ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 534 อีกฟากของภูเขา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 534 อีกฟากของภูเขา
ตอนที่ 534 อีกฟากของภูเขา
จนกระทั่งวันนี้ จนกระทั่งเมื่อครู่ขณะคิดถึงแผนการถัดไป ลูเมี่ยนถึงได้รู้สึกเหมือนตื่นจากความฝัน นึกขึ้นได้ว่าเคยคิดจะเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน แต่ก็ลืมอยู่ตลอด
นี่ทำให้เด็กหนุ่มหนาวสั่นไปถึงสันหลัง ยิ่งกว่าการถูกยิงในสนามรบเสียอีก ขนทั่วร่างลุกตั้งชันทันที
หากภาวะนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาอาจตายโดยไม่รู้ตัวก็ได้!
“ความรู้สึกแบบนี้ เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว…จริงด้วย! ตอนอยู่ที่เมืองดาเดล เรากับลูกาโนต่างก็ไม่รู้สึกตัวว่า ทุกการตัดสินใจจะเลี่ยงการหลบหนีโดยปริยาย เอาแต่หาข้ออ้างเข้าไปในเมืองเพื่อสืบสวนโรคบ้า” ความคิดของลูเมี่ยนแวบวาบประหนึ่งอสนีบาต ทันใดนั้นก็ตกผลึกเป็นข้อสงสัย
หญิงสาวที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่ หญิงสาวที่ร้องไห้บนเรือสกุณาโบยบิน คือต้นตอของโรคบ้า เป็นสมบัติปิดผนึกในรูปมนุษย์ ที่หลุดพ้นจากการควบคุม!
หลังออกจากเมืองดาเดล เธอก็มาถึงท่าเรือกัตติ แล้วขึ้นเรือสกุณาโบยบิน!
“เธอสามารถส่งอิทธิพลต่อความคิดของมนุษย์รอบข้างโดยสัญชาตญาณ ทำให้พวกเราลืมความคิดที่อาจเป็นภัยต่อเธอ? การจะทำแบบนี้ได้ อันดับแรกก็ต้องคอยตรวจสอบ ‘กิจกรรมทางจิต’ ของทุกคนตลอดเวลาไม่ใช่หรือไง?”
“หรือว่าจะตรงกับการวิเคราะห์ของอ็องโตนี? เธอแอบชี้นำทางจิตกับทุกคนที่เข้าใกล้ รวมถึงทุกคนบนเรือโดยสัญชาตญาณ ทำให้พวกเราละเลยการมีอยู่ของเธอ ถึงจะเห็นเธอบ้างเป็นบางครั้ง แต่พอหันหลังกลับก็จะลืม ขณะเดียวกัน การติดต่อสื่อสารทั้งหมดกับ ‘อำนาจในลำดับสูง’ ก็จะถูก ‘ลืม’ หรือละทิ้งไปโดย ‘อัตโนมัติ’? อา…ลำดับสูงนี้คงไม่ได้ถูกกำหนดโดยเธอ แต่มาจากการรับรู้ของฝั่งเราเอง ถ้าเราคิดว่าสิ่งใดคือลำดับสูง มันก็คือลำดับสูง…”
“เมื่อเธอลงจากเรือ ก็จะไม่มีใครคอยชี้นำทางจิตกับพวกเราอย่างต่อเนื่องและแนบเนียนอีกต่อไป ส่งผลให้เริ่มตระหนักถึงปัญหาที่ถูกละเลยมานาน ผ่านการเชื่อมโยงกับความคิดในประเด็นต่างๆ …”
“โชคยังดี สมบัติปิดผนึกนั่นไม่ได้อาละวาดบนเรือสกุณาโบยบิน ไม่อย่างนั้น เราอาจคลุ้มคลั่งกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว…”
“นอกจากเรากับลุดวิก เธอคืออีกปัจจัยที่ทำให้ ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ เผ่นหนีหางจุกก้นกลับไป? หึๆ ถ้าลองคิดจากในมุมมองของจอมฉีกกระดูก เรื่องนี้ถือว่าน่าขบขันอยู่ไม่น้อย หมอนั่นแค่อยากจะปล้นเรือพาณิชย์ธรรมดาสักลำ แต่พอโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ กลับสัมผัสถึงกระแสอันไม่เป็นมิตรได้ถึงสามสาย สายหนึ่งอันตรายยิ่งกว่าอีกสาย น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากัน เหมือนกับเผลอไปแหย่รังต่อเข้า ในสถานการณ์แบบนั้น นอกเหนือจากการเผ่นหนีหางจุกก้น ก็คงไม่เหลือทางเลือกอื่นให้เดินแล้ว”
ลูเมี่ยนเกิดความกลัวในทีแรก แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นยินดี
ตรงข้ามกับการใส่ร้ายของฟรังก้า เรื่องนี้ช่วยพิสูจน์ว่า ตนแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหายนะบนเรือสกุณาโบยบินเลย ตลอดการเดินทาง มีเพียงประเด็นของจอมเวทปีศาจเท่านั้น ที่เขาคือต้นเหตุอย่างแท้จริง!
ความถี่ระดับนี้ ลูเมี่ยนยังพอยอมรับได้
เมื่อผุดข้อสันนิษฐาน ลูเมี่ยนรีบหยิบกระดาษโน้ตกับปากกาหมึกซึมออกมา เร่งมือจดบันทึก
“หาโรงแรมใกล้ๆ เข้าพัก แล้วเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน เน้นเรื่องรอยประทับแห่งความตายกับสมบัติปิดผนึกในรูปมนุษย์นั่น”
หลังจากพับบันทึกแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเรียบร้อย ลูเมี่ยนถือโอกาสขณะลูกาโนกำลังสอบถามลูกเรือ คนงาน หรือนักเดินทางตามท่าเรือเกี่ยวกับโรงแรมในละแวกใกล้เคียง เด็กหนุ่มแอบกระซิบเสียงต่ำขณะก้มมองหน้าอกซ้ายตัวเอง
“เทอร์มีโพลอส แกไม่รู้สึกเลยหรือไง ว่ามีสมบัติปิดผนึกสุดแสนจะอันตรายอยู่ใกล้ตัว?”
น้ำเสียงอันทรงพลังและก้องกังวานของเทอร์มีโพลอสดังขึ้น
“ทำไมข้าต้องเตือนเจ้าด้วย?”
โฮ่ เดี๋ยวนี้รู้จัก ‘ต่อปากต่อคำ’ แล้วสินะ…ลูเมี่ยนรำพันเงียบ พลางเหลียวมองลุดวิก ผู้กำลังแทะขนมปังแท่งยาวในมือ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาถูกศาสนจักรความรู้ผนึกเอาไว้ ถึงได้ไม่รู้สึกตัว หรือประเมินเอาเองว่าอีกฝ่ายยังไม่อาละวาด ยังไม่ถือเป็นตัวอันตราย จึงยังไม่จำเป็นต้องสนใจ? ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ รอจนกระทั่งลูกาโนสอบถามเส้นทางเสร็จ จึงพาลุดวิกเดินไปยังทางออกของเขตท่าเรือ
ท่าเรือซานตาแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งในสามจัดไว้สำหรับชาวประมง เป็นพื้นที่โล่งกว้าง แถมยังมีโรงงานน้ำแข็งถึงสามแห่งในบริเวณใกล้เคียง อีกสองในสามจัดไว้สำหรับเรือพาณิชย์ มีนักเดินทางเข้าออกไม่ขาดสาย มีปั้นจั่นคอยยกสินค้าต่างๆ เข้าไปเก็บในระวางเรืออย่างต่อเนื่อง สินค้าก็อย่างเช่น เหล็กกล้าที่หลอมเสร็จแล้ว ดาบที่ตีเสร็จแล้ว หรือผลิตภัณฑ์จากขนแกะที่ทอเสร็จแล้ว
ลูเมี่ยนสูดกลิ่นคาวปลาที่ลอยอบอวลในอากาศ ภายนอกยังดูสงบนิ่ง บางคราวก็เหม่อมองไปยังเทือกเขาห่างไกล บางคราวก็เพ่งพินิจควันดำที่ลอยจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองท่า ซึ่งเป็นทิศทางใต้ลม
อาศัยวิธีให้ลูกาโนกับลุดวิกต่างเลือกมาคนละสองแห่ง เพื่อกำหนดรายชื่อตัวเลือก แล้วเจอที่ไหนก่อนก็พักที่นั่น พวกลูเมี่ยนมาถึงโรงแรมธรรมดาๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า ‘โซโลว์’
ในภาษาที่ราบสูง คำนี้มีความหมายว่า ‘พระอาทิตย์’
แม้ว่าราชอาณาจักรเฟเนพ็อตจะไม่นับถือ ‘สุริยันเจิดจรัส’ โดยศรัทธาเพียง ‘พระแม่ธรณี’ แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมโดยรวมที่มีแสงแดดอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งอากาศก็ค่อนข้างร้อน คำว่า ‘โซโลว์’ กับ ‘โซลอส’ (แสงแดด) จึงปรากฏอย่างแพร่หลายตามการตั้งชื่อต่างๆ
ลูเมี่ยนถอดหมวกสานสีเหลืองทอง ที่ใช้บังแสงแดดเดือนตุลาคมออก แล้วจองห้องชุดหนึ่งห้องกับเถ้าแก่ผมหงอกขาว รูปร่างสูงผอม โหนกแก้มนูนและเคราดกหนา ราคาวันละ 1.5 ทองลิโซ หรือเท่ากับ 3 เฟลคิน
สกุลเงินทางการของเฟเนพ็อตคือ ลิโซ เซตา และเดเกน กล่าวกันว่า ก่อนที่อาณาจักรเฟเนพ็อตกับกลุ่มประเทศมัชฌิมทักษิณจะแยกจากกัน เมื่อครั้งศาสนจักร ‘พระแม่ธรณี’ กับศาสนจักร ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ ร่วมกันปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ระบบเงินตรานี้ได้ถูกออกแบบโดยนักวิชาการจากศาสนจักรความรู้ ไม่เหมือนกับระบบ ‘ทองปอนด์’ ของอาณาจักรโลเอ็นที่ไม่เป็นมิตรกับมนุษย์ โดย 1 ลิโซจะเท่ากับ 10 เซตา 1 เซตาเท่ากับ 10 เดเกน และเดเกนยังมีมูลค่าสี่ระดับคือ ห้าเดเกน หนึ่งเดเกนเต็ม ครึ่งเดเกน และหนึ่งในสี่เดเกน ปัจจุบัน 1 ลิโซมีค่าประมาณ 2 เฟลคิน หรือเทียบเท่ากับ 12 ลิโซต่อ 1 ทองปอนด์
ลูเมี่ยนได้แลกเงิน 1,000 ลิโซแล้ว — ซึ่งรวมถึงเหรียญเซตากับเดเกนจำนวนไม่น้อย
พอจ่ายเงินเสร็จ ขณะเดินขึ้นชั้นบน ลูเมี่ยนได้พบกับสาวน้อยผมยาวสีน้ำตาล มีกระบนใบหน้า แต่เปี่ยมไปด้วยความสดใสของวัยรุ่น เดินเข้ามาจากประตูด้านนอก พลางทักทายเถ้าแก่ด้วยคำว่า ‘ปู่’ ในภาษาที่ราบสูง
เถ้าแก่ ผู้มีโหนกแก้มแดงเรื่อจากแดดเผา โอบกอดสาวน้อยคนนั้น แล้วแนบแก้มขวาของเขากับแก้มขวาของเธอ พลางยิ้มพร้อมกับทักทายตอบด้วยคำบางคำ
มันไม่ได้อยู่ในคลังคำศัพท์ภาษาที่ราบสูงของลูเมี่ยน เขาจึงต้องเอียงหน้าไปทางลูกาโน ใช้สายตาแทนการถาม
“เฒ่าเดอร์พูดว่า ‘ดีใจที่ได้เจอเธอนะ กะหล่ำปลีน้อยของฉัน’”
“กะหล่ำปลีน้อย…” ลูเมี่ยนถึงกับสะดุ้ง พลางพึมพำทวนคำ
ลูกาโนผู้มีคิ้วหนา ตาโต และหน้าตาได้สัดส่วน เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านไม่รู้หรอกหรือ? ที่นี่มีลูกหลานชาวดาลีแอชอยู่เพียบเลยนะ”
เขาผู้ยืนอยู่ตรงทางขึ้นชั้นสอง ชี้ไปยังกำแพง ซึ่งหมายถึงด้านนอก
“เทือกเขาไกลลิบๆ นั่นคือเทือกเขาพิไรเอส อา…พวกชาวดาลีแอชชอบเรียกว่าเทือกเขาดาลีแอช”
ลูเมี่ยนเข้าใจภาพรวมในทันที
“ที่นี่คือทางใต้ของเทือกเขาดาลีแอช?”
“ตะวันตกเฉียงใต้…กว่าจะถึงเทือกเขาดาลีแอช เราต้องนั่งรถไฟไอน้ำอีกหลายชั่วโมง ระหว่างทางคั่นด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ รวมถึงเมืองกับหมู่บ้านอีกหลายแห่ง” ลูกาโนเล่าพลางเดินขึ้นบันได “ท่านเองก็คงทราบดี พอถึงฤดูใบไม้ร่วง คนเลี้ยงแกะจากดาลีแอชกับละแวกใกล้เคียงจะผลัดถิ่นลงมาทางใต้ เพื่อปล่อยแกะในทุ่งหญ้าราบ บางคนก็ตั้งรกรากที่นั่นเลย บางคนก็ลองไปหาโอกาสในเมืองใหญ่ใกล้เคียง ซึ่งเมืองท่าซานตาคือหนึ่งในนั้น”
“ถ้าท่านเดินทางไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อให้พูดภาษาที่ราบสูงไม่ได้ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย แถวนั้นมีคนพูดอินทิสเต็มไปหมด ผมมีญาติอยู่คนหนึ่ง เดิมทีเป็นหม้าย ต่อมาระหว่างเลี้ยงแกะได้รู้จักกับคนท้องถิ่น แล้วแต่งงานกับเขา จนเลิกเลี้ยงแกะ หันมาช่วยคนเลี้ยงแกะติดต่อธุรกิจเกี่ยวกับแกะ เนยแข็ง และขนแกะแทน เก็บเงินจนซื้อไร่องุ่นได้เลย หึๆ สามีของเธอว่านอนสอนง่ายมาก พวกผู้ชายเฟเนพ็อตก็แบบนี้ น่าเสียดายที่ผมไม่ใช่ผู้หญิง ไม่งั้นคงเปลี่ยนไปนับถือ ‘พระแม่ธรณี’ นานแล้ว!”
ขณะฟังลูกาโนเล่า ในสมองของลูเมี่ยนก็หวนนึกถึงความรู้จากโอลัวร์
เทือกเขาดาลีแอชช่วยกั้นลมหนาวส่วนใหญ่ที่พัดลงใต้
“ดังนั้น แคว้นกายาทางใต้ของเทือกเขาดาลีแอชจึงมีแดดจัด อากาศร้อน แม้แต่ในฤดูหนาว ทุ่งหญ้าพื้นราบก็ยังเขียวชอุ่ม สามารถปล่อยแกะเลี้ยงได้…อย่างนี้นี่เอง…” ลูเมี่ยนพบว่าความรู้ดังกล่าวเกิดการ ‘เคลื่อนไหว’ จนกระทั่งก่อตัวเป็นเครือข่าย ช่วยให้ตนเข้าใจสภาพภูมิศาสตร์ เข้าใจลักษณะอากาศของเมืองท่าซานตา รวมถึงโซนตะวันออกเฉียงเหนือได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในอีกความคิดหนึ่ง เขานึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง
บรรดาผู้วิเศษที่ถูกปิแยร์กับพวกคนเลี้ยงแกะที่ศรัทธาในชะตากรรมจับตัวไป ส่วนใหญ่ก็มาจากพื้นที่แถบนี้ไม่ใช่หรือ?
ไม่เพียงจะมีเมืองท่า แต่ยังมีเทือกเขาอุดมไปด้วยแร่ธาตุ แถวนี้คงมีผู้วิเศษหนาแน่นกว่าสถานที่อื่นๆ …
ถ้าอย่างนั้น ตะกอนพลัง ‘นักล่า’ ‘นักยั่วยุ’ หรือแม้แต่ ‘นักวางเพลิง’ ของเรา ก็คงถูกดึงดูดมายังที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
ตอนนี้ก็มาถึงแล้ว…
ทำไมเราถึงได้กลิ่นของชะตากรรมกันนะ…
ลูเมี่ยนตอบรับคำพูดของลูกาโนแบบขอไปที
“ญาติของนายมีลูกกี่คนแล้ว?”
“สามคน” ลูกาโนตอบ
“ถ้าเธอไม่มีลูก สามีของเธอจะยังเชื่อฟังขนาดนี้ไหม?” เมื่อนานมาแล้ว ลูเมี่ยนเคยได้ฟังความเชื่อของ ‘พระแม่ธรณี’ จากคนเลี้ยงแกะผลัดถิ่น
พวกเขาให้ความเคารพการให้กำเนิด และการสืบเผ่าพันธุ์มากกว่า
“แน่นอนว่าไม่” ลูกาโนตอบโดยไม่ลังเลเลย
ระหว่างการพูดคุย ทั้งสามก็มาถึงชั้นห้า แล้วเข้าไปในห้องชุดสุดปลายทางเดิน
ลูเมี่ยนเดินไปริมระเบียง มองไปยังเทือกเขาไกลลิบๆ
ตรงนั้นมีทุ่งหญ้าบนที่ราบสูง มีหมู่บ้านกอร์ตู
ผ่านไปเกือบสิบห้านาที ลูเมี่ยนกลับมายังห้องนอนอย่างเงียบงัน เริ่มเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยนกับฟรังก้า
เขาตั้งใจจะแจ้งเบาะแสของสมบัติปิดผนึกรูปร่างมนุษย์ให้ฟรังก้าทราบด้วย เพื่อฝากเธอไปเตือนผู้วิเศษทางการของอาณาจักรเฟเนพ็อตผ่าน ‘007’ เพราะอย่างไรเสีย ‘ตัวเชื้อโรค’ สุดแสนอันตรายและอาจอาละวาดได้ทุกเมื่อนั่น ไม่ควรถูกปล่อยให้เตร็ดเตร่ท่ามกลางฝูงชน
…………
“นั่นปะไร! ฉันนึกแล้วเชียว ลูเมี่ยนต้องได้เจอกับต้นตอของโรคบ้านั่นอีกแน่!” ขณะได้รับจดหมาย ฟรังก้าเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกกับจินนาพอดี
พวกเธอวางแผนจะไปสุสานใต้ดินทรีอาร์
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ จินนาอยากลงไปดู ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ อีกครั้ง เผื่อว่าจะได้พบกับเบาะแสบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงไปสำรวจ ด้วยเกรงว่าอาจทำให้นิกายนางมารสงสัย — เธอยังคงอาศัยอยู่กับฟรังก้า จึงไม่กล้ารับประกันว่าจะไม่ถูกนิกายนางมารจับตามอง
จนกระทั่ง อ็องโตนีช่วยแนะนำภารกิจจากชุมนุมศาสตร์เร้นลับแห่งหนึ่งให้ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างได้
ลงไปยังห้องฝังศพของตระกูลหนึ่งในชั้น 3 ของสุสานใต้ดิน เพื่อนำขวดน้ำตาโบราณกลับมาให้ผู้ว่าจ้าง
……………………………………………………..