ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 519 เหตุการณ์รายวัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 519 เหตุการณ์รายวัน
ตอนที่ 519 เหตุการณ์รายวัน
มองดูเปลวไฟในเขตไข่มุกดำ ลูเมี่ยนจมอยู่ในภวังค์ความคิด
ในฐานะ ‘นักวางแผน’ เด็กหนุ่มลองวิเคราะห์หาต้นสายปลายเหตุโดยปริยาย
ประการแรก สามารถตัดกองกำลังต่อต้านหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนออกไปได้ เพราะไม่มีองค์กรประเภทนี้อยู่บนหมู่เกาะทะเลหมอก แถบนี้ทั้งหมดคืออาณานิคมโพ้นทะเลแห่งแรกของอินทิส ดังนั้น ทั้งการกลืนกินทางศาสนาและวัฒนธรรม หรือการผนวกรวมชาวเกาะ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างทุ่มเททรัพยากรอย่างหนัก กอปรกับนโยบายที่จักรพรรดิโรซายล์กำหนดไว้ ส่งผลให้หมู่เกาะทะเลหมอกแทบจะเปรียบได้กับ ‘แคว้นโพ้นทะเลของอินทิส’ ที่มีกฎหมายหละหลวมกว่า และความสงบเรียบร้อยแย่กว่า โดยชาวเกาะแทบไม่หลงเหลือศรัทธาเดิม และมองตัวเองเป็นพลเมืองชั้นสามชายขอบของอินทิส
ซึ่งแทบไม่ต่างจากชาวรีมูทางใต้ หรือชาวซาฟาห์ทางตะวันออกของอินทิส พวกเขาล้วนถูกเหยียดหยาม เพราะคนกรุงทรีอาร์ดูแคลนคนต่างถิ่นอย่างเท่าเทียม เพียงแต่จะระแวงชาวเกาะเป็นพิเศษ เนื่องจากชอบฉ้อโกงและมีนิสัยอันธพาล
แตกกันเองเพราะธุรกิจโจรสลัด? หรือเป็นองค์กรจากทวีปใต้ ที่ต้องการโค่นล้มการปกครองอาณานิคม เลือกจะก่อเหตุในหมู่เกาะทะเลหมอก? หรือว่า พวกทะเยอทะยานบางคนหันไปนับถือเทพมาร? ขณะลูเมี่ยนครุ่นคิด หางตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นลูกครึ่งคนยักษ์ สูงสองเมตรครึ่ง สวมเสื้อคลุมสีดำ หมวกผ้าไหมทรงสูง เดินออกจากห้องด้านข้างวิหาร
เขาพูดกับผู้สวดมนต์และคนเร่ร่อน ที่ดูงุนงงหรือตกใจกลัว
“ไม่ต้องกังวล พระองค์ท่านจะคอยคุ้มครองทุกคน”
“พวกคุณรออยู่ในนี้ อย่าออกไปข้างนอก รอให้ความวุ่นวายสงบลง จะเผชิญกับอันตรายใด”
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” เหล่าสาวกของศาสนจักรเดอะฟูล จิตใจล้วนได้รับการยึดเหนี่ยว ต่างพากันนำมือแตะอกแล้วคำนับ
สีหน้าของพวกเขาผ่อนคลายลง ชัดเจนว่าคงรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
พวกคนเร่ร่อนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครเลือกที่จะจากไป
ในสายตาของชาวอินทิสส่วนใหญ่ พวกศาสนจักรพึ่งพิงได้มากกว่ารัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม
ขณะเดียวกัน ในตำแหน่งที่เกิดระเบิดพร้อมกับเปลวไฟลุกโชนเมื่อครู่ แสงสีทองเริ่มสาดทอดลงมา ตามด้วยเสียงคำรามเป็นระลอก ดังอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ดังเท่าระเบิดก่อนหน้า
เห็นได้ชัดว่า ผู้วิเศษประจำจวนนายกเทศมนตรี กับอีกสองศาสนจักรใหญ่ กำลังรับมือกับความผิดปกติ
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนพบว่าท้องฟ้าที่พร่างพราวด้วยแสงจันทร์และแสงดาว มืดลงจากปกติเล็กน้อย ทั้งที่สภาพอากาศมิได้แปรเปลี่ยน แต่ถนนด้านนอกกลับเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกบางๆ สีเข้ม
เด็กหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อย ไม่สนใจเสียงเรียกของบิชอปลูกครึ่งคนยักษ์ เปิดประตูใหญ่ของวิหาร ‘เดอะฟูล’ แล้วเดินออกไป
อุณหภูมิภายนอกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประหนึ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเฉกเช่นในกรุงทรีอาร์
ภายใต้แสงสว่างของโคมไฟแก๊ส ที่เรียงรายเป็นทิวแถว ลูเมี่ยนมุ่งหน้ากลับไปยังท่าเรือ
ทันใดนั้น มีร่างโซเซคนหนึ่ง เดินออกจากตรอกข้างๆ
ร่างดังกล่าวสวมเสื้อเชิ้ต กางเกงตัวบาง ไม่สวมรองเท้า ใบหน้าซีดเซียว เต็มไปด้วยริ้วรอย
ดวงตาของเขา สีออกขาวมากกว่าสีน้ำตาล ผิวหนังที่เผยออกมามีรอยช้ำเป็นหย่อมๆ เหมือนศพ
ซอมบี้? ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว
ชายชรา ผู้ดูเหมือนซอมบี้ เตรียมจะโซเซไปทางเขตไข่มุกดำ แต่คล้ายกับได้กลิ่นพลังวิญญาณหรือเลือดสด จึงหันขวับฉับพลัน มองมาทางลูเมี่ยน แล้วเปล่งเสียงไม่เหมือนมนุษย์ออกจากลำคอ
ลูเมี่ยนระดมพลังสร้างลูกไฟสีแดงเกือบขาวทันที แล้วปล่อยมันพุ่งหวือไปหาซอมบี้ตนนั้น
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่น ศีรษะของซอมบี้แตกกระจาย กายเนื้อแยกออกเป็นส่วนๆ ถึงคราวสิ้นชีพไปอีกครั้ง
ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากตรงนั้นอีก
“แค่นี้?” ลูเมี่ยนนึกว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับอันเดดอันน่าหวาดหวั่น
เด็กหนุ่มเดินต่อไป พร้อมกับระดมพลังสร้างลูกไฟสีแดงเกือบขาวอีกกว่ายี่สิบลูกไว้เหนือศีรษะ หลังศีรษะ เหนือไหล่ และสองข้างลำตัว แล้วควบคุมให้ลอยสอดคล้องกับการเดินของตน คงสภาพการติดตามเอาไว้
เมื่อเลี้ยวผ่านมุมถนนด้านหน้า ลูเมี่ยนเห็นคู่รักหนุ่มสาว กรีดร้องด้วยอาการผวา พลางวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง
ด้านหลังพวกเขา ซอมบี้ที่เต็มไปด้วยรูกระสุนกำลังไล่ตามมา หัวใจสีแดงคล้ำ รวมถึงลำไส้สีขาวซีด โผล่ออกมาให้เห็นเป็นระยะ
รอบกายลูเมี่ยน ลูกไฟสีแดงเกือบขาวลูกหนึ่งพุ่งออกไป บินผ่านสองคู่รัก แล้วระเบิดใส่ร่างของซอมบี้
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ชิ้นส่วนศพไหม้เกรียมกับเปลวไฟตกค้าง สาดกระเซ็นไปทุกสารทิศ
คู่รักหนุ่มสาวหยุดฝีเท้าด้วยความตกตะลึง พลางหันมามองลูเมี่ยน ผู้รายล้อมด้วยลูกไฟสีแดงเกือบขาวกว่ายี่สิบลูก สายตาทั้งงุนงงทั้งเหม่อลอย ท่วมท้นไปด้วยความไม่เชื่อ
“ยืนเหม่อรอความตายหรือไง?” ลูเมี่ยนด่าพลางเดินต่อไป “ไปที่ถนนด้านหลังนั่น เข้าไปหลบในวิหาร ‘เดอะฟูล’”
“ต…ตกลง!” คู่ชายหญิงสะดุ้งตอบตามสัญชาตญาณ ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับตำรวจ หรือนักผจญภัยถือปืน
พลังทำลายล้างของลูกไฟ เห็นได้ชัดว่าทรงอานุภาพยิ่งกว่าปืน มากกว่าหลายเท่าตัว!
เมื่อคู่รักเลี้ยวเข้าถนนที่มีวิหาร ‘เดอะฟูล’ ตั้งอยู่ ลูเมี่ยน ผู้เป็นราวกับทูตแห่งไฟ เดินต่อไปยังท่าเรือด้วยฝีก้าวไม่เร็วไม่ช้า
ระหว่างทาง เด็กหนุ่มพบกับคนอีกหลายกลุ่ม บ้างออกจากบาร์ บ้างก็จากตลาดกลางแจ้ง แล้วได้เจอกับซอมบี้
ลูเมี่ยนไม่พูดไม่จา เพียงยิงลูกไฟสีแดงเกือบขาวรอบกายออกไป ช่วยจัดการกับเหล่าซากศพคืนชีพ แล้วบอกให้ทุกคนไปหลบภัยในวิหารใกล้ๆ
การไล่ล่าของซอมบี้ กอปรกับการข่มขวัญของลูกไฟ ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดของเด็กหนุ่มได้มาก ไม่มีใครดึงดันจะหาทางออกด้วยตัวเอง
หรือต่อให้มีคนเช่นนั้นอยู่จริง ลูเมี่ยนก็ไม่แยแส
หลังจากเผชิญเหตุการณ์ทำนองเดียวกันบ่อยครั้งเข้า ลูเมี่ยนก็เริ่มสังเกตเห็นรูปแบบ
ซอมบี้เหล่านี้ มิได้กลายร่างจากคนเป็น แต่มาจากคนที่ตายอยู่ก่อนแล้ว เหล่าคนตายในเมืองฟาริมทยอยคืนชีพกลับมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
สัญชาตญาณของพวกซอมบี้ คือการมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดระเบิดในตอนแรก แต่ถ้าระหว่างทางเจอคนเป็น พวกมันจะถูกดึงดูดด้วยเนื้อหนังและพลังวิญญาณ จนสุดท้ายก็เริ่มไล่ล่า ฆ่า และกัดกิน
เมื่อพิจารณาจากรูปแบบข้างต้น ลูเมี่ยนจึงเลิกบอกให้ผู้คนที่ตนพบระหว่างทาง ไปขอความช่วยเหลือจากวิหารซึ่งอยู่ค่อนข้างไกล เพียงสั่งให้ทุกคนหลีกเลี่ยงสถานที่จำพวกโรงพยาบาลหรือสุสาน หรืออะไรที่คล้ายคลึงกัน แล้วไปรวมกลุ่มกับคนหมู่มาก เช่นบาร์ คาบาเร่ต์ หรือบ้านที่ไม่มีคนตายในพักหลัง แล้วอาศัยอยู่ในนั้นสักสองสามชั่วโมง
เดินบ้างหยุดบ้าง จนกระทั่งลูกไฟสีแดงเกือบขาวถูกยิงจนเหลือเพียงสองลูกสุดท้าย ลูเมี่ยนก็มาถึงท่าเรือ แล้วกลับขึ้นไปบน ‘สกุณาโบยบิน’
ฟิลิปโปกำลังใช้มือยันราวเรือ มองไปทางละแวกจวนนายกเทศมนตรี
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามลูเมี่ยน
ฟิลิปโปรีบเปลี่ยนคำถาม
“คุณเจอเหตุการณ์ผิดปกติบ้างไหม?”
ลูเมี่ยนจึงเล่าเรื่องการระเบิดในทิศทางของจวนนายกเทศมนตรี กับเรื่องศพคืนชีพกะทันหันให้ฟังอย่างรวบรัด
“ปลุกซอมบี้?” ฟิลิปโปขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเอง
โดยไม่รอลูเมี่ยนออกความเห็น เขาถอนหายใจเปรยๆ
“การล่องเรือคราวนี้ ราบรื่นได้แค่วันแรกเท่านั้น วันที่สองเจอ ‘จอมฉีกกระดูก’ วันที่สามตอนเที่ยงถูก ‘ต้นหนมรณะ’ โจมตี พอตกกลางคืน ไม่สิ รุ่งสางของวันที่สี่ ท่าเรือฟาริมก็เกิดหายนะซอมบี้…”
“อีกหกวันกว่าเราจะถึงท่าเรือซานตา…”
ลูเมี่ยนฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
ตามทฤษฎีแล้ว ต่อให้เขาดึงดูดหายนะ หรือหายนะดึงดูดเขา มันก็ไม่ควรถี่ขนาดนี้ สมัยยังอยู่ในกรุงทรีอาร์ ก็ไม่ถึงกับพานพบเรื่องเหนือธรรมชาติทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ‘007’ คงกระอักเลือดตายไปแล้ว
การเจอหายนะหนึ่งถึงสองครั้งตลอดการเดินทางยังพอเข้าใจได้ แต่ถ้านับรวมโรคบ้าในเมืองดาเดลเข้าไปด้วย นี่เท่ากับว่าเราได้เจอหายนะทุกวัน…อย่าบอกนะว่ามีสิ่งสกปรกติดตัวเรามา และมันคอยดึงดูดหายนะรอบตัว หรือก่อให้เกิด หรือผนวกรวมกัน? ทุกหายนะที่เกิดขึ้น แก่นแท้แล้วคือสิ่งเดียวกัน ล้วนมีต้นเหตุมาจากมัน? ยิ่งลูเมี่ยนคิด ก็ยิ่งอยากเขียนจดหมายถามมาดามเมจิกเชี่ยน ว่าการเจอพบเจอหายนะทุกวันไม่พักเลยเช่นนี้ มันซุกซ่อนปัญหาใดไว้หรือไม่
“บางที หายนะซอมบี้เมื่อสักครู่ อาจเป็นฝีมือของปัญหาใหญ่ที่เคยอยู่บนเรือเรา หรือก็คือ ตอนนี้มันออกจากสกุณาโบยบินไปแล้ว การเดินทางของเราต่อจากนี้อาจสงบลง” ลูเมี่ยนพูดปลอบใจฟิลิปโปไปตามเนื้อผ้า
แม้แต่ตัวเขาเอง ก็ไม่ค่อยมั่นใจกับคำพูดตัวเองนัก
“หวังว่านะ” ฟิลิปโปกางแขนออก สวดมนต์อย่างศรัทธา “สุริยันจงเจริญ!”
ลูเมี่ยนไม่รีบกลับห้องเฟิร์สคลาส แต่ยืนอยู่ข้างราวเรือ มองดูสถานการณ์ของท่าเรือฟาริม
การที่หมู่เกาะทะเลหมอกยอมหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้โจรสลัดซื้อขายสินค้าได้ แม้จะนำมาซึ่งความวุ่นวายหรือความชั่วร้ายบางอย่าง แต่ก็ทำให้เมืองท่าแห่งนี้มีผู้วิเศษหนาแน่นกว่าหัวเมืองต่างๆ ของอินทิสพอสมควร ทีมต่อต้านจึงถูกก่อตั้งอย่างฉับไว ไล่กำจัดซอมบี้ตามถนน ช่วยลดอัตราการบาดเจ็บล้มตายของพลเมืองและนักเดินทาง
แต่ก็บอกไม่ได้เช่นกัน ว่าจะมีโจรสลัดหรือนักผจญภัย แอบฉวยโอกาสนี้ปล้นธนาคารหรือร้านทอง หรือฆ่าคู่อริ หรือรังแกผู้บริสุทธิ์บ้างหรือไม่
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ความวุ่นวายในจุดเกิดระเบิดก็สงบลง ผู้วิเศษทางการกระจายตัวออกไปจัดการกับความวุ่นวายตามถนนเส้นต่างๆ
“ดีมาก ไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหญ่ ควบคุมสถานการณ์ได้ทันเวลา” ฟิลิปโปละสายตา ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นายพูดแบบนั้นได้ แต่ไม่ใช่กับฉัน…ลูเมี่ยนยิ้มเยาะตัวเอง
ฟิลิปโปเพิ่งจะมีอารมณ์คุยเล่น
“คุณเข้าไปดื่มในฟาริมมาหรือ?”
“ใช่” ลูเมี่ยนยิ้มพลางพูด “แล้วก็รับงานมาด้วย”
“งานอะไร?” ฟิลิปโปถามผ่านๆ
“ล่าโจรสลัด เห็นว่ามีฉายา ‘ลอร์ดมืด’” ลูเมี่ยนไม่ได้ปิดบัง
ดวงตาของฟิลิปโปหรี่ลง ขมวดคิ้วถามกลับ
“คุณแน่ใจหรือว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่า ‘ลอร์ดมืด’? ทางนั้นมีเรือ มีลูกน้องอีกเป็นร้อย!”
“แล้วอีกอย่าง ต่อให้ลอบสังหารได้จริง คุณไม่กลัวการแก้แค้นจาก ‘ราชาสนธยา’ เลยหรือ? นั่นคือหนึ่งในราชาแห่งท้องทะเลเชียวนะ!”
“รับงานมา ไม่ได้แปลว่าจะต้องทำ ตอนนี้ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหา ‘ลอร์ดมืด’ คลาส·คีซได้จากไหน…ชื่อนี้ใช่ไหม?” ลูเมี่ยนมิได้แยแสการแก้แค้นจาก ‘ราชาสนธยา’ เลยสักนิด
นักบุญที่อยากเชือดเขาไม่ได้มีแค่คนเดียว!
ฟิลิปโปเห็นหลุยส์·แบรีทำตัวเหมือนรับงานมาลวกๆ ยังมีโอกาสไตร่ตรองว่าจะทำหรือไม่ทำ จึงเลิกพูดถึงเรื่องไป
รุ่งเช้าวันถัดมา
หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยคนนี้เพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ ก็ได้ยินลูกเรือใต้บังคับบัญชามารายงาน
จวนนายกเทศมนตรีออกคำสั่ง ปิดท่าเรือชั่วคราว ห้ามเรือทุกลำออกจากท่า!
ฟิลิปโปพยายามข่มความอยากลุกพรวด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกทหารที่ท่าเรือกำลังทำอะไร?”
“ไล่ค้นเรือทีละลำครับ” ลูกเรือตอบตามความจริง
ลูเมี่ยนในห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 มองดูกองทหารเบียดเสียดเต็มท่าเรืออันวุ่นวาย แล้วเขียนจดหมายถึงจินนาและฟรังก้าต่อ
“ดูเหมือนจะเกิดเรื่องในเมืองท่าฟาริม เกาะนักบุญทีค หมู่เกาะทะเลหมอก ลองถามคุณคนนั้นให้หน่อย ว่ารู้สถานการณ์อย่างละเอียดบ้างไหม”
เขียนถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนยกมือขวา แตะอกเป็นจังหวะบน ล่าง ซ้าย ขวา ติดต่อกันสี่ครั้งเหมือนมิสเตอร์ Kแล้วพึมพำด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“007 ผู้น่าสงสาร”
……………………………………………………..