ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 725 ชั้นที่สามของโลกในกระจก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 725 ชั้นที่สามของโลกในกระจก
ตอนที่ 725 ชั้นที่สามของโลกในกระจก
“ไม่มีทางเดาถูกแน่นอน?” ลูเมี่ยนกับฟรังก้าพร้อมใจกันแค่นหัวเราะ ทำท่าทางราวกับจะลองเดาดู
แน่นอนว่าทั้งสองยังไม่เอ่ยคำคาดเดาออกมา แต่จะวางแผนรวบรวมข้อมูลให้ได้มากพอเสียก่อน แล้วจึงค่อยคาดเดาอย่างมีเป้าหมาย
ลูเมี่ยนจับตามองกระแสโชคชะตาของโมรัน·อาวินี จนเข้าใจดีว่า ‘อัศวินวินัย’ ผู้นี้มีจุดยืนของตนเอง แถมยังมีอำนาจการยับยั้งชั่งใจในเชิงศาสตร์เร้นลับ จึงไม่คิดจะเปิดเผยสถานการณ์ของผู้นำเหล่า ‘คนในกระจก’ ทว่าเขาก็ไม่อาจต้านทานแรงกระหายที่จะพรั่งพรูข้อมูล ไม่อาจขัดขืนอิทธิพลของการสะกดจิต จึงได้พูดจาท้าทายด้วยท่าทีอวดดี
“เมื่อครู่แกบอกว่าคนในกระจกที่มีเทวบารมีแกร่งกล้า ไม่อาจอาศัยจุดรั่วไหลหลบหนีออกมาผ่านเหตุการณ์ใหญ่ได้ นั่นเท่ากับว่า ไม่นับรวมคนในกระจกที่มีเทวบารมีในระดับทั่วไปสินะ” ลูเมี่ยนยิ้มพลางวิเคราะห์ถ้อยคำสำคัญจากคำพูดของโมรัน·อาวินีเอง “นั่นเท่ากับว่า เคยมี ‘คนในกระจก’ ในลำดับ 4 หลบหนีออกมาได้ และผู้นำของพวกแกต้องเป็น ‘คนในกระจก’ ที่มีพลังอย่างน้อยเทียบเท่าครึ่งเทพลำดับ 3 สินะ?”
โมรัน·อาวินีพลันทำหน้าเจ็บใจทันที เสียดายที่ตนพูดละเอียดเกินไป จนเผลอเปิดเผยข้อมูลสำคัญโดยไม่รู้ตัว
ฟรังก้าได้แรงบันดาลใจจากท่าทีของลูเมี่ยน จึงหัวเราะพลางเอ่ยปาก
“คนในกระจกลำดับ 4 ที่เคยหลบหนีออกมา บัดนี้อยู่ที่ใด แล้วกำลังทำอะไรอยู่?”
ริมฝีปากของโมรัน·อาวินีสั่นระริก กล้ำกลืนฝืนทนอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังคงรักษาความเงียบไว้ได้
สมแล้วที่เป็นลำดับ 5 ‘อัศวินวินัย’ อดทนต่อการสอบปากคำเก่งจริงๆ คนละระดับกับพวกก่อนหน้านี้เลย…ถ้าลองทำลายกลีบสมองส่วนหน้าของเขา จะสูญเสียความยับยั้งชั่งใจไปบ้างไหมนะ…ลูเมี่ยนพึมพำสองประโยค ก่อนจะเบนเรื่องไปสู่ประเด็นที่ไม่สำคัญนัก
“สิ่งใดคือเงื่อนไขเบื้องต้นในการถือกำเนิดของ ‘คนในกระจก’?”
“ชาวเมืองที่อาศัยในกรุงทรีอาร์บนโลกความจริงมานาน ล้วนมี ‘คนในกระจก’ ที่สอดคล้องกันหรือไม่ หรือว่าต้องสัมผัสกับมลทินบางอย่างจากใต้ดินเสียก่อน?”
นี่คือการคาดเดาโดยอิงจากสถานการณ์ของ ‘เทศกาลฝัน’
ฟู่…โมรัน·อาวินีถอนหายใจอย่างแผ่วเบา เมื่อครู่เขาเกือบไม่สามารถควบคุมตนเอง จวนเจียนจะเผยความลับสำคัญซึ่งเป็นแก่นแท้ที่สุดออกมา
คำถามใหม่ช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง จึงตอบอย่างคล่องปากว่า
“หากไม่มีตราประทับสำหรับผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่ โลกในกระจกพิเศษนั่น ก็จะมีภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของกรุงทรีอาร์บนโลกความจริง รวมถึงทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองด้วย แต่เนื่องจากการดำรงอยู่ของตราผนึก จึงมีเพียงผู้ที่เข้าออกใต้ดินเป็นประจำ และต้องสัมผัสกับมลทินบางอย่างเท่านั้น จึงจะทิ้งตราประทับไว้ในโลกในกระจกของพวกเรา”
“นอกเหนือจากกรณีดังกล่าว เผ่าพันธุ์ของพวกเรายังมีที่มาอื่นอีก”
“ประการแรกคือ ทายาทของเทพจอมปลอมองค์นั้น เพียงแค่ถือกำเนิดขึ้นก็จะมี ‘คนในกระจก’ ของตัวเองปรากฏขึ้นทันที โดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะอยู่แห่งหนใด หรือเคยมาทรีอาร์หรือไม่ก็ตาม”
“ประการที่สองคือ สายเลือดของขุนนางบางตระกูลในทรีอาร์ยุคที่สี่ อย่างเช่น ทายาทของตระกูลทามาร่า ฉันเองก็ถือเป็นกรณีนี้ ซึ่งไม่ถูกตีกรอบด้วยสถานที่หรือสภาพแวดล้อมเช่นกัน”
ลูเมี่ยนกับพรรคพวกต่างเข้าใจดีว่า เทพจอมปลอมที่โมรัน·อาวินีกล่าวถึง ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค ในฐานะเทพมารผู้ปกครองโลกในกระจก การที่ทายาทของพระองค์จะมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับโลกในกระจก ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากอะไร
“เหตุใดทายาทของตระกูลทามาร่า จึงมีความสัมพันธ์พิเศษกับโลกในกระจกของพวกแกล่ะ? บรรพบุรุษของพวกแกได้รับมลทินในช่วง ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ หรือไง? หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก?” ลูเมี่ยนถามอย่างครุ่นคิด
โมรัน·อาวินีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย”
“ส่วนจะได้รับมลทินแบบใด และเหตุใดจึงมีมลทินดังกล่าว เนื่องจากเวลาล่วงผ่านมานานแล้ว ฉันย่อมไม่ทราบ บางทีสาขาตระกูลทามาร่าที่ยึดมั่นในเส้นทาง ‘พิพากษา’ และไม่ใช่ ‘คนในกระจก’ หรือสาขาที่เดินตามเส้นทาง ‘ประตู’ อาจเก็บบันทึกที่เกี่ยวข้องเอาไว้ก็ได้”
เส้นทาง ‘ประตู’ คืออีกชื่อหนึ่งของเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ก่อนจะช่วยถามแทนฟรังก้าและจินนา
“เผ่าพันธุ์ของพวกแก ไม่รวมถึง ‘คนในกระจก’ ของนางมารอื่นๆ หรือ?”
“พวกนั้นก็เป็น ‘คนในกระจก’ เช่นกัน แต่มิได้สังกัดโลกของพวกเรา” โมรัน·อาวินีตอบพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอน หากเข้าเงื่อนไขที่ฉันบอกไปข้างต้น โลกในกระจกของพวกเราก็สามารถมี ‘คนในกระจก’ ของนางมารได้เช่นกัน”
อย่างนี้นี่เอง…ขณะที่ฟรังก้ากับจินนาพยักหน้ารับ ลูเมี่ยนก็เปลี่ยนคำถาม
“พวกคนในกระจกที่หนีออกจากใต้ดินสำเร็จ ตอนนี้ทำอะไรกันอยู่?”
เด็กหนุ่มถามกว้างๆ โดยมิได้เจาะจงถึง ‘คนในกระจก’ ที่มีเทวบารมี โมรัน·อาวินีขัดขืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยคำตอบ
“ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกรุงทรีอาร์ บ้างก็อาศัยตัวตนเจ้าของร่างเดิมเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม บ้างก็ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แผ่ขยายอิทธิพลอย่างลับๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะทำลายตราผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ แล้วก้าวเข้าสู่ชั้นที่สาม อันเป็นชั้นที่ลึกที่สุดของโลกในกระจก”
“ส่วนที่เหลือนั้น…”
โมรัน·อาวินีเว้นวรรคชั่วครู่ พลางมองไปทางฟรังก้ากับจินนาด้วยรอยยิ้ม
“บ้างก็แทรกซึมเข้าไปในนิกายนางมาร หวังจะสืบหาแหล่งกบดานบนโลกความจริงของเทพจอมปลอมนั่น บ้างก็เดินทางไปยังลุนเบิร์กตามคำสั่งของผู้นำ เพื่อตามหาของบางสิ่ง”
“อย่าถามฉันว่า ‘คนในกระจก’ ในนิกายนางมารมีความคืบหน้าหรือไม่ และอย่าถามว่า ‘คนในกระจก’ ที่ไปลุนเบิร์ก ได้รับภารกิจให้ค้นหาสิ่งใด เหล่านี้ล้วนมิใช่ขอบเขตการดูแลของฉัน จึงไม่เคยมีผู้ใดบอกเล่ารายละเอียด”
“ฉันเองก็อยากสืบหาแหล่งกบดานบนโลกความจริงของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ เช่นกัน ดังนั้น แกบอกกับฉันมาเถอะว่า ‘คนในกระจก’ ที่แทรกซึมเข้าไปในนิกายนางมารมีใครบ้าง บางทีพวกเราอาจร่วมมือกันได้” ฟรังก้าเอ่ยข้อเสนอด้วยรอยยิ้มงดงาม
โมรัน·อาวินีแสดงสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘ยิ่งสตรีงดงามเพียงใด ก็ยิ่งเจนจัดในการหลอกลวงเพียงนั้น ฉันจะไม่มีวันหลงกลเด็ดขาด’ แล้วจึงกล่าวว่า
“ฉันเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามีใครบ้าง มีเพียงท่านผู้นำเท่านั้นที่กุมข้อมูลทั้งหมดเอาไว้”
“เอาเถอะ” ฟรังก้าหันดวงเนตรน้อยๆ พลางเอ่ยต่อ “แล้วชั้นที่สามของโลกในกระจกคืออะไร? จริงสิ พวกเราล้วนเคยไปยังทรีอาร์ยุคที่สี่มาแล้ว เคยเข้าไปในโลกกระจกพิเศษของพวกแก ทว่าสิ่งที่ได้เห็นได้พบพาน กลับเป็นเพียง ‘คนในกระจก’ ของชาวเมืองที่ล่วงลับในทรีอาร์ยุคที่สี่ เป็นภาพสะท้อนของนครโบราณ ไม่ยักจะเห็นกลุ่มของพวกแกเลย”
โมรัน·อาวินีอธิบายโดยละเอียด
“ที่พวกแกเข้าไปในตอนนั้น คงเป็นชั้นที่สองของโลกในกระจกของพวกเรา มันจะปรากฏก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไขบางประการ โดยจะเก็บรักษาภาพเหตุการณ์ยามที่ทรีอาร์ยุคที่สี่ถูกทำลาย นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง เต็มไปด้วยความลับที่ไม่อาจหยั่งรู้ แต่ส่วนที่พวกเราดำรงชีวิตกันตามปกติ คือชั้นที่หนึ่งของโลกในกระจก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของทรีอาร์ในปัจจุบัน”
“โลกในกระจกชั้นที่หนึ่ง คือภาพสะท้อนของทรีอาร์ในยุคปัจจุบัน?” จินนาสังเกตเห็นจุดขัดแย้งอย่างเฉียบไว “ไหนบอกว่า ‘คนในกระจก’ อย่างพวกแก ดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มืดมิด เยือกเย็น และปิดตาย?”
ทรีอาร์ในปัจจุบัน คือมหานครใหญ่โตมิใช่หรือไร!
โมรัน·อาวินีเปล่งเสียงหัวร่อเย็นชาว่า
“พวกเราอาจดูเหมือนอาศัยอยู่ในมหานคร แต่แท้จริงแล้วทุกคนล้วนถูกตีกรอบ ได้แต่เดินวนเวียนตามเส้นทางที่กำหนด วนเวียนอยู่แต่ในห้องไม่กี่ห้อง ถนนเพียงหนึ่งสองสาย หากปราศจากความช่วยเหลือจากยอดฝีมือผู้ครองเทวบารมี พวกเราแม้แต่จะสื่อสารระหว่างกันก็มิอาจกระทำได้ ทำได้เพียงมองผ่านกระจก ว่าตัวตนบนโลกความจริงกำลังทำสิ่งใด อีกทั้งในโลกแห่งกระจกก็ยังไร้ซึ่งเงาสะท้อนของดวงตะวัน ดวงจันทร์ และหมู่ดาว”
“พวกแกลองจินตนาการดูก็แล้วกัน ว่าสภาพแวดล้อมเช่นนั้นจะมอบความรู้สึกอย่างไร”
คล้ายคลึงกับสภาพการดำรงอยู่ของพวก ‘คนปลอม’ ในโลกแห่งภาพวาดก่อนหน้านี้ เพียงแต่ ‘คนในกระจก’ จะรู้สำนึกในตัวเอง มีการรับรู้ที่แจ่มชัด…มิน่าเล่าพวกเขาจึงเป็นทุกข์…ลูเมี่ยนนึกโยงถึงประเด็นหนึ่ง จากการที่โลกในกระจกชั้นที่หนึ่งไร้ซึ่งดวงตะวัน ดวงจันทร์ และหมู่ดาว จึงครุ่นคิดก่อนเอ่ยถามว่า
“หาก ‘ผู้เจิดจรัส’ ลำดับ 4 แห่งเส้นทาง ‘สุริยัน’ สัมผัสกับมลทินใต้ดิน จะก่อเกิด ‘คนในกระจก’ ที่สอดคล้องกันหรือไม่?”
“ไม่” โมรัน·อาวินีตอบอย่างแน่วแน่
ลูเมี่ยนจึงได้คัดทิ้งความเป็นไปได้บางประการ ความเป็นไปได้เกี่ยวกับตัวตนบนโลกความจริงของผู้นำ ‘คนในกระจก’
“เส้นทาง ‘สุริยัน’ พิเศษกว่าใครจริงๆ สมแล้วที่ถือครองอำนาจการชำระล้าง” ฟรังก้าเอ่ยด้วยความตื้นตันใจ
จากนั้น เธอนึกขึ้นได้ว่าคำถามของตนยังไม่ถูกตอบ จึงเร่งเร้าถามว่า
“แล้วตกลงว่า ชั้นที่สามของโลกในกระจกมีอะไรอยู่?”
โมรัน·อาวินีส่ายหน้าอีกครา
“ไม่เคยมีผู้ใดเข้าไป พวกเราเพียงรู้ว่าชั้นนี้ดำรงอยู่ รู้ว่าทั้งบ่อเกิด คุณลักษณะ และต้นกำเนิดพลังของพวกเรา ล้วนชี้นำไปยังชั้นนี้ทั้งสิ้น และ ‘นางมารปฐมกาล’ หรือก็คือ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่พวกเราศรัทธาและติดตาม ก็ติดอยู่ที่นั่นด้วยเหตุผลบางประการ คอยพิทักษ์รักษาความจริงแท้เอาไว้”
ติดอยู่ที่นั่น? คงถูกผนึกไว้มากกว่า…คอยพิทักษ์รักษาความจริงแท้ คำกล่าวนี้ฟังดูน่าสนใจ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“ความจริงแท้ที่พวกแกเอ่ยถึง คือสิ่งใดกันแน่?”
“ความจริงแท้ก็คือความจริงแท้” สีหน้าของโมรัน·อาวินีดูงุนงงอยู่บ้าง ราวกับยังไม่เคยครุ่นคิดถึงปัญหานี้มาก่อน
เห็นเขาเองก็ไม่ทราบคำตอบ จินนาจึงสานต่อหัวข้อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘คนในกระจก’ กับโลกความจริง
เธอถามด้วยความฉงน
“หากเจ้าของร่างบนโลกความจริงเสียชีวิต ‘คนในกระจก’ จะเป็นเช่นไร?”
“แล้วถ้าตรงกันข้ามล่ะ?”
โมรัน·อาวินีมุมปากยกขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวขณะยิ้มพลางเอ่ยปาก
“โดยปกติแล้ว หากตัวฉันบนโลกความจริงตาย ฉันก็จะตายตามไปด้วย”
“แต่ถ้าก่อนหน้านั้น ฉันหาวิธีลากตัวเองบนโลกความจริงเข้าสู่โลกในกระจกได้ การตายของเขาก็จะส่งผลต่อฉันเพียงน้อยนิด”
“ในทางกลับกันก็ไม่ต่างนัก ขณะที่ฉันยังอยู่ในโลกกระจก หากถูกใครสักคนสังหาร ตัวฉันบนโลกความจริงก็แค่ล้มป่วย อ่อนแอชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้น ถ้าเขาไม่ได้สัมผัสกับมลทินใต้ดินอีก ก็จะไม่มี ‘คนในกระจก’ ของตัวเองเกิดขึ้นใหม่”
“หากฉันหนีออกมายังโลกความจริงแล้วถูกสังหาร ตัวฉันบนโลกความจริงก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดเลย”
ฟรังก้าส่งเสียง ‘ซี้ด’ ก่อนเอ่ยถาม
“แสดงว่าแกไม่ได้สังหารโมรัน·อาวินีโดยตรง แต่หาวิธีลากเขาเข้าสู่โลกกระจกแทน?”
“ถูกต้อง ฉันรอให้เขาได้ ‘ลิ้มรส’ ความมืดมิด ความเยือกเย็น การถูกกักขัง และความโดดเดี่ยวไประยะหนึ่งเสียก่อน จึงค่อยลงมือสังหาร” โมรัน·อาวินีเผยรอยยิ้ม
กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม หากอยู่ในกระจกก็จะสูญเสียความสำคัญไป แทบไม่ส่งผลต่อการดำรงชีพของอีกฝ่าย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกัน…แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างอยู่บนโลกความจริง ‘คนในกระจก’ จะตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบโดยปริยาย…ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ พลางเริ่มคาดเดาตัวตนของผู้นำ ‘คนในกระจก’ โดยผนวกกับสิ่งที่โมรัน·อาวินีได้กล่าวไว้ก่อนหน้า
เข้าออกใต้ดินทรีอาร์เป็นประจำ เคยสัมผัสมลทินบางประการ
ครอบครองเทวบารมีอันแกร่งกล้า อย่างน้อยต้องอยู่ในลำดับ 3
ปัจจุบันต้องยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน…
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ไม่อาจจำกัดขอบเขตให้แคบลงได้อีก
เด็กหนุ่มจึงต้องใช้คุณสมบัติของ ‘นักวางแผน’ วางข้อมูลทั้งหมดลงบนเครือข่ายความคิดของตน
‘หัวหน้างาน’ แห่ง ‘สำนักสัจธรรม’ ประกอบพิธีกรรม เคยติดต่อสื่อสารกับผู้นำของ ‘คนในกระจก’
‘สำนักสัจธรรม’ กำลังตามหาอนุสาวรีย์บรรจุศพสุดท้ายของจักรพรรดิโรซายล์
พวกเขาได้ผลลัพธ์สำคัญยิ่ง วังวนกำลังจะก่อตัว…
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนคล้ายกับถูกดลใจ ในห้วงคำนึงเกิดการคาดเดาอันสุดโต่ง
เด็กหนุ่มยังไม่กล้าเชื่อมั่นในการคาดเดานี้ เพราะคุณสมบัติหนึ่งของอีกฝ่ายไม่สอดคล้องกับความจริง
เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว โน้มกายเข้าใกล้ข้างใบหูของโมรัน·อาวินี แล้วกระซิบนามหนึ่ง
สีหน้าของโมรัน·อาวินีแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ทั้งตกตะลึงระคนหวาดหวั่น
ลูเมี่ยนถอยกายกลับ สีหน้าเคร่งขรึมพลางถอนหายใจ
“คุณเดาได้แล้วหรือว่าผู้นำของ ‘คนในกระจก’ คือใคร?” ฟรังก้าเอ่ยถาม
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ กวาดตามองรอบวง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ถูกต้อง ผมรู้แล้วว่าพระองค์คือใคร”
“โรซายล์·กุสตาฟในกระจกยังไงล่ะ!”
……………………………………………………..