ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 488 ยั่วยุกันและกัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 488 ยั่วยุกันและกัน
ตอนที่ 488 ยั่วยุกันและกัน
…………….
อีกาไฟหลอมรวมกับโรคของ ‘ทุกข์ระทม’? ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? ถ้าเราสลับไปเส้นทาง ‘นักล่า’ ก็จะมีพลังในทำนองเดียวกันสินะ? การหลอมรวมพลังระหว่างสองเส้นทาง ทำให้มันออกมาพิเศษและพิสดารมากขึ้นสินะ? ฟรังก้าไอไปพลางฟังไปพลาง ทั้งประหลาดใจ เคร่งขรึม และตื่นเต้นจากความคาดหวัง
แม้เธอจะถูกบังคับให้ออกจากสภาวะล่องหน แต่ก็ถือว่าอยู่ใกล้กับอ็องโตนีหญิงมาก จึงยกมือซ้ายขึ้น หันแหวนลงทัณฑ์บนนิ้วโป้ง เล็งไปทางคนในกระจกรายนั้น
แต่ในความเป็นจริง ฟรังก้าไม่ได้ใช้ ‘ทะลวงจิต’ นี่เป็นแค่การแสดงท่าทาง เพื่อหลอกล่อเป้าหมายและศัตรูในเงามืด
เมื่อครู่ เธอสังเกตเห็นการต่อสู้ทางฝั่งของลูเมี่ยน จึงสงสัยว่าอ็องโตนีหญิงก็อาจมี ‘กระจกตัวแทน’ เช่นกัน ส่งผลให้ ‘ทะลวงจิต’ ไม่ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ควรเพิ่มผลข้างเคียงเชิงลบโดยไม่ไปกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ของอีกฝ่าย
‘สร้อยคอเบียทริซ’ บนหน้าอกของฟรังก้าสะท้อนแสงไฟโดยรอบ ปลุกแรงกระหาย ‘อยากประสบความสำเร็จ’ ของอ็องโตนีหญิงอย่างท่วมท้น
เธอค้นพบนานแล้วว่า ‘คนในกระจก’ เหล่านี้ไม่เป็นมิตร ซ้ำยังแค้นเคืองตัวเองบนโลกความจริง กระหายอยากพิสูจน์ตัวเองอย่างแรงกล้า
ความต้องการประสบความสำเร็จ คือจุดอ่อนใหญ่หลวงอันดับหนึ่งของพวกเขา
เมื่อได้ยินเสียงไอแห้งสองครั้งดังใกล้ตัว อ็องโตนีหญิงผู้เป็น ‘นักจิตบำบัด’ ก็เลือกทำเหมือนร่างผู้ชาย
เนื่องจากระยะห่างใกล้เกินกว่าจะหลบการโจมตีพ้น เธอจึงเลือกหันตัวครึ่งหนึ่ง มองไปทางฟรังก้ากับจินนาที่ถูกบังคับให้เผยตัว
ดวงตาของเธอกลายเป็นทรงรีแนวตั้ง เปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน
ข่มขวัญ!
ต่างจากอ็องโตนีชาย อ็องโตนีหญิงเลือกใช้ ‘ข่มขวัญ’ เพราะผู้โจมตีมีสองคน พลังนี้สามารถส่งผลต่อเป้าหมายแบบกลุ่ม
ประหนึ่งลมหายใจของมังกรก็มิปาน ลมหายใจของสิ่งมีชีวิตบนยอดห่วงโซ่อาหารแผ่เข้าครอบงำอย่างฉับพลัน ไม่ว่าจะฟรังก้าหรือจินนา ต่างก็เผยอาการหวาดหวั่นทางสีหน้า ร่างกายสั่นเทาอย่างมิอาจหักห้าม
คนหนึ่งแข็งทื่อขาตาย อีกคนพยายามวิ่งหนีไปยังเสาหินสีเทาใกล้ๆ เพื่อซ่อนตัว
ทว่า ในจังหวะก่อนอ็องโตนีหญิงจะปลดปล่อยพลังข่มขวัญ จินนาผู้ไอกระแอม ก็ลงมือโจมตีเช่นกัน ด้วยการโยนผ้าคลุมเปื้อนเลือดครึ่งผืนในมือออกไป ส่ง ‘ขลุ่ยกระดูก’ กับกล่องไม้กลิ้งไปนอนข้างเท้าของเป้าหมาย
มืออีกข้างของเธอเหนี่ยวไกปืนลูกโม่ ปล่อยกระสุนสีเหลืองทองเคลือบเพลิงทมิฬ พุ่งไปทางอ็องโตนีหญิง
พร้อมกันนั้น เธอได้รับอิทธิพลจาก ‘ข่มขวัญ’ มือขวาสั่นไปตามการเคลื่อนไหวร่างกาย จนกระสุนพลาดเป้าอย่างไม่อาจเลี่ยง
ท่ามกลางเสียงปืน การ์ดเนอร์ในกระจก ผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงา เกือบถูกกระสุนลูกหลงนัดนี้ยิงใส่
โชคยังดี เขาคอยขยับร่างกายอยู่เสมอ จึงพุ่งตัวลงพื้นทันเวลา หลบกระสุนได้ฉิวเฉียด จากนั้นก็กลิ้งตัวเข้าไปหลบในเงาอีกจุดหนึ่ง แล้วหายตัวไป
อ็องโตนีหญิง ผู้ยังไม่บาดเจ็บ บัดนี้ดวงตาราวกับมีเปลวไฟลุกโชน เธอล้มเลิกความคิดที่จะเสริม ‘ก่อโรคประสาท’ ให้กับฟรังก้า ผู้กำลังได้รับอิทธิพลของ ‘ข่มขวัญ’ แต่รีบมองไปทางตัวเองเพศชาย ซึ่งกำลังไอกระแอมพร้อมกับเคลื่อนไหวอยู่
ตึกตึกตึก! เธอวิ่งเข้าไปหา ต้องการเอาชนะอ็องโตนีชายเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ขณะเดียวกัน ด้านหลังของฟรังก้าผู้ยืนแข็งทื่อ กับจินนาผู้กำลังวิ่ง มีสองร่างเผยออกมา ประกบหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่ใช่ใครนอกจากฟรังก้าชายกับจินนาชาย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ซ่อนตัวด้วยพลังล่องหนเช่นกัน
คนแรกดีดดาบซ่อนแขนออกมา เล็งแทงใส่กลางหลังของฟรังก้าโดยไม่ออมมือ ส่วนอีกคนจดจ้องแผ่นหลังของจินนาด้วยสายตาอาฆาต พร้อมกับเหนี่ยวไก
เสียงแตกดังเพล้งสองครั้ง ร่างของฟรังก้ากับจินนาแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจก พร้อมกับหลุดพ้นจากอิทธิพลของ ‘ข่มขวัญ’ แต่อาการคอบวมเจ็บคันของพวกเธอมิได้ทุเลาลง ได้แต่ฝืนอดกลั้นความไม่สบายกาย ต่อสู้กับฟรังก้าชายและจินนาชายไปพลางไอกระแอม
คอของลูเมี่ยนก็เริ่มคัน กระทั่งศีรษะที่เคยชินกับอุณหภูมิสูงก็ยังรู้สึกร้อนผ่าว
ในฐานะ ‘นักพรต’ โรคระดับนี้ยังไม่ถือเป็นการท้าทายความอดทนของเขา สายตายังคงจดจ่ออยู่กับลูเมี่ยนหญิงในตำแหน่งไม่ไกล รอบกายปะทุกระแสเปลวไฟสีแดงเพลิงพันวน กลายเป็นลูกไฟพุ่งออกไป
ในสภาพเส้นเลือดบนใบหน้าปูดโปน ลูเมี่ยนหญิงหัวเราะในคอ แล้วหายตัวไปจากตำแหน่งอีกครั้ง
‘ข้ามโลกวิญญาณ’ อีกแล้ว!
เธอเผยกายอีกครั้งด้านหลังอ็องโตนี ผู้กำลังเคลื่อนไหวอย่างแคล่วคล่อง ราวกับว่าเธอจะไม่หยุด จนกว่า ‘นักจิตบำบัด’ คนนี้จะตายไป
ขณะเดียวกัน ลูกไฟที่เพิ่งพุ่งออกจากตัวลูเมี่ยน ก็แตกกระจายก่อนกำหนด กลายเป็นสะเก็ดแสง
เมื่อครู่เขาแค่แกล้งโจมตี รอจังหวะให้ลูเมี่ยนหญิงใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ แล้วตามไปตลบหลังเธอทันที!
เพื่อการนี้ ลูเมี่ยนไม่เพียงทำให้โครงสร้างของลูกไฟอยู่ในสภาวะไม่เสถียรล่วงหน้า แต่ยังใช้พลังของต่างหู ‘คำลวง’ เพื่อเพิ่มอำนาจ ‘การควบคุมไฟ’ ของตนด้วย
เมื่อปรากฏตัวข้างอ็องโตนีไม่ช้ากว่าลูเมี่ยนหญิงเท่าไร เด็กหนุ่มก็ยกสองมือ ซึ่งล้วนสวมถุงมือสนับสีดำเหล็ก แล้วซัดหมัดใส่อีกฝ่ายเสียงดังหนักแน่น
หมัดชุด!
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนจินตนาการแรงกระหายที่อยากให้อีกฝ่ายได้รับในใจ
แรงกระหายในการแทนที่ตัวจริง!
แรงกระหายนี้กระตุ้นได้ค่อนข้างง่าย ในภายหลังยังจุดระเบิดได้ง่ายกว่าด้วย!
ลูเมี่ยน ผู้สวมถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ เตรียมไว้แล้ว หวังจะครอบงำเป้าหมายด้วยผลข้างเคียงเชิงลบที่อาจเป็นอิสระจาก ‘กระจกตัวแทน’ ส่งผลให้ ‘ตัวเองในกระจก’ ต่อสู้ไม่ได้ชั่วคราว
ท่ามกลางเสียงปะทะ หมัดซ้ายขวาของลูเมี่ยนถูกลูเมี่ยนหญิงยกมือป้องไว้ตามลำดับ แต่เธอไม่มีถุงมือสนับ ท่อนแขนจึงถูกหนามสั้นๆ บนถุงมือ ‘ทุบตี’ เจาะเข้าไปหลายรู จนเลือดไหลซึมออกมา
แววตาของเธอฉาบล้นไปด้วยความคับแค้นแลอาฆาตยิ่งกว่าเก่า ราวกับอยากให้ลูเมี่ยนตายไปในวินาทีข้างหน้า
เธอละทิ้งการจองเวรอ็องโตนี·รีดอย่างสิ้นเชิง
ปักปักปัก! ลูเมี่ยนชกหมัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขัดขวางมิให้ ‘ตัวเองในกระจก’ ได้ใช้พลังใด
ปากของเขาก็เย้ยหยันอีกฝ่ายไปพลาง
“เอ้า? ไม่มีถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ หรือ?”
“อ่อนแอจังเลยนะ แค่สมบัติวิเศษชิ้นเดียว ระดับไม่ถึงครึ่งเทพ ก็ไม่มีปัญญาเลียนแบบแล้ว?”
ลูเมี่ยนทำเช่นนี้ หนึ่งคือเพื่อระบายอารมณ์ สองคือต้องการใช้ ‘การยั่วยุ’ ทำให้ตัวเองในร่างผู้หญิงโกรธ เพิ่มอัตราความสำเร็จในการจุดระเบิดอารมณ์ของถุงมือสนับ ‘ทุบตี’
ลูเมี่ยนหญิงไม่ปิดบังความโกรธขึ้งของตัวเอง ขณะป้องกันพายุหมัด ก็ใช้น้ำเสียงเยาะเย้ย ‘ยั่วยุ’ กลับมา
“ไม่เอาไหน!”
“ถ้าเจ้ารู้ตัวเร็วกว่านี้ เห็นความผิดปกติของโอลัวร์เร็วกว่านี้ ปัญหาอาจถูกแก้ไขได้ทันท่วงที”
“ไม่เอาไหน! ถ้าเป็นข้า รับรองว่าทำได้ดีกว่านี้แน่!”
สมองของลูเมี่ยนอื้ออึ้งไปชั่วขณะ แม้จะเป็น ‘นักพรต’ แล้ว เขาก็ยังถูก ‘ยั่วยุ’ ได้อยู่
นี่คือความเสียใจ ความรู้สึกผิด จากส่วนลึกของหัวใจเขามาตลอด เป็นหนึ่งในรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง
ดวงตาเด็กหนุ่มเริ่มเจือด้วยสีเลือด ความคับแค้นอับอาย รวมถึงแรงกระตุ้นในการทำลายตัวเอง พลันพลุ่งพล่านจากก้นบึ้งหัวใจ
การโจมตีของเขาเริ่มแฝงความบ้าคลั่ง นึกอยากถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปในมือขวา เพื่อดูว่าภายในนี้ ในทรีอาร์ยุคที่สี่ ในทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจก ฤทธานุภาพของออร่า ‘จักรพรรดิโลหิต’ จะสร้างผลลัพธ์แบบใด นำมาซึ่งสิ่งใด
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นทุกคนตรงนี้ หรือเหล่าผู้รับพรเทพมารอย่างอัวซอง·ซ็องซง ซึ่งอยู่ในบริเวณอื่น ก็ล้วนต้องตาย ตายไปด้วยกัน!
ทันใดนั้น สติของลูเมี่ยนพลันกลับมาแจ่มชัด อารมณ์และแรงกระตุ้นทั้งหลายคล้ายกับถูกสายลมอ่อนๆ โอบกอด เด็กหนุ่มได้ยินท่วงทำนองอันไพเราะของพี่สาวตน ได้ยินโอลัวร์ฮัมเพลงดังแว่วอยู่ข้างหู จึงสงบลงในทันที
ปลอบโยน!
‘ปลอบโยน’ จาก ‘นักจิตบำบัด’ อ็องโตนี·รีด
ขณะลูเมี่ยนกระหน่ำกำปั้นใส่ลูเมี่ยนหญิง อ็องโตนีก็ทิ้งระยะห่างจากทั้งสอง แล้วทั้งหลบหนีการไล่ล่าจากตัวเองในร่างหญิง ทั้งวนไปรอบๆ ตำแหน่งของลูเมี่ยน พอเห็นว่าอารมณ์ของพวกพ้องเริ่มผิดปกติ ก็รีบส่ง ‘ปลอบโยน’ ไปให้ทันที
ส่วนอ็องโตนีในร่างหญิง ผู้ได้รับอิทธิพลจาก ‘สร้อยคอเบียทริซ’ ในสายตามีเพียงตัวจริงของตน ไม่สนใจจะลงมือกับลูเมี่ยนหญิงเลย
ลูเมี่ยนฝืนข่มแรงกระตุ้นในการทำลายตัวเอง พลางเห็นลูเมี่ยนหญิงทำหน้าบิดเบี้ยว โงนเงนใกล้ล้มลงเพราะการโจมตีอันบ้าคลั่งของตน เห็นฟรังก้ากับจินนาไอหนักขึ้นทุกที จนใกล้จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้พลัง ส่งผลให้ร่างชายของพวกเธอฉวยโอกาส รุกหนักจนต้องเสีย ‘กระจกตัวแทน’ อีกครั้ง
ฟรังก้ายังพอไหว แต่จินนาน่าจะเหลือ ‘กระจกตัวแทน’ แค่ครั้งเดียวแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ ลูเมี่ยน ผู้หน้าผากกำลังร้อนผ่าว ทั้งกังวลทั้งตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่งก็นึกสงสัย
แล้วการ์ดเนอร์ในกระจกล่ะ?
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าเขาจะลงมือกับฟรังก้า จินนา หรือกับตน หรือกับอ็องโตนี ก็ล้วนได้ผลดีทั้งสิ้น อาจถึงขั้นสังหารหนึ่งชีวิตในการโจมตีเดียว ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึง ‘ยมทูต’
แต่การ์ดเนอร์ในกระจกกลับไม่เคยลงมือโจมตี สิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าเขายังอยู่ มีเพียงเสียงหัวเราะเยาะหยันก้องกังวาน สลับกับโน้มน้าวให้พวกลูเมี่ยนยอมจำนน ส่งมอบเทวรูปสีดำนั่นให้
“ฮึ่ม!”
ถือโอกาสขณะลูเมี่ยนโจมตีช้าลง ลูเมี่ยนหญิงที่ถูกกดดันหนัก ตัดสินใจใช้ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’
แสงสีขาวสองสายปะทะกับร่างลูเมี่ยน วิสัยทัศน์มืดมัวไปชั่วขณะ ได้สัมผัสถึงความรู้สึกร่วมของศัตรูหลายคนก่อนหน้านี้
เพล้ง!
มีเสียงกระจกแตกจากในกระเป๋าฟรังก้า ร่างของลูเมี่ยนถูกวาดใหม่ด้านข้างตัวเธอ
พอความคิดกลับมา หัวสมองลูเมี่ยนก็ผุดข้อสงสัยมากมาย
“หลังจากใช้ ‘อีกาโรค’ แพร่กระจายโรค การ์ดเนอร์ในกระจกก็ไม่ได้ใช้พลังเชิงโจมตีอื่นๆ อีกเลย เพียงซ่อนตัวในเงา หรือทำให้ร่างกายหายไป…”
“ไม่สิ…ไม่ใช่หลังจากใช้อีกาโรคแพร่กระจายโรค แต่เป็นหลังจากฟรังก้าชายกับพวก ‘คนในกระจก’ ปรากฏตัว…”
“ทำไมเขาถึงไม่โจมตี?”
“ตัวเราในกระจกไม่มีถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ และคงไม่มีออร่าของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ไม่มีตราผนึกของมิสเตอร์ฟูล และไม่มีเทอร์มีโพลอส… ถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ทำจากกิ่งของ ‘พฤกษาเงา’…”
“โลกในกระจกนี้ ทั้งอันตรายและดูน่ากลัว กับแค่ทำสำเนาถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร”
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนก็นึกถึงเหตุผลหนึ่ง
‘คนในกระจก’ ทั้งสี่มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของ ‘ทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจก’ แต่เกิดจากฝีมือการ์ดเนอร์·มาร์ตินในกระจก ซึ่งอาศัยความเชื่อมโยงพิเศษระหว่างเขากับภายในนี้!
นี่ถือเป็นพลังชนิดหนึ่ง!
การ์ดเนอร์ในกระจกไม่โจมตี ก็เพราะเขากำลังทุ่มเทพลังไปการคงสภาพพวก ‘คนในกระจก’ ทั้งสี่ จนไม่สามารถลงมือเอง ได้แต่ซ่อนตัวให้มิดชิด ใช้คำพูดก่อกวนจิตใจศัตรู บั่นทอนจิตใจต่อสู้ของเป้าหมาย!
เมื่อความคิดแล่นผ่านดุจดังอสนีบาต รอยยิ้มเริ่มฉาบไปรอบปากลูเมี่ยน
ขณะหลบการโจมตีของฟรังก้าชายกับลูเมี่ยนหญิงที่ ‘เทเลพอร์ต’ มา เด็กหนุ่มก็หยิบ ‘เนตรสัตย์จริง’ ของบูวาร์ออกมา แล้วสวมแว่นตาขาเดียวสุดพิสดาร รูปทรงแปลกประหลาด ประกอบกันจากเลือดเนื้อ ลงบนใบหน้าตัวเอง
มันสามารถมองทะลุมายา เห็นความจริง และเห็นแสงของพลังวิญญาณ!
……………………………………………………..