ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 482 ร่างกายไล่ล่าศีรษะ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 482 ร่างกายไล่ล่าศีรษะ
ตอนที่ 482 ร่างกายไล่ล่าศีรษะ
หลังจากฟรังก้าฟื้นตัวจากอาการมึนงงอันเกิดจากเสียงคำรามอันน่าขนลุกขนพอง เธอถึงกับอุทานจากก้นบึ้ง
“หมอกควันในนี้ช่วยปกป้องเราได้จริงๆ”
หากไม่แล้ว ภายใต้เสียงคำรามที่สามารถทำลายวิญญาณ หรือส่งอิทธิพลต่อจิตใจได้โดยตรง ทั้งสี่คงมีจุดจบเพียงสองรูปแบบ คือถ้าไม่คลุ้มคลั่งกลายเป็นสัตว์ประหลาด ก็ต้องตายคาที่ไปเลย
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” ลูเมี่ยนไม่ปิดบังศรัทธาของตนอีกต่อไป
เด็กหนุ่มรีบเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แต่อันตรายที่ซ่อนอยู่ในนี้ อาจน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามก็ได้นะ”
ฟรังก้าเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะพูดปลุกใจตัวเอง
“อันตรายซ่อนเร้นยังดีกว่าอันตรายที่ปะทุแล้ว เราแค่พยายามไม่ไปกระตุ้นมันก็พอ”
“หากไม่เกิดเรื่องพิสดารใดอีก เราก็แค่อยู่ในมุมนี้ ซ่อนตัวให้ดี ไม่ไปไหนทั้งนั้น รอคอยการช่วยเหลือมาถึง!”
แม้จินนากับอ็องโตนี·รีดจะรู้สึกว่า การไม่ทำอะไรเลย เอาแต่รอบุญวาสนาหล่นใส่หัว ดูจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองไม่กล้าสำรวจลึกเข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่ จึงได้แต่ยอมรับทุกการตัดสินใจที่ไม่ใช่วิธีดังกล่าว
ท่ามกลางความเงียบสงัดรอบตัว อ็องโตนีปรับสภาพจิตใจได้ก่อนใคร จึงชี้ไปทางกล่องไม้สีเข้มใบเล็กแล้วพูด
“ผมไม่แน่ใจว่ามันทำอะไรได้ แต่ยืนยันได้ว่า การสัมผัสเพียงเล็กน้อยในชั่วขณะหนึ่ง จะไม่ส่งผลเสียร้ายแรง”
ส่วนเหรียญพวกนั้น ไม่จำเป็นต้องให้ใครแนะนำ ทุกคนเพียงกวาดตามองไม่กี่ครั้ง ก็คำนวณคร่าวๆ ได้ว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น
312 เฟลคิน 26 โกเปต์
“แล้วไอ้นี่มันคืออะไร?” ฟรังก้าพิงเสาที่พังทลายในเงามืด จดจ้องกล่องไม้สีเข้มใบเล็กแล้วเอ่ยถาม
มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า มันไม่ใช่กล่องไม้ธรรมดาสำหรับบรรจุสิ่งของ ต้องเป็นวัตถุแฝงพลังลึกลับแน่นอน
ลูเมี่ยนกับอ็องโตนีพร้อมใจกันหันไปมอง ‘นางมารสุขสม’ ผู้นี้
“เราต้องถามคุณมากกว่า” ลูเมี่ยนพูดพลาง ‘เหอะๆ’ อยู่ในหอ
“ฉันจะทำอะไรได้เล่า? เมื่อครู่ก็ไม่มีเวลา ‘สื่อวิญญาณ’ นายพลฟิลิป มิติภายในนี้ก็ไม่ได้เชื่อมกับโลกวิญญาณของจริง ทำนายด้วยกระจกวิเศษก็ไม่ได้ ถ้าอยากจะยืนยันพลัง ผลกระทบ สภาพ และผลข้างเคียงของมัน ก็มีแต่ต้องทดสอบด้วยตัวเอง ลองเดาสุ่มไปเรื่อยๆ”
“ถ้าในหมู่พวกเรามี ‘ช่างฝีมือ’ ก็ดีสิ ปัญหานี้จะได้จบๆ ไป”
ถัดมา เธอชี้ไปทางจินนาแล้วพูดต่อ
“เทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำนั่นก็เหมือนกัน ต้องมีคุณสมบัติอื่นซ่อนอยู่อีกแน่ เช่นการช่วยให้ผู้ถือครองสามารถสร้าง ‘กระจกตัวแทน’ ส่วนเทวรูปของฉัน นอกจากจะป้องกันการถูกทำนายถึง และช่วยเตือนภัยล่วงหน้าสั้นๆ ก็เป็นได้เพียงวัตถุสักการบูชาระหว่างประกอบพิธีเท่านั้น”
“เป็นเทวรูปเหมือนกันแท้ๆ ต่างกันแค่สีกับทิศทาง ทำไมถึงมีคุณสมบัติคนละเรื่องกันได้ล่ะ?”
เธอไม่ได้อธิบายว่า เหตุใดตนถึงไม่ใช้สารพัดวิธีเพื่อวิจัยเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำสนิท เพราะทุกคนล้วนเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว — ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือสภาพร่างกาย ไม่ควรเสี่ยงบาดเจ็บหรือได้รับผลข้างเคียงเพราะการ ‘ทดสอบ’ วัตถุใหม่ๆ เด็ดขาด เพราะหากเกิดความผิดปกติขึ้น เกรงว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องรอให้อันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ในทรีอาร์ยุคที่สี่ลงมือ ก็คงได้ตายกันไปก่อนจาก ‘การทดลอง’
ระหว่างที่พวกจินนาเงียบไปชั่วครู่ ฟรังก้ารำพันในใจ
เทวรูปสีดำนี้ เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาใหญ่ แถมต้นกำเนิดก็ยังลึกลับซับซ้อน ไม่แปลกใจเลยที่นิกายนางมารจะสั่งให้เราสืบหาว่า การ์ดเนอร์แอบลักลอบนำสิ่งใดผ่านอุโมงค์ใต้ดินเข้ามา…
ถ้าเรานำไปส่ง นิกายนางมารจะตกรางวัลเป็นโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ให้หนึ่งชุดทันที พร้อมสัญญาว่าจะช่วยประกอบพิธี…หรือความจริงแล้วจะลวงไปฆ่าปิดปาก?
ลูเมี่ยนยกมือลูบคาง พลางพูดกับอ็องโตนี·รีด
“สำหรับตอนนี้ คุณเก็บเฟลคินเอาไว้ก่อน ส่วนของรางวัลที่เหลือ เราค่อยแบ่งกันตอนกลับไปถึงพื้นดิน”
“ห่อไว้กับผ้าคลุมแบบนี้ วางไว้บนพื้น แล้วค่อยหยิบตอนออกเดินทางใช่ไหม?” อ็องโตนีถามต่อ
ลูเมี่ยนหัวเราะ พลางชี้ไปยัง ‘ขลุ่ยกระดูก’ สีดำเกรียมแล้วพูด
“ยังมีวิธีอื่นด้วยหรือ? คุณจะลองพกติดตัวดูก็ได้นะ พวกเราจะได้เห็นพลังของ ‘ผู้ล่วงลับ’ อย่างจะแจ้งเสียที เมื่อสักครู่ ฟิลิปตายเร็วไปหน่อย ยังไม่ได้แผลงฤทธิ์เดชให้เห็นเลย”
“แน่นอน คำนึงจากสภาพขณะเขาเสียชีวิต พลังพวกนั้นคงสะท้อนกลับไปหาผู้ถือครองวัตถุในรูปแบบคำสาปล่ะนะ”
อ็องโตนีไม่ถือสาถ้อยคำจิกกัด เพียงดึงผ้าคลุมสีดำครึ่งผืนที่เปื้อนเลือดขึ้นมา ห่อ ‘ขลุ่ยกระดูก’ กับกล่องไม้เล็กกลับไปใหม่
ลูเมี่ยนชะโงกหัวออกจากกำบังด้วยสีหน้าครุ่นคิด มองเฉียงไปทางถนนที่คับแคบผิดปกติ
“ถ้าในอนาคต เราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่จัดการได้ยาก คุณก็ลองโยนสองสิ่งนี้ใส่มันดู บางทีอาจได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ หึหึ…ถ้านายพลฟิลิปรู้ว่าตัวเองตายไปแล้วยังทำประโยชน์ได้ คงต้องปลาบปลื้มมากแน่ๆ”
นั่นอาจจะนำพาคำสาปแห่งโชคชะตามาให้!
แม้บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด แต่จินนายังคงขำกับพฤติกรรมของลูเมี่ยน ผู้เหน็บแนมนายพลฟิลิปในแทบทุกประโยค
“นายพลฟิลิปก็ตายไปแล้ว ต้องจิกกัดเขาถี่ๆ แบบนี้เชียว?”
ลูเมี่ยนยังไม่ทันได้ตอบจินนา ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นสองเสียง
ฟังดูเหมือนมาจากที่เดียวกัน เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่เก็บซ่อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีร่างคนวิ่งหนีเข้ามาในถนนคับแคบนี้จากด้านข้าง รวดเดียวสองร่าง ท่าทางคล้ายกำลังไล่ตามวัตถุลึกลับที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ฟรังก้าชะโงกหัวออกจากเงามืดข้างลูเมี่ยน มองไปยังต้นเสียง แล้วสายตาก็พลันนิ่งค้างไปทันที
ทั้งสองร่างเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ต่างก็ปราศจากศีรษะ ตรงลำคอเละเป็นเนื้อ ไม่เห็นร่องรอยของกระดูก
สิ่งที่ทั้งสองร่างกำลังไล่ตามคือ ศีรษะสองหัว จุดร่วมคือใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา กำลังเผยความกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ โดยมีแกนกระดูกสันหลังลากยาวเป็นหาง ชุ่มโชกไปด้วยเลือด!
หนึ่งในนั้นเป็นศีรษะชาย แก้มป่องราวกับกระรอก ในปากเอาแต่เคี้ยวผมสีดำยาวเส้นหนา รอบดวงตาสีน้ำตาลเข้มเอย ในรูจมูกเอย ในหูเอย ล้วนมีผมแบบเดียวกันแพลมออกมา ส่วนร่างไร้หัวที่กำลังไล่ตามเขา บนรอยตัดลำคอก็มีผมคล้ายๆ กันแพลมออกมา แต่หนาทึบยิ่งกว่า อลังการ เหมือนสาหร่ายในน้ำ
อีกหนึ่งศีรษะเป็นสตรีหน้าตาสะสวย ผมดำตาสีน้ำตาล เอาแต่บินไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง พลางไอกระแอมไม่หยุด สาดแสงดาวระยิบระยับเป็นระยะ การไล่ล่าทำเอาหินกรวดปลิวกระจาย ทุกเม็ดล้วนโคลงเคลงอยู่กลางอากาศ ประหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวแบบภาพช้า
ทันใดนั้นเอง ศีรษะและลำตัว ซึ่งกำลังลัดผ่านซากปรักหักพังเพื่อออกจากตรอกแคบนี้ ต่างก็ชะงักแน่นิ่งไปพร้อมกัน
สองศีรษะสะบัดไปมาอย่างงุนงง ราวกับอยากสลัดความไม่สบายกายไม่สบายใจออกไป ส่วนสองศพไร้หัว ต่างก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายตัวเอง
ไม่กี่วินาทีถัดมา สองเศียรที่ลากกระดูกสันหลังชุ่มเลือด เริ่มร่วงหล่นลงสู่ซากตึกสีดำ สองร่างที่ไล่ตามก็ล้มลงบนกองหินซ้อนทับ
ฉากตรงหน้าทำให้พวกลูเมี่ยนนิ่งอึ้งกันไป
ผ่านไปสองสามวินาที ลูเมี่ยนปล่อยเสียงหัวเราะ
“เห็นไหม นี่คือผลของการเข้าไปในส่วนลึกของทรีอาร์ยุคที่สี่”
“คุณคิดว่าพวกนั้นคือแขกของ ‘หอพัก’?” จินนาถามพลางครุ่นคิด
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“ไม่อย่างนั้น ในซากปรักหักพังอายุหลักพันสองพันปี จะไปหาหัวกับตัวที่สดใหม่แบบนี้มาจากไหน?”
สิ่งนี้ทำให้เด็กหนุ่มนึกถึง ‘จเร’ โอลเซ่น ย้อนกลับไปเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก อีกฝ่ายอยู่ในสภาพเดียวกันทุกประการ
พอมองย้อนกลับไป ลูเมี่ยนแทบจะมั่นใจแล้วว่า โอลเซ่นคือสัตว์ประหลาดตัวจริงที่หัวกับตัวแยกออกจากกันได้
ฟรังก้าเองก็นึกถึงคนรับใช้ในบ้านการ์ดเนอร์·มาร์ติน พลางถอนสายตากลับ ครุ่นคิดสักพักแล้วพูด
“ทำไมศีรษะไร้ร่างถึงยังไอได้อีกล่ะ? ยังกับป่วยเป็นโรค…อาการสุดท้ายก็คล้ายๆ กับโรคหลอดเลือดในสมองแตก…ส่วนสองร่างไร้หัวนั่น มีเค้าลางของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน…”
“นี่เป็นฝีมือ ‘พร’ จากเทพมารแห่งนิกายโรคร้าย หรือฆาตกรตัวจริงเป็นคนอื่น?”
“อา…ลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘นางมาร’ เรียกว่า ‘ทุกข์ระทม’ สามารถแพร่สารพัดเชื้อโรคได้ ส่วนฉันก็เข้ามาในนี้เพราะอิทธิพลของเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ กับกระจกเงินโบราณ…”
“เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับเส้นทาง ‘นางมาร’ เต็มๆ …หรือว่ามีพลังของนางมารลำดับสูงรั่วไหลออกมา ทำให้แม้แต่สัตว์ประหลาดก็ยังป่วยตาย?”
“ไม่เลว ยังพอจะมีสมองอยู่บ้างในช่วงเวลาสำคัญ” ลูเมี่ยนชมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ทางจินนากล่าวด้วยความโล่งใจ
“โชคดีที่พวกเราไม่ได้เข้าไปลึก ไม่งั้นอาจป่วยโดยไม่รู้ตัว กว่าจะแสดงก็ใกล้ตายแล้ว”
ลูเมี่ยนหันไปมองเธอแล้วพูดยิ้มๆ
“ทำไมคุณถึงคิดว่า ตอนนี้พวกเรายังไม่ถูกโรคภัยไข้เจ็บรุมล้อมล่ะ?”
“ต…แต่พวกเราไม่ได้ไอสักหน่อย…” เสียงของจินนาเบาลงตามลำดับ ก่อนจะหันสายตาไปยังกระเป๋าลับในชุดของตัวเอง
ในนั้นใส่เทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำสนิทอยู่
ในทำนองเดียวกัน ฟรังก้าก็ก้มมองไปยังกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ประหนึ่งว่ามองเห็นเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่แกะสลักจากกระดูกผ่านผ้า
อ็องโตนีหันไปมองลูเมี่ยน ถามเพื่อความแน่ใจ
“ความหมายของคุณคือ ทรีอาร์ยุคที่สี่เต็มไปด้วยโรคภัย ที่พวกเราไม่ได้รับผลกระทบ ก็เพราะอำนาจของเทวรูปสององค์นี้?”
ลูเมี่ยนผายมือออกพร้อมกับกล่าว
“มันก็สมเหตุสมผลดีนี่”
…………
นอกหมอกควัน
ณ ริมขอบซากปรักหักพังที่ทอดยาวจากทรีอาร์ยุคที่สี่
ในกระเป๋าหนังสีออกน้ำตาลใบเล็ก ดวงตาบนศีรษะของ ‘การ์ดเนอร์·มาร์ติน’ ที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบเลือด เบิกโพลงกะทันหัน บนดวงตาสะท้อนภาพการ์ดเนอร์·มาร์ตินในชุดเกราะเต็มยศสีเงินวาว
มันอ้าปากออก พ่นลูกไฟสีขาวเจิดจ้าหนึ่งก้อน
ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมาก จนการ์ดเนอร์·มาร์ตินจนปัญญาจะหลบ ทำได้เพียงเอนตัวหงายหลังว่องไว พยายามเลี่ยงตำแหน่งที่ถูกเล็งเป้า
บึ้ม! การ์ดเนอร์·มาร์ตินถูกแรงระเบิดซัดจนกระเด็น
รอยแตกคล้ายใยแมงมุมบนชุดเกราะสีเงินในบริเวณหน้าอก แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที ฉีกผิวหนังกับเนื้อด้านล่างออกจากกัน
การโจมตีเมื่อครู่ถือว่าเล่นงานจุดอ่อนของการ์ดเนอร์·มาร์ตินได้แม่นยำ หากไม่มี ‘ชุดเกราะอหังการ’ ช่วยรับความเสียหายส่วนใหญ่ไว้ เขาคงตายคาที่แล้ว
ศีรษะคล้ายการ์ดเนอร์·มาร์ติน ซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือด ลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับลากกระดูกสันหลังโชกเลือด
อีกด้านหนึ่ง ศพไร้หัวของโอลเซ่นที่ได้รับความเสียหายหนัก กำลังลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
ศีรษะของ ‘การ์ดเนอร์·มาร์ติน’ เล็งไปยังลำคอขาดโบ๋นั่น แล้วเสียบกระดูกสันหลังสีขาวเข้าไป
ท่ามกลางเสียง ‘กึก’ ‘การ์ดเนอร์·มาร์ติน’ ซึ่งราวกับมาจากนรก เริ่มหมุนคอไปมา พลางหัวเราะเสียงน่าขนลุกใส่การ์ดเนอร์·มาร์ติน ผู้รีบย้ายตำแหน่งหนี และกำลังระดมกองทัพอีกาเพลิงสีแดงฉานจนเกือบขาว
“โอลเซ่นตายไปนานแล้ว ข้าคอยควบคุมศีรษะกับร่างมันมาตลอด”
“แต่จากนี้ไป ข้าจะแทนที่เจ้า”
…………
บนทุ่งร้าง ผืนดินกำลังสั่นสะเทือนหนักหน่วง เกิดรอยแยกแตกขยายเป็นทางยาว ประหนึ่งนาคาเพลิงอันโชติช่วง เลื้อยผ่านไปยังดินแดนอันไกลโพ้นในพริบตา
ร่างของ ‘เมจิกเชี่ยน’ กับ ‘จัสติส’ เริ่มเผยเค้าโครงให้เห็น
……………………………………………………..