอนหายใจ
มีเทวทูตผนึกอยู่? จินนาเบิกตากว้าง มองไปทางลูเมี่ยน
ส่วนลูเมี่ยนเพียงยิ้มมุมปาก สำรอกคำที่อยากพูดกับการ์ดเนอร์·มาร์ตินภายในใจ
ใครมันจะไปโง่หลงเชื่อคนแบบแก!
แอบวางกลอุบายอันแสนเย็นชาไว้แต่แรก หวังหลอกใช้เราจนถึงที่สุด แล้วจะมาพูดเรื่องความภักดี ความเสียใจ?
พอดีกับตอนที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินกับนายพลฟิลิปหันกาย เตรียมเดินไปทางมหานครสุดอลังการนั่น ร่างของสองบุคคลก็โผล่ออกจากกระจกบนทุ่งร้างในบริเวณใกล้เคียง
ทั้งสองคือ ฟรังก้าในเสื้อเชิ้ตสตรี กางเกงขายาวสีครีม เสื้อนอกสีน้ำตาลเข้ม สวมรองเท้าบูตหนังสีดำ กับอ็องโตนี·รีดที่แต่งกายด้วยชุดสีเขียวทหารหัวจรดเท้า
ฟรังก้ากวาดสายตาไปรอบตัว เห็นการ์ดเนอร์·มาร์ตินในชุดเกราะเต็มยศสีเงิน หน้ากากหมวกเหล็กถูกเปิดขึ้น
ส่วนอ็องโตนี·รีดกำลังตรึงสายตาอยู่กับใบหน้าของนายพลฟิลิป ซึ่งมีตุ่มนูนเม็ดใหญ่อยู่กลางจมูก
สายตาแปดคู่มองสบกัน กระแสเวลาเหมือนถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ
…………
ร่างของเคานต์ปุยฟ์ปรากฏขึ้น ณ ชายขอบทุ่งร้าง ใกล้กับอาณาเขตของกระเบื้องหินสีดำอ่อน
เขามองไปทางร่างคนยักษ์ที่สูงหลายสิบเมตร ซึ่งกำลังถูกพายุ สายฟ้า เปลวไฟ และควันห้อมล้อม ใบหน้าเคานต์ปุยฟ์ฉาบล้นไปด้วยความคลั่งไคล้ของผู้เสียสละ พลางวิ่งปรี่เข้าไป
ยักษ์ตนดังกล่าวคือฟอม็องดา·เซารอน ผู้ลงมายังใต้ดินแล้วคลุ้มคลั่ง
ครั้งหนึ่งเคยเป็นเทวทูตผู้น่าเกรงขาม เป็น ‘ผู้พิชิต’ ที่ใกล้เอื้อมถึงบัลลังก์แห่งเทพ!
……………………………………………………..