ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 723 ความลับของการไม่แก่เฒ่า
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 723 ความลับของการไม่แก่เฒ่า
ตอนที่ 723 ความลับของการไม่แก่เฒ่า
หลังจากรอคอยชั่วระยะเวลาหนึ่ง อ็องโตนี·รีดก็พาสุนัขยักษ์สีน้ำตาลอ่อนที่เซื่องซึม เดินกลับมายังโพรงเหมืองหินซึ่งมีทางเข้าถาวรสู่โลกในกระจก
เขากล่าวกับลูเมี่ยน
“ยกเลิก ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ ได้เลย”
เมื่อเหลียวมองสุนัขยักษ์ที่ปราศจากความดุร้าย ลูเมี่ยนยิ้มพลางท่องคาถาคลายอาคมเป็นภาษาเฮอร์มิส
“พระ!”
หนังสุนัขปลุกเสกแผ่นนี้ เด็กหนุ่มเป็นผู้จัดทำขึ้นเอง โดยกำหนดให้คาถาปลุกเสกเหมือนกับของหลวงพ่อกิโยม·เบเนต์ แต่เปลี่ยนแปลงคาถาคลายอาคมเสียใหม่
แรกเริ่มเดิมที ลูเมี่ยนตั้งใจจะใช้นามของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ หนึ่งในสอง ‘ไอดอล’ ของตนเป็นคาถาคลายอาคม แต่ด้วยตระหนักว่า อีกฝ่ายเป็นถึงเทวทูตไถ่ถอนของมิสเตอร์ฟูล การเอ่ยนามท่านเป็นภาษาเฮอร์มิส อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์พิสดาร อีกทั้งยังดูไม่เคารพ จึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
และเนื่องด้วยหนังสัตว์ปลุกเสกชิ้นแรกที่เขาจัดทำคือหนังสุนัข เด็กหนุ่มจึงได้แรงบันดาลใจจาก ‘สงฆ์ผู้ไล่สุนัข’ และใช้คำว่า ‘พระ’ เป็นคาถาคลายอาคม
เมื่อแสงสลัวสาดส่อง โมรัน·อาวินีก็ปรากฏกายในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
เขาดึงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อด้านหน้า เช็ดคราบเลือด น้ำตา น้ำลาย และน้ำมูกที่เกาะกรังบนใบหน้า
ลูเมี่ยนไม่รีบร้อนเข้าประเด็น โดยตั้งใจจะเริ่มจากคำถามที่ไม่ค่อยสำคัญนัก เพื่อเสริมสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของตน ให้การสะกดจิตเกิดประสิทธิผลสูงสุด
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะเย้ยกึ่งถอนหายใจ
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใด ‘คนในกระจก’ อย่างพวกแก ถึงเกลียดชังตัวเองบนโลกความจริงนักหนา”
โมรัน·อาวินีแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“ถ้าแกต้องใช้ชีวิตอยู่ในกระจกอันเย็นเยียบ มืดมิด และปิดตาย ก็คงเกลียดชังตัวเองที่ดำรงชีวิตใต้แสงตะวัน ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศและสุรา เพลิดเพลินไปกับความสำราญและสุขสม”
“แต่พวกแกไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติสักหน่อย หากแต่เป็นผลผลิตจากอุบัติเหตุ” จินนาเกือบจะเอ่ยออกมาว่า แท้จริงแล้วพวกแกก็คือ สัตว์ประหลาดที่อาศัยอยู่ในโลกในกระจกพิเศษมาแต่ไหนแต่ไร
โมรัน·อาวินีหัวเราะหึๆ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความริษยาและความเกลียดชังของพวกเรากัน?”
“อุบัติเหตุมิใช่สิ่งที่พวกเราก่อ เมื่อพวกเราถือกำเนิดขึ้น และสืบทอดเผ่าพันธุ์เรื่อยมา ก็ย่อมมีสิทธิ์ไขว่คว้าชีวิตที่ดีงามกว่า”
คำกล่าวนี้ทำเอาทั้งฟรังก้าและจินนา ถึงกับอับจนถ้อยคำโต้แย้งชั่วขณะ
“มันเป็นสิทธิ์ของพวกแกจริงๆ นั่นแหละ” ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉันมิตร “แต่ก็มิควรสร้างขึ้นบนการเข่นฆ่าและทำร้ายเจ้าของร่าง เหตุใดพวกแกจึงไม่ร่วมมือกับองค์กรจารีต เช่น ศาสนจักรเดอะฟูล? หลังจากที่พวกแกหลบหนีจากทรีอาร์ยุคที่สี่ ย่อมสามารถออกห่างจากเมืองนี้ ดินแดนนี้ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่อื่นได้”
โมรัน·อาวินีหัวเราะเยาะ
“แกคิดว่าพวกเราสามารถไว้ใจ และร่วมมือกับองค์กรใต้แสงตะวันพวกนี้ได้หรือ?”
“แล้วพวกแกไม่ได้กำลังร่วมมือกับสำนักสัจธรรมอยู่หรือไง?” ลูเมี่ยนแทงใจดำ เปิดโปงคำลวงของโมรัน·อาวินี
โมรัน·อาวินีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“พวกเรามีพันธกิจของตัวเอง ด้วยการทำให้ความจริงแท้กลับคืนสู่โลกนี้”
“ความจริงแท้?” ลูเมี่ยนจงใจยั่วยุ “ในกระจกจะมีความจริงแท้ได้อย่างไร? พวกแก ‘คนในกระจก’ ก็เพียงแค่ใกล้เคียงกับความจริงแท้ หลังความตายผ่านพ้นไประยะหนึ่ง ก็จะกลับคืนสู่สภาพเศษกระจก”
หลังจากยั่วยุแล้ว ดวงตาของลูเมี่ยนแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินดำ เพื่อสังเกตสายธารแห่งโชคชะตาของโมรัน·อาวินี ป้องกันมิให้เขาตอบในสิ่งที่จะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิต
เมื่อสังเกตเบื้องต้น จนแน่ใจว่าคำถามของตนจะไม่นำมาซึ่งความเสี่ยงใหญ่หลวง ลูเมี่ยนจึงยุติการใช้ ‘เนตรภัยพิบัติ’ เพื่อประหยัดพลังวิญญาณ
โมรัน·อาวินีผุดรอยยิ้มแฝงเลศนัย
“ผิดแล้ว ในความหมายบางนัย สิ่งที่อยู่ในกระจกต่างหากที่เป็นความจริงแท้”
“เมื่อพวกเราทำพันธกิจสำเร็จ ก็จะได้กลับคืนสู่ความจริงแท้อย่างสมบูรณ์!”
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?” ฟรังก้ารู้สึกสงสัยยิ่งนัก ว่าความมั่นใจของโมรัน·อาวินีมีรากเหง้าจากสิ่งใด
โมรัน·อาวินีกวาดตามองนางมารทั้งสอง ขณะอยู่ในภาวะ ‘ช่วงเวลานักปราชญ์’ เขาหัวเราะในลำคอก่อนเอ่ยปาก
“แม้แต่ฉันเองก็ไม่อาจเข้าใจเหตุผลในระดับแก่นแท้ แต่สามารถบอกพวกแกได้ว่า มันเกี่ยวข้องกับนางมารปฐมกาลที่พวกเราศรัทธา พระองค์ทรงสถิต ณ ห้วงลึกของโลกในกระจก พระองค์ต่างหากที่เป็นนางมารต้นกำเนิดตัวจริง!”
“ยิ่งไปกว่านั้น ฉันขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ”
“เมื่อได้เป็น ‘แม่มด’ เมื่อได้สัมผัสกับ ‘กระจกวิเศษ’ ตัวตนที่แท้จริงที่สุดของแม่มดทุกคน ล้วนอยู่ภายในกระจก”
เมื่อเห็นฟรังก้ากับจินนาต่างเผยสีหน้าไม่เชื่อถือ โมรัน·อาวินีผู้มีแรงกระหายจะเล่าเรื่อง เริ่มยิ้มพลางตั้งคำถาม
“พวกแกรู้หรือไม่ว่า ลำดับ 3 ของเส้นทาง ‘นางมาร’ เรียกว่าอะไร?”
“ไม่ทราบ” ฟรังก้าและจินนาส่ายหน้าพร้อมกัน
โมรัน·อาวินีพยักหน้ารับพลางเอ่ยตอบ
“มันถูกเรียกว่า ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ผู้ครองความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์ เชี่ยวชาญการฟื้นคืนชีพและเกิดใหม่”
“เหตุใดพวกเธอจึงตายยาก แถมยังคืนชีพและเกิดใหม่ได้? นั่นก็เพราะสิ่งที่ถูกสังหารเป็นเพียงภาพลวงตา ตัวตนอันแท้จริงของพวกเธอดำรงอยู่ในกระจกเสมอมา ถูกกักขังและผนึกไว้ในกระจกด้วยตัวของพวกเธอเอง!”
“หากกายเนื้อจอมปลอมของพวกเธอล่วงลับ ไม่นานก็จะฟื้นคืนชีพได้ด้วย ‘ภาพสะท้อน’ จากตัวจริงในกระจก!”
“พวกแกคิดว่า ตัวตนจริงซึ่งถูกตัวปลอมกักขัง ผนึก และใช้เป็นรากเหง้าสำหรับการฟื้นคืนชีพ จะไม่เกลียดชังตัวปลอมบนโลกแห่งความจริงได้อย่างไร? จะไม่อยากหลุดพ้นจากกระจกเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของตนได้อย่างไร?”
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ฟรังก้าพลันนึกถึงภาพเหตุการณ์ครั้งแรกที่เธอก้าวเข้าสู่โลกในกระจกพิเศษ
ในเวลานั้น เธอได้พบกับเจ้าของร่างตัวจริง ตัวตนก่อนได้ดื่มโอสถ ‘แม่มด’ บุรุษเจ้าของคิ้วสีน้ำตาลดกหนา ผมสั้นสีเชือกป่าน ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ดวงตาฉาบล้นด้วยความอาฆาตพยาบาท
ฟรังก้าทั้งตกตะลึงและระแวงสงสัย หรือว่าเมื่อดื่มโอสถ ‘แม่มด’ จนกลายเป็นสตรี ตัวตนบุรุษเดิมมิได้สูญสลาย หากแต่ถูกเนรเทศเข้าไปในกระจก ไม่อาจออกมาได้อีก?
จินนาก็นึกถึงเรื่องราวในอดีตบางประการ
ในระหว่างที่เธอกำลังจะกลายเป็น ‘แม่มด’ ในภาพมายายังมีอีกตัวตนหนึ่งของเธอ ตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาต ใบหน้าเหมือนกับตัวจริงราวภาพสะท้อนในกระจก โดยในเวลานั้น ทั้งสองต่างตกลงสู่เพลิงทมิฬ จินนาทุ่มสุดกำลังเพื่อปีนป่ายออกมา กลับขึ้นสู่ผิวน้ำแข็งเหนือเพลิงทมิฬ จนบรรลุการเลื่อนลำดับ ส่วนตัวตนที่เต็มไปด้วยความอาฆาตนั่น ถูกเงามืดคล้ายงูเหลือมลากจมหายลงสู่ ‘นรก’ อันไร้ก้นบึ้ง
หรือว่านั่นคือสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกตัวตน?
และบัดนี้ ส่วนหนึ่งของ ‘เรา’ กำลังทุกข์ทรมานอยู่ในกระจกหรือ?
เมื่อเห็นว่าสหายนางมารทั้งสอง ต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความตื่นตระหนกเจือสับสน ลูเมี่ยนจึงยิ้มพลางเอ่ยกับโมรัน·อาวินี
“นั่นอาจไม่ได้สื่อถึงการกักขังตัวตน แต่เป็นไปได้ว่า ‘แม่มด’ จะสร้างสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับตัวเองในกระจก เพื่อพึ่งพาอีกฝ่ายในการควบคุมพลังที่เกี่ยวข้องกับ ‘กระจกวิเศษ’ และเมื่อถึงระดับหนึ่ง ก็สามารถอาศัยตัวเองในกระจกเพื่อคืนชีพได้ด้วย”
“ที่ตัวตนในกระจกมีโลหิตเปรอะเปื้อน เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท ความเคียดแค้นชิงชัง ก็เพราะพวกเขาเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด ริษยาตัวตนบนโลกความจริงมาแต่ไหนแต่ไร เหมือนกับ ‘คนในกระจก’ อย่างพวกแก ที่ได้คลานออกมาจากโลกในกระจกพิเศษ”
ในยามที่ยังไม่อาจค้นพบความจริง ลูเมี่ยนเลือกที่จะไม่ครุ่นคิดกับตนเอง โดยพยายามผลักภาระทั้งหมดไปให้ผู้อื่นแทน
ยิ่งไปกว่านั้น โมรัน·อาวินีคือ ‘คนในกระจก’ ย่อมมีความโน้มเอียงในจุดยืนโดยธรรมชาติ ทุกคำพูดที่หลุดจากปากเขา ควรต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่หลังจากฟังจบ แล้วหมั่นวิเคราะห์จากมุมมองที่แตกต่าง
เมื่อได้ฟังวาจาของลูเมี่ยน สีหน้าของฟรังก้าและจินนาต่างก็ผ่อนคลายลง ทว่าโมรัน·อาวินีกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“การหลอกลวงตนเอง หาได้ปิดบังการดำรงอยู่ของความจริง”
ลูเมี่ยนเล็งเห็นว่า ได้ปูพื้นมาพอสมควรแล้ว จึงตัดสินใจตบบทสนทนาให้กลับเข้าประเด็น
แม้แต่เดิม จุดประสงค์ของพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับ ‘คนในกระจก’ แต่บัดนี้ ลูเมี่ยนกลับเห็นว่าเรื่องทางฝั่ง ‘สำนักสัจธรรม’ ทั้งสำคัญและเร่งด่วนกว่า จำเป็นต้องไต่ถามก่อนโดยเร็ว
ดวงเนตรของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีเงินดำอีกครา พลางจ้องหน้าโมรัน·อาวินีแล้วกล่าว
“แกได้ลงนามในสัญญาฉบับที่ทำกับ ‘หัวหน้างาน’ ของ ‘สำนักสัจธรรม’ หรือยัง?”
“แน่นอนว่าต้องลงนามแล้ว มิฉะนั้นจะร่วมมือกันได้อย่างไร? ทางเราล้วนให้ความสำคัญกับพันธสัญญายิ่ง” โมรัน·อาวินี ตอบด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“อีกฝ่ายไม่ได้แอบแก้ไขข้อสัญญาแน่หรือ?”
“ไม่มีทาง ฉันระวังตัวในเรื่องนี้มาก พวกแกก็คงทราบดีอยู่แล้ว ฉันคือ ‘ผู้พิพากษา’ ตัวจริงในเชิงศาสตร์เร้นลับ” โมรัน·อาวินี กล่าวด้วยความมั่นใจยิ่ง
ลูเมี่ยนถามต่อไป
“แล้วแกเคยพบกับ ‘หัวหน้างาน’ คนนั้นหรือยัง?”
โมรัน·อาวินีส่ายศีรษะ
“สัญญาฉบับนั้น เขาลงนามมันก่อน แล้วให้บ่าวไพร่นำมาส่ง พวกเรามิเคยพบหน้ากันจริงๆ”
“หัวหน้างานผู้นั้น ระยะหลังมานี้กำลังทำสิ่งใดอยู่?” ลูเมี่ยนค่อยๆ สืบถามอย่างรอบคอบ
โมรัน·อาวินีหัวเราะ
“ฉันเป็นเพียงห่วงโซ่หนึ่งของกล่องมืด รวมถึงเครือข่ายมืดๆ ขนาดมหึมา คอยช่วยทำภารกิจบางอย่างผ่านข้อตกลง มิได้ล่วงรู้แน่ชัดว่า ภารกิจเหล่านั้นชี้นำไปยังทางใด อีกทั้งจุดประสงค์เบื้องหลังก็ยังมิอาจล่วงรู้”
“อา…ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่า จะใช้ประโยชน์จากผู้คนแบบฉัน ถักทอเป็นวังวนมหึมาที่มองไม่เห็น วังวนที่สามารถใส่ความต้องการอันแรงกล้าที่สุดของตนเข้าไป และได้รับผลลัพธ์”
“เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า วังวนกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว”
วังวนกำลังก่อตัว…ลูเมี่ยนจ้องมองความเปลี่ยนแปลงในสายธารแห่งโชคชะตาของโมรัน·อาวินี พลางครุ่นคิดถาม
“ในเวลาปกติ แกติดต่อกับ ‘หัวหน้างาน’ ยังไง?”
“ในยามฉุกเฉิน มีวิธีพิเศษสำรองไว้หรือไม่?”
นี่คือเรื่องที่ต้องเร่งสืบให้กระจ่าง โมรัน·อาวินีเป็นถึงรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมของอินทิส หากถูกโจมตีหรือหายสาบสูญอย่างลึกลับ ย่อมต้องเป็นข่าวครึกโครม เพียงไม่นานก็ต้องแพร่สะพัดไปทั่ว เมื่อถึงเวลานั้น ‘หัวหน้างาน’ ก็ย่อมต้องได้ยินได้ฟัง แล้วรีบตัดขาดช่องทางการติดต่อเดิมอย่างแน่แท้
…………
ณ คฤหาสน์ของโมรัน·อาวินี
อ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัว หัวหน้าหน่วย ‘ผู้ชำระ’ เคลื่อนที่เร็ว ซึ่งขึ้นตรงต่อเขตมุขมณฑลกรุงทรีอาร์ ผู้ซึ่งเตรียมความพร้อมอยู่ก่อนแล้ว สามารถรีบรุดมาถึงจุดเกิดเหตุได้ในเวลาอันสั้น
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของ ‘ผู้ชำระ’ ในจุดเกิดเหตุ รวมถึงลองตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว อ็องกูแลมก็ขมวดคิ้ว
“ชุมนุมแสงเหนือ?”
มิใช่พวก ‘ดาบซ่อนแขน’ หรอกหรือ?
พวกเขากำลังทำอะไรกันแน่!
อ็องกูแลมครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนออกคำสั่ง
“อันดับแรก ต้องปิดข่าวนี้เอาไว้ก่อน เพื่อมิให้ผู้คนและขั้วอำนาจเบื้องหลังโมรัน·อาวินีตื่นตัว บางที ทางเรายังมีโอกาสสืบสวนขยายผลต่อได้”
นี่คือประสบการณ์ตรงของเขา และยังเป็นกระบวนการที่เหล่า ‘ผู้ชำระ’ คุ้นเคยมาช้านาน
……………………………………………………..