ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 481 สิ่งของในกระเป๋าหนัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 481 สิ่งของในกระเป๋าหนัง
ตอนที่ 481 สิ่งของในกระเป๋าหนัง
…………….
อ็องโตนี·รีดมิได้ใช้สองมือจับต้องสิ่งของที่เก็บจากศพนายพลฟิลิป แต่ฉีกเอาผ้าคลุมครึ่งผืนที่ขาดวิ่น มาห่อของเหล่านั้นไว้ แล้วค่อยตรงมาหาพรรคพวก เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง
“ของพวกนี้…” เขาเตรียมจะเล่ารวบรัด ว่าตนได้อะไรกลับมาบ้าง แต่ลูเมี่ยนชิงพูดแทรกเสียก่อน
เด็กหนุ่มกล่าวชัดถ้อยชัดคำ ในจังหวะค่อนข้างเร็ว
“พวกเรากำลังจะไปหลบแถวๆ ชายขอบของเมืองที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทา คุณจะมาด้วยกันไหม?”
เปลือกตาอ็องโตนี·รีดกระตุกแผ่วเบา ก่อนจะมอบคำตอบ
“ตกลง”
เขาทราบดี ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากตนแยกตัวออกจากกลุ่มไป ก็คงไม่แคล้วต้องตายในอีกไม่กี่วินาทีให้หลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า เสียงคำรามอันน่าขนลุกและน่าพรั่นพรึงนั่นจะดังอีกหรือไม่
ลูเมี่ยนไม่รีบร้อนถามว่า เก็บสิ่งใดจากศพนายพลฟิลิปได้บ้าง เพียงใช้สองมือจับไหล่จินนากับอ็องโตนี พลางส่งสายตาบอกให้ฟรังก้าจัดปกเสื้อตัวเองให้เรียบร้อย
รอยประทับสีดำบนไหล่ขวาของเด็กหนุ่มส่องแสงสลัววูบหนึ่ง
ร่างของทั้งสี่หายวับไป แล้วโผล่อีกครั้งแถวๆ ชายขอบของมหานครสุดอลังการแต่ย่อยยับนั่น เป็นการ ‘เทเลพอร์ต’ มาอยู่ด้านหน้าม่านหมอกบางเบาสีเทาอ่อน
เห็นแค่ไหนก็ไกลแค่นั้น
จากนั้น ลูเมี่ยนลองเดินเข้าไปในหมอก แต่ก็ไม่พบร่องรอยการกระตุ้นตราผนึกบนหน้าอก
กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องมีตราผนึกติดตัวก็ได้ พวกฟรังก้าสามารถผ่านไปได้ตามปกติ
…………
โอลเซ่นผู้เหมือนหมีหิว จ้องมองท้ายทอยการ์ดเนอร์·มาร์ตินที่ไม่ได้สวมหมวกเกราะ นัยน์ตาสีน้ำตาลแดงของเขาคล้ายกับมีแสงต่างๆ ระยิบระยับพร้อมกับหมุนคว้างอยู่ภายใน
เพียงชั่วหนึ่งหรือสองวินาที เขาก็มั่นใจว่านั่นคือจุดอ่อนที่เป็นจุดตายของการ์ดเนอร์·มาร์ติน
ถึงแม้การโจมตีของตนจะสังหารอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ขอเพียงสร้างบาดแผลฉกาจฉกรรจ์ได้สักครั้ง ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็จะหักหลังแล้วบีบรัดผู้สวมใส่จนตายภายในชุดเกราะ
โอลเซ่นใช้มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างไร้สุ้มเสียง แล้วดึงกลับอย่างรวดเร็ว ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้หนีบกระสุนสีเหลืองอำพันไว้เม็ดหนึ่ง
ลูกไฟสีแดงจนเกือบขาว ควบแน่นในพริบตาบนฝ่ามือของเขา แล้วระเบิดอย่างมีทิศทางภายใต้การควบคุม
แรงระเบิดผลักกระสุนตรงหว่างนิ้วโอลเซ่น ส่งมันพุ่งออกไปท่ามกลางเสียงดังสนั่น แหวกอากาศเข้าหาท้ายทอยของการ์ดเนอร์·มาร์ติน
จังหวะนั้นเอง การ์ดเนอร์·มาร์ตินเซถลาไปข้างหน้า หลบกระสุนนัดดังกล่าวได้พอดิบพอดี
แทบจะในเวลาเดียวกัน บริเวณรอบๆ เริ่มสว่างไสวด้วยแสงอรุณอันศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์
ร่างของโอลเซ่น ณ ใจกลางรัศมีรุ่งอรุณ ผุดควันดำลอยโขมงโฉงเฉงเป็นกลุ่มใหญ่ ประหนึ่งซอมบี้ที่ตายไปนานแล้วถูกแสงอาทิตย์ของ ‘ผู้ชำระ’ แผดเผาร่าง
ดวงตาของเขาปิดลงโดยสัญชาตญาณ ราวกับไม่อาจทานทนแสงแดดอันเจิดจ้า
การ์ดเนอร์·มาร์ตินที่เซถลาไปข้างหน้า เลิกแสร้งทำเป็นอ่อนแอ สีหน้าดูเย็นชา แววตาช่างคมกริบ พลางบิดเอวกลางอากาศ หมุนตัว แล้วสวมหมวกเกราะให้เข้าที่
เขา ‘ลุกโชน’ ในทันที กลายเป็นหอกเพลิงสีขาวโชติช่วงเล่มยาว พุ่งปราดไปข้างหน้า ปักเข้ากลางหน้าผาก ‘จเร’ โอลเซ่น
แม้กะโหลกศีรษะจะมีรอยดำไหม้ แต่ร่างกายโอลเซ่นมีคุณสมบัติทนทานการเผาไหม้และหลอมละลายจาก ‘ไฟ’ จึงไม่ถูกหอกเพลิงสีขาวโชติช่วงเสียบทะลุศีรษะ ความเสียหายหลักๆ เกิดจากแรงปะทะมากกว่า
เมื่อเปลวไฟมลายหายไป ร่างของการ์ดเนอร์·มาร์ตินก็แยกออกจากหอกเพลิง พร้อมกับกำหมัดที่หุ้มด้วยชุดเกราะสีเงินวาว ซัดใส่ศีรษะของโอลเซ่นกลางอากาศ
คอของโอลเซ่นสะบั้นออกกะทันหัน ศีรษะของเขาลากกระดูกสันหลังชุ่มเลือดลอยขึ้นไป
ส่งผลให้ ‘กำปั้นทลายกะโหลก’ ของการ์ดเนอร์·มาร์ตินพลาดเป้า ร่างกายดิ่งลงไปบนพื้นดินอีกครั้ง
ทว่า ในมืออีกข้างกำลังถือดาบแสงเล่มเขื่อง ดูหนักแต่คมกริบ ซึ่งไม่รู้ว่าเสกออกมาตอนไหน
การ์ดเนอร์·มาร์ตินอาศัยจังหวะขณะร่วง เสียบดาบสองมือใส่พื้นดินสีดำคล้ำ
พายุอันน่าหวาดหวั่นถือกำเนิดทันใด เศษซากแสงสว่างมากมายพัดกระหน่ำไปทั่วอาณาเขต โดยมีเป้าหมายอยู่กลางอากาศ
‘ชุดเกราะอหังการ’ ควบแน่น ‘ดาบแสงแรก’ ขึ้นมาใหม่แล้ว ถือว่าใช้เวลาสั้นกว่าลำดับ 6 ‘อัศวินรุ่งอรุณ’ ตามปกติพอสมควร โดยปัจจุบันเพิ่งผ่านมาเพียงหนึ่งถึงสองนาที หลังจากที่การ์ดเนอร์·มาร์ตินใช้ไปครั้งล่าสุด
โอลเซ่นผู้เหลือเพียงเศียร ซึ่งรกทึบไปด้วยหนวดเคราสีน้ำตาลแดง ดวงตาหรี่มองไปยังทิศทางหนึ่ง เตรียมลุกโชนกลายเป็นหอกสีขาวโชติช่วง เพื่อหลบหนีไปยังสถานที่ห่างไกล
ทว่า พายุได้พัดกระหน่ำเข้ามาแล้ว แสงสว่างกลืนกินร่างของเขาทุกอณู
เมื่อ ‘พายุแสง’ ซาลงเล็กน้อย ร่างของโอลเซ่นบนพื้นก็เต็มไปด้วยบาดแผลฉีกขาดทั้งเล็กทั้งใหญ่ จุดที่รุนแรงที่สุดถึงกับทะลุหน้าอก กรีดเปิดอวัยวะภายใน ส่วนศีรษะที่ลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกระดูกสันหลังโชกเลือด ก็เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบเลือดเช่นกัน ทั้งดวงตาทั้งจมูกถูกอนุภาคแสงบดขยี้ กะโหลกศีรษะแตกร้าวหลายจุด สมองสีดำที่เต้นตุบๆ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
การ์ดเนอร์·มาร์ตินปรับท่าทางของตนเตรียมไว้แล้ว สร้างลูกไฟสีแดงฉานจนเกือบขาวนับสิบยี่สิบลูกล้อมกายไว้ล่วงหน้า
พวกมันพุ่งออกไปพร้อมกับเสียงหวีดหวิว ปะทะกับศีรษะโอลเซ่นที่ใกล้หมดสติอยู่รอมร่อ
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่น ศีรษะที่ลากกระดูกสันหลังโชกเลือดแตกกระจายเป็นสี่ห้าส่วน เศษซากและของเหลวกระจัดกระจายเต็มพื้น
การ์ดเนอร์·มาร์ตินเลื่อนมือขึ้นมาเปิดหน้ากากหมวกเกราะ มองไปยังศพไร้หัวของโอลเซ่นที่หล่นตุ้บ กับเศษกะโหลกศีรษะที่มองไม่ออกแล้วว่าเดิมเคยเป็นแบบใด พลางกล่าวเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม
“ผมรู้สึกมาตลอดว่าคุณดูไม่ปกติ ครั้งนี้เลยถือโอกาสหยั่งเชิง คิดไม่ถึงว่าจะกล้าลงมือจริงๆ”
“แบบนี้ก็ดี ทั้งได้กำจัดภัยแฝงไปหนึ่ง แล้วยังหักล้างคำสาปแห่งการทรยศจาก ‘ชุดเกราะอหังการ’ ได้อีกด้วย”
เขาจงใจแสดงออกว่าตนอยู่ในสภาพดี แต่แอบเผยปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในรายละเอียด เพื่อล่อให้โอลเซ่นตกหลุมพราง
เพราะการแสร้งทำตัวอ่อนแอตรงๆ กลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายระแวงและสงสัยได้มากกว่า
หลังจากทอดถอนใจ การ์ดเนอร์เดินไปทางกระเป๋าหนังใบเล็กสีออกน้ำตาลที่ตกอยู่บนพื้น แล้วหยิบสิ่งที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมนี้ขึ้นมา
เขาอยากรู้มาตลอดว่าข้างในกระเป๋าหนังของโอลเซ่นมีอะไร แต่อีกฝ่ายเอาแต่เลี่ยงคำตอบ โดยมักใช้คำพูดเชิงข่มขู่อยู่เสมอ
ตอนนี้เขาสามารถเปิดดูได้เองแล้ว
การ์ดเนอร์·มาร์ตินแกะกระดุมกระเป๋าหนัง แล้วเปิดมันออกต่อหน้า
ด้านในบรรจุหัวคนอยู่หนึ่งหัว
ใบหน้าดูลุ่มลึก นัยน์สีน้ำตาลอมแดง ผมดำกระเซิงเล็กน้อย ตรงขมับมีหงอกแซมสองสามเส้น เส้นขอบกรอบหน้าชัดเจน ดูมีเนื้อมีหนัง ไม่ได้ผอมแห้งจนเกินไป บนผิวหน้ามีคราบเลือดเปรอะเปื้อน
นี่คือการ์ดเนอร์·มาร์ติน!
ศีรษะของการ์ดเนอร์·มาร์ตินเอง!
…………
หลังจากพวกลูเมี่ยนเดินผ่านม่านหมอกสีเทาชั้นนอกสุด ก็เหมือนได้ย้ายจากยามสายมาสู่ยามโพล้เพล้ ทัศนวิสัยมืดมัวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างสีดำที่ไม่สมมาตร โดยมีฝั่งซ้ายสูงกว่าฝั่งขวา หรือบ้านเรือนหลากหลายหลังที่ดูเหมือนถูกสาดด้วยเลือดสด ต่างก็ล้วนนอนแน่นิ่งอยู่ในความมืดมิดนี้
ไกลออกไปมีพระราชวังโอ่อ่าอลังการ สูงตระหง่านเสียดเมฆ แต่ปัจจุบันพังถล่มไปกว่าครึ่ง ยิ่งเดินเข้าไปใกล้มัน สภาพเมืองก็ยิ่งย่ำแย่ลง ประหนึ่งเคยถูกยักษ์ใหญ่ใช้กำปั้นทุบลงมา จนคลื่นกระแทกแผ่กระจายออกไปโดยรอบ
ลูเมี่ยนมองเห็นรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนัก เหตุผลแรกคือ แสงสว่างมีไม่เพียงพอ และข้อสอง พวกเขายังอยู่ไกลเกินไป ระหว่างทางถูกขวางกั้นด้วยบ้านเรือนหลากหลายรูปแบบ — หากไม่ใช่เพราะพระราชวังกับอาคารข้างเคียงสูงใหญ่เกินจริงไปมาก ชนิดที่แม้จะพังถล่มลงมา ก็ยังเหลือซากอาคารสูงเท่าภูเขาลูกเตี้ย ทั้งสี่คงไม่มีทางได้เห็นทิวทัศน์ดังกล่าวตั้งแต่ยังอยู่ชายขอบเมือง
“พวกเราหาที่ซ่อนตัวแถวนี้เถอะ” ฟรังก้ามองไปรอบๆ โดยไม่คิดจะเข้าไปในส่วนลึกของทรีอาร์ยุคที่สี่
พวกเขากำลังเดินไปบนถนนคับแคบ สองฝั่งมีบ้านเรือนชิดถนน ชนิดที่ถ้าผู้อยู่อาศัยเปิดหน้าต่างแล้วยื่นแขนออกมา ก็เพียงพอที่จะจับมือกันได้
ตึกแถวนี้ส่วนใหญ่ ดูเหมือนเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวหนักหน่วง บางหลังถึงกับสูญเสียชั้นล่างไป ทำให้ ‘นั่ง’ แหมะอยู่ตรงนั้น บางหลังก็มีรอยแตกเป็นริ้วน่าขนลุก โยกเยกคลอนแคลน แต่ก็ไม่ล้มลงสักที
สายตาของจินนาจับจ้องอยู่กับตึกหลังหนึ่ง ซึ่งดูสภาพดีกว่าหลังอื่น ผิวอาคารสีดำเหล็ก หน้าต่างฝั่งซ้ายเป็นทรงโค้ง แต่ฝั่งขวาเป็นทรงสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีภาพวาดสีแดงเข้ม แต่อีกด้านสะอาดหมดจด ในร่องหินก็ไม่มีวัชพืชสักต้น
ยกเว้นสองจุดที่เด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ตึกหลังนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ไม่สมมาตร ด้านล่างฝั่งซ้ายมีรอยแตกร้าวคล้ายตะขาบยักษ์เป็นทางยาว
“บ้านหลังนี้ไหม?” จินนาถามหยั่งเชิง
ลูเมี่ยนส่ายหน้า
“ยิ่งสมบูรณ์เท่าไร ก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลเมืองของทรีอาร์ยุคที่สี่”
“เรามองหาตึกที่พังยับเยินดีกว่า แล้วไปหลบอยู่ด้านหลัง อย่างน้อยทุกอย่างด้านในก็คงถูกฝังกลบไปหมดแล้ว”
“ใช่” ฟรังก้าเห็นด้วยกับทางเลือกของลูเมี่ยน
ในทรีอาร์ยุคที่สี่แห่งนี้ การทำนายด้วยกระจกวิเศษของเธอไม่เพียงจะไม่ได้คำตอบ กระทั่งกระบวนการพิธีก็ยังไม่ครบถ้วน
ผ่านไปสักพัก พวกลูเมี่ยนมาถึงช่วงกลางถนน แล้วเดินอ้อมไปหลังตึกสีแดงเข้ม ซึ่งพังยับเยินท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่พร้อมเข้าสู่ความมืดได้ทุกเมื่อ หลบซ่อนตัวในมุมอับสายตา
จนถึงตอนนี้ อ็องโตนี·รีดเพิ่งจะมีโอกาสดึง ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ ที่ปักอยู่บนอกออก แล้วส่งคืนให้จินนา
จากนั้น เขากางผ้าคลุมสีดำครึ่งผืนที่เปื้อนเลือดลงกับพื้น แสดงสิ่งที่เก็บรวบรวมมาได้
มีทั้งหมดสามชนิด
หนึ่ง กระดูกปลายแขนสีดำ มีรูสีแดงเข้มหลายรู ปลายทั้งสองฝั่งกลวงโบ๋ เหมือนเป็นขลุ่ยกระดูกหยาบๆ ที่ถูกทิ้งไว้นาน
สอง กล่องไม้ที่ทาด้วยสีเข้มเหมือนน้ำมันชักเงา ขนาดไม่ใหญ่ สามารถยัดใส่กระเป๋าลับได้อย่างฝืนๆ มีรูใหญ่เจาะไว้ทั้งสองฝั่ง ด้านในปิดด้วย ‘ม่าน’ แบบแผ่นหนังที่สามารถแกว่งไปมา
สาม เหรียญทองจำนวนมาก เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง
อ็องโตนี·รีดชี้ไปทาง ‘ขลุ่ยกระดูก’ แล้วกล่าว
“จุดแสงที่ปรากฏบนร่างฟิลิป ผสานเข้ากับกระดูกปลายแขนจนเกิดเป็นสิ่งนี้ขึ้นมา นอกจากนั้น ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นตกตะกอนเคลือบอยู่บนผิวด้วย”
ผลิตภัณฑ์จากการหลอมรวมระหว่างตะกอนพลัง ‘นักวางแผน’ หรือ ‘ยมทูต’ กับกระดูกปลายแขน แล้วเคลือบทับด้วยพลังพรของ ‘ผู้ล่วงลับ’? ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น
เนื่องจากฟิลิปไม่มีโอกาสโต้ตอบเลย เด็กหนุ่มจึงไม่แน่ใจว่านายพลคนนี้เป็นลำดับ 6 ‘นักวางแผน’ หรือลำดับ 5 ‘ยมทูต’ กันแน่ เพราะเกณฑ์เดียวที่นำมาใช้พิจารณาได้คือ การสร้างอีกาสีแดงเกือบขาวในปริมาณพอสมควร จึงสรุปได้เพียงว่าเป็นเส้นทาง ‘นักล่า’ ที่สูงกว่าลำดับ 7
หากเป็นอย่างหลัง ลูเมี่ยนจะรู้สึกขอบคุณมาก เพราะนี่คือส่วนผสมหลักสำหรับการเลื่อนลำดับในอนาคต แต่ปัญหาคือ วัตถุชิ้นนี้ปนเปื้อนพลังพรจากเทพมารแล้ว ไม่อาจนำมาปรุงเป็นโอสถได้โดยตรง
“ไอ้ที่เคลือบอยู่คือพรจากเทพมาร คุณฉลาดมากที่ไม่สัมผัสโดยตรง” ลูเมี่ยนถือโอกาสนี้ช่วยเตือนอ็องโตนีเป็นนัย
ในตราผนึกใต้ดิน พรจากเทพมารไหลกลับคืนสู่รากเหง้าไม่ได้
“อันนี้ค้นเจอบนตัวฟิลิป…” อ็องโตนีเพิ่งจะชี้ไปทางกล่องไม้สีเข้มใบเล็ก แต่ยังไม่ทันจะจบประโยค ก็ได้ยินเสียงคำรามอันบ้าคลั่งดังมาจากจุดห่างไกลอีกครั้ง
คราวนี้ พวกเขาทั้งสี่ภายในหมอกสีเทา เพียงรู้สึกเวียนหัวแผ่วเบา แต่ไม่ได้รับผลกระทบอื่นใด
……………………………………………………..