ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 518 คำว่าจ้างของนักธุรกิจ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 518 คำว่าจ้างของนักธุรกิจ
ตอนที่ 518 คำว่าจ้างของนักธุรกิจ
ถนนคอร์เรียส บ้านเลขที่ 16
ลูเมี่ยนยืนอยู่ไม่ไกลจากประตู กดหมวกสานสีทองบนศีรษะลง มองฟิเดล·เกร์รา ผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน พลางพูดยิ้มๆ อย่างไม่เกรงใจ
“ตัดสินใจเร็วเหมือนกันนี่”
ฟิเดล ผู้มีจุดเด่นของชาวเฟเนพ็อต เหลียวมองโรดี้ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจแผ่วเบา
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนรับใช้ของผม จะเป็นหัวหน้าขบวนการต้มตุ๋น”
“บางที ค่าแรงที่คุณจ่ายให้เขา อาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เขาเห็นในแต่ละวัน ทำให้ค่อยๆ ถลำเข้าสู่นรก” ลูเมี่ยนโต้แย้งตามนิสัย
ฟิเดลเลิกพูดเรื่องเดิม เพ่งพินิจลูเมี่ยนสองสามวินาทีแล้วเอ่ยปาก
“การแสดงของคุณในบาร์ ทำไปเพื่อหลอกเจ้าพวกโง่นี่ให้ติดกับใช่ไหม?”
“ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ ที่ช่วยสนับสนุนเงินให้ผมเกือบ 1,000 เฟลคิน ในเมืองท่าฟาริม อาชีพนักต้มตุ๋นดูจะมีอนาคตสดใสทีเดียว” ลูเมี่ยนไม่รู้สึกละอายใจเลยสักนิดกับพฤติกรรมเยี่ยงโจรของตน
คำพูดดังกล่าวทำเอาโรดี้ยิ่งหดหู่ ราวกับมีแมลงนับไม่ถ้วนกำลังกัดกินจิตใจเขา
ฟิเดลพยักหน้ารับ
“คุณอยากซื้ออะไรจากผม?”
“พิษของกิ้งก่าเครารุ้งหนึ่งขวด” ลูเมี่ยนพูดเหมือนไม่ใส่ใจ ราวกับใช้การซื้อขายครั้งนี้เพื่อหยั่งเชิง
ไม่ใช่สมองของสิงโตครึ่งคนหรอกหรือ? โรดี้ผู้แอบฟังอยู่ ถึงกับผงะไปชั่วครู่
วินาทีนี้ เขาถึงกับเกิดคำถามจากก้นบึ้งหัวใจ ว่าใครคือนักต้มตุ๋นตัวจริงกันแน่ ตนหรือเด็กหนุ่มตรงหน้า?
ฟิเดล ผู้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีน้ำตาล คิดสักครู่แล้วพูด
“ตอนนี้ผมยังไม่มี แต่ช่วยหาให้ได้ อาจต้องรอสองสามวัน”
“ผมไม่รู้ราคาตายตัว มันขึ้นอยู่กับผู้ขายด้วย ตามประสบการณ์ของผม ราคาอยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 4,000 เฟลคิน คุณอยากให้ผมช่วยหาให้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา” ลูเมี่ยนกางแขนเล็กน้อย “สุริยันจงเจริญ คุณช่างใจดีมีเมตตาจริงๆ”
ฟิเดลขมวดคิ้ว สงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังล้อตนเล่น
เขาตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ผมไม่ใช่คนใจดี แต่เป็นนักธุรกิจ การค้าไหนทำกำไรได้ ทำไมผมจะไม่สน?”
“แล้วผมก็ชอบทำธุรกิจกับพวกนักผจญภัยด้วย บางเรื่องผมไม่สะดวกลงมือเอง ได้แต่ให้เงินกับทรัพยากร ฝากทำผ่านพวกคุณแทน”
พูดถึงตรงนี้ ฟิเดลยิ้มถาม
“คุณไม่กลัวหรือว่าผมจะขายของปลอมให้? หรือมีวิธีตรวจสอบของแท้หน้างาน?”
ลูเมี่ยนยิ้ม
“ผมรู้ว่าบ้านคุณอยู่นี่ แค่นั้นก็พอแล้ว”
“นักธุรกิจใหญ่ฟิเดล ถูกกระหน่ำยิงหกนัดจนตายคาที่ เพราะฉ้อโกงการค้ามูลค่าเพียงไม่กี่พันเฟลคิน…ข่าวแบบนี้มีแต่จะทำให้คนหัวเราะเยาะ”
เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบว่า ตนมีหรือไม่มีวิธีตรวจสอบความจริงแท้ของพิษกิ้งก่าเครารุ้งหน้างาน
ฟิเดลจ้องหน้าลูเมี่ยนอยู่สองสามวินาที ต่างฝ่ายต่างไม่เปลี่ยนสีหน้า จนกระทั่งฝ่ายแรกยกมุมปาก
“นานแค่ไหนแล้วนะ ที่มีใครกล้าข่มขู่ผมต่อหน้าแบบนี้?”
“คุณอยากรู้ไหมว่าคนพวกนั้นมีจุดจบยังไง?”
“คุณอยากรู้ไหมว่าตอนนี้ผมกล้าลงมือหรือเปล่า?” ลูเมี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้ยังคงยิ้มอยู่ แต่ก็ทำให้บรรยากาศทั่วห้องแข็งค้าง
เขาจ้องตาฟิเดลโดยไม่ยอมถอย
ผ่านไปพักใหญ่ ฟิเดลถึงได้ถอนหายใจ กล่าวโดยไม่แสดงความโกรธเคือง
“สไตล์ของคุณเหมือนใครบางคน บุคคลในตำนานนั่น…นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่ เกอร์มัน·สแปร์โรว์”
“ใช่ ผมกำลังเลียนแบบเขา” ลูเมี่ยนยอมรับอย่างเถรตรง
ฟิเดลหัวเราะ
“ไม่” ลูเมี่ยนส่ายหัว พูดพร้อมกับยกมุมปากยิ้ม “ถ้าไม่เลียนแบบเขา ผมจะบ้าคลั่งยิ่งกว่านี้”
บรรยากาศในห้องหนังสือแข็งค้างไปอีกครั้ง
ฟิเดลยกถ้วยกระเบื้องเคลือบขึ้นมา จิบชาแดงหอมกรุ่น
“สมกับเป็นคนหนุ่ม ความกระปรี้กระเปร่าทำเอาคนแก่อย่างผมอดอิจฉาไม่ได้”
“คุณอยากรับคำว่าจ้างจากผมสักชิ้นไหม? มันจะช่วยให้คุณได้กำไรงาม และยังช่วยให้มีชื่อเสียงทางทะเลอย่างก้าวกระโดดเหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ด้วย”
“คำว่าจ้างแบบไหน?” ลูเมี่ยนกดหมวกสานสีทองบนพลางเอ่ยถาม
“ฆ่าโจรสลัดคนหนึ่ง ฉายา ‘ลอร์ดมืด’ คลาส·คีซ กัปตันเรือ ‘แนโปสทองคำ’ ค่าหัว 65,000 เฟลคิน” ฟิเดลอธิบายอย่างไม่เร่งรีบ “มันเคยเป็นผู้ช่วยรองกัปตันของ ‘ราชาสนธยา’ บูลาทอฟ ต่อมาแยกตัวออกจากกองเรือมาปล้นเอง เมื่อสี่เดือนก่อน ที่ท่าเรือส่วนตัวบนเกาะนักบุญทีค มันปล้นสินค้าของผมไปหนึ่งชุด ตอนนี้สินค้าคงถูกขายทิ้งหมดแล้ว ผมไม่หวังว่าจะได้คืน แค่อยากให้มันตาย ให้ทุกคนในทะเลรู้ว่า ใครกล้าปล้นสินค้าของฟิเดล มันผู้นั้นต้องตาย”
“แล้วถ้า ‘ราชาสนธยา’ เป็นคนปล้นล่ะ?” ลูเมี่ยนถามด้วยน้ำเสียงขำขัน
ฟิเดลเงียบไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาไม่สนใจคำถามของลูเมี่ยน ยังคงเล่าต่อไป
“ผมจะคอยส่งข่าวของคีซเป็นระยะ รวมถึงจุดเด่น ความสามารถ ตำแหน่งเรือของมัน รวมถึงการเคลื่อนไหวบนฝั่ง และยินดีจ่ายเพิ่มอีก 25,000 เฟลคิน โดยไม่รวมกับค่าหัวของทางการ”
“ถ้าคุณฆ่ามันได้ ผมจะอาศัยช่องทางส่วนตัว ช่วยให้คุณได้รับเงินค่าหัวเต็มจำนวนโดยเร็ว อีกทั้งยังจะช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงให้ สำหรับทรัพย์สินต่างๆ ของคีซ คุณเอาไปได้เลย”
“ว่าไง? แค่กำจัดคีซ คุณก็จะกลายเป็นหนึ่งในนักผจญภัยคนดังของทะเลแล้ว”
ค่าจ้างเพิ่มเติม 25,000 เฟลคิน รวมถึงการสนับสนุนด้านข่าวกรอง…ลูเมี่ยนคิดสักครู่ แล้วยิ้มถาม
“คำว่าจ้างแบบนี้ คุณฝากไว้กับนักผจญภัยกี่คนแล้ว?”
“เจ็ดแปดคน ทุกคนผมประเมินแล้วว่าดี” ฟิเดลตอบเถรตรง “ไม่มีบทลงโทษในกรณีล้มเหลว แค่คุณยังมีชีวิตอยู่ก็พอ”
กล่าวคือ จะรับคำว่าจ้างแล้วไม่ทำก็ยังได้? ลูเมี่ยนพึมพำในใจ แล้วพยักหน้าพูด
“การล่าโจรสลัดคืออุดมการณ์ของนักผจญภัยทุกคน”
เมื่อเห็นว่าตกลงกันด้วยวาจาแล้ว ฟิเดลก็เปิดลิ้นชัก หยิบแฟ้มกระดาษสีน้ำตาลออกมา โยนให้ลูเมี่ยนโดยตรง
ลูเมี่ยนรับด้วยมือเดียว เลี่ยงเชือกที่ผูกไว้ ดึงเอกสารข้างในออกมาเปิดดูคร่าวๆ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มเงยหน้ามองฟิเดล
“ไม่นานมานี้ คีซอยู่ที่ท่าเรือฟาริม?”
“ใช่ ผมมั่นใจข่าวกรองนี้มาก แต่ยังไม่รู้แหล่งกบดานของมัน” ฟิเดลพยักหน้าเบาๆ
หลังจากนัดหมายว่า อีกสองวันจะมาดูว่าพิษกิ้งก่าเครารุ้งมาถึงหรือยัง และมีข่าวล่าสุดของ ‘ลอร์ดมืด’ หรือไม่ ลูเมี่ยนก็ออกจากบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียส เดินไปทางท่าเรือ
โรดี้ ผู้กลัวจนตัวสั่น คิดว่าเจ้านายจะลงโทษตนสถานหนัก แต่ฟิเดลเพียงแค่โบกมือพูดว่า
“กลับห้องไปสำนึกผิดก่อน”
“ครับ มิสเตอร์เกร์รา” โรดี้แอบถอนหายใจโล่งอก ออกจากห้องหนังสือ เดินขึ้นบันไดสลัวๆ กลับชั้นสอง
ขณะเดิน เขาเกิดหนาวสะท้านขึ้นมาฉับพลัน ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้
ความมืดรอบตัวเข้มข้นขึ้นกะทันหัน
อาศัยแสงไฟสลัวสีเหลืองนวล เขาเห็นบางสิ่ง คล้ายกับโผล่ออกจากหลังเงาของตน
โรดี้อ้าปากด้วยความตกตะลึง พยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับเปล่งเสียงไม่ได้อีกแล้ว
…………
ลูเมี่ยนไม่รีบกลับ ‘สกุณาโบยบิน’ แต่เดินไปยังถนนสายหนึ่ง ที่ตนเพิ่งผ่านมาในตอนค่ำคืนเริ่มเย็นลง
ที่นั่นมีวิหารเรียบง่ายอยู่หลังหนึ่ง เป็นวิหารของ ‘เดอะฟูล’
ลูเมี่ยนเห็นตราศักดิ์สิทธิ์ของ ‘เดอะฟูล’ บนหอระฆังแต่ไกล จึงตัดสินใจแวะมาสวดมนต์สักครั้งตอนขากลับ
อย่างที่คิด ศาสนาของมิสเตอร์ ‘เดอะฟูล’ แพร่หลายในทะเลเป็นส่วนใหญ่ กระทั่งท่าเรือฟาริม ซึ่งเป็นอาณานิคมของอินทิส ก็ยังมีวิหารของท่าน และอาจมีมากกว่าหนึ่ง…ลูเมี่ยนจ้องแสงไฟสีเหลืองนวลจากวิหารครู่หนึ่ง ถอดหมวกสานสีทองบนศีรษะออก แล้วเดินเข้าข้างใน
ไม่นานเด็กหนุ่มก็ได้เห็น ว่าริมห้องโถงกว้างๆ มีคนคล้ายพวกไร้บ้านยี่สิบสามสิบคนนอนอยู่ บางคนห่มผ้าขาดๆ ของตัวเอง บางคนนอนขดตัว อาศัยเพียงเสื้อผ้าห่มกาย
ในฤดูปัจจุบัน หมู่เกาะทะเลหมอกยังไม่ถึงกับหนาวตาย แต่ฝนตกชุก อาจโปรยปรายลงมาได้ทุกเมื่อ การมีกำบังลมฝนให้นอน ถือเป็นความฝันของคนไร้บ้านส่วนใหญ่ และดูเหมือนวิหาร ‘เดอะฟูล’ จะปล่อยให้คนไร้บ้านเข้ามาพักผ่อนได้
สมัยเคยเร่ร่อน ถ้าเจอสภาพอากาศเลวร้ายจริงๆ หรือหาอาหารไม่ได้หลายวัน เราจะลองเสี่ยงโชค แวะไปวิหารของสองศาสนาใหญ่ ถ้าบิชอปหรือหลวงพ่อเป็นคนดี นอกจากจะให้อาหารเย็นหนึ่งมื้อแล้ว ยังจะให้ที่นอนหนึ่งคืนด้วย แต่พอรุ่งเช้าต้องรีบออกไป ไม่อย่างนั้นจะถูกส่งไปศูนย์สงเคราะห์ห่วยๆ …ลูเมี่ยนนึกถึงอดีต หาที่นั่งลง แล้วเริ่มสวดมนต์อย่างตั้งใจ
วิหาร ‘เดอะฟูล’ ในยามค่ำคืนเงียบสงบยิ่ง บางครั้งบางคราวมีคนเข้ามา สวดมนต์สักพักแล้วจากไป บางคนแต่งตัวเหมือนพ่อค้า บางคนดูเหมือนลูกเรือ บางคนเผยแผ่กลิ่นอายโจรสลัดจางๆ แต่ไม่มีใครทำลายบรรยากาศอันสงบเงียบนี้
อันที่จริง ลูเมี่ยนไม่รู้ว่าควรสวดมนต์อะไร เมื่อก่อน สมัยแวะไปยังวิหาร ‘สุริยันเจิดจรัส’ เขาก็แค่ท่องบางส่วนของพระคัมภีร์อยู่ในใจ สวดวิงวอนขอพรต่างๆ ขอพรคุ้มครอง เผื่อว่าสักวันจะเป็นจริงขึ้นมา
แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มได้ทราบแล้วว่า มันทั้งเปล่าประโยชน์และไร้ความหมาย อีกทั้ง ตนก็ไม่มีความปรารถนามากมายเหมือนแต่ก่อน
เหนือสิ่งอื่นใด ลูเมี่ยนเคยฟังนักบวชของศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ เทศนาแค่สองสามครั้ง เนื้อหาในพระคัมภีร์ที่จดจำได้มีเพียงส่วนของเทวทูตใหญ่ทั้งแปด และคำอธิบายเกี่ยวกับอำนาจของมิสเตอร์ฟูล ตอนนี้ยังไม่ควรคิดถึงอะไรแบบนั้นสินะ?
สุดท้าย ลูเมี่ยนเลือกจะเล่าการเดินทางในระยะหลัง เริ่มตั้งแต่ออกจากทรีอาร์ จนมาถึงท่าเรือฟาริม
จิตใจของเขาค่อยๆ สงบลง กลายเป็นความเยือกเย็น
“ขอให้มิสเตอร์ฟูลทรงคุ้มครอง ขอให้หายนะทั้งหลายถูกปัดเป่า ขอให้โอลัวร์ฟื้นคืนชีพ…” หลังจากผ่านไปราวสิบห้านาที ลูเมี่ยนจบการสวดมนต์ แล้วเริ่มวิงวอนขอพรอย่างง่าย
เด็กหนุ่มเพิ่งจะลุกขึ้นยืน ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากจุดห่างไกล กระจกทุกบานในวิหาร ‘เดอะฟูล’ ส่งเสียงดังกุกกัก ตัวอาคารร้องลั่นโครมคราม สั่นไหวไปมาสองสามครั้ง
ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว เดินตรงไปยังประตูท่ามกลางสีหน้างุนงงของคนไร้บ้านที่ตกใจตื่น พยายามมองไปยังทิศของต้นเสียง
เขาเห็นควันหนาทึบ เห็นเปลวไฟพวยพุ่งสู่ท้องฟ้าในตำแหน่งของจวนนายกเทศมนตรี มอบความสว่างไปทั่วบริเวณ
“คงไม่เกี่ยวกับการมาเยือนของเราใช่ไหม?”
ดูเหมือนว่าเมืองท่าฟาริมจะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว
……………………………………………………..