ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 502 พิธีกรรมผู้ส่งสาร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 502 พิธีกรรมผู้ส่งสาร
ตอนที่ 502 พิธีกรรมผู้ส่งสาร
มองไปยังแท่นบูชาที่มีเทียนไขและชามเงิน อ็องโตนีเอ่ยถามด้วยความกังวลปนไม่แน่ใจ
“เราจะมีผู้ส่งสารของตัวเองได้จริงหรือ?”
ความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับ รวมถึงประสบการณ์จนถึงปัจจุบัน ได้บอกกับเขาว่า การครอบครอง ‘ผู้ส่งสาร’ ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเพียงผู้วิเศษในบางเส้นทาง แถมยังต้องไปถึงบางลำดับ หรือผู้มีเทวบารมีลำดับสูงเท่านั้น จึงจะมีสัตว์พันธสัญญาลักษณะนี้ได้ ช่วยให้ติดต่อกับเจ้าของได้ตลอดเวลา และสามารถเรียกออกมาโดยผู้อื่น
ฟรังก้ายิ้มพลางกล่าว
“ผู้วิเศษคนอื่นทำไม่ได้ แต่พวกเรามีโอกาส”
“การมีผู้ส่งสารจะต้องผ่านสามเงื่อนไข หนึ่ง เข้าใจสัตว์โลกวิญญาณเป็นอย่างดี รู้ว่าตัวไหนเป็นผู้ส่งสารได้ มีคุณสมบัติอย่างไร ต้องออกแบบคาถาอย่างไรเพื่อให้อัญเชิญออกมาได้แม่นยำ สอง สัตว์โลกวิญญาณตัวนั้นต้องเต็มใจตอบรับการอัญเชิญ และไม่รังเกียจการทำสัญญากับคุณ เพื่อเป็นผู้ส่งสารของคุณ สาม มีสัญญาวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีองค์เทพเป็นสักขีพยานในสัญญา เพื่อควบคุมพฤติกรรมทั้งสองฝ่าย กำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน”
“เห็นไหม? ทั้งสามเงื่อนไขมิได้จำกัดเส้นทางหรือลำดับ มีเพียงข้อจำกัดโดยนัยเท่านั้น แต่ก็หลีกเลี่ยงได้”
“สำหรับผู้วิเศษทั่วไป ยากที่สุดคือข้อแรก ในสถานการณ์ปกติ พวกเขาไม่มีทาง ‘เข้าใจ’ สัตว์โลกวิญญาณมากเพียงพอ กว่าจะลงมืออัญเชิญได้แต่ละครั้งก็ตัวสั่นงันงก กังวลว่าคาถาจะไม่ชัดเจน อาจอัญเชิญสัตว์ประหลาดที่สามารถสังหารพวกตน หรืออยากฆ่าล้างตระกูลพวกตน บางทีเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาอาจสะสมคาถาอัญเชิญที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือโดยอาศัยบันทึก หรือประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งสารเลย”
“แต่พวกเราชาวชุมนุมทาโรต์นั้นแตกต่าง เพราะมีมาดามเมจิกเชี่ยนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์โลกวิญญาณโดยตรง คุณก็เคยเห็นแล้ว เอกสารข้อมูลสัตว์โลกวิญญาณกองโตที่ชาร์ลมี ครั้งนี้มาดามเมจิกเชี่ยนยังช่วยคัดสรรสัตว์โลกวิญญาณสามสิบชนิด ที่เหมาะแก่การเป็นผู้ส่งสาร โดยทุกตัวเต็มใจเป็นผู้ส่งสารให้ผู้วิเศษลำดับกลาง กลายเป็นว่าข้ามด่านยากที่สุดในก้าวเดียว”
“ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง สัตว์โลกวิญญาณแต่ละตัวจะใช้เวลา ‘เดินทางข้ามโลกวิญญาณ’ ไม่เท่ากัน ผู้ส่งสารบางตนใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็สามารถย้ายตำแหน่งจากภาคใต้ของอินทิสมาถึงกรุงทรีอาร์ บางตนต้องใช้เวลาสิบกว่านาทีถึงครึ่งชั่วโมง บางตนอาจนานครึ่งวันหรือหนึ่งวัน หากคุณไม่รู้อะไรเลย แล้วไปทำสัญญากับผู้ส่งสารที่ต้องใช้เวลาครึ่งปีหรือหนึ่งปี เพื่อเคลื่อนที่เป็นระยะทางดังกล่าว แบบนั้นจะไปมีประโยชน์อันใด?”
“ตอนนี้ผมไม่ได้ชื่อชาร์ล·ดูบัวส์แล้ว” หลังจากฟรังก้าอธิบายความรู้บางส่วนให้อ็องโตนีกับจินนา มือใหม่แห่งโลกศาสตร์เร้นลับ ลูเมี่ยนก็ช่วยเตือนความจำ
ฟรังก้าหัวเราะแห้งๆ
“ก็เคยชินน่ะสิ ตอนที่ฉันรู้จักคุณ คุณก็ชื่อชาร์ล เรียกมาหลายเดือนแล้ว”
เธอพูดต่อไป
“สำหรับเงื่อนไขข้อสอง เราก็มีวิธีลัดผ่านเช่นกัน โดยปกติแล้ว ต้องเป็นผู้วิเศษในเส้นทางจำพวก ‘ผู้เก็บซากศพ’ ที่สนิทสนมกับวิญญาณหรือสัตว์โลกวิญญาณเป็นพิเศษ พวกมันจึงจะยินดีตอบรับคำอัญเชิญ เปิดโอกาสในการทำพันธสัญญาเป็นผู้ส่งสาร หรือเมื่อถึงลำดับ ‘ผู้ชี้นำวิญญาณ’ ก็สามารถกึ่งๆ บังคับให้เป้าหมายมาเป็นผู้ส่งสารได้ หากปราศจากพลังวิเศษประเภทนี้ ก็มักจะต้องอาศัยการข่มขวัญด้วยศักดิ์เท่านั้น”
“แต่ความศรัทธาของเราคือมิสเตอร์ฟูล พวกคุณคงเคยได้ฟังพระคัมภีร์ของศาสนจักรแล้ว คงรู้ว่ามิสเตอร์ฟูลคือผู้ปกครองอันยิ่งใหญ่เหนือโลกวิญญาณ หรือพูดกว้างๆ ได้ว่า สัตว์โลกวิญญาณล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของท่าน พวกเราในฐานะสมาชิก ‘ชุมนุมทาโรต์’ การอัญเชิญสัตว์โลกวิญญาณเพื่อทำพันธสัญญาเป็นผู้ส่งสาร ย่อมง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะชาร์ล เอ่อ…ลูเมี่ยน ผู้มีพลังของมิสเตอร์ฟูลอยู่ในตัว คุณก็เคยเห็นเขาอัญเชิญสัตว์โลกวิญญาณแล้ว มีล้มเหลวสักครั้งไหม? อย่างมากก็แค่ทิศทางไม่ชัดเจน ได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการ”
“สำหรับเงื่อนไขข้อสาม มาดามเมจิกเชี่ยนได้มอบสัญญาวิญญาณพิเศษให้กับลูเมี่ยนแล้ว ซึ่งถูกออกแบบสำหรับผู้ส่งสารโดยเฉพาะ โดยปกติแล้ว สักขีพยานควรเป็นเทพมรณา แต่สามารถใช้เทวทูตจากโลกแห่งความตาย หรือจากอาณาจักรวิญญาณแทนได้ และข้างบัลลังก์ของมิสเตอร์ฟูลก็มี ‘เทวทูตความตาย’ อยู่ พระองค์คือผู้ปกครองโลกแห่งความตาย!”
“อันที่จริง ฉันคิดว่าการใช้พระนามของมิสเตอร์ฟูลโดยตรงก็คงไม่มีปัญหาเช่นกัน เหล่าสัตว์โลกวิญญาณจะกล้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครองอันยิ่งใหญ่เหนือโลกวิญญาณเชียวหรือ?”
ในข้อมูลจากมาดามเมจิกเชี่ยน มีคำนิยามถึงโลกแห่งความตายแบบสี่ส่วนระบุไว้ด้วย ซึ่งสามารถใช้เขียนแทนสักขีพยานได้
จินนากับอ็องโตนีฟังอย่างตั้งใจ ความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับเหล่านี้ล้วนมีมูลค่าสูง เนื้อหาบางส่วนสามารถนำไปใช้อธิบายสารพัดปัญหาในพิธีกรรมอัญเชิญทั่วไปได้ด้วย
พอฟรังก้าทำหน้าที่เป็นครูเสร็จ ลูเมี่ยนก็หยิบกองเอกสารข้อมูลสัตว์โลกวิญญาณที่คัดสรรแล้วออกมา แล้วพูดกับจินนา
“คุณก่อน”
“ฉัน?” จินนาชี้ตัวเองด้วยสีหน้างุนงงระคนประหลาดใจ
ลูเมี่ยนยิ้มพลางพูด
“คุณมีเหรียญทองนำโชค ตามคำอธิบายของมาดามเมจิกเชี่ยน เหรียญนั่นเชื่อมโยงมิสเตอร์ฟูลในระดับหนึ่ง เท่ากับเป็นวัตถุแทนการดำรงอยู่ของท่าน ช่วยเพิ่มโอกาสอัญเชิญสิ่งมีชีวิตแบบเฉพาะเจาะจงให้คุณ เพิ่มโอกาสที่อีกฝ่ายจะยอมทำพันธสัญญาเป็นผู้ส่งสาร ได้มากกว่าฟรังก้ากับอ็องโตนี”
“โอกาสสำเร็จของผมกับคุณคงพอๆ กัน แต่ในตัวผมเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง จึงกลัวว่าจะไปกระตุ้นให้เกิดอุบัติเหตุ จนพลาดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้ทำการทดลองอัญเชิญ ดังนั้น ผมจะเป็นคนสุดท้าย”
จินนาคิดอย่างรอบคอบ พบว่าคำพูดลูเมี่ยนสมเหตุสมผลแล้ว
เธอพึมพำกับตัวเองเล็กน้อย รับเอกสารนั้นมา แล้วเปิดไปหน้าที่ตนเลือกไว้ก่อนหน้านี้
หน้าดังกล่าว คือบันทึกเกี่ยวกับสัตว์โลกวิญญาณชนิดหนึ่ง ที่เธอค่อนข้างคุ้นเคย
กระต่ายพิทยา
แน่นอน นี่ไม่ใช่ ‘กระต่ายพิทยา’ ธรรมดา ‘กระต่ายพิทยา’ ธรรมดาไม่สามารถเป็นผู้ส่งสาร นี่คือ ‘กระต่ายพิทยา’ ที่ดูดซับความรู้บางอย่าง จนเกิดการกลายพันธุ์พิเศษ
จินนามีภาพจำที่ดีกับ ‘กระต่ายพิทยา’ เชื่อว่ามันค่อนข้างเป็นมิตร เต็มใจช่วยเหลือมนุษย์ จึงตั้งธงเลือกมันตั้งแต่แรก
แน่นอน อีกหนึ่งเหตุผลคือ เธอคิดว่า ‘กระต่ายพิทยา’ น่ารักมาก ดูใสซื่อแต่น่าค้นหา
จินนาดึงหน้าเอกสารนั้นออกมา เข้าสู่แท่นบูชา นึกถึงคำสอนของฟรังก้า นึกถึงความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับจากโอสถ ‘แม่มด’ แล้วลงมือประกอบชำระล้างกริชเงินพิธีการอย่างคล่องแคล่ว สร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ ขึ้นมา
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ เธอถอยหลังสองก้าว จ้องมองเปลวเทียน พลางเปล่งคำสั้นๆ แต่ทรงพลังเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ตัวข้า!”
ต่อมา เธอเปลี่ยนไปใช้ภาษาเฮอร์มิส
“ขออัญเชิญในนามของข้า!”
“วิญญาณกระต่ายที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางโลกมายา สิ่งมีชีวิตเป็นมิตรและสามารถสื่อสาร นักวิ่งผู้ไล่ตามความรู้”
ในคาถานี้ คำว่า ‘ผู้อ่อนแอ’ ถูกเปลี่ยนเป็น ‘นักวิ่ง’ เพื่อชี้เฉพาะเจาะจงไปยัง ‘กระต่ายพิทยา’ พิเศษตัวนั้น
เปลวเทียนพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเทา พองตัวใหญ่เท่าศีรษะมนุษย์
สิ่งมีชีวิตโปร่งใสคล้ายกระต่ายตัวหนึ่ง เดินออกจากเปลวเทียนสีเขียวอมเทา
แววตาของมันมิได้เลื่อนลอยและว่างเปล่าเหมือน ‘กระต่ายพิทยา’ ทั่วไป แต่กลับเปล่งประกายด้วยปัญญา ในมือกำลังอุ้มหนังสือปกสีส้มแดงเล่มเลือนราง
สองขาดูแข็งแรงและทรงพลัง บอกได้ทันทีว่าวิ่งเร็วมาก
จินนา ผู้อัญเชิญสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอถามมันเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ น้ำเสียงแฝงความกังวลเล็กน้อย
“เจ้ายินดีจะเป็นผู้ส่งสารของข้าหรือไม่?”
‘กระต่ายพิทยา’ กลายพันธุ์กวาดตามองจินนา แล้วย้อนถามเป็นภาษาอินทิส
“เจ้าเคยด่าพวกเดียวกับข้าว่าเป็นไอ้โง่หรือไอ้งั่งหรือไม่?”
“ไม่เคย” จินนาตอบอย่างจริงใจ “บางครั้งฉันอาจพูดคำหยาบ แต่ไม่ได้เจาะจงใคร เป็นเพียงการแสดงอารมณ์เท่านั้น”
บางครั้ง? ลูเมี่ยนแดกดันจินนาในใจ
‘กระต่ายพิทยา’ กลายพันธุ์จดจ้องจินนาอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่รู้ว่าอาศัยวิธีใดยืนยันว่าเธอไม่ได้โกหก
แน่นอน นี่อาจเป็นเพียงการหยั่งเชิง แค่ตอบว่าไม่เคยด่าก็พอแล้ว จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ
กระต่ายตัวนั้นพยักหน้าขึ้นลงพลางกล่าว
“จะใช้งานข้าต้องมีค่าตอบแทน ในทุกการอัญเชิญ เจ้าจะต้องมอบหนังสือให้ข้าหนึ่งเล่ม หรือความรู้ในปริมาณเท่ากัน ซึ่งเจ้าอาจเป็นผู้มอบเอง หรือให้ฝ่ายที่เขียนจดหมายถึงเจ้า เป็นผู้รับผิดชอบแทนก็ได้”
นี่คือตอบตกลงแล้ว? ถ้าเราเคยด่าพวกมันมาก่อน จะไม่สามารถใช้กระต่ายตัวนี้เป็นผู้ส่งสารได้เลย? หรือไม่สามารถอัญเชิญได้เลย? ‘กระต่ายพิทยา’ ที่กลายพันธุ์ไปถึงระดับผู้ส่งสารได้ เกรงว่าคงจะมีแค่ตัวนี้ตัวเดียว…ลูเมี่ยนทราบดีว่า ‘กระต่ายพิทยา’ เจรจาง่าย แต่ไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนี้
จินนาชำเลืองมองเอกสารตรงขอบแท่นบูชา บนนั้นมีข้อความแนะนำหนึ่งบรรทัด
“ความรู้ที่ป้อนให้ ‘กระต่ายพิทยา’ จะเป็นตัวกำหนดว่า มันจะกลายเป็นอย่างไรในอนาคต”
ถ้าให้มันอ่านหนังสือเกี่ยวกับบุรุษไปรษณีย์เยอะๆ จะช่วยเพิ่มความเป็นมืออาชีพ เพิ่มทักษะด้านการเป็นผู้ส่งสารหรือเปล่า? จินนารำพันติดตลกในใจ พลางตอบกลับไปว่า
“ไม่มีปัญหา มาทำสัญญากันเถอะ”
อาศัยเอกสารของมาดามเมจิกเชี่ยนเป็นต้นแบบ เธอเขียนสัญญาอย่างชำนาญ ลงบนแผ่นหนังแกะสีน้ำตาลอมเหลืองด้วยปากกาหมึกซึมสีแดงเข้ม ที่วางอยู่บนแท่นบูชา เนื้อหายังรวมถึงค่าตอบแทนที่ตกลงกันเมื่อครู่
สัญญาฉบับนี้ประกอบด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณ ทุกคำดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เชื่อมโยงกับอำนาจแห่งโลกวิญญาณ จินนาสามารถเรียนรู้ภาษาเหนือธรรมชาตินี้ได้ในเวลาอันสั้น ก็เพราะหมั่นศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผสมผสานกับความรู้จากโอสถ ‘แม่มด’
ต่อมา จินนาเขียนนิยามทางศาสตร์เร้นลับ ที่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งความตาย
“จุดหมายปลายทางของความตายทั้งปวง นรกซ่อนเร้นในส่วนลึกของโลกวิญญาณ ประจักษ์พยานแห่งความเสื่อมสลายของสรรพสิ่ง อาณาจักรแห่งเทพมรณาแต่เพียงผู้เดียว”
ขณะเขียน เธอก็เห็นคำในภาษาเฮอร์มิสโบราณเหล่านั้น ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีเขียวอมเทา รวมถึงคำที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ด้วย
สุดท้าย จินนานึกถึงคำแนะนำของลูเมี่ยน จึงตั้งใจเพิ่มข้อความหนึ่ง เพื่อกำหนดคาถาอัญเชิญให้เป็น ‘วิญญาณกระต่ายที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางโลกมายา นักวิ่งผู้ไล่ตามความรู้ ผู้ส่งสารของเจ็ดถ้วยแต่เพียงผู้เดียว’
เธอยังคงไม่ใช้ชื่อจริง เพราะกังวลว่าในอนาคตอาจถูกทรยศ ทำให้ถูกสืบหาตัวจริงได้จากคาถาอัญเชิญผู้ส่งสาร ซึ่งอาจทำให้ยูเลียนพี่ชายพลอยเดือดร้อนไปด้วย
หลังจากตรวจทานสัญญาอีกครั้ง จนแน่ใจว่าไม่มีปัญหา จินนาก็ลงนามด้วยโค้ดเนมของเธอ
แผ่นหนังแกะลอยขึ้น แล้วบินไปหา ‘กระต่ายพิทยา’ กลายพันธุ์
‘กระต่ายพิทยา’ หยิบปากกาอีกด้ามขึ้นมา เขียนชื่อตัวเองลงไป
“เซียโซ·ซาวีโอ”
“มีชื่อเป็นของตัวเองด้วย?” ลูเมี่ยนถามด้วยความประหลาดใจ
เขาก็อยู่ใน ‘กำแพงวิญญาณ’ เช่นกัน
“ข้าตั้งชื่อตัวเองหลังจากอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบ ตอนนี้มันเป็นชื่อของข้า” กระต่ายเซียโซตอบ ระหว่างนั้น เปลวไฟสีเขียวอมเหลืองบนแผ่นหนังแกะก็ลุกลามไปทั่ว แผดเผาสัญญาจนเป็นเถ้าถ่าน กลายเป็นพลังที่มองไม่เห็น
จินนาถอนหายใจโล่งอกโดยไม่ปิดบัง หลังจากพูดคุยกับกระต่ายเซียโซอีกสองสามคำ เธอก็กล่าวปิดท้าย
“ตัวข้า!”
“ขอยุติการอัญเชิญครั้งนี้ในนามของข้า”
เมื่อกระต่ายเซียโซกลับสู่โลกวิญญาณ ฟรังก้ามองดู ‘กำแพงวิญญาณ’ ถูกยกเลิกอย่างกระตือรือร้น แล้วเดินเข้าไปในเขตแท่นบูชา
เห็นจินนาสำเร็จอย่างง่ายดาย เธอยิ่งเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ทว่า ฟรังก้าล้มเหลวอย่างน่าอับอาย
……………………………………………………..