ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 486 แผนการของ ‘คนในกระจก’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 486 แผนการของ ‘คนในกระจก’
ตอนที่ 486 แผนการของ ‘คนในกระจก’
…………….
เมื่อฝูงอีกาไฟสีขาวโชติช่วงบินจากด้านหลังเสาหินสีดำ ลูเมี่ยนก็ตอบสนองทันที
ในฐานะ ‘นักล่า’ ขณะฟรังก้ากำลังวินิจฉัย ‘ต้นตอ’ อาการป่วยของอ็องโตนี เด็กหนุ่มเองก็ดูสนอกสนใจ แถมยังร่วมปรึกษาหารือ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่เคยหยุดสังเกตสิ่งรอบตัว ยังไม่ละทิ้งความระแวงขั้นต่ำสุด
ในดินแดนสุดแสนอันตรายและน่าพรั่นพรึงเช่นนี้ ใครมันจะไปละเลยสิ่งรอบข้าง จนจดจ่อสมาธิอยู่กับบทสนทนาเพียงอย่างเดียว?
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอีกาสีขาวโชติช่วงฝูงใหญ่ ลูเมี่ยนผลักสองมือออกไปทางนั้นทันที
พร้อมกับการเคลื่อนไหวของเขา ลูกไฟสีแดงขนาดมหึมา ก่อตัวขึ้นในพริบตาแล้วพุ่งเข้าหาเป้าหมาย
ลูกไฟนี้เพิ่งลอยออกไปไม่กี่เมตร ยังไม่ทันชนกับเป้าหมาย ก็ระเบิดกระจายเนื่องจากโครงสร้างไม่มั่นคง
ท่ามกลางเสียงระเบิดอึกทึกครึกโครม คลื่นกระแทกผสมกับสะเก็ดลูกไฟ กวาดไปด้านหน้าและด้านข้างพร้อมกัน ถาโถมใส่ฝูงอีกาไฟสีขาวโชติช่วงเกือบทั้งหมด ดุจดังฤดูน้ำหลาก
อีกาสีขาวเหล่านี้ เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นไฟ ก็เริ่มโคลงเคลงท่ามกลางกระแส ‘พายุ’ จนกระทั่งสูญเสียเสถียรภาพไป ระเบิดออกกลางอากาศก่อนกำหนด กลายเป็นดอกไม้ไฟตระการตา
อีกาไฟบางส่วน แม้จะบินอ้อมจากด้านข้าง ก็ยังได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดไม่มากก็น้อย บางลูกเบี่ยงออกจากวิถี บางลูกถูก ‘เป่าดับ’ ไปหลายส่วน
หากถามว่าใครเชี่ยวชาญการรับมือกับฝูงอีกาไฟ คำตอบก็คงเป็น ‘นักล่า’ โดยเฉพาะ ‘นักวางเพลิง’ กับ ‘นักวางแผน’ ซึ่งเป็น ‘นักล่า’ ในลำดับที่สูงกว่า!
ด้วยการแทรกแซงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น ‘นักลอบสังหาร’ อย่างฟรังก้ากับจินนา หรือ ‘นักจิตบำบัด’ อย่างอ็องโตนี·รีด ต่างก็หลบหลีกอีกาไฟสีขาวโพลน ซึ่งมีคุณสมบัติติดตามเป้าหมายเล็กน้อยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พลางมองดูสิ่งอันตรายเหล่านี้ตกสู่พื้นแล้วลุกไหม้
วินาทีถัดมา ฟรังก้าก็ซ่อนกาย ส่วนจินนาวิ่งไปทางเสาหินสีเทาต้นใกล้ๆ พลางโปรยผงเรืองแสง แล้วสวดคาถา ‘ล่องหน’ เป็นภาษาเฮอร์มิส
อ็องโตนี ราวกับกลับไปอยู่ในสนามรบ กลิ้งตัวแล้ววิ่งต่อ อ้อมไปยังเสาหินสภาพดีสีเทาอีกต้นหนึ่ง หวังซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง
ลูเมี่ยนยังคงปักหลักในตำแหน่งเดิม สองมือค้างอยู่ในท่าผลัก เรือนผมสีบลอนด์ทองปนดำปลิวไสวใน ‘คลื่นลม’ ธรรมชาติ ซึ่งพัดย้อนกลับมาเพราะแรงระเบิดของลูกไฟยักษ์
เด็กหนุ่มมองหน้าการ์ดเนอร์·มาร์ติน ผู้มีความสูงไม่เท่าเดิม บนใบหน้ามีเลือดเปื้อน พลางเอ่ยคำเย้ยหยัน
“นี่คือคำทักทายหรือไง? อีกาไฟพวกนี้ก็ส่งมาต้อนรับสินะ?”
“อ๊ะ…ทำไมร่างกายเปลี่ยนไปล่ะ? แถมยังทิ้งชุดเกราะไปด้วย แกคือการ์ดเนอร์·มาร์ตินในกระจกสินะ?”
การ์ดเนอร์·มาร์ติน สวมชุดทางการสีดำ เสื้อกั๊กสีเหลือง มิได้เปิดฉากโจมตีต่อ เพียงหยุดนิ่ง พลางหัวเราะอย่างเยือกเย็น
“ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะกลายเป็นการ์ดเนอร์·มาร์ตินตัวจริง”
ได้ยินแบบนั้น ลูเมี่ยนก็ไม่รีบ ‘เทเลพอร์ต’ ไปด้านหลังของอีกฝ่าย เพียงหัวเราะ ‘เหอะๆ’ แล้วพูดต่อ
“แสดงว่าแกยอมรับแล้วสินะ ว่าปัจจุบันยังเป็นเพียงของปลอม?”
เด็กหนุ่มพยายามยั่วยุ พยายามปลุกเร้าอีกฝ่าย เพื่อดูว่า ‘คนในกระจก’ เหล่านี้วางแผนใดไว้
คงไม่ใช่แค่ต้องการสวมรอยแทนตัวจริง เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนโลกความจริงหรอกกระมัง?
มันอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมาย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และคงไม่ใช่เป้าหมายหลักด้วยซ้ำ มิฉะนั้นการกระทำของ ‘คนในกระจก’ คงไม่ซับซ้อนขนาดนี้
การ์ดเนอร์·มาร์ตินในกระจก มองไปทางซ้ายขวาของลูเมี่ยนอย่างละที ประหนึ่งกำลังค้นหาฟรังก้ากับจินนา ผู้เข้าสู่สภาวะล่องหนไปแล้ว
เผชิญกับการเย้ยหยันของลูเมี่ยน อีกฝ่ายแค่นเสียงแล้วพูด
“ของปลอม? สุดท้ายแล้ว ฝ่ายที่จะได้กำชัย ฝ่ายที่จะมีชีวิตรอด อาจมีเพียงพวกเรา ผู้เป็นแค่ของปลอม”
“ดูสิ ทรีอาร์ยุคที่สี่ถูกทำลายไปแล้ว เหลือแต่ซากปรักหักพังกับโครงกระดูก แต่ทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจกยังคงอยู่ พลเมืองทั้งหมดยังมีชีวิต”
เอ็งเรียกของแบบนี้ว่ามีชีวิต? ลูเมี่ยนไม่ขัดจังหวะการเล่าด้วยน้ำเสียงแฝงความแค้นของการ์ดเนอร์ในกระจก
ผู้วิเศษสุดแกร่งในร่างที่ไม่ลงตัวนี้ หัวเราะพลางกล่าว
“ของปลอม? สมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ที่พวกเจ้าพบเจอในชีวิตประจำวัน มีพวกเราแฝงตัวอยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไร เป็นเหล่าครอบครัวผู้เดินออกจากในกระจก นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ผนึกรั่วไหลเมื่อหลายสิบปีก่อน ทางเราก็แอบดำเนินการเรื่องนี้อย่างลับๆ มาตลอด”
“ไม่เช่นนั้น พวกการ์ดเนอร์·มาร์ติน โทนี่·ทเวน หรือดีสต์ จะรู้ได้อย่างไรว่าฟอม็องดา·เซารอนเดินเข้าไปในคูหาใต้ดิน เข้าไปในตราผนึก? จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นหมายถึงตะกอนพลังลำดับ 1 ‘ผู้พิชิต’ จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องมุ่งเน้นสำรวจใต้ดิน จนถูกครอบงำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว?”
“…” ลูเมี่ยนฟังแล้วอึ้งไปครู่หนึ่ง
เรื่องนี้มีการวางแผนจากพวก ‘คนในกระจก’ ด้วยหรือ?
บัดซบ! เรื่องนี้มีกี่ฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง มีกี่แผนการซ้อนทับกันแน่?
แม้คำพูดของการ์ดเนอร์ในกระจก จะทำให้เรื่องราวที่เคยคลุมเครือกลายเป็นชัดเจน เหมือนได้เติมชิ้นส่วนปริศนาแสนสำคัญ ช่วยให้รายละเอียดหลายจุดไม่ดูฝืนอีกต่อไป แต่ลูเมี่ยนก็ยังรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่ออยู่ดี
มีแผนการมากเกินไป มีหลายฝ่ายมากเกินไปแล้ว! มิหนำซ้ำ เบื้องหลังแผนการก็ยังมีแผนการอื่นซ้อนทับ พัวพันยุ่งเหยิงไม่ต่างอะไรกับใยแมงมุม!
การ์ดเนอร์ในกระจกกลับมามีสีหน้าปกติ ยิ้มแล้วพูดว่า
“เจ้าคิดว่า ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ รู้เรื่องเทวรูปสีดำนั่นจากไหน? รู้ได้อย่างไรว่า สามารถใช้ประโยชน์จากโลกในกระจก เพื่อหาวิธีหลบเลี่ยงตราผนึกเข้ามาได้?”
“พวกเจ้ากล้าพกเทวรูปนั่นติดตัวไปตลอดรอดฝั่งจริงหรือ? มันไม่มีคุณค่าอันใดเลยสำหรับทางนั้น ส่งมาให้ข้าดีกว่า แล้วจะยอมปล่อยให้พวกเจ้าออกจากโลกในกระจกไป”
“ไม่ต้องกังวล พวกเจ้าไม่ใช่การ์ดเนอร์·มาร์ติน ข้าไม่อาจแทนที่ได้ และพวกเราก็ไม่มีความแค้นฝังลึกต่อกัน”
กำลังจะบอกว่า อีกาไฟเมื่อครู่เป็นคำทักทายจริงๆ หรือไง? ลูเมี่ยนยิ้มมุมปากขณะกล่าว
“ก็หมายความว่า เทวรูปนั่นมีคุณค่ามากสำหรับพวกแกสินะ? คิดจะเอาไปทำอะไรล่ะ?”
ลูเมี่ยนสงสัยว่า กระบวนการค้นพบหรือได้รับเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ อาจถูกชี้นำโดยตรงจาก ‘คนในกระจก’ เหล่านี้ หรือกล่าวได้ว่า แผนการของพวกเขาย่อมต้องไม่ธรรมดา
การ์ดเนอร์ในกระจกตอบด้วยรอยยิ้มมุมปาก
“คิดว่าข้าจะบอกเจ้าหรือ?”
“พวกแกรับใช้ใครกันแน่?” ลูเมี่ยนขัดจังหวะ
ปากของการ์ดเนอร์ในกระจกเพิ่งจะอ้าออก สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง แววตาแฝงความอาฆาต
“นั่นคือคำตอบทั้งหมด!”
เมื่อเห็นการ์ดเนอร์ในกระจกเป็นเช่นนี้ ลูเมี่ยนเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า แม้พวก ‘คนในกระจก’ จะสามารถทำตัวตามปกติได้แทบทุกสถานการณ์ แทนที่ร่างต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากถูกลากเข้าไปพัวพันกับปัญหาบางอย่าง การควบคุมตัวเองก็จะทำได้ยากขึ้น จนเผยด้านสัตว์ประหลาดออกมา
การ์ดเนอร์ในกระจกเพิ่งจะอ้าปาก เตรียมโน้มน้าวให้พวกลูเมี่ยนส่งเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำให้ตน แต่ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเขา
เป็นฟรังก้า ผู้ไม่ได้สวมชุดนักลอบสังหาร เธอดีดดาบซ่อนแขนออกจากข้อมือซ้าย เคลือบด้วยเปลวไฟสีดำ แทงใส่หน้าอกของการ์ดเนอร์ในกระจก
บุรุษใบหน้าโชกเลือดรายนี้แตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกทันที
เขาเผยร่างอีกครั้งจากอีกด้านของเสาหินสีดำ ตรงขอบของพื้นถล่ม หัวเราะอย่างน่าขนลุกพร้อมกับกล่าว
“พวกเจ้ากำลังถ่วงเวลา เตรียมความพร้อม ข้าก็เช่นกัน!”
พูดจบ ตรงซากเสาหินสีเทาขาว ซึ่งพังทลายโดยสิ้นเชิงด้านนอกเขตพื้นถล่มที่มีลาวาไหลเวียน พลันเกิดแสงวาบขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายคนหนึ่ง
ใบหน้าของชายคนนั้นก็เปื้อนเลือดเช่นกัน ผมสั้นสีเชือกป่าน คิ้วสีน้ำตาลค่อนข้างหนา ตาสีฟ้าอ่อน ริมฝีปากบาง แม้ใบหน้าจะดูธรรมดา แต่ก็คล้ายคลึงฟรังก้าอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นร่างนั้น คำหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมองฟรังก้า
“ฉิบหายแล้ว…”
นั่นคือตัวเธอในอดีต เมื่อครั้งยังเป็นผู้ชาย!
ตั้งแต่นึกสงสัยว่า ดินแดนแห่งนี้อาจเป็นทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจก เธอก็กังวลมาตลอด ว่าตัวเองในอดีตจะโผล่ออกมา เปิดเผยตัวตนต่อหน้าจินนา แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงจนได้
จบสิ้นแล้ว ตายทางสังคมแล้ว…ขณะความคิดนี้แล่นผ่านหัวสมองฟรังก้า เธอก็เห็นสตรีผู้หนึ่ง เดินออกจากหลังต้นเสาหินสีเทาสภาพสมบูรณ์อีกต้น
ผมดำขลับ ปล่อยสยายบนไหล่ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ กางเกงขายาวสีเข้ม ใบหน้าชัดลึกนุ่มนวล สะสวยสง่างาม แต่ดวงตาสีน้ำเงินกลับเต็มไปด้วยแววเย้ยหยันจนเก็บซ่อนไม่อยู่
เอ่อ…ท…ทำไมถึงดูเหมือนชาร์ลนักล่ะ? ตัวเขาในกระจกเป็นผู้หญิงหรือไง? ฟรังก้าครุ่นคิดพลางกลับไปล่องหน พร้อมกับรีบกวาดสายตาไปรอบตัว
จากหลังเสาหินสีเทาต้นอื่น อีกสองร่างเผยตัวออกมา คนหนึ่งเป็นชายสวมชุดทหารรับจ้าง ผมสีเชือกป่านจัดทรงอย่างหล่อเหลา ใบหน้างามงดคล้ายจินนา อีกคนเป็นสตรีสวมชุดสีเขียวทหารหัวจรดเท้า รูปร่างค่อนข้างอวบอิ่ม ดูมีวัยวุฒิ หน้าตาค่อนข้างสวย ดวงตาลึกล้ำดุจดังสระโบราณกลางป่า
บัดซบ! จินนาร่างผู้ชาย กับอ็องโตนีร่างผู้หญิง! อ็องโตนียิ่งหล่อเท่ ยิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์! ไม่เห็นจะเหมือนกับโลกในกระจกข้างนอกเลย? ฟรังก้าสงสัยพลางโล่งใจไปพร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้ ร่างของ ‘เขา’ ในอดีตก็ได้ข้อแก้ตัวอย่างสมเหตุสมผลแล้ว!
ลูเมี่ยนเองก็รู้สึกสงสัย ว่าเหตุใดตนถึงสลับเพศในกระจก
ตนกับจินนาไม่เหมือนฟรังก้า ผู้มีอดีตแตกต่างกับปัจจุบัน ต่อให้กระจกสะท้อนตัวตนในอดีต ก็ไม่ควรออกมาเป็นแบบนี้
ถ้าจะบอกว่านี่คือปรากฏการณ์ ‘แปลงเป็นสตรี’ อันเกิดจากโลกในกระจกของนางมาร ซ้อนทับกับสภาวะในอดีต เช่นนั้นแล้ว จินนาก็ควรต้องเป็นผู้หญิง!
ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนนึกขึ้นได้ว่าเส้นทาง ‘นักล่า’ ก็มีคุณสมบัติเปลี่ยนจากหญิงเป็นชาย แถมยังอยู่ติดกับเส้นทาง ‘นางมาร’
หรือว่าโลกในกระจกนี้ ได้รับอิทธิพลจากซากศพหรือเทวานุภาพตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ด้วย? หรืออาจเป็นกรณีคล้ายกับมิสเตอร์ฟูลและราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค พลังที่ควบคุมทั้งสองเส้นทางนี้รั่วไหลออกมา ก่อให้เกิดโลกในกระจกแบบพิเศษ จนทุกสิ่งพลิกกลับด้านไปหมด? ลูเมี่ยนไม่ได้คิดต่อ เพราะการ์ดเนอร์ในกระจก พร้อมด้วยผู้ช่วยทั้งสี่ เริ่มลงมือโจมตีแล้ว
‘คนในกระจก’ ผู้สวมชุดทางการสีดำ เสื้อกั๊กสีเหลืองรายนี้ เผยความอาฆาต ตื่นเต้น และปรารถนาอย่างไม่ปิดบัง
…………
บนทุ่งร้าง ผืนดินทั้งแผ่นคล้ายกับจมลงไปสองถึงสามเมตร
ทหารเหล็กร่างยักษ์ กับคนยักษ์ผิวเหลืองของดีสต์ ปักหลักอยู่ตรงริมขอบพายุลมกระโชก ผ่านไปทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง จะมีสักตนหนึ่งเกิดระเบิดดังอึกทึกครึกโครม กลายเป็นเศษซาก
แม้ว่าประธานชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก กับสนาร์เนอร์·ไอน์ฮอร์น จะระแวงซึ่งกันและกัน แต่ในภาพรวมยังคงจดจ่ออยู่กับสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง ซึ่งดูเหมือนจะมีสติปัญญาขึ้นมาบ้าง จนเริ่มรับมือได้ยาก
ท่ามกลางการศึกโรมรันอันดุเดือด พวกเขาสามารถตรึงหรือกดฟอม็องดา·เซารอนลงกับพื้นได้สองสามครั้ง แต่ตัวเองก็ได้รับผลกระทบ อยู่ในสภาวะย่ำแย่ ฉวยโอกาสแทบไม่ได้
เฉกเช่นในตอนนี้ ทุกคนต่างสูญเสียความสามารถชั่วคราว
ทันใดนั้น มวลความรู้นับไม่ถ้วนถาโถมเข้ามาดุจดังกระแสน้ำ ก่อนจะก่อตัวเป็นหญิงงาม สวมเสื้อนอกกัปตันสีน้ำตาล ผมยาวสีเกาลัด ดวงตาสีเหมือนทะเลคราม
สนาร์เนอร์และดีสต์ต่างก็ใจหายวาบ กังวลว่าผู้มาใหม่จะฉวยโอกาสชุบมือเปิบเอาตะกอนพลัง ‘ผู้พิชิต’ ไป
หญิงสาวผู้มาใหม่ ทั้งสองต่างทราบดีว่าเป็นใคร
ธิดาคนโตของจักรพรรดิโรซายล์ผู้ล่วงลับ แบร์นาแดต·กุสตาฟ!
พระองค์ก็เป็นเทวทูตเช่นกัน!
แบร์นาแดต ผู้ถือตะเกียงสีทองอ่อน ชำเลืองมองการต่อสู้ของเหล่าเทวทูตครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้เข้าร่วม เพียงกลายร่างเป็นกระแสความรู้อีกครั้ง ไหลบ่าไปยังทรีอาร์ยุคที่สี่ซึ่งถูกหมอกสีเทาปกคลุม
พระองค์ทำราวกับว่า ตนเพียงบังเอิญผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
“…” สนาร์เนอร์กับดีสต์ต่างฉงนใจกับพฤติกรรมดังกล่าว แต่แล้วก็รวบรวมสติ กลับเข้าสู่สงครามของตัวเองต่อ
……………………………………………………..