ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 477 ก่อโรคประสาท
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 477 ก่อโรคประสาท
ตอนที่ 477 ก่อโรคประสาท
…………….
ลูเมี่ยนรู้สึกประหลาดใจเพียงชั่วครู่ แล้วก็เริ่มคาดเดาได้
ในเมื่อนายพลฟิลิปดูเหมือนจะเข้ามาในนี้โดยพึ่งพาวัตถุวิเศษที่สามารถกระตุ้นให้ ‘โลกในกระจก’ ใต้ดินลืมตาตื่น ฟรังก้าที่ถือกระจกเงินโบราณซึ่งมีคุณสมบัติเดียวกัน ก็ควรทำได้เช่นกัน
สำหรับคำถามที่ว่า มันเป็นไปได้ด้วยหรือ มีหลักการเบื้องหลังอย่างไร บัดนี้มิได้สลักสำคัญเลยสักนิด ไว้จัดการกับการ์ดเนอร์·มาร์ตินและนายพลฟิลิปได้แล้ว หรือหลบหนีจากพวกเขาได้สำเร็จ ค่อยมาพิจารณาเรื่องนั้นกันก็ยังไม่สาย — เพราะมันอาจเป็นกุญแจสำคัญในการออกจากสถานที่แห่งนี้
ณ ขอบทุ่งร้าง หลังจากการ์ดเนอร์·มาร์ตินสร้างพายุระเบิดชุดใหญ่ เขากลับยังไม่สามารถบีบให้ฟรังก้าออกจากสถานะล่องหนได้
บัดนี้คนรักเก่าของเขาย้ายตำแหน่งไปที่ใดก็ไม่อาจทราบได้แล้ว
ในฐานะนางมารสุขสม อาศัยพลังของ ‘นักลอบสังหาร’ เธอสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ทิ้งรอยเท้า แถมยังกลบกลิ่นกับพลังวิญญาณได้มิดชิด ทำให้ยากแก่การตามหาตัว ถือเป็นพลังที่แก้ทาง ‘นักล่า’ ที่ช่ำชองการรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อมได้ชะงักงัน
การ์ดเนอร์·มาร์ติน หุ้มกายด้วยชุดเกราะสีเงินวาวเต็มยศ ก็เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เขาคุ้นเคยกับจุดเด่นและพลังของเส้นทาง ‘นางมาร’ เป็นอย่างดี ทราบว่าหลังจากเลื่อนลำดับเป็น ‘สุขสม’ แล้ว ฟรังก้าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกลางอย่างเลือด เส้นผม เล็บ หรือวัตถุอื่นเพื่อสาปแช่ง สามารถสร้างผลลัพธ์แบบเดียวกันได้โดยการสะท้อนภาพเหยื่อลงบนกระจก แล้วฉาบทับด้วยเพลิงทมิฬ ดังนั้น เขาไม่อาจยืนนิ่งให้ตกเป็นเป้า ต้องทำให้มั่นใจว่าภาพของตนจะไม่ถูกกระจกสะท้อนนานเกินสามวินาที
ขณะเคลื่อนไหวไวว่อง การ์ดเนอร์·มาร์ตินเหล่มองไปยังทิศทางของฟิลิปกับนักค้าข่าวอ็องโตนี แลเห็นว่าฝ่ายหลังล้มลงไปนอนกับพื้นแล้ว กอดศีรษะตัวเองด้วยร่างกายสั่นเทา คอย ‘ปลอบโยน’ ตัวเองเป็นระยะ ละทิ้งการต่อต้านโดยสิ้นเชิง ส่วนฝ่ายแรกกระพือชุดคลุมสีดำแผ่วเบา อีกาสีแดงเข้มจนเกือบขาวตัวแล้วตัวเล่าทยอยปรากฏขึ้นรอบกาย ประหนึ่งเตรียมประกอบพิธีสังเวยสุดยิ่งใหญ่
เห็นภาพดังกล่าว การ์ดเนอร์·มาร์ตินเลิกสนใจการต่อสู้อีกทางหนึ่ง แล้วยกมือขวาขึ้นมาดึงหน้ากากลง
เพียงพริบตาเดียว ดาบยักษ์ใบกว้างที่ควบแน่นจากแสงสว่างก็ปรากฏอยู่บนมือเขา แสงยามเช้าอันศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์พลันปกคลุมทุกซอกมุมในรัศมีสิบกว่าเมตรรอบตัว สลายภาพลวงตา ขับไล่เงามืด พร้อมกับเผยร่างฟรังก้าที่มัดผมหางม้า อยู่ถัดจากเขาไปด้านหลังเยื้องข้างห่างสิบกว่าเมตร
นี่คือพลังของลำดับ 6 ‘อัศวินรุ่งอรุณ’ แห่งเส้นทาง ‘นักรบ’
มันมาจากชุดเกราะสีเงินที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินกำลังสวม
ชุดเกราะตัวนี้คือสมบัติปิดผนึกที่มีหมายเลขทางการ การ์ดเนอร์·มาร์ตินได้มันมาเมื่อหลายปีก่อน ในปฏิบัติการที่เขาสังหาร ‘ผู้ชำระ’ ของสุริยันเจิดจรัสไปสองคนแล้วรื้อค้นตัวศพ
“หมายเลข: 247”
“ชื่อ: ชุดเกราะอหังการ”
“ระดับอันตราย: 2 อันตราย ใช้งานแต่พอดีและไม่ประมาท อนุญาตให้ใช้เฉพาะปฏิบัติการสามบุคคลขึ้นไป หรือสังฆานุกรและบิชอปของมุขมณฑลขึ้นไปเท่านั้น”
“ลำดับชั้นความลับ: สมาชิกทางการของ ‘ผู้ชำระ’ หรือสูงกว่า”
“วิธีผนึก: เก็บไว้ในห้องมืด เลือกมนุษย์ที่แข็งแรงมาคอยเฝ้ายาม สลับกะทุกสามชั่วโมง”
“คำอธิบาย: ในช่วงท้ายของสงครามระหว่างอาณาจักรโลเอ็นกับจักรวรรดิฟุซัค อุกกาบาตนับไม่ถ้วนตกลงมาจากฟากฟ้า สร้างความวินาศสันตะโรเป็นวงกว้าง”
“ชุดเกราะตัวนี้ถูกพบในซากตึกที่หลังคาถูกทำลาย ตัวอาคารตั้งอยู่ในชานเมืองท่าเรือเลอซาลย์ มนุษย์ด้านในถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด”
“จากการทดลอง พบว่าผู้สวมจะได้รับพละกำลังของคนยักษ์ และสามารถปกคลุมรัศมี 48 เมตรรอบตัวด้วยแสงรุ่งอรุณศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์ขจัดภาพลวงตา ขับไล่เงามืดพร้อมกับลบสถานะพรางตัว อีกทั้งยังมีผลกับวิญญาณอาฆาตและเงาดำ บั่นทอนขีดความสามารถของพวกมัน หรือแม้กระทั่งทำให้วิญญาณมารอ่อนแอลง”
“ขีดความสามารถในการป้องกันค่อนข้างดี สามารถชำรุดเสียหาย แต่จะค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเอง ขึ้นอยู่กับอัตราความเสียหาย เร็วสุดครึ่งชั่วโมง นานสุดหนึ่งวัน รายละเอียดจำเพาะสามารถอ่านได้ในภาคผนวก 2”
“มันยังช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเสกดาบใหญ่สองมือที่หนัก ทนทาน และคมกริบ ทุกการโจมตีมาพร้อมกับผลชำระล้าง การจงใจทำลายดาบที่ควบแน่นจากแสงเล่มนี้ จะสร้าง ‘พายุแสง’ อันน่าพรั่นพรึงที่สามารถทำลายกายเนื้อมนุษย์ กวาดล้างวิญญาณอาฆาต และทำร้ายวิญญาณมาร”
“ขีดความสามารถด้านการต่อสู้ของผู้สวมจะถูกยกระดับขึ้นมาก แต่จะกลายเป็นคนหยิ่งยโสมากกว่าเมื่อก่อน เกลียดชังคนที่ยืนอยู่ด้านหลังตัวเองอย่างสุดโต่ง รวมถึงพวกที่ซ่อนตัวในความมืด หรืออยู่ในสถานะอำพราง”
“ภายในรัศมี 50 เมตร มันจะสังหารมนุษย์ทุกคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเพียงพอแบบไม่เลือกหน้า หรือหากผู้สวมใส่อ่อนแอลง ก็จะถูกมันโจมตีเช่นกัน”
“เกณฑ์การตัดสินว่าร่างกายแข็งแรงหรือไม่ มิอาจระบุเป็นค่าตายตัวได้ เพราะบางครั้งก็สูงลิบ บางครั้งก็ต่ำลงมา การศึกษาเบื้องต้นระบุว่า ปัจจัยอาจขึ้นอยู่กับสภาพของเกราะและสภาพแวดล้อมโดยรอบ มนุษย์ส่วนใหญ่ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือพึ่งพาโอสถเพื่อยกระดับสมรรถภาพร่างกาย จะผ่านเกณฑ์การตัดสิน ไม่ถูกมันโจมตี มีข้อยกเว้นเพียงไม่กี่กรณี หนึ่งในนั้นถูกพิสูจน์ในภายหลังว่ามีโรคภัยซ่อนเร้นที่ค่อนข้างร้ายแรง หรือบางคนก็ปล่อยตัวปล่อยใจเกินพอดีในช่วงสองวันก่อนหน้า”
“ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การยืนอยู่ด้านหลังชุดเกราะตัวนี้ ต้องระวังการถูกโจมตี แต่ก็มิได้เกิดขึ้นเสมอไป”
“ในทำนองเดียวกัน ผู้สวมใส่ที่ใช้สมบัติวิเศษ ก็จะถูกมันโจมตีเช่นกัน จากการทดลอง เมื่อเผชิญกับวัตถุในเส้นทาง ‘รัตติกาล’ และ ‘ธรณี’ จะมีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด”
“หลังจากเริ่มสวมเกราะไปได้สักพัก ผู้สวมจะถูกทรยศในระดับที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะยังสวมใส่มันหรือไม่ก็ตาม”
“ในยามราตรี ชุดเกราะตัวนี้จะสงบเสงี่ยม ความก้าวร้าวจะลดลงถึงค่าต่ำสุด แต่หากคืนนั้นมีพระจันทร์ มันจะแสดงความดุร้ายออกมา ความก้าวร้าวพุ่งถึงค่าสูงสุด”
“ระดับสูงสุดของตัวอย่างทดลองคือลำดับ 5…”
“ภาคผนวก 1: ผู้สวมใส่ชุดเกราะจะสูงขึ้นในอัตราที่แตกต่างกันไป การสวมใส่ซ้ำๆ จะไม่ส่งผลทับซ้อน”
“ภาคผนวก 2…”
ภายใต้อิทธิพลของสมบัติปิดผนึก ‘2—247’ ฟรังก้าถูกบีบให้เผยตัวออกมา
การ์ดเนอร์·มาร์ติน ในสภาพสวมหน้ากาก ออกอาการลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฟาดดาบแสงเล่มเขื่องในมือไปทางด้านข้างและด้านหลัง
รอบตัวเขา อีกาเพลิงสีแดงจ้าจนเกือบขาวหลายตัวทยอยโผล่จากอากาศว่างเปล่ารอบตัว
นายพลฟิลิป รายล้อมด้วยอีกาเพลิงสีแดงจนเกือบขาว จ้องมองอ็องโตนี·รีดที่กำลังนอนกุมหัวอยู่บนพื้น พลางกล่าวโดยเชิดคางขึ้นเบาๆ
“จงยอมจำนนต่อโชคชะตาของตัวเอง”
อ็องโตนี·รีดสัมผัสถึงอันตรายได้ชัดเจน แต่ปัญหาคือ เขาไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเอง อวัยวะทุกส่วนสั่นระริกอย่างมิอาจหักห้าม หัวสมองเต็มไปด้วยความทรงจำในค่ำคืนดังกล่าว จนยากที่จะต่อต้านขัดขืน
แต่พอนึกถึงคำพูดของนายพลฟิลิป ที่บอกว่าสุดท้ายตนก็จะกลายเป็นเครื่องสังเวยอยู่ดี นึกถึงการสังหารโหดที่เพื่อนร่วมหน่วยต้องเผชิญ นึกถึงการตามสืบสาวอย่างไม่ลดละตลอดหลายปี เปลวไฟก็พลันลุกโชนภายในใจอ็องโตนี
เป็นมันนี่เอง!
เป็นมันที่วางแผนฆ่าเพื่อนร่วมหน่วย วางแผนฆ่าพวกหยาบคายแต่นิสัยน่ารักเหล่านั้น วางแผนฆ่าเพื่อนร่วมรบที่เคยระวังหลังให้กันและกัน!
ทันใดนั้น คำถามก่อนหน้าของลูเมี่ยนก็แล่นเข้ามาในหัวสมอง
“จนถึงวันนี้ คุณก็ยังหวาดกลัวภาพในคืนดังกล่าว หวาดกลัวเสียงปืนที่ดังส่งเดช แล้วคุณยังกล้า ยังมุ่งมั่นที่จะสืบหาความจริงต่อไปอีกหรือ?”
อ็องโตนี·รีดยังไม่ลืมคำตอบของตนในวันนั้น
“บางที ผมคงตายไปแล้วในการโจมตีครั้งนั้น ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ เป็นเพียงวิญญาณมารที่ตามล่าความจริงและพยายามแก้แค้น”
“ผมถูกทำลายได้ แต่ยอมแพ้ไม่ได้…”
นั่นสินะ เราควรตายไปนานแล้ว ที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ก็เพื่อแก้แค้นเพียงอย่างเดียว และศัตรูตัวจริงก็อยู่ตรงหน้าแล้ว!
แล้วเรายังจะกลัวอะไร? ในเมื่อแม้แต่ความตายก็เลิกกลัวไปแล้ว เราจะไปกลัวเสียงปืน กลัวระเบิด กลัวการเป็นเครื่องสังเวยทำไม?
ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดก็แค่ตาย ถูกสังเวยให้เทพมารไม่ใช่หรือ? เราเตรียมใจมาดีแล้ว!
ครั้งนี้เราเลือกที่จะปักหลักอยู่ต่อ ไม่ออกจากทรีอาร์ เลือกเผชิญหน้ากับหายนะที่อาจเกิด ก็เพราะอยากจะช่วยในบางเรื่อง เพื่อชดเชยความเสียใจในอดีตไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้ โอกาสมาถึงแล้ว!
ไฟแห่งการแก้แค้นลุกโชนเผาผลาญจิตวิญญาณของอ็องโตนี·รีดอย่างท่วมท้น เขาเงยหน้าขึ้นทันที นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกำลังเปี่ยมด้วยเส้นเลือดฝอย เปี่ยมด้วยความเกลียดชังอย่างแรงกล้า อ็องโตนีจ้องหน้านายพลฟิลิปที่มองตนด้วยสายตาเหยียดหยาม
ชายคนนี้คือหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าเขา
ไปตายซะ! อ็องโตนี·รีดสบถในใจ พร้อมกับใช้ ‘ก่อโรคประสาท’ ของ ‘นักจิตบำบัด’
มันสามารถกระตุ้นอารมณ์หรือสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงของเป้าหมาย นำไปสู่ภาวะ ‘เสียสติ’ พร้อมกับสร้างความเสียหายทางจิตหนักหน่วง
บางครั้ง พลังนี้อาจทำให้เป้าหมายคลุ้มคลั่งได้โดยตรง
นายพลฟิลิปที่เตรียมกระหน่ำยิงอีกาไฟฝูงใหญ่ พลันเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบสนอง ก็เห็นเครื่องสังเวยเงยหน้าขึ้น จ้องมองตนด้วยนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง ศีรษะของฟิลิปเชิดไปด้านหลัง ความคิดระเบิดกระจายเป็นเสี่ยงๆ
นับตั้งแต่เริ่มศรัทธาใน ‘เทวีโชคชะตา’ เขาผู้เป็นลำดับ 5 ที่มีความรู้กว้างขวางพอสมควร ย่อมสัมผัสได้ชัดเจนว่า บุคลิกและความคิดของตนเริ่มผิดแผกแตกต่าง ร่างกายก็แปรเปลี่ยนไปตาม ‘พร’ ที่เพิ่มขึ้น
สำหรับฟิลิปที่เตรียมใจมาอย่างดีแล้ว เรื่องพวกนี้ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตแต่อย่างใด มีเพียงประเด็นเดียวที่คอยสร้างความกังวลให้เรื่อยมา นั่นคือ สภาพจิตใจของเขาเริ่มขาดเสถียรภาพ บางครั้งมีเหตุผล บางครั้งคลั่งไคล้ บางครั้งเย็นชา บางครั้งสงบนิ่ง แสดงออกอย่างสับสนวุ่นวาย
อาการเช่นนี้คล้ายคลึงกับบรรดาองค์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นมาก
ห้วงความคิดของนายพลฟิลิปราวกับถูกยัดเยียดด้วยพายุ ใบหน้ากับผิวหนังบวมพอง ขาวซีดและเหี่ยวย่น ประหนึ่งแช่น้ำมาหลายวัน
ตามรูขุมขนปรากฏเส้นใยบางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น ทุกเส้นเป็นสีปรอทจาง ตัดกับเนื้อหนังของฟิลิปที่คล้ายกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน
นายพลฟิลิปตกอยู่ในอาการ ‘เสียสติ’ ไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นเอง ด้านหลังของเขา ร่างของใครบางคนปรากฏขึ้น
เป็นลูเมี่ยน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว สอดชายเสื้อเข้าในกางเกงขายาวสีน้ำตาล สวมรองเท้าหนังสีดำเหมือนในภาพสีน้ำมัน
ลูเมี่ยนได้ยินเสียงของฟรังก้า รับรู้ได้ถึงกระแสการต่อสู้ แต่ยังไม่ได้รีบร้อนโผล่ออกไปช่วยทันที โดยเลือกที่จะรอคอย รอโอกาส
เด็กหนุ่มทราบดี ด้วยระดับพลังวิญญาณในปัจจุบันของตน ทางเลือกที่ดีที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการทุ่มเททุกอย่างเพื่อโค่นการ์ดเนอร์·มาร์ตินหรือนายพลฟิลิปให้ได้ในพริบตา ส่วนคนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกพ้องอย่างฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี
ส่วนคำถามว่า จะเลือกใครเป็นเป้าหมาย ลูเมี่ยนไม่มีคำตอบ
การ์ดเนอร์·มาร์ตินเคยได้รับมลทินจากบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาด และยังเป็น ‘ผู้การ’ ของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ในตัวมีความพิเศษซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย ลูเมี่ยนไม่กล้ารับประกันว่า การโจมตีหนึ่งชุดของตนจะโค่นอีกฝ่ายได้ ส่วน ‘พร’ ของนายพลฟิลิปเกี่ยวพันกับโชคชะตาโดยตรง คงสัมผัสถึงอันตรายได้ล่วงหน้า ตอบสนองได้อย่างถูกต้อง ลูเมี่ยนมองว่าคงยากที่ตนจะลงมือโจมตีแล้วประสบความสำเร็จ
ทั้งสองทางเลือกล้วนเสี่ยงมาก เขาจึงต้องข่มความหุนหันเอาไว้ อดทนรอคอยโอกาสที่อาจมาถึง
ตราบใดที่ฟรังก้ากับอ็องโตนียังไม่เฉียดใกล้ความตาย เขาก็จะรอต่อไป
ความอดทนคือคุณสมบัติสำคัญอันดับหนึ่งของ ‘นักล่า’ และยังสำคัญอยู่มากกับ ‘นักวางแผน’
แน่นอน ลูเมี่ยนไม่ได้รอคอยอย่างไร้จุดหมาย แต่คอยจับตาผ่านกระจกวิเศษของจินนา รวมถึงเศษกระจกบนทุ่งร้าง เมื่อสักครู่ เด็กหนุ่มเตรียมจะเข้าไปขัดขวางฟิลิปเพื่อช่วยอ็องโตนี ใครจะรู้ อ็องโตนีดันปลุกใจกลับมาได้เอง พร้อมกับสร้างอาการ ‘เสียสติ’ ให้ฟิลิป
นี่คือโอกาส!
ลูเมี่ยนมองนายพลฟิลิปที่ยังมีสติรับรู้แม้ในภาวะเสียสติ พยายามหันตัวกลับมาอย่างยากลำบาก เด็กหนุ่มเผยสีหน้าเคร่งขรึมขณะส่งเสียง
“ฮึ่ม!”
แสงสีขาวสองลำพุ่งออกมา กระทบกับร่างกายฟิลิป
ดวงตาของ ‘ผู้ล่วงลับ’ รายนี้สูญเสียความแวววาวทันที ร่างกายซวนเซทำท่าใกล้จะล้ม
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น งอนิ้วก้อยและนิ้วนาง เลียนแบบท่าปืนลูกโม่ เล็งไปยังท้ายทอยนายพลฟิลิป
ปัง! ท่ามกลางเสียงที่เขาพูดเองในใจ ขณะร่างกายเด็กหนุ่มเอนไปด้านหลังเล็กน้อย ลูกไฟสีแดงฉานก้อนหนึ่งถูกบีบอัดในชั่วพริบตา แล้วพุ่งออกจากปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ยิงใส่เป้าหมายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมดุจดังกระสุนปืนใหญ่
……………………………………………………..