ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 503 ‘ผู้สำนึกบาป’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 503 ‘ผู้สำนึกบาป’
ตอนที่ 503 ‘ผู้สำนึกบาป’
ฟรังก้าลองห้าครั้ง เปลี่ยนสัตว์โลกวิญญาณห้าชนิด ทั้งหมดเรียกสำเร็จ แต่ไม่มีสัตว์โลกวิญญาณตนใดยินยอมทำสัญญาเพื่อเป็นผู้ส่งสารให้เธอ
นั่นทำให้เธอได้รับแรงกระแทก ‘อย่างใหญ่หลวง’ ถึงกับมึนงงไปทั้งตัว เผยความผิดหวังระคนท้อแท้โดยไม่ปกปิด
ทว่า หญิงสาวยังพอมีสติอยู่บ้าง ไม่ยืนกรานทดลองต่อ ไม่ฝืนเรียกสัตว์โลกวิญญาณอีกยี่สิบชนิดที่เหลือออกมา
ผลลัพธ์ข้างต้น สามารถบ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาแล้ว
ถ้าจะสำเร็จ ก็ควรสำเร็จในสองสามครั้งแรกแล้ว!
จินนามองฟรังก้า ผู้กำลังผิดหวัง
“รอจนลำดับของเธอสูงขึ้น แล้วค่อยลองอีกทีสิ”
“ถ้าลำดับฉันสูงขึ้น ก็อาจส่งข้อความผ่านกระจกหรือโลกในกระจกได้แล้ว จะมีผู้ส่งสารไปทำไมกัน?” ฟรังก้ารำพัน “ทำไมถึงไม่มีสัตว์โลกวิญญาณที่หลงเสน่ห์ของ ‘นางมาร’ จนยินยอมเป็นผู้ส่งสารบ้างเลยล่ะ?”
ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“ผมเคยเห็นอะไรเทือกๆ นั้นในข้อมูลสัตว์โลกวิญญาณชุดก่อน อยากลองดูไหม?”
ฟรังก้าแค่ไม่ยอมแพ้ทางวาจา แต่ความจริงแล้วเธอยังมีสติ พอได้ยินแบบนั้นจึงสบถกลับไป
“ช่างมันช่างมัน! สัตว์โลกวิญญาณพรรค์นั้นต้องอันตรายมากแน่! คงคิดแต่จะลาก ‘นางมาร’ เข้าไปในโลกวิญญาณ ยิ่งพอจะส่งจดหมาย คงไม่วายเปลี่ยนมิตรของฉันให้เป็นศัตรู”
เมื่อเห็นว่าเธอสงบลงแล้ว อ็องโตนี·รีด ผู้เป็นมือใหม่ในอาคมพิธีกรรมเช่นกัน ก็เริ่มการทดลองของตัวเอง
เขาก็ลองห้าครั้ง สองครั้งอัญเชิญไม่สำเร็จ สามครั้งไม่อาจทำสัญญา
“ดูท่าผมคงยังมีผู้ส่งสารไม่ได้” อ็องโตนียิ้มแกมขื่นขม
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ฟรังก้าอารมณ์ดีขึ้นมาก
เธอไม่ได้ล้มเหลวตามลำพัง
“ตัวที่เจ๋งที่สุด” ลูเมี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ พลางทำพิธีชำระล้างกริชเงิน แล้วสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ ขึ้นมาใหม่
มองดูเปลวเทียนลุกไหม้ เด็กหนุ่มถอยหลังสองก้าว สลับใช้ภาษาเฮอร์มิสโบราณกับภาษาเฮอร์มิส
“ตัวข้า!”
“ขออัญเชิญในนามของข้า”
“สิ่งมีชีวิตที่เตร็ดเตร่ในโลกเบื้องบน ผู้สำนึกบาปที่ตื่นจากเปลวเพลิงแห่งความทุกข์ระทม ผู้มีไมตรีจิตอันเปื้อนเปรอะไปด้วยความมืด”
คาถาเรียกนี้ นับว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์กว่าใครในบรรดาข้อมูลจากมาดามเมจิกเชี่ยน ประการแรก มันไม่ได้ใช้นิยาม ‘วิญญาณที่เตร็ดเตร่ในโลกเบื้องบน’ แต่เป็น ‘สิ่งมีชีวิตที่เตร็ดเตร่ในโลกเบื้องบน’ ซึ่งสื่อได้ว่า เป้าหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะวิญญาณ ประการต่อมา สองวรรคหลังบ่งบอกถึงประสบการณ์ของมัน รวมถึงคุณสมบัติของมัน
ลูเมี่ยนมองว่า กลิ่นอายกับภูมิหลังของมันน่าสนใจดี จึงอยากลองเป็นชื่อแรก อย่างไรเสีย เป้าหมายของเด็กหนุ่มมีเพียง ใครสักคนที่สามารถส่งข่าวสาร สามารถท่องไปในโลกวิญญาณ ไม่สนใจเรื่องอื่น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมจะไม่เลือกตัวที่เจ๋งที่สุดล่ะ?
เมื่อสวดคาถาจบ เปลวเทียนพลันพองขยาย เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเกือบดำ
แสงไฟใหญ่ขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งร่างหนึ่งโผล่ออกมา
อีกฝ่ายคือ ‘มนุษย์’ ร่างสูงใหญ่ สวมอาภรณ์คล้ายกับชุดคลุมของบาทหลวงประจำศาสนา ‘สุริยันเจิดจรัส’ แต่เป็นสีดำสนิท
ตามใบหน้า คอ และแขนนอกเสื้อผ้า คล้ายกับถูกไฟเผามาเนิ่นนาน เหลือเพียงกระดูกกับเลือดเนื้อไหม้เกรียมปกคลุมกระดูกเป็นชั้นบาง เบ้าตาว่างเปล่า มืดสนิท มีเปลวไฟสีเข้มแทนตำแหน่งดวงตา ตามร่างกายมีเปลวไฟสีดำแปลกประหลาด ดูหนืดๆ คล้ายกับสายน้ำ กำลังลุกไหม้เงียบงัน มอบความเจ็บปวดให้วิญญาณตลอดเวลา
ลูเมี่ยนมองดู ‘ผู้สำนึกบาป’ แล้วถามเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“เจ้ายินดีเป็นผู้ส่งสารของข้าหรือไม่?”
‘ผู้สำนึกบาป’ ตอบกลับด้วยภาษาฟุซัคโบราณ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาษาประเทศต่างๆ บนทวีปเหนือ
“หากเจ้าไม่กังวลว่าจะถูกลากลงไปกับข้า ค่อยๆ ไถลลงสู่ความมืดลึกล้ำ ข้าก็ช่วยส่งจดหมายให้ได้”
ไม่เรียกร้องค่าตอบแทน แต่มีความเสี่ยงแฝงอยู่? ในเมื่อมาดามเมจิกเชี่ยนตัดสินใจให้ข้อมูลของ ‘ผู้สำนึกบาป’ กับเรา นั่นก็เท่ากับว่า เรามีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือมัน…ลูเมี่ยนผู้มี ‘หนี้’ ทางศาสตร์เร้นลับมากมายจนเลิกกังวลไปแล้ว ยิ้มพลางกล่าว
“นั่นขึ้นอยู่กับว่า คุณกับความมืดนั่น จะเอาชนะผมในการแข่งชักเย่อได้ไหม”
“ไม่ต้องห่วง ก่อนจะอัญเชิญคุณออกมา ผมเตรียมใจเอาไว้แล้ว”
คราวนี้ เด็กหนุ่มเปลี่ยนมาสื่อสารกับอีกฝ่ายด้วยภาษาฟุซัคโบราณ เพราะอย่างไรเสีย การพูดประโยคยาวๆ ด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณที่สามารถขับเคลื่อนพลังธรรมชาติ นับว่าค่อนข้างยุ่งยากทีเดียว
ไม่นานเขาก็ร่างสัญญาเสร็จ แล้วเขียนนิยามทางศาสตร์เร้นลับสี่ย่อหน้า แทนสักขีพยานจากโลกแห่งความตาย
ภายใต้แสงสะท้อนของคำศัพท์ภาษาเฮอร์มิสโบราณ ที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีเขียวซีด ลูเมี่ยนเปลี่ยนคาถาอัญเชิญให้เป็นแบบตายตัว
“สิ่งมีชีวิตที่เตร็ดเตร่ในโลกเบื้องบน ผู้สำนึกบาปที่ตื่นจากเปลวเพลิงแห่งความทุกข์ระทม ผู้ส่งสารของลูเมี่ยน·ลีแต่เพียงผู้เดียว”
ลูเมี่ยนไม่ได้ใช้โค้ดเนมเหมือนจินนากับ ‘อัศวินดาบ’ เพราะคนที่จะได้ทราบคาถาอัญเชิญผู้ส่งสารของเขา ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขาคือไพ่อาร์คาน่าเล็กของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ — นี่คือความเป็นมืออาชีพของสายลับเจนสนาม นอกจากนั้น ชื่อจริงกับประวัติของลูเมี่ยน·ลีก็มิได้สลักสำคัญอะไรอยู่แล้ว
หลังจากลงนามตัวเอง เด็กหนุ่มเห็นแผ่นหนังแกะสีน้ำตาลเหลืองลอยไปอยู่ตรงหน้า ‘ผู้สำนึกบาป’ ในชุดคลุมสีดำ
‘ผู้สำนึกบาป’ ลงนามชื่อตัวเอง
บายินเฟล
เปลวไฟสีเขียวซีดพลันเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว เปลี่ยนสัญญาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน หลอมรวมเข้าสู่โลกวิญญาณ
“คุณกำลังสำนึกบาปในเรื่องใด?” ลูเมี่ยนถามผู้ส่งสาร ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บายินเฟลไม่ตอบ เงียบมองดูเปลวไฟสีดำที่เหนียวเหมือนน้ำ หยดลงจากร่างหนึ่งดวง แทรกซึมลงในดิน
ลูเมี่ยนยิงถามคำถามต่อเนื่องอีกหลายข้อ แต่อีกฝ่ายยังคงไม่พูดไม่จา
“ดีจริงๆ พวกช่างตัดผมควรเรียนรู้จากคุณไว้นะ” ลูเมี่ยนหัวเราะในคอแล้วยุติการอัญเชิญ
หลังจากยกเลิก ‘กำแพงวิญญาณ’ ฟรังก้ามองมาด้วยสีหน้าน้อยใจ
“สำเร็จในครั้งแรกเลย?”
“ในครั้งแรก” ลูเมี่ยนไม่ได้ออกอาการดีใจ ประหนึ่งกำลังพูดเรื่องธรรมดาทั่วไป
“ทำไม…ทำไมฉันกับอ็องโตนีถึงไม่ได้รับความเอ็นดูจากสัตว์โลกวิญญาณ? ทำไมกัน?” ฟรังก้าถอนใจด้วยความไม่ปล่อยวาง
ต้องยอมรับว่าเสน่ห์ของ ‘นางมารสุขสม’ ช่างเหลือล้นยิ่งนัก พอเห็นฟรังก้าทำตัวแบบนี้ กระทั่ง ‘นักพรต’ ลูเมี่ยนก็อยากจะเดินไปยืนตรงหน้าเธอ ยกมือขวาขึ้น แล้วดีดหน้าผากเธอสักผัวะหนึ่ง
เห็นแล้วมันเขี้ยว!
เด็กหนุ่มคิดสักครู่ก่อนจะกล่าว
“ผมพอจะรู้สาเหตุอยู่นะ การเป็นไพ่อาร์คาน่าเล็กของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ จะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการอัญเชิญสัตว์โลกวิญญาณ แม้แต่อ็องโตนีผู้เป็น ‘นักจิตบำบัด’ แม้จะเพิ่งเคยประกอบอาคมพิธีกรรม ก็ยังอัญเชิญสำเร็จตั้งหลายครั้งเลยนี่?”
“แต่หากหวังให้สัตว์โลกวิญญาณเอ็นดู ยอมรับ หรือเชื่อฟัง ก็ต้องมีศักดิ์สูงกว่าพวกมัน หรืออยู่บนเส้นทางพิเศษ หรือมีสัญลักษณ์แทนมิสเตอร์ฟูลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เหรียญทองนำโชคของจินนา กับตราผนึกของมิสเตอร์ฟูลในตัวผม”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนฉุกคิดบางสิ่งได้ทันที
ถ้านี่คือสาเหตุ เช่นนั้นแล้ว ‘อัศวินดาบ’ ที่มีผู้ส่งสารเหมือนกัน ก็ต้องมีบางสิ่งคล้ายๆ กันใช่ไหม?
“อย่างนี้นี่เอง!” ฟรังก้าสลัดความหดหู่ทิ้งไป กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าเธอมีปัญหา แค่ขาด ‘อุปกรณ์’ เท่านั้นเอง!
เธอหันไปมองจินนาทันที ลังเลว่าจะขอยืมเหรียญทองนำโชคมาทำสัญญากับผู้ส่งสารดีหรือไม่
แต่สุดท้าย ฟรังก้าปัดตกความคิดดังกล่าว เพราะในทางศาสตร์เร้นลับ ‘ของของตัวเอง’ กับ ‘ของที่ยืมมา’ ย่อมแตกต่างกันมาก และหากนำมาจากจินนาโดยตรง แล้วในอนาคตส่งคืนไป เธอกลัวว่าจะขาดโอกาสที่เหมาะสม จนรับมือไม่ไหว
ฟู่…ฟรังก้าถอนหายใจยาว เตรียมถามลูเมี่ยนว่า คิดจะออกจากทรีอาร์เมื่อไหร่ ออกไปด้วยวิธีใด แต่กลับพบว่าสหายรายนี้เงียบไปกะทันหัน สีหน้าเจืออารมณ์หม่นหมองหลายส่วน
“เป็นอะไรไป?” ฟรังก้าถามด้วยความห่วงใย
“ไม่มีอะไร” ลูเมี่ยนส่ายหัว
เขาแค่นึกขึ้นได้ว่า โอลัวร์ก็เคยอยากมีผู้ส่งสารเหมือนกัน
อ็องโตนีมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ ส่วนจินนาก็เกริ่นถึงข้อเสนอของสังฆานุกรแห่ง ‘ผู้ชำระ’ อ็องกูแลม ถามลูเมี่ยนว่าจะขาย ‘ชุดเกราะอหังการ’ ให้กับทางการหรือไม่
ลูเมี่ยนเงียบไปสองวินาที หัวเราะในคอแล้วตอบ
“เก็บไว้ก่อน วันหลังค่อยคิด”
แม้ ‘ชุดเกราะอหังการ’ จะอันตราย แต่ก็ทรงพลังมากเช่นกัน สามารถคุกคามผู้วิเศษทุกคนที่ยังไม่เปิดประตูครึ่งเทพ หากจำเป็นต้องสวมใส่มันเท่านั้น จึงจะมีโอกาสกำจัด ‘โลกิ’ กับสมาชิกแกนหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ ลูเมี่ยนจะหยิบมาสวมโดยไม่ลังเลเลย ยินยอมรับผลของการกระทำ
ก่อนจะกวาดล้างพวกคนชั่วนั่นให้สิ้นซาก หรือก่อนที่พลังของตนจะแข็งแกร่งจนไม่ต้องพึ่งพา ‘ชุดเกราะอหังการ’ อีก ลูเมี่ยนจะไม่ยอมละทิ้งสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้เพียงเพราะมันอันตราย
“ก็ได้” ฟรังก้าถามต่อ “คุณจะออกจากทรีอาร์พรุ่งนี้เลย? นั่งเรือ นั่งรถไฟไอน้ำ หรือจะขอพิกัดโลกวิญญาณจากมาดามเมจิกเชี่ยน แล้ว ‘เทเลพอร์ต’ ไปเลย?”
ลูเมี่ยนยิ้ม
“เป็นไปได้ทั้งหมด ค่อยตัดสินใจพรุ่งนี้”
“ดูว่าโชคชะตาจะนำพาสิ่งใด”
“ไปเรียนวิธีพูดแบบนี้มาจากไหน…” ฟรังก้าได้แต่รำพัน
…………
หลังจากโบกมือลาพวกพ้องทั้งสาม ลูเมี่ยนสวมต่างหูหนีบ ‘คำลวง’ สีเงิน ปรับเปลี่ยนสีผมและใบหน้า เดินไปตามถนนใหญ่ตลาด เข้าสู่ถนนอลเวง มาถึงบาร์ใต้ดินของโรงแรมระกาทอง
ดูเหมือนที่นี่จะไม่ได้รับผลกระทบจากหายนะเมื่อคืน ลูกค้าประจำที่มักมาดื่ม ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งประจำ บ้างก็ร้องเพลงเสียงดัง บ้างก็เต้นรำวุ่นวายรอบโต๊ะกลมตัวเล็ก บ้างก็พนันขันโตกเดิมพันเหล้า
ชาร์ลี ผู้เปลี่ยนมาสวมเสื้อนอกสีดำ กำลังยืนอยู่บนโต๊ะกลมตัวเล็ก มือหนึ่งโบกขวดเบียร์ไปมา พูดอย่างร่าเริงว่า
“พวกคุณอาจจะไม่ทราบ แต่ผมกับชาร์ล·ดูบัวส์เป็นเพื่อนกัน! ไม่ใช่เพื่อนดื่มเหล้าครั้งสองครั้ง แต่เป็นพวกพ้องที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน!”
“ดูสิ! ดูสิ! ตอนนี้เงินรางวัลนำจับเขาเพิ่มเป็น 60,000 เฟลคินแล้ว! มหาศาลอะไรเช่นนี้!”
ดูจะภูมิใจแทนฉันมากเลยนะ…ลูเมี่ยน ‘ฮึ’ ในลำคอ นั่งลงตรงเคาน์เตอร์บาร์ สั่งอัปแซ็งต์หนึ่งแก้ว
เด็กหนุ่มฟังเสียงอึกทึกในบาร์ สัมผัสความคึกคัก พลางละเมียดจิบเหล้ากลั่นรสขมอย่างเงียบงัน
เถ้าแก่ปาวาร์·นีซองต์ ผู้กำลังเช็ดแก้ว เห็นว่าเป็นหน้าใหม่ จึงยิ้มถามว่า
“เพิ่งมาเขตตลาดหรือครับ?”
“ครับ” ลูเมี่ยนตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ปาวาร์·นีซองต์พูดอย่างเป็นกันเอง
“คุณดูเหมือนคนที่ผ่านอะไรมามากเลยนะ”
ลูเมี่ยนถอนหายใจ จิบ ‘นางฟ้าหยก’ สีสันชวนฝัน แล้วรำพันจิกกัดตัวเอง
“ผมเป็นไอ้ขี้แพ้…”
……………………………………………………..