ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 722 พระองค์ล่วงรู้
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 722 พระองค์ล่วงรู้
ตอนที่ 722 พระองค์ล่วงรู้
ณ ห้องใต้ดินบ้านเลขที่ 19 ถนนเฌอร์ ลูเมี่ยนได้พบกับมิสเตอร์ K
หากมิใช่เพราะได้ประจักษ์กับตาตนเอง ถึงวิธีที่อีกฝ่ายแปลงกายเป็นเนื้อหนังมังสา ห่อหุ้มร่างโมรัน·อาวินี ก่อนจะถูกแสงศักดิ์สิทธิ์จาก ‘ผู้ชำระ’ โจมตีในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มแทบไม่อาจเชื่อได้เลยว่า มิสเตอร์ K ผู้ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้านี้ ในชุดคลุมดำมีฮู้ด ดูสง่าผ่าเผยไร้ที่ติ เคยแทรกกายเข้าไปในคฤหาสน์ของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม และลงมือสังหารมาหมาดๆ
“คุณกลับจากทวีปใต้แล้วหรือ?” เสียงของมิสเตอร์ K ยังคงแหบต่ำดังเช่นเคย
เขามิได้นั่งลงบนเก้าอี้พนักแดงตัวนั้น หากแต่ยืนอยู่ในเงามืดเบื้องหน้าลูเมี่ยน เงาที่ทอดตัวจากโคมระย้าคริสตัล
ลูเมี่ยนมิได้ปิดบัง เพียงยิ้มพลางเอ่ยปาก
“กลับมาช่วยเหลือสหายน่ะ อีกเดี๋ยวก็จะกลับไปใหม่ คุณเองก็ทราบดี ผมสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ได้”
ฮู้ดใบใหญ่ของมิสเตอร์ K พลิ้วไหวแผ่วเบา ราวกับกำลังพยักหน้า
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี
“กลับมาถึงทรีอาร์ทั้งที แต่ยังไม่ลืมมาสรรเสริญรัศมีแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ผมมองคนไม่ผิดจริงๆ”
ลูเมี่ยนที่เพิ่งเสร็จจากพิธีสวดภาวนากับมิสเตอร์ K รู้สึกละอายใจและไม่มั่นใจสักเท่าไร
เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างเถรตรง
“ผมเห็นคุณลอบสังหารโมรัน·อาวินี”
แววตาใต้ฮู้ดของมิสเตอร์ K พลันแปรเปลี่ยนราวกับมีตัวตน เงามืดรอบกายพลิ้วไหวแผ่วเบา
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้แจ้งสารแห่งชุมนุมแสงเหนือรายนี้ก็เอ่ยถามเสียงแหบพร่า
“คุณก็อยู่ที่นั่นด้วยหรือ?”
ลูเมี่ยนตอบอย่างผ่อนคลาย
“ใช่ แม้วิธีที่คุณสังหารโมรัน·อาวินีจะมีเอกลักษณ์ของ ‘บิชอปกุหลาบ’ และดูเหมือนจะใช้ ‘ปล่อยแกะ’ ในการ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไปอย่างง่ายดาย ซึ่งลำพังการฟังข่าวจาก ‘ผู้ชำระ’ ผมก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือคุณ แต่ก็ต้องขอยอมรับตามตรงว่า ตอนนั้นผมอยู่ที่นั่นด้วยจริงๆ”
ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ในกระจกบานนั้น กระจกที่โมรัน·อาวินีใช้หลบหนีเข้าไป”
เมื่อได้ยินคำตอบ ชุดคลุมดำยาวของมิสเตอร์ K พลันพลิ้วไหวโดยปราศจากสายลม ราวกับมีเนื้อหนังมังสานับไม่ถ้วนกำลังเปล่งเสียงโห่ร้องอยู่เบื้องล่าง
เขามิได้ปิดบังความตื่นเต้น
“แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร? จับตัวโมรัน·อาวินีได้ไหม?”
“ครับ” ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ฮ่าๆๆ! ฮ่าๆๆ!” มิสเตอร์ K แหงนกายขึ้น เผยให้เห็นคางที่ผอมแห้ง หัวเราะลั่นด้วยท่าทีคลุ้มคลั่งสุดขีด
เสียงหัวเราะของเขาดังจนหูลูเมี่ยนอื้ออึง แสงและเงาในห้องใต้ดินพลิ้วไหว กลิ่นคาวเลือดโชยคละคลุ้ง
ในที่สุด มิสเตอร์ K ก็หยุดหัวเราะ เอ่ยด้วยความคลั่งไคล้ผิดวิสัย
“ไม่ผิดจากที่คิด พระองค์คอยจัดแจงเรื่องนี้อยู่จริงๆ ศรัทธาอันแรงกล้าคือหนทางเดียวโดยแท้!”
เขาเริ่มทำเครื่องหมายกางเขนบนหน้าอก
“สรรเสริญพระองค์ สรรเสริญพระผู้สร้างสรรพสิ่ง สรรเสริญพระองค์ผู้แบกรับบาปของมวลมนุษย์!”
ลูเมี่ยนร่วมสรรเสริญ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ที่ชุมนุมแสงเหนือเคารพศรัทธา
มิสเตอร์ K ยิ้มพลางถอนหายใจ
“แต่แรกผมเพียงวางแผนจะลอบสังหารโมรัน·อาวินีในช่วงไม่กี่วันนี้ ยังมิได้ตัดสินใจว่าจะเป็นวันใด กระทั่งยามเย็นที่ผ่านมา เมื่อเห็นโมรัน·อาวินีปรากฏกายริมหน้าต่าง ยืนชมทิวทัศน์แดนไกล ผมสังเกตเห็นว่า อารมณ์และสภาพจิตใจเขาผิดแผกไปจากปกติ”
“ผมเป็นกังวลว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน จึงรีบเร่งลงมือ และพบกับความล้มเหลว”
“เมื่อครู่ผมเตรียมจะสารภาพบาปต่อพระองค์ แบกรับบาปที่สมควรต้องแบก แล้วคุณก็มาปรากฏกาย พร้อมกับแจ้งผมว่า คุณจับตัวโมรัน·อาวินีได้แล้ว”
“นี่หมายถึงสิ่งใด?”
“หมายความว่าพระองค์ทรงจัดวางทุกสิ่งไว้แต่แรกแล้ว พวกเราเพียงต้องสวดวิงวอนด้วยศรัทธา ลงมือด้วยศรัทธา กระทำการด้วยศรัทธา มิต้องคำนึงถึงสิ่งใดอื่น”
“หากมีศรัทธา ความล้มเหลวย่อมเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ หากปราศจากศรัทธา แม้ความสำเร็จก็เป็นเพียงความสำเร็จที่นำพาไปสู่จุดจบอันล้มเหลว”
ทุกครั้งที่สนทนากับมิสเตอร์ K ลูเมี่ยนมักรู้สึกเหมือนทั้งสองใช้ภาษาต่างกัน มิใช่ว่าฟังไม่เข้าใจ แต่ไม่อาจเข้าถึงและเข้าใจสภาวะคลั่งไคล้เช่นนี้ได้อย่างแท้จริง
ทว่าในคราวนี้ เด็กหนุ่มพลันรู้สึกสั่นสะท้าน ร่างกายเริ่มเย็นยะเยือก
‘ข้อตกลงในกล่องมืด’ ที่เราริเริ่มผ่านกล่องมืดของผู้มีอำนาจ เมื่อสืบย้อนไปแล้ว หรือว่าจะเชื่อมโยงถึงพระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือศรัทธาด้วย?
ด้วยเหตุนี้ โมรัน·อาวินีจึงเกิดความคิดกะทันหันว่า จะลองเสี่ยงหลบหนีผ่านกระจกในห้องหนังสือ จึงตั้งใจมายังห้องหนังสือเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ทำทีเป็นอ่านหนังสือไปพลางชั่งน้ำหนักความเสี่ยงไปพลาง…
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรากระตุ้นชะตาของโมรัน·อาวินีให้เกิดความเปลี่ยนแปลง มิสเตอร์ K จึงมาปรากฏที่ห้องหนังสือ ลงมือสังหารอย่างเร่งรีบ บีบให้โมรัน·อาวินีต้องหลบหนีเข้าไปในกระจกบานใกล้ๆ ซึ่งก็คือกระจกเงาบานสูงที่พวกเราซ่อนตัวอยู่…
สำหรับการทำข้อตกลงในกล่องมืด สิ่งที่พวกเราจ่ายไปคือแหวนสุวรรณโลหิต ซึ่งวิวัฒน์มาจากตะกอนพลังที่สอดคล้องกับบิชอปกุหลาบ ลำดับ 6 แห่งเส้นทางผู้วิงวอนความลับ…
ลูเมี่ยนตัดสินใจแบ่งปันความรู้สึกของตนกับมิสเตอร์ K แต่ก็ยังซุกซ่อนความกลัวเอาไว้ ซุกซ่อนบทบาทของพลัง ‘กระตุ้นชะตา’ โดยผลักความดีความชอบทั้งหมดให้ตกเป็นของ ‘กล่องมืดของผู้มีอำนาจ’
มิสเตอร์ K ที่เพิ่งหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มิได้เสียกิริยาอีก เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงคลั่งไคล้อันสง่างาม
“พระองค์ทรงเห็น พระองค์ทรงได้ยิน พระองค์ทรงล่วงรู้”
ถ้อยคำคล้ายกันนี้ ลูเมี่ยนเคยได้ยินจากมาดามเมจิกเชี่ยนมาก่อน แต่ครั้งนั้นเขาแทบไม่รู้สึกอะไร แม้แต่ความกังวลก็แทบไม่มี ด้วยคิดทำนองว่า กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ ทว่าในปัจจุบัน ขนทุกเส้นบนร่างของเด็กหนุ่มเริ่มลุกตั้งชัน ความเย็นยะเยือกแล่นจากก้นกบขึ้นสู่สมอง
เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับมีดวงตาจ้องมองตนอยู่ในทุกเงามืดรอบตัว
ยิ่งผ่านประสบการณ์มากขึ้น ยิ่งได้ความรู้มากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวและความกดดัน ซึ่งแฝงอยู่ในประโยคสั้นๆ สามประโยคนั้นอย่างชัดเจน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนสรรเสริญพระผู้สร้างแท้จริงอีกครา แล้วจึงเอ่ยปากถาม
“มิสเตอร์ K ด้วยเหตุใดคุณจึงต้องลอบสังหารโมรัน·อาวินี?”
“ที่ผมกับพรรคพวกหมายหัวเขา ก็เพราะโมรัน·อาวินีตัวจริงตายไปแล้ว บุคคลที่เห็นคือ ‘คนในกระจก’ แล้วทางคุณล่ะ?”
“คนในกระจกหรือ? นึกแล้วเชียว ถึงว่าทำไมใช้พลัง ‘กระจกตัวแทน’ ได้ด้วย จนผมถึงกับลอบสังหารล้มเหลว” มิสเตอร์ K เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับเพิ่งประจักษ์แจ้ง
เขาเดินวนไปมาครู่หนึ่ง แล้วกล่าวแก่ลูเมี่ยนว่า
“ในช่วงหลายเดือนหลัง คดีมากมายที่เกิดขึ้นในอินทิส ล้วนชี้นำไปสู่องค์กรหนึ่งนาม ‘สำนักสัจธรรม’ พวกเขาอาศัยนิกายเทพมารต่างๆ รวมถึงผู้เสื่อมทรามในองค์กรทางการ เพื่อบรรลุภารกิจบางประการ อาทิ การหายสาบสูญอย่างลึกลับของทายาทคนหนึ่งของตระกูลโพลี หรือการสูญหายอย่างประหลาดของไดอารีโรซายล์ ซึ่งถูกเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด”
โพลี? หนึ่งในจตุรอาชาของจักรพรรดิโรซายล์น่ะหรือ? ทายาทของเขาหายสาบสูญอย่างลึกลับ? ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ เปลือกตาของลูเมี่ยนก็พลันกระตุกวูบ
เยบุส·ลาตาเคยกล่าวไว้ว่า สามเป้าหมายของ ‘สำนักสัจธรรม’ คือ การตามหาร่องรอยของแดนสวรรค์ร่วงหล่น การค้นหาอนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งสุดท้ายของจักรพรรดิโรซายล์ และการแสวงหาตะเกียงวิเศษประทานพร ‘0-05’
ในจำนวนนั้น ตราผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่เพิ่งถูกเปิดออกครั้งหนึ่ง ในระยะเวลาอันใกล้นี้ องค์กรทางการของอินทิสคงจะไม่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่อีก อีกทั้ง ‘0-05’ ก็อยู่ในการครอบครองของแบร์นาแดต ธิดาองค์โตของจักรพรรดิโรซายล์ ‘สำนักสัจธรรม’ ยอมรับว่ายังไม่อาจเอาชนะผู้นำของ ‘แก่นรุ่งอรุณ’ รายนี้ได้ในปัจจุบัน จึงเฝ้ารอให้ได้รับพรเพิ่มเติมก่อนแล้วค่อยลองอีกครา
กล่าวคือ ในสามเป้าหมายข้างต้น สองเป้าหมายจำต้องใช้เวลาวางแผนระยะยาว ส่วนร่องรอยของอนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งสุดท้ายของจักรพรรดิโรซายล์นั้น เยบุสกล่าวเพียงว่า ตนก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน แต่ ‘หัวหน้างาน’ จะมีหรือไม่ เขาก็มิอาจล่วงรู้
เมื่อประมวลเข้ากับคำบอกเล่าของมิสเตอร์ K เมื่อครู่ ลูเมี่ยนก็เกิดลางสังหรณ์อันไม่น่าไว้วางใจ
‘สำนักสัจธรรม’ คงมิได้ครอบครองเบาะแสสำคัญของอนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งสุดท้ายของจักรพรรดิโรซายล์แล้วหรอกนะ?
มิสเตอร์ K กล่าวต่อไป
“ทางเรากำลังสืบสวนเรื่องเหล่านี้ ‘แก่นรุ่งอรุณ’ ก็กำลังตามสืบอยู่เช่นกัน”
“เมื่อไม่นานมานี้ ทางเราสืบพบว่าโมรัน·อาวินีได้ปรากฏตัวในบางคดี ดูเหมือนว่าเขาก็เป็นบุคคลสำคัญของ ‘สำนักสัจธรรม’ เช่นกัน”
“แล้วเหตุใด คุณจึงเลือกลอบสังหารเขา แทนที่จะหาวิธีจับกุมตัวล่ะ?” ลูเมี่ยนมองว่าการกระทำก่อนหน้านี้ของมิสเตอร์ K มีเจตนาสังหารโมรัน·อาวินีอย่างชัดเจน
มิสเตอร์ K หัวเราะเสียงแหบต่ำ
“การสังหารนั้นง่ายกว่าการจับกุมมาก อีกทั้ง หากโมรัน·อาวินีเสียชีวิต ก็ย่อมต้องเกิดความผิดปกติกับศพ ผู้วิเศษทางการที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ ย่อมต้องหาทางสื่อวิญญาณกับเขาแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น ฝ่ายทางการก็จะติดตามสืบสวนขยายผลต่อไป ไล่ล่า ‘สำนักสัจธรรม’ และขัดขวางมิให้แผนการของพวกเขากลายเป็นจริง”
“นั่นมิใช่จุดประสงค์ของพวกเราหรอกหรือ?”
“อีกทั้ง พวกเรายังสามารถซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ตามหาคนของ ‘สำนักสัจธรรม’ จากทิศทางการเคลื่อนไหวของทางการ”
ผู้แจ้งสารแห่งชุมนุมแสงเหนือ ก็รู้จักวิธี ‘แจ้งตำรวจ’ รู้จักใช้ประโยชน์จากทางการด้วยหรือ? ลูเมี่ยนอดขำมิได้
หากมิใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวกรองเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘คนในกระจก’ เขาและฟรังก้า รวมถึงพวกพ้อง ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้ เพียงแค่บีบให้โมรัน·อาวินีแสดงความผิดปกติออกมาก็พอ
ลูเมี่ยนซักถามมิสเตอร์ K อย่างละเอียดอีกสองสามเรื่อง ยิ่งรู้สึกว่า ‘สำนักสัจธรรม’ กำลังเข้าใกล้ตำแหน่งที่ตั้งของอนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งสุดท้ายของจักรพรรดิโรซายล์เข้าไปทุกที
เด็กหนุ่มไม่มัวชักช้าอีก กล่าวว่าตนต้องรีบกลับไปสอบปากคำโมรัน·อาวินี เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน
“คุณต้องการความช่วยเหลือจากผมไหม?” มิสเตอร์ K เอ่ยถาม
ลูเมี่ยนยิ้มพลางตอบ
“ยามนี้ยังไม่จำเป็น ทางเรามีนักสะกดจิต มียาสารภาพของสมาคมเสียวซ่าน มีนางมารผู้ชำนาญการสื่อวิญญาณ”
สิ่งที่เด็กหนุ่มมิได้เอ่ยถึงคือ ตนยังมีพลังของนักล่าชะตากรรมด้วย
ในระหว่างกระบวนการ ‘ล่าชะตา’ ลูเมี่ยนสามารถ ‘อ่าน’ โชคชะตาทั้งในอดีตและปัจจุบันของโมรัน·อาวินี รวมถึงสายธารแห่งโชคชะตาส่วนใหญ่ เพียงแต่ว่า ระยะเวลาในการรักษาสภาวะนี้มีจำกัด จึงใช้สำหรับการดึงข้อมูลสำคัญๆ เท่านั้น
“ดี หากติดขัดด้านใด คุณสามารถเรียกหาผมได้ทุกเมื่อ” มิสเตอร์ K จ้องมองลูเมี่ยนด้วยสายตาชื่นชมสองสามครา
……………
หลังจากค้นหาสถานที่เงียบๆ เพื่อเทเลพอร์ตกลับบ้านลับ ลูเมี่ยนก็กวาดตามองโดยรอบ แล้วกล่าวแก่ฟรังก้า
“พวกเราจะกลับไปยังโพรงเหมืองหินใต้ดินด้วย ‘กระดุมกระจก’ ของคุณ”
ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน อันจะส่งผลกระทบต่อละแวกใกล้เคียง
สำหรับลูเมี่ยนในวันนี้ ได้ผ่านการใช้เทเลพอร์ตไปหลายครั้งแล้ว อีกทั้งยังต้องลงแรง ‘กระตุ้น’ โชคชะตาของโมรัน·อาวินี ก่อนหน้านี้ก็ยังบรรเลงกลอนดนตรีเคืองแค้นต่อเนื่อง ปล่อยการโจมตีจุดอ่อนติดต่อกัน สิ้นเปลืองพลังไปมหาศาล จนบัดนี้เหลือพลังวิญญาณสำหรับการเทเลพอร์ตเพียงเจ็ดถึงแปดครั้ง และไม่เหลือพลังที่ ‘สั่งสม’ โดยนักพรตอีกแล้ว
ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากสามารถใช้วัตถุวิเศษได้ก็สมควรใช้
ฟรังก้าเข้าใจสภาพของลูเมี่ยน จึงไม่ตระหนี่จำนวนครั้งการใช้กระดุมกระจก เพียงแต่ร้องขอให้ลูเมี่ยนเป็นผู้อุ้มสุนัขยักษ์ ห้ามมิให้มันแตะต้องตัวเธอ
ถัดมา กระดุมแก้วบนแขนเสื้อเชิ้ตสตรีก็เปล่งประกายแสงริบหรี่ พาพวกลูเมี่ยนที่กำลังจับไหล่หรือแขนของเธอ เข้าสู่กระจกภายในห้อง ผ่านอุโมงค์อันมืดมิดว่างเปล่า ปรากฏกายในโพรงเหมืองหินซึ่งมีทางเข้าถาวรสู่โลกในกระจก
จากนั้น เธอหยิบยาสารภาพโยนให้อ็องโตนี·รีด พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ป้อนมันให้โมรัน·อาวินีสักหน่อย แล้วสนทนากับเขาให้ถ้วนถี่”
……………………………………………………..