ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 485 ‘เสารัตติกาล’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 485 ‘เสารัตติกาล’
ตอนที่ 485 ‘เสารัตติกาล’
หมอกสีเทา ณ บริเวณใจกลางเริ่มหนาแน่นขึ้น แผ่ขยายไปทุกซอกมุมของทรีอาร์ยุคที่สี่
การ์ดเนอร์·มาร์ติน สวมชุดเกราะเต็มตัวสีเงิน กลับไม่ตกใจแต่รู้สึกยินดีปรีดา นับตั้งแต่ยอมรับการกัดกร่อนจากบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาด จนได้ยินเสียงอันยิ่งใหญ่นั่น ในความฝันของเขาก็มักเห็นภาพเช่นนี้บ่อยครั้ง ช่วยให้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเกิด ประตูบ้านเปิดต้อนรับอย่างอบอุ่น
การ์ดเนอร์·มาร์ตินรีบวิ่งตรงไป มุ่งหน้าสู่เขตใจกลางทรีอาร์ยุคที่สี่ มุ่งหน้าสู่ดินแดนร่วงหล่นของเทพแท้จริง
…………
บนถนนที่คับแคบ จนผู้คนในอาคารสองฝั่งแทบจะเหยียดแขนออกจากหน้าต่างมาขอจับมือได้ ลูเมี่ยนกับพรรคพวก สองคนนำหน้า สองคนตามหลัง กำลังวิ่งตรงไป
วิ่งไปได้เพียงสิบกว่าก้าว ลูเมี่ยนก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งล่องหน ยื่นออกจากหมอกสีเทาบรรยากาศมืดมิด ประหนึ่งแขนจำนวนมากของสิ่งมีชีวิตอันน่าพรั่นพรึง กำลังลูบไล้อย่างแผ่วเบาแลเชื่องช้า จากบนลงล่าง สัมผัสกับผิวของทุกชีวิตในบริเวณนี้ เพื่อกำหนดว่าใครคือเหยื่อของมัน
หนังศีรษะของลูเมี่ยนชาวาบ ทุกการถูกสัมผัส แม้จะมีเสื้อผ้าปกคลุม ก็ยังไม่อาจระงับความรู้สึกขนลุกชูชันได้
เด็กหนุ่มนึกอยากต่อต้านสิ่งล่องหนนี้โดยสัญชาตญาณ แต่ทันใดนั้นก็นึกถึงคำของเทอร์มีโพลอส
“ห้ามหยุด ห้ามหันหลัง ห้ามเทเลพอร์ต ห้ามฉุดกระชากพวกพ้อง!”
แม้จะไม่ได้รวมถึงการห้ามต่อต้าน ห้ามป้องกัน หรือห้ามโจมตี แต่ลูเมี่ยนคิดว่าควรจะรอดูต่อไปอีกสักหน่อย
เด็กหนุ่มอดกลั้นความอยากจุดไฟเผาสิ่งล่องหนพวกนี้ พยายามฝืนเดินหน้าต่อไป
จินนาด้านข้างเขา ฟรังก้ากับอ็องโตนีด้านหลังเขา ต่างก็จับตามองพฤติกรรมของเขาอยู่ตลอด ลูเมี่ยนไม่ทำสิ่งใด พวกเขาก็ไม่ทำ ลูเมี่ยนทำสิ่งใด พวกเขารีบทำตาม
ขณะนี้ เมื่อเห็นว่าลูเมี่ยนไม่ได้ต่อสู้กับสิ่งล่องหนในหมอกสีเทามืดมัว รวมถึงไม่ตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนก็ได้แต่ฝืนใจ ทนรับการสัมผัสแผ่วเบาซึ่งแฝงไว้ด้วยอันตรายยิ่งยวด แล้ววิ่งไปข้างหน้าไม่หยุด
ระหว่างทาง ฟรังก้ารู้สึกว่าสิ่งล่องหนเหล่านี้ มีกลิ่นอายคุ้นเคยอยู่บ้าง
เมื่อนึกได้ว่า ดินแดนแห่งนี้น่าจะเป็น ‘ทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจก’ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับเส้นทาง ‘นางมาร’ เธอก็ค้นพบคำตอบได้รวดเร็ว
สิ่งตกค้างจากนางมารระดับสูงสักคน? ฟรังก้าจินตนาการภาพในหัว
แมงมุมยักษ์สีดำสนิท ครึ่งคนครึ่งสัตว์ นอนขดตัวเงียบงันอยู่ในส่วนลึกของหมอกสีเทา แผ่ขยายใยแมงมุมนับไม่ถ้วนของตน ซึ่งแต่ละเส้นราวกับมีชีวิตจิตใจ กระจายไปยังทุกทิศทาง พยายามค้นหาและจับเหยื่อ
หลังจากวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปอีกสิบกว่าก้าว ลูเมี่ยนค้นพบด้วยความประหลาดใจกึ่งดีใจ ว่าสิ่งล่องหนเหล่านั้นเริ่มถอยห่างออกไป เลิกจงใจสัมผัสตน เพียงแต่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเสียดสีไม่ได้ เนื่องจากมันกระจายตัวอยู่รอบๆ
ดูเหมือนว่า นี่คงเป็นการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจาก พวกตนเข้าใกล้ต้นกำเนิดของสิ่งล่องหนเหล่านี้มากขึ้นทุกที
สิ่งล่องหนจะจับเฉพาะเหยื่อที่พยายามหนีเท่านั้น!
เมื่อวิ่งออกจากถนนแคบ เข้าไปในหมอกสีเทาหนาทึบ ลูเมี่ยนก็รู้สึกขนลุกชัน หลังเย็นวาบขึ้นมาทันที
สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนว่า ข้างหน้ามีอันตรายใหญ่หลวง อันตรายในระดับทำลายพวกตนได้ หากเข้าไปใกล้ จะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่กล้าจินตนาการถึง
พวกฟรังก้าต่างชะลอฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากความน่าสะพรึงกลัวอันลึกล้ำตรงหน้า ซึ่งราวกับจะจับจ้องได้ เปรียบเสมือนปากกระบอกปืนกำลังจ่อหน้าผากของพวกตน พร้อมจะยิงกระสุนได้ทุกเมื่อ
ลูเมี่ยนกัดฟัน เดินหน้าต่อไป
ในเมื่อเลือกเชื่อคำแนะนำของเทอร์มีโพลอสไปแล้ว ก็ต้องยืนหยัดจนกว่าจะเจอข้อพิสูจน์ขั้วตรงข้ามกัน ไม่เช่นนั้นก็ควรลองวิธีอื่นตั้งแต่ต้น!
เมื่อเขาไม่หยุด จินนา อ็องโตนี และฟรังก้าก็ไม่กล้าหยุด ประหนึ่งกลุ่มคนเขลาสี่คน รู้อยู่แก่ใจว่าข้างหน้าเป็นผาสูง รู้ว่าตัวเองกระจ้อยร่อย รู้ว่าตัวเองจะแหลกเป็นผุยผง แต่ก็ยังอาสาวิ่งเข้าไป
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนเห็นจากหางตา ว่าร่างของจินนากำลังลุกไหม้ด้วยเพลิงสีดำ จนเธอเผยสีหน้าเจ็บปวด แววตาเต็มล้นด้วยความหวาดกลัว
เพล้ง! จินนาแตกกระจายเหมือนเศษกระจก ร่างของเธอถูกวาดใหม่ แต่ยังคงมีเพลิงสีดำติดตัว ซ้ำยังมีน้ำแข็งเกาะอีกชั้น
เธอมองไปทางลูเมี่ยน แสดงสีหน้าวิงวอน
ลูเมี่ยนยกมือซ้ายขึ้นโดยสัญชาตญาณ เตรียมจะช่วยจินนา แต่หลังจากลังเลชั่วครู่ เด็กหนุ่มก็หดมือกลับ แล้วมองไปข้างหน้าอีกครั้ง
ห้ามฉุดกระชากพวกพ้อง!
ดวงตาของจินนาพลันฉาบไปด้วยความสิ้นหวัง ผสมกับความประหลาดใจระคนคับแค้น
เธอไอ แล้วหยุดเดิน
ทันใดนั้น หญิงสาวถูกสิ่งล่องหนรัดพันหลายชั้น แล้วลากไปทางส่วนลึกของหมอกสีเทาเบื้องหน้า
ฟรังก้าเปลี่ยนสีหน้า เตรียมจะให้ความช่วยเหลือ แต่คำเตือนของลูเมี่ยนก็แล่นเข้ามาในหัว
เธอลังเล
ขณะเดียวกัน ใบหน้าของจินนาฉาบล้นด้วยความอาฆาตแค้น เลือดซึมออกจากรูขุมขนจนดูเหมือนคราบสกปรก ปากก็เปล่งเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง ประหนึ่งกำลังสาปแช่งทุกคน
เมื่อเห็นภาพนี้ ลูเมี่ยนและคนอื่นๆ กลับรู้สึกโล่งใจ
จินนาแบบนี้ ชัดเจนว่าเป็น ‘คนในกระจก’ เสียมากกว่า!
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง จินนาหายไปในส่วนลึกของหมอกสีเทา แล้วเสียงก็เงียบลง
แทบจะในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนเห็นจากหางตาว่า จินนาอีกคนถูกวาดขึ้นด้านข้าง เธอกำลังวิ่งเต็มฝีเท้า ใบหน้าแฝงความกังวลปนตึงเครียด
นั่นปะไร! ลูเมี่ยนเริ่มเข้าใจแล้ว เหตุใดเทอร์มีโพลอสถึงบอกว่าห้ามฉุดกระชากพวกพ้อง
ภายในนี้ พวกพ้องอาจสลับตัวกับคนในกระจกได้ทุกเมื่อ การช่วย ‘คนในกระจก’ กลับเป็นการทำร้ายพวกพ้องตัวจริง และทำให้ตัวเองหลอมรวมเข้ากับที่นี่อย่างสมบูรณ์ กลายเป็น ‘อาหาร’ ของแหล่งกำเนิดสิ่งล่องหน
บัดซบ! พูดให้ชัดๆ มันจะตายหรือไง? เหตุผลก็ไม่ได้ซับซ้อนเลยสักนิด จำเป็นต้องให้เราเรียนรู้เอง เอาชนะเองด้วยหรือไง! ขณะรำพันตำหนิเทอร์มีโพลอส ลูเมี่ยนก็วิ่งอย่างบ้าคลั่งด้วยความมุ่งมั่นยิ่งขึ้น
ผ่านไปสักระยะ ทั้งสี่เผชิญกับปัญหาคล้ายเดิมอีกหลายครั้ง แต่ด้วยประสบการณ์เก่า ไม่มีใครหยุดเพื่อต่อสู้ ไม่มีใครหันหลังหนี เพียงอดทนต่อแรงกระตุ้น แม้ใจอยากช่วยพวกพ้องใจแทบขาด
ลูเมี่ยนกับพรรคพวกไม่มีเวลาสังเกตสภาพแวดล้อมรอบๆ ทุกคนยึดเสาสีดำต้นเขื่องเป็นเครื่องหมาย พยายามวิ่งเป็นเส้นตรง เพียงแต่บางครั้งก็ต้องหลบสิ่งกีดขวาง
จนกระทั่ง เสาสีดำต้นนั้นก็อยู่ข้างหน้าไม่ไกล
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยน อ็องโตนี ฟรังก้า และจินนา ต่างค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า อันตรายรอบตัว อันตรายที่ใกล้จะเผชิญ ล้วนอันตรธานไปอย่างน่าอัศจรรย์
ไม่ใช่ ไม่ได้หายไป มันอยู่ด้านหลังลูเมี่ยนกับพวกพ้องแล้ว อยู่ในตำแหน่งอันไกลโพ้น!
วิ่งเข้าหาอันตราย กลับกลายเป็นห่างไกลจากมัน? เฉกเช่นอาณาเขตพื้นกระเบื้องหินสีดำบนทุ่งร้าง ทิศทางภายในนี้ก็ผิดเพี้ยน สับสนอลหม่านเช่นกัน? ลูเมี่ยนรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง ไม่ได้หยุดเพื่อเฉลิมฉลอง ยังคงมุ่งมั่นวิ่งไปทางเสาสีดำต้นใหญ่
หากไม่มีเขาเป็นตัวอย่าง ฟรังก้ากับจินนาคงหันกลับไปมองแล้ว แต่ยามนี้ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อไป ด้วยความโล่งใจระคนหวาดกลัว
วิ่งไปอีกหลายสิบเมตร ทั้งสี่ก็มาถึงลานกว้าง ใจกลางเป็นเสาสีดำต้นใหญ่
พื้นปูด้วยกระเบื้องหินสีดำอ่อน รอบๆ มีเสาหินสีเทาขาวพังถล่มไปไม่น้อย เหลือยืนหยัดอยู่เพียงไม่กี่ต้น
เมื่อนำไปเปรียบกับเสาสีดำต้นใหญ่ เสาหินสีเทาที่ ‘รอดตาย’ เหล่านี้ดูกระจ้อยร่อยราวกับมด
เสาหินสีดำต้นใหญ่นี้ ใหญ่โตยิ่งกว่า ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ที่ลูเมี่ยนเคยเห็นในชั้น 3 ของสุสานใต้ดินเสียอีก มันทอดยาวไปถึงท้องฟ้าที่คล้ายกับมีเปลวไฟล่องหนลุกไหม้ บอกไม่ได้ว่าสุดปลายอยู่ตรงไหน
ทิวทัศน์ตรงหน้าทำให้ลูเมี่ยนนึกถึงพื้นกระเบื้องหินสีดำ กับเสาหินสีเทาจำนวนมากบนทุ่งร้างด้านนอก แต่แถวนั้นไม่มีสิ่งใดดูคล้ายคลึงกับเสาหินสีดำต้นใหญ่นี้เลย
‘เสารัตติกาล’ แถวนั้นพังถล่ม ถูกทำลายไปแล้ว ส่งผลให้พวกโครงกระดูกเก่าคลานออกมาได้ จนเกิดมลทินกับบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาดสินะ? ในภายหลังจึงซ่อมแซมด้วยการสร้างสุสานใต้ดิน แล้วย้ายซากศพจำนวนมากออกไป? ลูเมี่ยนคาดเดาบางสิ่งจากข้อมูลนี้
ฟรังก้ากับจินนาจ้องมองลานกว้างเบื้องหน้า แลเห็นว่าพื้นรอบๆ เสาสีดำต้นใหญ่นั่น ล้วนทรุดตัวลงไป ด้านล่างคล้ายกับมีลาวาสีขาวโชติช่วงไหลเวียน รวมถึงสิ่งที่คล้ายกับหนวดรยางค์สีดำผลุบๆ โผล่ๆ
สัญชาตญาณมิได้ร้องเตือนถึงอันตราย แต่พวกลูเมี่ยนต่างก็เชื่อว่า มันอาจอันตรายเหนืออื่นใด จนอยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจของตน
ติดกับเสาสีดำต้นใหญ่นั้น คือมนุษย์หิมะสูงราวหนึ่งเมตรเจ็ดสิบแปด ใบหน้าเยือกแข็งของมันมีรอยแตกเป็นตา จมูก และปาก แต่ไม่มีหู
เมื่อสายตาของลูเมี่ยนกวาดผ่านมนุษย์หิมะโดยไม่คิดอะไร ทันใดนั้นก็ต้องชะงักงัน
เด็กหนุ่มพบว่า ตรงตาขวาของมนุษย์หิมะ มีคราบสกปรกสีดำเป็นวงกลม ราวกับกำลังสวมแว่นตาขาเดียว
อามุนด์? ลูเมี่ยนตกตะลึงสุดขีด เกือบจะเผ่นหนีไปตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น เสียงอันน่าเกรงขามและก้องกังวานของเทอร์มีโพลอสก็ดังภายในโสตประสาท
“ตายแล้ว”
ตายแล้ว…ลูเมี่ยนแอบถอนหายใจโล่งอก
เมื่อลองคิดตามก็ถือว่าปกติ อามุนด์คือขุนนางใหญ่แห่งจักรวรรดิทูดอร์ในยุคที่สี่ ในสงครามทวยเทพครั้งนั้น ร่างแบ่งภาคของเขาจะตายไปสักสิบสักร้อยตัวก็ไม่เห็นจะแปลก หากถามว่าทำไมถึงไม่มาเก็บกลับ ก็คงเพราะติดขัดกับสภาพแวดล้อมภายในนี้
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ลูเมี่ยนเหมือนจะได้ยิน ‘ความยินดี’ จางๆ จากคำพูดห้วนๆ ของเทอร์มีโพลอสเมื่อครู่
อ็องโตนี ผู้กำลังสังเกตมนุษย์หิมะเช่นกัน พลันรู้สึกว่าหน้าผากเริ่มร้อนรุ่ม ลมหายใจกลายเป็นร้อนผ่าว วิญญาณอ่อนแรงลงกะทันหัน
“ผมติดโรคแล้ว” เขาเตือนพวกพ้องอย่างใจเย็น
โรค…ลูเมี่ยนมองเสาสีดำต้นใหญ่นั่นใหม่
หรือว่านี่คือ ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ของจริง?
หากเป็นตรงนี้ กระทั่งเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ก็ไม่อาจยับยั้งการรุกรานจากโรคภัย?
ฟรังก้าผุดความคิดขึ้นมา จึงพูดกับจินนา
“เอาเทวรูปนั่นออกมา”
ขณะพูด เธอก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่น่าจะแกะสลักจากกระดูกขาวออกมา
เมื่อจินนาหยิบเทวรูปสีดำออกมา ฟรังก้าก็บอกให้อ็องโตนีเข้ามาใกล้ ลองสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายดูสักพักแล้วถาม
“ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”
“ดูเหมือนจะดีขึ้นนิดหน่อย กำลัง…กำลังดีขึ้น” อ็องโตนีไตร่ตรองสภาพร่างกายตัวเองอย่างเข้มงวด
ฟรังก้ายิ้ม
“ก็ว่าอยู่ ทำไมฉันกับจินนาไม่เป็นอะไร แต่คุณดันป่วย”
“ดูเหมือนว่าจะต้องอยู่ใกล้กับเทวรูปนะ ออกห่างได้ไม่มาก”
พูดยังไม่ทันขาดคำ อีกาไฟสีขาวโชติช่วงฝูงใหญ่ ก็บินมาจากด้านหลังของต้นเสายักษ์สีดำ พุ่งเข้าหาคนทั้งสี่
จากนั้น ใครบางคนก็เผยร่างออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นการ์ดเนอร์·มาร์ติน สวมชุดทางการสีดำ เสื้อกั๊กสีเหลือง
เป็นการ์ดเนอร์·มาร์ตินที่ดูแตกต่างไปจากปกติ
เขามองเทวรูปสีดำในมือจินนา กับเทวรูปที่น่าจะแกะสลักจากกระดูกขาวในมือฟรังก้า ด้วยสีหน้าฉาบล้นความโหยหาอันยาวนาน
……………………………………………………..