ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 535 จดหมายตอบกลับ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 535 จดหมายตอบกลับ
ตอนที่ 535 จดหมายตอบกลับ
……….
จินนาอ่านจดหมายของลูเมี่ยนจบแล้วเช่นกัน เงียบไปสักพักจึงค่อยกล่าว
“ต้นตอของโรคบ้านั่นอันตรายจริงๆ …ลูเมี่ยนได้รับอิทธิพลจากมันเกือบครึ่งเดือนโดยไม่รู้ตัว…”
ถ้าไม่ติดว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ปกติ เกรงว่าคนทั้งลำเรือคงกลายเป็นบ้ากันหมดแล้ว
จินนาครุ่นคิดสักครู่ แล้วรู้สึกว่าถ้าเป็นตัวเอง ก็คงได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
“ก็ใช่ไง พวกสมบัติปิดผนึกระดับ 2 ขึ้นไปน่ะ แม้จะทรงอานุภาพ แต่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะกับการใช้งาน ลำพังการดำรงอยู่ของมันก็นำพาหายนะมาสู่มนุษย์รอบข้างแล้ว” ฟรังก้าถือโอกาสสอนเพื่อนสนิท ที่เพิ่งเป็นผู้วิเศษได้เพียงครึ่งปี
เธอรีบแจ้งเรื่องนี้ให้มาดามจัดจ์เมนต์ทราบ แทนที่จะเป็น ‘007’ เพราะถึงแม้จะใช้วิธีติดต่อฉุกเฉิน ก็ต้องดูว่าโชคดีพอจะสำเร็จหรือไม่ ถ้าเกิดวันนี้ ‘007’ ทำงานล่วงเวลาทั้งวัน จนไม่ได้ไปที่นั่นขึ้นมาล่ะ? ส่วนการติดต่อปกติ ต้องรอจนถึงหลัง 4 ทุ่มถึงจะทำได้
ภายใต้สถานการณ์ที่ต้นตอของโรคบ้าอาจแผลงฤทธิ์ได้ทุกเมื่อ จนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ ฟรังก้าไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ แล้วอีกอย่าง ด้วยตัวตนบนโลกความจริงของมาดามจัดจ์เมนต์ เธอจะต้องมีช่องทางติดต่อกับผู้วิเศษทางการของอาณาจักรเฟเนพ็อตอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะหาคนไม่ได้ พอตกตอนกลางคืนค่อยแจ้ง ‘007’ อีกทีหนึ่ง จะได้ดำเนินการพร้อมกันสองทาง
จัดการเรื่องนี้เสร็จ ฟรังก้ากับจินนาก็นั่งรถม้ารับจ้างมาถึงสุสานใต้ดิน
พวกเธอต่างก็เคยตามลูเมี่ยนลงมายังชั้น 3 แล้ว แถมยังได้รับข้อมูลสำคัญๆ จากประสบการณ์ของอีกฝ่าย จึงถือว่าคุ้นเคยกับที่นี่ดี เพียงครู่เดียวก็ถือเทียนไขสีขาวที่จุดไฟสว่าง เดินเข้าไปในลานเล็กๆ ที่มีเสาบูชาสองต้นตั้งตระหง่านอยู่
จินนาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ภายใต้สายตางุนงงของฟรังก้า เธอเดินไปยืนอยู่หน้าเสาบูชาตัวแทนของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ แล้วกางแขนออกครึ่งหนึ่ง เอ่ยปากอย่างเคร่งขรึมว่า
“สุริยันจงเจริญ!”
เธอกำลังขอพรคุ้มครอง
ฟรังก้ามองภาพนี้จนจบ มุมปากกระตุกเล็กน้อย พูดอย่างขบขันว่า
“ทำไมเธอถึงทำตัวเหมือนชาร์ล เอ่อ…ลูเมี่ยนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยล่ะ?”
“บัดซบ! ฉันเหมือนเขาตรงไหนกัน?” จินนาโต้กลับตามความเคยชิน
“ในแง่ความยืดหยุ่นทางความศรัทธาน่ะ” ฟรังก้าอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “อย่างฉันนะ สรรเสริญแค่มิสเตอร์ฟูลเท่านั้น ไม่ได้ไปยืนใต้เสานั่นแล้วพูดว่า ‘ไอน้ำจงพวยพุ่ง’ หรืออะไรเทือกนั้นแน่”
จินนาคิดสักครู่แล้วพูดว่า
“อาจเพราะฉันกับลูเมี่ยนต่างก็เคยศรัทธาใน ‘สุริยันเจิดจรัส’ จากใจจริงมาก่อนล่ะมั้ง…”
พูดถึงตรงนี้ เธอชะงักไปทันที ริมฝีปากขยับเบาๆ แอบด่าตัวเองหนึ่งที
นี่มันเท่ากับยอมรับว่า ตัวเองเหมือนลูเมี่ยนอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
ฟรังก้าเองก็แค่แซวขำขัน หลังจากสรรเสริญ ‘เดอะฟูล’ เสร็จ ก็ออกจากลานบูชาพร้อมกับจินนา มุ่งหน้าไปยังทางลงชั้น 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’
ด้วยข้อมูลจากลูเมี่ยน พวกเธอหลบเลี่ยง ‘การขัดขวาง’ ของโครงกระดูกตามทางได้ไม่ยากเย็น สามารถย่างกรายในความมืดโดยอาศัยแสงเทียนสลัว
ขณะเดิน ฟรังก้าก็เกิดความคิดแผลงๆ ขึ้นมา
“เธอว่า ไอ้เทียนไขสีขาวจุดไฟนี่น่ะ พวกเราทำอย่างอื่นกับมันนอกจากถือไว้ในมือได้ไหม? เช่นเอาไปวางบนหัว หรือทำโคมไฟแล้วใส่เทียนไว้ข้างในได้ไหม? แบบนั้นจะยังมีผลปกป้องอยู่ไหม?”
จินนาคุ้นเคยกับพฤติกรรมของฟรังก้า ที่มักพูดจาหรือคิดอะไรพิเรนทร์ๆ เป็นประจำ จึงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เธอก็ลองดูสิ”
ฟรังก้าชั่งน้ำหนักผลลัพธ์หากการทดลองล้มเหลว แล้วหัวเราะแห้งๆ
“ช่างมันเถอะ ไม่จำเป็นต้องอยากรู้อยากเห็นกับเรื่องแบบนี้หรอก”
เธอมองไปทางจินนาด้านข้าง แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ทำไมเธอถึงแต่งตัวแบบนี้ล่ะ?”
ตอนนี้จินนาสวมชุดสีดำ ใส่หมวกอ่อนสีเข้ม อาจดูสวยก็จริง แต่ปราศจากความสดใสของวัยสาว กลับดูผู้ใหญ่เกินวัยไปพอสมควร
จินนามองไปรอบตัวทันที เมื่อแน่ใจว่าไม่มีแสงเทียนสลัวอื่นใดแล้ว จึงกล่าวเสียงเบา
“ฉันกำลังสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’ น่ะ พยายามทำตัวให้ดูลึกลับหน่อย”
จริงอยู่ การสวมเสื้อคลุมสีดำยาวพร้อมฮู้ด อาจใกล้เคียงกับแม่มดในภาพจำของคนทั่วไปมากกว่า แต่ก็อาจดึงดูดความสนใจจากนิกายนางมารได้เช่นกัน จินนาจึงเลือกทางสายกลาง
“ตั้งใจดีนี่” ฟรังก้าเข้าใจเหตุผลในทันที จึงพยักหน้าชื่นชม
จินนาถือโอกาสถามต่อ
“แล้วเธอล่ะ? หลังจากการ์ดเนอร์ตายไป ก็ไม่เหลือเป้าหมายให้ระบายความสุขสมแล้วนี่?”
ถ้าเป็นคนอื่นพูด ฟรังก้าก็คงตอบกลับไปอย่างหน้าไม่อาย แต่พอเป็นจินนาพูด เธอกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนโดยสัญชาตญาณ ต้องไอสองทีแล้วจึงค่อยเข้าเรื่อง
“ถ้าจะหาจริงๆ ก็ไม่ยากหรอก ถ้ามีเหตุจำเป็นก็คงต้องหาทางกดดันบราวส์ ดูว่ายัยนั่นจะยังทำตัวเป็นก้างขวางคออยู่ไหม หึๆ ถ้าเธอได้สัมผัสกับความสุขสมที่แท้จริง บางทีอาจจะชวนฉันเข้าร่วม…”
ฟรังก้าปิดปากฉับพลัน อยากยกมือขวาขึ้นมาตบหน้าตัวเองสักที
ต่อหน้าจินนา เราพูดเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้ยังไง?
ยังอยากรักษาไว้อยู่ไหม? ไอ้ภาพลักษณ์เนี่ย!
ฟรังก้ารีบกระแอมแล้วพูดต่อ
“แล้วก็ นี่ยังถือเป็นโอกาส”
“โอกาส?” จินนาแสดงความไม่เข้าใจ
ฟรังก้าพยักหน้าอย่างจริงจัง
“การพึ่งพาแค่เรื่องบนเตียง พึ่งพาสุขสมทางร่างกายเพียงอย่างเดียว ก็สามารถย่อยโอสถไปได้ทีละนิดก็จริง แถมยังสอดคล้องกับความเป็นสตรีของ ‘นางมาร’ อีกด้วย แต่ฉันรู้สึกว่าแก่นแท้ของ ‘สุขสม’ ไม่ควรมีแค่เท่านี้ เลยถือโอกาสระหว่างที่ยังไม่มีเป้าหมายทางร่างกาย อยากลองสงบใจตัวเองดู แล้วค่อยๆ สัมผัสหรือค้นหาความเป็นไปได้ทางอื่น”
“อย่างเช่น ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งชอบฉัน เห็นฉันแล้วก็มีความสุข แค่ได้อยู่ด้วยกันก็รู้สึกเป็นสุข แต่ไม่สามารถได้ครอบครองฉันอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่พบกันจะต้องจมอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการไขว่คว้าแต่ไม่สมหวัง แบบนี้ก็จะได้แสดงจุดเด่นของ ‘นางมาร’ ที่นำมาซึ่งหายนะและความทุกข์ท่ามกลางความสุขสม…”
“บัดซบ! ฉันเกลียดผู้หญิงแบบนี้ที่สุดเลย!”
พูดไปพูดมา ฟรังก้ากลับโมโหตัวเอง
จินนาชะงักไปครู่หนึ่ง เม้มปากแน่น ร่างกายสั่นระริกอย่างมิอาจควบคุม พยายามกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก
“ก็ทำนองนั้นแหละ ความหมายไม่หนีจากนี้นักหรอก” ฟรังก้าจบบทสนทนาอย่างฝืนๆ โดยไม่สานต่อ
ภายใต้แสงเทียนสลัว ขณะเลี้ยวผ่านห้องฝังศพใหม่ ที่สร้างขึ้นโดยใช้สุสานเก่าจากสมัยอดีต ฟรังก้าพลันขมวดคิ้ว สงสัยว่าตัวเองเพิ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญไป
“ถ้าเราถอนหายใจพร้อมกับตัดพ้อว่า การไม่มีคู่นอนทำให้ย่อยโอสถได้ช้า แล้วแสร้งทำตัวน่าสงสารสักหน่อย บางที จินนาอาจเห็นใจเราและอาสาช่วยก็ได้!”
“อ๊าาาาา! เมื่อกี้นี้เราอวดเก่งเกินไป!”
“ไม่สิ เธอคงแนะนำให้เราไปหาลูเมี่ยนมากกว่า…”
ขณะฟรังก้าคิดว้าวุ่นไปเรื่อย เธอมิได้ละเลยความปลอดภัยรอบตัว โดยเฉพาะกองกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ข้างทาง
จนกระทั่ง เธอกับจินนาได้เห็น ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ที่ทำจากหินอ่อนสีดำ คอยค้ำยันเพดานถ้ำไว้
มันไม่มีลวดลายหรือสัญลักษณ์ใดเลย และไม่มีร่องรอยการกัดกร่อนหรือผุพัง
“ใกล้เคียงกับเสาในทรีอาร์ยุคที่สี่มาก เพียงแต่ใหญ่โตไม่เท่า ดูเหมือนจะเป็นแค่ส่วนปลายของมัน” ฟรังก้าสังเกตอยู่สองสามวินาทีแล้วแสดงความเห็นสั้นๆ
เธอหันไปถามจินนา
“รู้สึกอะไรเป็นพิเศษไหม?”
จินนาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วบรรจงส่ายหน้า
“ไม่เลย”
…………
ภายในโรงแรมโซโลว์ ท่าเรือซานตา แคว้นกายา ราชอาณาจักรเฟเนพ็อต
ลูเมี่ยนได้รับจดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยนภายในเวลาไม่นาน
“ได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ แล้วสินะ?”
“เรื่องแบบนี้น่ะ ฉันเล่าให้ฟังสิบครั้งก็ไม่เท่ากับเธอสัมผัสเองครั้งเดียว ความประทับใจมันผิดกันเยอะ”
“นั่นคงเป็นพลังของลำดับสูงในเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ที่คอยแก้ไขความคิดและการรับรู้ของมนุษย์รอบข้างอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จดจำคำนี้เอาไว้ให้ดี ‘จงระวังผู้ชม’…”
“สมบัติปิดผนึกนั่นยังมีพลังอื่นร่วมอยู่ด้วย ตอนนี้ฉันยังไม่แน่ใจว่า มันเป็นของเทพมารจากภายนอกหรือไม่ แต่จะยังไงก็ช่าง ในเรื่องการติดตามและจับกุมมัน เธอไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้ว หรือถ้าอยากทำก็คงทำไม่ได้ เอาไว้พวกเราจะติดต่อผ่าน ‘มิสเตอร์มูน’ กับศาสนจักร ‘พระแม่ธรณี’ ให้เอง”
อ่านถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพึมพำเงียบงัน
“เราก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งนักหรอก แต่ของแบบนี้ใครจะกำหนดได้ล่ะ? ด้วยสภาพร่างกายของเรา ในบางครั้ง ต่อให้อยากหลีกเลี่ยงก็เลี่ยงไม่ได้”
เหมือนกับที่เขาบังเอิญได้นั่งเรือลำเดียวกับสมบัติปิดผนึกนั้น มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนค้นพบข้อมูลหนึ่งจากการวิธีลงมือของมาดามเมจิกเชี่ยน
มิสเตอร์มูนของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนจักร ‘พระแม่ธรณี’
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนก็อ่านจดหมายในมือต่อ
“เรื่องการมีอยู่ของเกาะแห่งการคืนชีพ พวกเราก็กำลังสืบสวนอยู่ โดยมี ‘มิสเตอร์แฮงแมน’ กับ ‘มาดามเฮอร์มิท’ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก พวกเขาพอจะมีสมมติฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าในภายหลังต้องการความช่วยเหลือจากเธอ เราจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และขอความยินยอมจากเธอก่อน แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสนใจการค้นหาเกาะแห่งการคืนชีพ มันอันตรายมาก จำเอาไว้ให้ดี มันอันตรายมาก…”
“รอยประทับแห่งความตาย คือเครื่องหมายที่ถูกทิ้งไว้ในแก่นแท้ของความตาย มนุษย์ทั่วไปสามารถทิ้งไว้ได้เพียงหนึ่งเดียว แต่บางเส้นทางเมื่อถึงบางลำดับ สามารถทิ้งไว้ได้หลายอัน และเครื่องหมายชนิดนี้จะถูกกัดกร่อนโดยความตาย ค่อยๆ ละลายไป จนสุดท้ายก็ถูกกลืนหาย กลายเป็นหนึ่งเดียวกับความตายอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าใครเคยมีศักดิ์สูงสมัยยังมีชีวิต หรือมีพลังต่อต้านแบบเฉพาะทาง อำนาจในการทนทานต่อ ‘การละลาย’ ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง สามารถทนทานได้นานขึ้น ส่วนผู้วิเศษลำดับกลางถึงต่ำทั่วไป ไม่กี่ปี สิบกว่าปี หรืออาจจะหลายสิบปี รอยประทับแห่งความตายที่สอดคล้องกับตัวเอง ก็จะเลือนหายไปหมดแล้ว”
“การประกอบพิธีเพื่ออัญเชิญรอยประทับแห่งความตายออกมา คือเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่เทพแท้จริงลำดับ 0 ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้แก่นแท้ของความตาย นับประสาอะไรกับพิธีกรรมพรรค์นั้น?”
“ในกรณีของวิญญาณชั่วร้าย ‘อาร์เดน’ ที่บูลแมนอัญเชิญออกมา ฉันกลับมองนี่คือตัวปัญหา ถึงขั้นสงสัยว่า การที่สภาพจิตใจของบูลแมนย่ำแย่ลงมาก ไม่ใช่เพราะได้พบกับแฮร์ริสัน ชาวเกาะแห่งการคืนชีพ แต่เป็นการอัญเชิญวิญญาณชั่วร้ายนั่นออกมาแล้วลงมือสังหาร”
วิญญาณชั่วร้าย ‘อาร์เดน’ ที่ทิ้งรอยเลือดไว้ โดยถูกบูลแมนสังหารอย่างง่ายดาย ความจริงแล้วยังไม่ตาย? นี่มันเรื่องผีหรือไง? แม้แต่มาดามเมจิกเชี่ยนก็ยังไม่ทราบว่า วิญญาณชั่วร้าย ‘อาร์เดน’ คือสิ่งมีชีวิตประเภทใดกันแน่…ลูเมี่ยนนึกทบทวนถึงสภาพของบูลแมน แต่ก็ไม่พบความผิดปกติในแง่นี้
นั่นคืออาการปกติของคน ‘กึ่งเสียสติ’ ที่ฝืนเปลี่ยนเส้นทางกลางคัน
มาดามเมจิกเชี่ยนทิ้งท้ายจดหมายว่า
“การแกะรอยในเมืองท่าซานตาต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าพบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือจากอัศวินดาบได้”
ตอนนี้ยังไม่จำเป็น…ลูเมี่ยนตอบในใจ
เพราะเขายังไม่มีเบาะแสอะไรเลย ไม่เข้าใจสถานการณ์อะไรเลย ถึงจะเขียนจดหมายหาอัศวินดาบไป ก็ไม่รู้จะถามอะไร หรือจะขอความช่วยเหลือแบบไหน
……………………………………………………..