ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 479 จับคู่สมบัติ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 479 จับคู่สมบัติ
ตอนที่ 479 จับคู่สมบัติ
ปัง!
กระสุนสีดำเหล็กเคลือบเปลวไฟร้อนแรง ยิงโดนการ์ดเนอร์·มาร์ตินที่กำลังถูกครอบงำด้วยแรงกระหาย ทะลุเกราะเต็มตัวสีเงินวาวบนหน้าอก
คราวนี้ ราวกับมีค้อนยักษ์ถูกเหวี่ยง กระแทกลงไปตรงนั้นอย่างหนักหน่วง
รอยแตกคล้ายใยแมงมุมแผ่ขยายออกจากจุดปะทะ ทำเอาการ์ดเนอร์·มาร์ตินถึงกับชะงักในท่าเงื้อมือ ซวนเซถอยหลังไปทั้งตัว
มันช่วยให้เขาได้สติกลับมาบ้าง จนมองเห็นนายพลฟิลิปถูกเพลิงทมิฬคลอกร่าง ถูกคลุมด้วยน้ำแข็ง ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนปรากฏกายด้านหลัง ‘ผู้ล่วงลับ’ รายนี้ ใช้มือขวาเลียนแบบปืนลูกโม่หกนัด ยิงลูกไฟสีแดงเข้มเกือบขาวใส่ท้ายทอยอีกฝ่าย
รูม่านตาของการ์ดเนอร์·มาร์ตินใต้หน้ากากพลันขยายใหญ่ ประหนึ่งถูกน้ำเย็นรดหัว ทั้งตัวหนาวสั่นไปหมด
ความรู้สึกดังกล่าวช่วยระงับแรงกระหายได้หลายส่วน เขารีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แทงดาบใหญ่หนักในมือปักลงบนทุ่งร้าง
ดาบใหญ่เล่มเขื่องแตกสลายในพริบตา กลายเป็นเศษแสงนับไม่ถ้วน พัดกระหน่ำไปทางฟรังก้า ลูเมี่ยน และคนอื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง พัดกระหน่ำซ้ำศพของนายพลฟิลิปที่ล้มทรุดลงอย่างอ่อนแรง
ท่ามกลางเสียงวัตถุแตก ฟรังก้าที่เคยเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ถูก ‘พายุแสง’ กลืนกินร่างกายไปทุกส่วน แหลกละเอียดเหมือนเศษกระจก
ลูเมี่ยนกับจินนาก็ไม่ต่างกัน มีเพียงอ็องโตนี·รีดที่ปราศจาก ‘กระจกตัวแทน’ ทำได้เพียงกลิ้งลงพื้นตามสัญชาตญาณ ขดตัวเพื่อปกป้องจุดสำคัญเอาไว้
พายุที่ก่อตัวจากแสง ไม่นานก็สงบลง ร่างของลูเมี่ยนกับพรรคพวกถูกวาดเค้าโครง ณ ริมขอบทุ่งร้าง ด้านหน้ากระเบื้องหินสีดำอ่อน
พวกเขาเห็นหอกไฟสีขาวโชติช่วงกำลังพุ่งไปทางมหานครสุดอลังการที่อยู่ห่างไกล ราวกับถูกใครบางคนขว้างไป ด้วยระยะทางหลายร้อยเมตรในคราวเดียว
เมื่อหอกที่เกิดจากกลุ่มก้อนเปลวไฟบริสุทธิ์เริ่มหักหัวลง เผยให้เห็นร่างอันคลุมเครือของการ์ดเนอร์·มาร์ตินในชุดเกราะเต็มตัวสีเงินวาว ปลายหอกก็เชิดหัวพุ่งขึ้นไปใหม่ มุ่งหน้าสู่มหานครที่ปกคลุมด้วยหมอกจางอีกครั้ง
หลังจากทำต่อเนื่องสักสองสามหน การ์ดเนอร์·มาร์ตินก็ทิ้งระยะห่างจากพวกฟรังก้าได้ค่อนข้างไกล จึงเปลี่ยนเป็นวิ่งตรงไปยังซากปรักหักพัง ณ ชายขอบเมือง
‘นักจิตบำบัด’ ผู้นี้มีบาดแผลฉีกขาดเลือดโชกทั่วร่าง จุดที่รุนแรงที่สุดอยู่ทางซ้ายด้านหลัง จนเห็นหัวใจเต้นตึกตักอย่างเลือนราง
อ็องโตนี·รีดนอนตะแคงอยู่บนพื้น ร่างกายขดเข้าหากัน บนใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือด เมื่อเห็นลูเมี่ยน เขาฝืนคลี่ยิ้มอย่างยากลำบาก
รอยยิ้มดังกล่าวปราศจากความเกรงกลัวต่อความตาย มีเพียงการได้ปลดปล่อย ความผ่อนคลาย และความพึงพอใจ
ผลลัพธ์ของการแก้แค้นช่างเอร็ดอร่อยเหลือเกิน
เมื่อเห็นริมฝีปากอ็องโตนี·รีดขยับ คล้ายกับอยากฝากฝังบางสิ่ง ลูเมี่ยนก็พลันหัวเราะเยาะ
“คุณอยากสั่งเสียสินะ? จะฝากให้พวกเรานำสมบัติของคุณ ส่งกลับไปที่บ้านเกิดทางฝั่งตะวันตกของทะเลกลางสินะ?”
พูดไปพลาง เด็กหนุ่มก็หยิบที่หนีบหูสีเงินออกมา สวมเข้าติ่งหูซ้าย
จากนั้น ลูเมี่ยนย่อตัวลง ยื่นมือซ้ายออกไปกดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลังอ็องโตนี
เด็กหนุ่มรีบเลื่อนฝ่ามือ บาดแผลอันน่าหวาดเสียวก็ขยับตาม ย้ายไปยังตำแหน่งหัวไหล่
เพียงพริบตา บาดแผลสาหัสที่สุดบนร่างอ็องโตนีก็อันตรธานไป เนื้อหนังกลับสมบูรณ์ตามเดิม แต่ไหล่ของเขาที่เดิมมีเพียงบาดแผลเล็กน้อย รอยแยกกลับลึกขึ้น โผล่กระดูกขาว มีเลือดไหลอาบ
นี่คือพลังในการย้ายความเสียหายของ ‘คำลวง’ ซึ่งทำได้ครั้งละหนึ่งบาดแผลเท่านั้น
อ็องโตนีชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนชีวิตไหลย้อนกลับเข้ามาในร่าง
แม้ความเจ็บปวดจะยังคงอยู่ ร่างกายก็ยังอ่อนแออยู่ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้รู้สึกใกล้ตายเหมือนเมื่อครู่แล้ว
ต่อมา อ็องโตนีเห็นจินนาเดินเข้ามาใกล้ แล้วผลักตนจากท่านอนตะแคงให้นอนหงาย
ฉึก! จินนาเสียบลูกศรหินดำก้านหักในมือ ปักลงบนหน้าอกอ็องโตนี
‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ กินเลือดจากตรงนั้นทันที รูม่านตาของอ็องโตนีพลันถูกฉาบด้วยสีแดงจางๆ เขาเริ่มรู้สึกว่าเปลวไฟล่องหนที่ลุกไหม้เงียบงันบนท้องฟ้าช่างแยงตาเหลือเกิน กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งทั่วบรรยากาศกลับน่าหลงใหลขึ้นมา
ขณะเดียวกัน บาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ตามเนื้อตัวเริ่มสมานด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ส่วนที่ค่อนข้างหนักหนาก็ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด อีกสองสามนาทีก็น่าจะหายขาด ไม่กระทบต่อการเคลื่อนไหวอีกต่อไป
อ็องโตนี·รีดที่เพิ่งกลับจากประตูมรณะเริ่มลุกขึ้นยืน ตรวจสอบร่างกายของตัวเองด้วยความฉงนปนสงสัย
“เป็นการจับคู่ที่ไม่เลวเลย” ฟรังก้าผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ชมเปาะไปหนึ่งประโยค “ขอแค่ไม่ตายคาที่ ไม่ได้คลุ้มคลั่งกลายเป็นสัตว์ประหลาด โอกาสช่วยได้ก็ยังมี อย่างมากก็แค่ร่างกายอ่อนเพลีย”
‘ย้ายความเสียหาย’ ของ ‘คำลวง’ ผนวกกับอัตราการฟื้นฟูร่างกายอย่างผิดธรรมชาติจาก ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ตรงหน้า
ฟรังก้าหันไปมองลูเมี่ยน
“ฉันนึกว่าคุณจะสกัดการ์ดเนอร์·มาร์ตินไว้เสียอีก”
ในสถานการณ์เมื่อครู่ คนอื่นไม่มีทางไล่ตามความเร็วการหนีของการ์ดเนอร์·มาร์ตินทัน คนที่จะตามไปสกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียงลูเมี่ยนที่สามารถ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ เท่านั้น
“คุณคิดว่าผมไม่อยาก?” ลูเมี่ยนจิกกัด
ไม่มีปัญญาทำต่างหาก!
หากไม่ใช่เพราะการ ‘เทเลพอร์ต’ ครั้งแรกของวันนี้ถูก ‘คนในวง’ ของอัวซอง·ซ็องซงยกเลิกไป พาย้อนกลับจุดเริ่มต้น ส่งผลให้ไม่สูญเสียพลังวิญญาณ เด็กหนุ่มคงแทบรักษาเสถียรภาพเอาไว้ไม่ได้ มิอาจใช้ ‘คำลวง’ เพื่อ ‘ย้ายความเสียหาย’ ช่วยอ็องโตนี ต้องมอบหมายให้ฟรังก้าหรือจินนาทำแทน เช่นนี้แล้ว เขาจะเอาอะไรไปไล่การ์ดเนอร์·มาร์ติน?
ฟรังก้าเข้าใจความนัยของลูเมี่ยนทันที อีกฝ่ายคงผ่านสังเวียนสู้รบตบมือก่อนหรือหลังเข้ามาที่นี่แล้ว พลังวิญญาณจึงแทบจะแห้งขอด
“เอาเถอะ” ฟรังก้ามองไปยังเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สององค์ซึ่งนอนนิ่งอยู่บนพื้น โดยยังไม่ถูกทำลายจาก ‘พายุแสง’ องค์หนึ่งสีดำ อีกองค์สีขาว เธอขมวดคิ้วแล้วกล่าว “จะเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ไหนดี?”
นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังฆ่าผู้พกพาไปแล้วหนึ่งคน!
“พกติดตัวไปด้วย” ลูเมี่ยนคิดสักครู่ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าไม่ใช่เพราะมัน คิดว่าเราจะเชือดนายพลฟิลิปได้ง่ายๆ แบบนี้หรือ? ในอนาคต มันอาจเป็นกุญแจสำคัญในการพาเราออกไป อา…แยกกันพกพาดีกว่า คุณเอาไปองค์หนึ่ง จินนาเอาอีกองค์ไป”
ฟรังก้าชั่งใจอยู่สองสามวินาทีแล้วพูด
“ฉันขอองค์สีขาว”
ในเมื่อฉันเป็นคนของนิกายนางมาร ก็ย่อมต้องพกพาเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ถูกต้องตามแบบฉบับ
เมื่อเห็นจินนาเก็บเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำขึ้นมา ฟรังก้าก็พึมพำด้วยความสงสัย
“ทำไมถึงมีเทวรูปแบบนี้ได้ล่ะ…”
“ตามเอกสารของ ‘ผู้ชำระ’ รวมถึงข่าวกรองจากองค์กรลับอื่นๆ สมาชิกนิกายนางมารจะถือเทวรูปกระดูกขาว ไม่ใช่สีดำสนิทแบบนี้”
ขณะพูด ฟรังก้าคอยสังเกตเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ดูเหมือนแกะสลักจากกระดูกไหม้ แล้วเปรียบเทียบกับในมือตัวเอง
ในไม่ช้า เธอก็พบความแตกต่างในบางรายละเอียด
นอกจากสีจะแตกต่างกัน โดยองค์หนึ่งขาวสะอาด ส่วนอีกองค์ดำสนิท ทิศทางของดวงตาที่ปลายผมยาวเหมือนงูของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ก็แตกต่างกันด้วย องค์หนึ่งมองไปทางซ้าย อีกองค์มองไปทางขวา
“เหมือนภาพสะท้อน…กระจก…หรือนี่จะเป็น ‘นางมารต้นกำเนิด’ ในโลกกระจก?” ฟรังก้าผสมผสานพลังและจุดเด่นของเส้นทาง ‘นางมาร’ รวมถึงประสบการณ์ของตัวเองในโลกกระจกนั่น แล้วลองคาดคะเน “ของแบบนี้ไม่น่าจะมีอยู่ทั่วไป พวกชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กยังไปหามาได้อีก ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ …”
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่า เหตุใดตนกับคนอื่นๆ ถึงบังเอิญมาเจอกับการ์ดเนอร์·มาร์ตินและนายพลฟิลิป
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างสาธิตของ ‘กฎการรวมตัวของตะกอนพลัง’ ในสถานที่แห่งนี้ นอกจาก ‘นักจิตบำบัด’ อ็องโตนี ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกผองเพื่อนลากมา คนอื่นถ้าไม่ใช่ ‘นักล่า’ ก็เป็น ‘นางมาร’
เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งพวกฟรังก้า ทั้งนายพลฟิลิป ต่างก็เข้ามาในนี้ด้วยหลักการเดียวกัน จึงโผล่บนทุ่งร้างที่เต็มไปด้วยเศษกระจกเหมือนกัน
‘นางมารต้นกำเนิด’ ในกระจก…ลูเมี่ยนรู้สึกว่าคำอธิบายนี้ฟังดูอัปมงคลยิ่งนัก
เด็กหนุ่มไม่มัวเสียเวลา บอกกับฟรังก้าและคนที่เหลือ
“คุณค้นศพของนายพลฟิลิปไปนะ ฝากคุ้มกันผมด้วย ระหว่างนี้ผมจะประกอบพิธีกรรมฟื้นฟูพลังวิญญาณ”
“มีพิธีกรรมที่ฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ด้วย?” จินนาประหลาดใจอย่างยิ่ง
พูดไปพลาง สายตาเธอก็กวาดไปบนศพนายพลฟิลิป พบว่ามันถูกแบ่งออกเป็นห้าหกส่วน แต่ละส่วนล้วนโชกเลือด
ขณะนี้ ตะกอนพลังยังไม่ถูกแยกออกมา ส่วน ‘พร’ จากเทพมารที่มิอาจกลับสู่รากเหง้า ก็เริ่มค่อยๆ ตกผลึกในร่างกาย
ลูเมี่ยนเดินเข้าไปในอาณาเขตกระเบื้องหินสีดำอ่อนที่มีต้นเสาสีเทา มองหาที่กำบังสักพัก แล้วเริ่มจัดแท่นบูชาในเวลาอันสั้น ฟรังก้าเดาได้ว่าเด็กหนุ่มจะวิงวอนถึงใคร จึงตามมาด้วยเพื่อช่วยคุ้มกัน
จินนาคิดอยู่สองสามวินาที แล้วตามมาถึงข้างแท่นบูชา หยิบเหรียญทองนำโชคออกมา บอกกับลูเมี่ยนว่า
“นี่คือเหรียญทองนำโชคที่เด็กคนนั้นมอบให้ ฉันไม่รู้ว่าจะมีผลกับคนอื่นด้วยไหม แต่ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร”
เธอมอบหมายหน้าที่ค้นศพให้อ็องโตนี·รีด ผู้กำลังฟื้นตัวในอัตราเร็ว
ฟรังก้าเงียบมองสักพักก่อนจะกล่าว
“ก็จริง”
ลูเมี่ยนไม่ปฏิเสธ ในเมื่อเด็กชายวิลมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมนุมทาโรต์ เหรียญทองนำโชคที่มาจากวิล แม้จะให้คนอื่นยืมโชคดีไม่ได้ แต่ก็คงไม่ถึงกับส่งผลเสีย
หลังจากวางทองปอนด์โลเอ็นลงบนแท่นบูชา ลูเมี่ยนสร้างกำแพงวิญญาณ จุดเทียนทุกแท่ง แล้วถอยหลังไปสองก้าว
เด็กหนุ่มไม่ได้ประกอบพิธีกรรมขอ ‘พร’ โดยตรง แต่ลองสวดพระนามอันทรงเกียรติของมิสเตอร์ฟูลดูก่อน
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
พร้อมกับเสียงก้องของภาษาเฮอร์มิส เหรียญทองนำโชคบนแท่นบูชาเริ่มส่องแสงระยิบระยับ โดยภายในกำแพงวิญญาณ หมอกควันจางๆ เริ่มแผ่ปกคลุมหนาแน่น แล้วซึมซาบออกไปปกคลุมขอบๆ ทุ่งร้างด้วย
หมอกในมหานครสุดอลังการที่อยู่ไกลออกไป ดูคล้ายกับหนาขึ้น เข้มข้นมากขึ้น
ผ่านไปสักพัก ขณะลูเมี่ยนเริ่มทำการขอ ‘พร’ ก็มีเสียงคำรามอันบ้าคลั่งและน่าพรั่นพรึงดังมาจากจุดที่สภาพอากาศแปรปรวน จากจุดที่มีร่างคนยักษ์เตร็ดเตร่อย่างเลือนราง
ถึงแม้จะมีหมอกจางๆ ช่วยขวางกั้น แต่สมองของทั้งสี่กลับยังหวิวไปชั่วขณะ เลือดในกายไหลเวียนเร็วขึ้น ใจเต้นตึกตักไม่หยุด
“ได้ผล…โชคดีขึ้นจริงๆ” ลูเมี่ยนมองเหรียญสีทองอร่ามบนแท่นบูชา พลางรำพันอย่างจริงใจ
หากมิใช่เพราะกำลังประกอบพิธีกรรม จนถูกคุ้มครองโดยหมอกควันของมิสเตอร์ฟูล เสียงคำรามเมื่อครู่นับว่ารุนแรงพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มผู้แทบไม่หลงเหลือพลังวิญญาณ ประสบกับหายนะกะทันหัน หรือแม้กระทั่งคลุ้มคลั่งคาที่ อ็องโตนี·รีดผู้ยังไม่ฟื้นตัวดี ก็คงมีอันตรายไม่ต่างกัน
ฟู่…ลูเมี่ยนถอนหายใจยาว ท่ามกลางสายตาจับจ้องของฟรังก้าและจินนา เด็กหนุ่มสวดด้วยเสียงทุ้ม
“ข้าแต่อำนาจแห่งชะตากรรมเอ๋ย!”
“ท่านคืออดีต คือปัจจุบัน คืออนาคต”
“ท่านคือเหตุ คือผล คือกระบวนการ…”
……………………………………………………..