ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 536 หนึ่งสว่างหนึ่งมืด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 536 หนึ่งสว่างหนึ่งมืด
ตอนที่ 536 หนึ่งสว่างหนึ่งมืด
ตามแนวคิดของลูเมี่ยน เมื่อไปถึงท่าเรือซานตาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องสืบสวนคือ เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นในพิธีบูชาทะเลเมื่อปีก่อน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง เพื่อค้นหาเบาะแสของสมาชิกหลัก ‘วันเอพริลฟูล’ ทั้งสองคน แล้วค่อยๆ แกะรอยตัวจริงของพวกเขา
นี่เองก็เป็นจุดที่ถูกย้อนเกล็ดได้ง่ายที่สุด อาจถูกวางกับดักหรือชักนำไปในทิศทางหนึ่ง
ในเมื่อยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเล่นพิเรนทร์เมื่อปีก่อน ลูเมี่ยนจึงยังไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก ‘อัศวินดาบ’ ผู้เป็นไพ่อาร์คาน่าเล็กเหมือนกัน จะให้อีกฝ่ายช่วยสอบปากคำชาวบ้านก็คงจะไม่เหมาะ
ข่าวเกี่ยวกับพิธีบูชาทะเลจะแพร่กระจายแค่ในเมืองท่าซานตา เว้นแต่ว่า ‘อัศวินดาบ’ จะอยู่ที่นี่พอดี มิฉะนั้นก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
ก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนตั้งใจจะศึกษาสถานการณ์โดยรวมของพิธีบูชาทะเล รวมถึงรายละเอียดของอุบัติเหตุเมื่อปีกลายให้ถ่องแท้ก่อนจะเดินทางมายังท่าเรือซานตา แต่กลับค้นคว้าจากที่ใดไม่ได้เลย ราวกับมันกลายเป็นความลับเฉพาะตัวของเมืองนี้ไปแล้ว ส่วนสมาชิกปลายแถวของ ‘วันเอพริลฟูล’ ที่มีส่วนร่วมในการเล่นพิเรนทร์ ก็เพียงแค่ไหลไปตามกระแส มีบทบาทน้อยนิด จึงให้ข้อมูลได้แค่มุมมองของตัวเอง
ฉึบ! ลูเมี่ยนสะบัดข้อมือ เปลี่ยนจดหมายตอบกลับของมาดามเมจิกเชี่ยนให้กลายเป็นลูกไฟลุกโชน
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องนอนหลักของห้องชุด พูดกับลูกาโน ผู้รออยู่ในห้องนั่งเล่น
“มาสร้างตัวตนปลอมเป็นคนท้องถิ่นกันเถอะ”
“ท่านใช้ชื่อหลุยส์·แบรีลงชื่อพักในโรงแรมไปแล้วนะ” ลูกาโนครุ่นคิดสักครู่ แล้วเตือนลูเมี่ยน
ต้องย้ายออกทันทีเลยหรือ?
แบบนี้ไม่เท่ากับเสียค่าเช่าห้องทั้งสัปดาห์ไปอย่างเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?
เมื่อนึกถึงทองลิโซ 10.5 เหรียญนั่น ลูกาโนรู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที
การใช้เงินไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องไม่สูญเปล่าสิ!
ในฐานะนักล่ารางวัลผู้ตกระกำลำบากมาหลายปี เขายังคงอ่อนไหวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าหน้าด้านขอ ‘งาน’ จากลูเมี่ยนตั้งแต่แรก
“มีปัญหาอะไรหรือ?” ลูเมี่ยนถามกลับพร้อมรอยยิ้ม
เมืองท่าซานตาในเดือนตุลาคมยังค่อนข้างร้อน เด็กหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินเรียบง่าย คู่กับกางเกงขายาวสีน้ำตาล มือถือหมวกสานสีทอง
ลูกาโนคิดไม่ตกอยู่ชั่วขณะ ว่าควรบอกเรื่องที่ตนกังวลเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ดีหรือไม่ สุดท้ายจึงเปลี่ยนความคิดแล้วเอ่ยปาก
“เจ้านาย ผมเพิ่งออกไปซื้อหนังสือพิมพ์มาสองสามฉบับ เจอข่าวลือจากท่าเรือฟาริมว่า ท่านคือผู้สังหาร ‘จอมเวทปีศาจ’”
เมื่อเห็นข่าวนี้ ลูกาโนขยี้ตาหลายครั้ง สงสัยว่าตัวเองอ่านผิดหรือเปล่า
นายจ้างของตนไปจัดการ ‘จอมเวทปีศาจ’ ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย?
จนกระทั่งนึกถึงห้องนอนใหญ่ ที่ถูกระเบิดราวกับโดนปืนใหญ่ยิง เขาถึงได้ครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
“ใช่ ฝีมือฉันเอง” ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ตอบคำพูดของลูกาโน
“…” ลูกาโนถึงกับสูญเสียความสามารถในการพูดไปชั่วขณะ
ผ่านไปสองสามวินาที เขาพยายามข่มความอยากรู้ แล้วทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจ
“คุณเพิ่งได้เงินค่าหัว 600,000 เฟลคินมานี่เอง รวมกับของที่ริบมาจากศพ ช่วงนี้ก็เลยใจกว้างเป็นพิเศษสินะครับ…”
ย่อมไม่แปลกหากจะไม่แยแสค่าเช่าห้องเพียงยี่สิบสามสิบเฟลคิน
“เงินพวกนั้น ฉันบริจาคไปหมดแล้ว” ลูเมี่ยนตอบรวบรัด
“ทำไมล่ะ?” ลูกาโนถึงกับโพล่งถาม
ลูเมี่ยนมองเขาด้วยหางตา
ลูกาโนรีบปิดปากทันที แล้วพูดพลางยิ้มแหยๆ
“นั่นสินะครับ เราควรย้ายออกจากที่นี่จริงๆ ตอนนี้ ‘หลุยส์ แบรี’ เริ่มโด่งดังในทะเลหมอก อาจถูกจับตามองได้ง่าย”
เขาอ่านความนัยแฝงของลูเมี่ยนจากสายตานั่นได้อย่างแม่นยำ
ฉันเป็นเจ้านาย หรือนายเป็นเจ้านาย?
ฉันบริจาคเงินค่าหัวไป จำเป็นต้องชี้แจงกับนายด้วยหรือ?
“ใครบอกว่าเราจะย้ายออก?” ลูเมี่ยนถามกลับพร้อมรอยยิ้ม
ลูเมี่ยนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ไม่สงสัยบ้างหรือ ทำไมฉันถึงไม่กำชับให้คนของวิหาร ‘เดอะฟูล’ ที่รับเงินค่าหัวแทน ช่วยปกปิดตัวตนให้ฉันล่ะ?”
นักผจญภัยชื่อดังอย่างหลุยส์·แบรี คือธงที่เด็กหนุ่มปักไว้อย่างเปิดเผย เพื่อหยั่งเชิงว่าจะดึงดูดสิ่งใดได้บ้าง
ดังนั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีตัวตนของคนท้องถิ่น ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดไว้คอยสับเปลี่ยน
“ผ…ผมนึกว่าท่านแค่อยากมีชื่อเสียงในห้าห้วงสมุทรเหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์” ถึงแม้ลูกาโนจะไม่รู้จุดประสงค์แท้จริงของนายจ้าง แต่ก็เริ่มตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนง่ายๆ เหมือนที่ตาเห็น
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“พวกเราคนรุ่นใหม่ ใครบ้างไม่อยากมีชื่อเสียงในห้าห้วงสมุทรเหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์?”
นี่ก็เป็นการสนองตัณหาลึกๆ ในใจเขาด้วย และยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไม่กำชับให้บิชอปไทส์แห่งศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ ช่วยปกปิดร่องรอย
มีเพียงจุดประสงค์อันจริงแท้และน่าเชื่อถือเท่านั้น จึงจะสามารถปกปิดเจตนาอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังได้
“เอ่อ…” ลูกาโนได้ตระหนักอีกครั้งว่า ตนมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนายจ้าง จึงไม่มีทางทราบเป้าหมายจริงๆ ของอีกฝ่าย
เขารีบถอนหายใจเงียบงัน
เฮ้อ…เรามันก็แค่ ‘นักเพาะปลูก’ ก็แค่ ‘แพทย์’ ก็แค่นักล่ารางวัลที่มีประสบการณ์ไม่กี่ปี สมองไม่ได้ดีเด่อะไร…
ลูเมี่ยนมองไปทางลุดวิก ผู้กำลังแทะแพนเค้กมันฝรั่งอย่างว่าง่าย แล้วพูดว่า
“ไปกันเถอะ”
พูดจบ เขาก็ผลักที่แขวนเสื้อและหมวกไปยังจุดอับสายตา แล้วแขวนหมวกสานสีทองในมือลงไป
หากมองจากตึกฝั่งตรงข้าม จะเห็นว่ามีคนสวมหมวกฟางยืนอยู่ตรงมุมห้อง
พอออกจากโรงแรมโซโลว์แล้ว ลูเมี่ยนเดินไปตามถนนปูด้วยแผ่นหินสีเทาขาว มุ่งหน้าไปยังถนนบาร์เส้นที่คึกคักที่สุดในย่านท่าเรือ โดยมีลูกาโนคอยจูงลุดวิกเดินตามหลังไม่ห่าง
ถนนเบื้องหน้าค่อนข้างเก่าแก่ เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนผนังสีขาว หลังคามุงกระเบื้องสีแดงที่มีรอยกระดำกระด่าง หน้าประตูของบ้านบางหลังมีเก้าอี้สี่ห้าตัววางอยู่ ดูแทบไม่แตกต่างจากที่หมู่บ้านกอร์ตู โดยมีคุณยายหลายคนนั่งจับกลุ่มอาบแดดพลางพูดคุย เพียงแต่ไม่ได้ช่วยจับเหาให้กันและกัน
ผู้คนที่สัญจรผ่านพวกเธอ ต่างก็ช่วยกันเบาฝีเท้าลง พูดคุยด้วยเสียงที่เบาลง ไม่ไปรบกวนความสงบสุขนี้
อ้างอิงจากข้อมูลที่ลูเมี่ยนได้รับจากการเสวนากับฟรานเชสโก บาร์เทนเดอร์ประจำบาร์ชั้นล่างของ ‘สกุณาโบยบิน’ นี่คือปรากฏการณ์เฉพาะตัวของราชอาณาจักรเฟเนพ็อต ที่เกิดจากอิทธิพลร่วมระหว่างความศรัทธาใน ‘พระแม่ธรณี’ กับการให้ความสำคัญกับประเพณีครอบครัว
วัฒนธรรมคุณย่า
ในแต่ละตระกูล คุณย่าที่มีอายุมากที่สุด และเคยให้กำเนิดบุตรหลานหลายคน จะได้รับความเคารพยำเกรงมากที่สุด เป็น ‘หัวหน้าครอบครัว’ ที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ สามารถบงการชีวิตของสมาชิกครอบครัวทุกคนได้ระดับหนึ่ง กระทั่งเมื่อออกนอกบ้าน พวกเธอก็ยังได้รับความเคารพจากคนนอก เพราะคุณย่าและคุณแม่ที่แก่ชราเช่นนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัวใหญ่ เปรียบเสมือนร่างอวตารของ ‘พระแม่ธรณี’ ในครอบครัวใหญ่นั้น
เมื่อผนวกรวมความเชื่อทางศาสนาเข้ากับประเพณีทางสังคม คุณย่าเหล่านี้จึงได้รับสถานะพิเศษ
ได้เห็นภาพตรงหน้า ลูเมี่ยนนึกถึงปัญหาหนึ่งอย่างมิอาจเลี่ยง
ในแคว้นไรสตัน สตรีที่แต่งงานแล้ว ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวตัวจริง มีสิทธิ์ได้รับตำแหน่ง ‘คุณนาย’ โดยมีคำว่า ‘นา’ ต่อท้ายชื่อ นี่เองก็เป็นผลจากอิทธิพลของ ‘วัฒนธรรมคุณย่า’ แห่งราชอาณาจักรเฟเนพ็อต ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของภูเขาอย่างนั้นหรือ?
ต้องไม่ลืมว่า ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ผลัดถิ่น รวมถึงพ่อค้าที่เดินทางไปมา พอได้เห็นหรือได้ยินสิ่งใด ก็ย่อมต้องนำกลับมาเล่าแบบปากต่อปาก ซึ่งการผลัดถิ่นกับการค้าขายล้วนเป็นกิจกรรมโบราณ ที่สามารถสืบย้อนไปถึงยุคเริ่มตั้งถิ่นฐานบนเทือกเขาดาลีแอชและทั้งสองฟากฝั่ง เมื่อเวลาผ่านไปนานนับพันปี ย่อมต้องทิ้งร่องรอยที่ไม่อาจลบเลือนไว้บ้าง
เดินไปบนถนนอันเก่าแก่แต่เงียบสงบ ภายใต้แสงแดดเจิดจ้า ลูเมี่ยนเหม่อลอยอยู่นานสองนาน รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังอาศัยในหมู่บ้านกอร์ตู กลับไปสู่ช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ออกไปทำงานในทุ่งนา ขึ้นเขาเลี้ยงแกะ หรือออกล่าสัตว์ เหลือเพียงคุณยายกับเด็กๆ ที่ยังคงคึกคักร่าเริง
…………
ทรีอาร์ สุสานใต้ดินชั้น 3
จินนาหลับตาลง พยายามเปิดรับความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจหรือความเคลื่อนไหวอื่นใดจาก ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ สีดำ
หญิงสาวตรวจสอบสภาพของกระจกตัวแทน แล้วบรรจงย่างกรายเข้าใกล้ต้นเสาที่ปราศจากร่องรอยของกาลเวลา เพื่อวางฝ่ามือลงไปด้วยความระมัดระวัง
สมองของจินนารับรู้ได้เพียงข้อมูลเหล่านี้ นอกเหนือจากนั้นกลับว่างเปล่า
“ยังไม่ได้ผล” เธอส่ายหน้าให้ฟรังก้าอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน หญิงสาวนึกย้อนถึงสองครั้งก่อนหน้า ที่ได้ยินเสียงของกริสโมนา แล้วพยายามหาจุดร่วม
ครั้งหนึ่งคือตอนที่เธอเลื่อนลำดับ อีกครั้งคือตอนที่พวกเธอได้รับผลกระทบจากพลังบางอย่างในโลกกระจกพิเศษ ภายในทรีอาร์ยุคที่สี่
จุดร่วมคือ ทั้งสองเหตุการณ์อยู่ในภาวะวิกฤต และอารมณ์ความรู้สึกกำลังเอ่อล้นท่วมท้น
“ตอนฉันเลื่อนลำดับเป็น ‘แม่มด’ อันตรายถือว่าไม่ได้มากมายอะไร เพราะถูกกดไว้โดยลานบูชา หมายความว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความเข้มข้นของอารมณ์?” จินนาพูดเสียงค่อย พลางนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวด ทรมาน เพื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมา
มีทั้งความตายของมารดา การต้องแยกจากพี่ชาย สิ่งที่เคยผ่านตา เคยผ่านหู รวมถึงประสบการณ์แห่งความทุกข์ระทม
อารมณ์ของจินนาสั่นไหวอย่างชัดเจน แต่ยังคงไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจลวงตา ยังคงไม่ตระหนักถึงความผิดปกติจาก ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’
ฟรังก้าคิดใคร่ครวญก่อนจะพูดว่า
“ต้องเกิดเหตุการณ์พิเศษก่อน ถึงจะกระตุ้นได้หรือเปล่า?”
“อาจจะ” จินนาขบริมฝีปากแผ่วเบาแล้วพูดต่อ “งั้นเราลองลงไปชั้น 4 กันไหม? ลูเมี่ยนบอกว่า ที่นั่นมีร่างวิญญาณที่น่าจะเป็นเทวทูตของเส้นทาง ‘นางมาร’ ซึ่งถือกำเนิดหลังจากพระองค์ร่วงหล่น ต้องเป็นวิญญาณกริสโมนาไม่ผิดแน่”
ฟรังก้าพูดด้วยอารมณ์อันหลากหลาย
“นั่นสินะ ร่างวิญญาณดังกล่าวถูกควบคุมด้วยตราผนึก ไม่สามารถโจมตีมนุษย์ได้ อา…แต่มีเงื่อนไขว่า เราต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสุสานใต้ดินอย่างเคร่งครัด”
หลังจบการพูดคุย ทั้งสองเดินอ้อมด้านหลัง ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ พลางเปลี่ยนเทียนไข แล้วเดินลงบันไดหินเก่าแก่ที่มีรอยกระดำกระด่าง บรรจงย่ำเท้าลงไปทีละขั้นท่ามกลาง ‘สายตา’ ของภาพนูนต่ำรูปหัวคนสีเทาเข้มที่ดูสมจริง ซึ่งเรียงรายบนผนังหินทั้งสองฝั่ง
“แถวนี้เหมาะกับการเล่าเรื่องผีจริงๆ บรรยากาศไร้ที่ติเลย” ฟรังก้าอดใจไม่ไหวต้องพูดออกมา เพื่อทำลายความเงียบที่ชวนให้หัวใจอึดอัด
จินนาชำเลืองมองเธอครู่หนึ่ง แล้วพูดล้อเลียน
“เธอกลัว?”
จินนาหัวเราะในลำคอ
“ถ้าเธอไม่กลัวจริงๆ ก็คงเล่าเรื่องผีแกล้งฉันไปแล้ว ไม่มัวอารัมภบทถึงบรรยากาศอยู่หรอก เธอแค่อยากใช้เสียงข่มความกลัวในใจใช่ไหมล่ะ?”
เสียของจริงๆ ที่เธอไม่เลือกเส้นทาง ‘ผู้ชม’…จะเป็นนักแสดงละครเวทีต้องศึกษาจิตใจมนุษย์ด้วยหรือไง? ขณะฟรังก้าเตรียมจะโต้แย้งสักสองสามประโยค พวกเธอก็เดินมาถึงขั้นสุดท้ายของบันไดหินเก่าแก่
ฟรังก้ากับจินนาต่างสัมผัสถึงแรงกดดันได้พร้อมกัน
วินาทีถัดมา ดวงตาของพวกเธอ สะท้อนแสงเทียนสีเหลืองอ่อน
แสงเทียนนั่นไม่ใช่ของฟรังก้ากับจินนา แต่เป็นแสงริบหรี่ที่ลอยมาจากส่วนลึกของสุสานใต้ดินชั้น 4
……………………………………………………..