ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 522 อุบายที่ได้ผล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 522 อุบายที่ได้ผล
ตอนที่ 522 อุบายที่ได้ผล
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น ลูเมี่ยนดื่มอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งใกล้เที่ยงคืน จึงออกจากบาร์พร้อมกับบาร์ทเนอร์ เดินไปตามท้องถนนที่ลมทะเลเริ่มเย็นลงแล้ว
“คุณคงไม่ได้คิดจะล่า ‘ลอร์ดมืด’ จริงๆ หรอกนะ?” บาร์ทเนอร์ถามอย่างลังเล
การแสดงของหลุยส์·แบรีเมื่อครู่ ดูเหมือนกับการวางกลอุบายเมื่อคืนไม่มีผิด คิดจะให้ ‘ลอร์ดมืด’ คลาส·คีซเป็นฝ่ายมาหาจริงหรือ?
“จะเป็นอะไรไปได้อีก?” ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ นัยน์ตาสีเขียวแฝงรอยยิ้ม ไม่มีร่องรอยความเมามายเลยสักนิด “ถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายมาหาเอง ผมจะไปหาเขาได้จากไหน? หรือต้องลอบขึ้นเรือ ‘แนโปสทองคำ’ แล้วเผชิญหน้ากับคนทั้งลำเรือตามลำพัง?”
ก็จริง…บาร์ทเนอร์ถึงกับรู้สึกว่า ถ้อยคำของหลุยส์·แบรีค่อนข้างฟังขึ้น
เมื่อ ‘ลอร์ดมืด’ ขึ้นฝั่ง ก็ย่อมต้องปลอมตัวแน่นอน แทบไม่มีโอกาสสืบจนเจอตัว และหากอยู่ในทะเล บนเรือของเขาเอง นักผจญภัยก็แทบจะหมดสิทธิ์ล่าตามลำพัง กระทั่งราชสีห์ก็ยังกลัวฝูงหมาป่า มิหนำซ้ำในฝูงหมาป่า นอกจากคลาส·คีซแล้ว ยังมีหัวหน้าหน่วยอีกหลายคนที่มีพลังวิเศษ
กระทั่งหัวหน้าหน่วยแต่ละคน บาร์ทเนอร์ประเมินแล้วว่าคงไม่อ่อนแอกว่าตนแน่
ผ่านไปสองสามวินาที บาร์ทเนอร์เริ่มตงิดใจว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง จึงเอ่ยถามออกมา
“คุณมั่นใจว่าจะจัดการกับ ‘ลอร์ดมืด’ และลูกน้องอีกสองสามคนได้?”
ลูเมี่ยนยกมุมปาก
“หากนักผจญภัยตัดสินใจออกทะเลแล้ว ก็ล้วนต้องการสร้างความยิ่งใหญ่เหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ทั้งสิ้น”
เด็กหนุ่มไม่ได้พูดประโยคนี้เป็นครั้งแรก แต่ครั้งก่อนๆ ล้วนมาพร้อมน้ำเสียงติดตลก ทว่าคราวนี้ บาร์ทเนอร์กลับรับรู้ถึงความเคร่งขรึมจริงจัง
อย่าบอกนะว่าเขาคิดแบบนี้จริงๆ?
เขาเจ้าเล่ห์เจ้ากล หรือแค่บ้าบิ่นกันแน่?
วินาทีนี้ บาร์ทเนอร์ได้ล้มล้างความเข้าใจของตนที่มีต่อหลุยส์·แบรีอีกครั้ง
การกระทำของอีกฝ่าย ล้วนมีจุดประสงค์ ล้วนมีกับดัก แต่เจตนาและแนวคิดกลับฟังดูไม่สมจริง สำคัญเหนืออื่นใดคือ ตัวเด็กหนุ่มเองทราบดีว่ามันไม่สมจริง แต่ก็ยังเลือกจะดำเนินการต่อไปอย่างมุ่งมั่นเยือกเย็น เพื่อให้บรรลุความฝันอันยิ่งใหญ่ของตน
ต้องนิยามคนคนนี้ว่าอย่างไร? บาร์ทเนอร์คิดหาคำพูดเหมาะๆ ไม่ได้ในทันที
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนเดินไปทางแผงขายของในตลาดกลางแจ้ง ใช้เงิน 5 เฟลคินซื้อกล้วยทอด ขนมปังอบ เนื้อย่าง หอยนางรมย่าง ปลาย่าง กุ้งย่าง และน้ำตาลอ้อย
“คุณยังกินไม่อิ่มหรือ?” บาร์ทเนอร์ถามอย่างประหลาดใจ
ตอนดื่มเหล้าเมื่อครู่ พวกเขาสั่งมันฝรั่งทอด ปลาทอด และพายเนื้อมากินกันบ้างแล้ว
ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“เอาไปเป็นมื้อดึกให้ลูกบุญธรรมของผม”
ลูกบุญธรรม…อายุแค่นี้ก็มีลูกบุญธรรมแล้ว? บาร์ทเนอร์ไม่ค่อยเข้าใจเด็กหนุ่มสำเนียงแคว้นซาฟาห์สักเท่าไร
บางที ในแคว้นภูเขานั่น อาจนิยมหาคนหนุ่มๆ มาเป็นพ่อทูนหัวกระมัง?
เมื่อลูเมี่ยนถือถุงกระดาษสีน้ำตาลพะรุงพะรัง บาร์ทเนอร์ถอนหายใจแล้วพูด
“แผนของคุณอาจไม่ได้ผล นักผจญภัยขี้โอ่มีอยู่ทั่ว คนในร้านอาจไม่นำเรื่องของคุณไปกระจายต่อในวงเหล้า เพราะมันพบเห็นได้ทั่วไป”
ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“ไม่หรอก พวกเขาจะแพร่กระจายข่าวเหมือนไฟลามทุ่ง ไม่กี่วัน ทั้งท่าเรือฟาริมก็จะรู้ว่ามีนักผจญภัยคนใหม่มารับงาน อยากจะล่า ‘ลอร์ดมืด’”
“จะเป็นไปได้ยังไง? คุณควบคุมพวกเขาไม่ได้สักหน่อย” บาร์ทเนอร์โต้แย้งโดยนิสัย
ทันใดนั้น เขาก็ชะงักไป
“หรือว่าคุณ…จะควบคุมความคิดของพวกเขาได้?”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ ยกมือที่ถือถุงกระดาษหลายใบขึ้นมาแตะศีรษะตัวเอง
“ลองใช้สมองของคุณคิดตามให้ดี”
“ถ้าพวกเขาไม่อยากแพร่ข่าว ก็มีคนอื่นช่วยผมแพร่ข่าวอยู่ดี”
บาร์ทเนอร์เริ่มเข้าใจ
“คุณคิดจะจ้างคนกลุ่มหนึ่ง แอบช่วยเผยแพร่เรื่องนี้…”
กล่าวจบ เขาหยุดไปสองสามวินาทีก่อนจะพูดต่อ
“คุณไม่จำเป็นต้องจ้างด้วยซ้ำ นักธุรกิจใหญ่ฟิเดล พอได้ยินการกระทำของคุณ ทางนั้นต้องช่วยให้คุณให้บรรลุเป้าหมายแน่ เขามีทรัพยากรในมือเหลือเฟือ แต่ถ้าไม่รู้ล่ะ…”
“พรุ่งนี้ผมจะไปเยี่ยมเขา” ลูเมี่ยนตอบอย่างสงบ
ละเอียดรอบคอบ และโอกาสเกิดขึ้นจริงสูงมาก ประหนึ่งโซ่ห่วงแล้วห่วงเล่าเกี่ยวเข้าด้วยกัน…บาร์ทเนอร์ยิ่งคิดก็ยิ่งพบว่า แผนนี้คำนึงถึงทุกรายละเอียด แต่โดยรวมแล้วยังคงเต็มไปด้วยความบ้าบิ่น
ผ่านไปสักพัก เขาจึงประเมินโดยสัญชาตญาณ
“ถ้า ‘ลอร์ดมืด’ ออกจากทะเลหมอกไปแล้ว คงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ยินข่าวลือของคุณ แต่ถ้าเขาบังเอิญอยู่ในเมืองท่าฟาริมพอดี ก็อาจรู้ไปถึงหูภายในสองสามวัน”
ท่าเรือฟาริม ถึงจะรวมนักเดินทางขาจรด้วยแล้ว ก็ยังมีประชากรแค่ราวแสนคน ไม่ถึงหนึ่งเขตในกรุงทรีอาร์ด้วยซ้ำ ผู้คนส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามเรือกสวนไร่นา บนเกาะนักบุญทีค และในเหมืองแร่ภูเขาไฟอันดาเทนา
“หวังว่าเขาจะอยู่ในเมืองท่าฟาริมนะ” ลูเมี่ยนพูดขณะเพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นยามค่ำคืน
บาร์ทเนอร์ปิดปากเงียบ ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดต่อ
กลับมาถึง ‘สกุณาโบยบิน’ ลูเมี่ยนเข้าห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 เห็นลุดวิกกำลังกินมื้อดึกที่เตรียมไว้ให้ จึงวางถุงกระดาษสีน้ำตาลในมือลงบนโต๊ะอาหาร
กลิ่นหอมของอาหารทอดและย่าง ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทันที
ลุดวิกเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะก้มศีรษะ รีบกินอาหารที่ลูเมี่ยนนำกลับมา
ลูเมี่ยนนั่งลงบนเก้าอี้เอนหลัง แล้วแกว่งตัวเบาๆ
ผ่านไปสักพัก ลุดวิกก็กล่าวอย่างสบายอารมณ์
“ต้องกินมื้อดึกเป็นเนยแข็ง ขนมปัง เค้ก และคุกกี้ทุกวัน มันก็มีเบื่อเหมือนกันนะ”
คนที่กินได้กระทั่งหนูเป็นๆ มีสิทธิ์พูดแบบนี้ด้วยหรือ? ลูเมี่ยนรำพันเงียบ แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“เห็นไหม? ฉันดูแลลูกบุญธรรมดีจะตาย”
“จริงสิ…นายคิดจะตามฉันไปถึงเมื่อไร? ตอนนี้ก็หนีออกจากศาสนจักรความรู้ได้แล้วนี่”
ลุดวิกไตร่ตรองอย่างจริงจัง
“ติดตามไปจนกว่าผมจะหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้…ตอนนี้ผมยังเด็กอยู่เลยนะ!”
ก็จริง ถ้าเจ้านี่ไม่มีเงินซื้อของกิน คงได้เกิดเหตุสยองขวัญเป็นแน่…แล้วก็ ก่อนที่เราจะได้ไปยัง ‘เมืองเนรเทศ’ ศาสนจักรความรู้คงไม่ยอมให้ลุดวิกแยกจากเราเหมือนกัน…ลูเมี่ยนยิ้มเยาะตัวเองพลางพูด
“ฉันเป็นหนุ่มโสดยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่กลับต้องเลี้ยงดูเด็กอย่างนายไปอีกนาน”
“อาจจะไม่นานขนาดนั้นก็ได้…” ลุดวิกพึมพำเบาๆ
กำลังจะบอกว่า นายจะยืนด้วยลำแข้งตัวเองภายในปีนี้หรือปีหน้า? ลูเมี่ยนแกล้งทำหูทวนลม พลางใช้คางชี้ไปทางห้องคนรับใช้
“หมอนั่นปกติดีไหม?”
ลุดวิก ผู้ทำหน้าที่เป็นสายลับน้อย ถามกลับด้วยความสงสัย
“สำหรับชาวอินทิส การขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือและในบาร์ แล้วอ้างว่าจะช่วยรักษาโรคเพื่อเข้าไปจีบสาว ถือว่าปกติหรือเปล่า?”
“ปกติ” ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างจนปัญญา
พวกคนอินทิสเนี่ยนะ
…………
บ่ายวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางข่าวลือว่า คำสั่งปิดท่าเรืออาจยุติลงในเช้าวันพรุ่งนี้ ลูเมี่ยนจึงลงจาก ‘สกุณาโบยบิน’ มุ่งหน้าไปยังถนนคอร์เรียสในเขตไข่มุกดำ เพื่อเข้าเยี่ยมนักธุรกิจใหญ่ฟิเดล·เกร์รา
เมื่อคืนเขาได้รับจดหมายตอบกลับจากฟรังก้า ผ่านกระต่ายเซียโซของจินนา ในจดหมายบรรยายเหตุระเบิดในเมืองท่าฟาริม เนื้อหาสอดคล้องกับข้อมูลจากฟิลิปโป เพียงแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกสองสามประเด็น
เมื่อผู้วิเศษทางการมาถึงจุดเกิดเหตุ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนได้หลบหนีไปแล้ว
ผู้วิเศษทางการต้องคอยเก็บกวาด ‘ผลผลิตจากการทดลองที่ล้มเหลว’ เป็นสัตว์ประหลาดอมตะ ประกอบกันจากแขนขาและชิ้นส่วนศพจำนวนมาก มันสามารถปลุกผู้ล่วงลับทั้งหมดในเมืองท่าฟาริมให้คืนชีพกลับมา
คนไข้จำนวนมากในโรงพยาบาล ต้องตายด้วยน้ำมือสัตว์ประหลาด…
ลูเมี่ยนได้เจอกับฟิเดล·เกร์ราในห้องหนังสือเช่นเคย ชายวัยกลางคนลูกครึ่งอินทิสเฟเนพ็อตคนนี้ กำลังสูบซิการ์ ยิ้มพลางพูดว่า
“คุณตามกลิ่นมาหรือ? ผมเพิ่งได้รับพิษของกิ้งก่าเครารุ้งมา”
เพิ่งได้รับมา? คงมีอยู่นานแล้วมากกว่า แต่เห็นเราพยายามล่อ ‘ลอร์ดมืด’ ออกมา ก็เลยอ้างว่ายังไม่ได้รับสินค้า หวังให้เราทำภารกิจให้เสร็จก่อน…ลูเมี่ยนคาดเดาในใจ พลางพูดยิ้มๆ
“ดูเหมือนโชคกำลังเข้าข้างผม ราคาเท่าไร?”
“3,800 เฟลคิน ผมไม่เอากำไรเยอะ” ฟิเดลพูดอย่างจริงใจ
ลูเมี่ยนไม่คิดต่อรอง เพียงหยิบธนบัตรออกมาหนึ่งปึก นับเงินจนครบ 3,800 เฟลคิน
ฟิเดลเห็นดังนั้นก็เรียกคนรับใช้เข้ามา ออกคำสั่งไปสองสามชุด
ไม่นานนัก คนรับใช้ก็นำขวดแก้วสีน้ำตาลเข้ามาในห้อง
“ไม่สามารถบรรจุในภาชนะโลหะ มันจะเกิดการกัดกร่อน จนคุณสมบัติของพิษเปลี่ยนไป” ฟิเดลสั่งให้คนรับใช้มารับเงินพร้อมกับส่งมอบสินค้า ส่วนตัวเองยังคงรักษาระยะห่างจากลูเมี่ยนประมาณสิบเมตรตลอดเวลา
ลูเมี่ยนพยักหน้าแผ่วเบา มองขวดแก้วสีน้ำตาลครู่หนึ่ง แล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อของตน
เมื่อคนรับใช้เดินออกไป ฟิเดลยิ้มอีกครั้ง
“ผมได้ยินมาว่า เมื่อคืนคุณใช้มุกเดิมๆ ในบาร์สินะ?”
นักธุรกิจใหญ่คนนี้ โอ้อวดความจมูกไวของตน
“ก็อุบายมันใช้ได้ผล เลยต้องใช้บ่อยๆ” ลูเมี่ยนยอมรับโดยปริยาย
ฟิเดลพยักหน้า
“ผมชอบคนหนุ่มกล้าหาญแบบคุณ ทางนี้จะช่วยกระจายคำพูดอีกแรง เพื่อให้คลาส·คีซได้ยินโดยเร็ว”
“ฮ่าๆ นักผจญภัยคนก่อนๆ ที่ผมเคยว่าจ้างไป มีแต่พวกปอดแหกทั้งนั้น”
“ไม่มีปัญหาครับ วันนี้ผมมาเพื่อเรื่องนี้นี่แหละ” ลูเมี่ยนพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป
“คุณว่า… ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนี้ไหมครับ?”
ฟิเดลถึงกับชะงัก
“กำลังพูดเรื่องอะไร?”
“‘จอมเวทปีศาจ’ เกี่ยวอะไรกับบ้านหลังนี้?”
“เปล่าครับ แค่เดาเล่นๆ น่ะ” ลูเมี่ยนยิ้มอ่อน “ถนนคอร์เรียสอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุระเบิดเมื่อคืน และผมคิดว่าที่นี่เหมาะแก่การซ่อนตัวดี”
โดยไม่รอให้ฟิเดลตอบ เด็กหนุ่มเริ่มก้าวเดิน ออกจากบ้านไปอย่างไม่รีบร้อน
ฟิเดลมองส่งแผ่นหลังของอีกฝ่าย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับฉงนใจว่าเหตุใดเขาถึงพูดแบบนั้น
…………
กลางดึกสงัด เสียงคลื่นซัดสาดดังแว่วมาแต่ไกล ‘สกุณาโบยบิน’ แกว่งไกวเบาๆ ตามจังหวะ
ลูเมี่ยนนอนอยู่บนเตียงใหญ่ในห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 คลุมด้วยผ้าห่มกำมะหยี่ ตาปิดสนิท หายใจเป็นจังหวะยาว หลับสนิท
ทันใดนั้น นอกหน้าต่างราวกับมีเมฆดำลอยมา บดบังดวงจันทร์สีแดงและดวงดาวบนฟ้า
ภายในห้องที่ม่านถูกรูดลง กลายเป็นความสนิทผิดวิสัยทันที กระทั่งมองมือตัวเองก็แทบจะเห็นไม่ครบห้านิ้ว
ในเงามืดที่แผ่กว้าง บางสิ่งบางอย่างคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมา
……………………………………………………..