ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 726 ห้วงชะตา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 726 ห้วงชะตา
ตอนที่ 726 ห้วงชะตา
โรซายล์·กุสตาฟในกระจก?
ไม่ว่าจะเป็นฟรังก้า จินนา หรืออ็องโตนี เมื่อได้ยินพระนามอันเจิดจรัสในใจชาวอินทิส ถูกโยงเข้ากับ ‘คนในกระจก’ ต่างก็พากันตะลึงงันไปชั่วขณะ
แม้สัญชาตญาณจะบอกให้ตั้งข้อสงสัย ทว่าปฏิกิริยาและสีหน้าที่แปรเปลี่ยนของโมรัน·อาวินี ดูจะช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของลูเมี่ยน
“แต่องค์จักรพรรดิสวรรคตไปกว่าร้อยปีแล้วมิใช่หรือ? จะมี ‘คนในกระจก’ ของพระองค์ดำรงอยู่ได้อย่างไร?” ในที่สุดฟรังก้าก็รวบรวมสติถามออกมา
การที่จักรพรรดิโรซายล์ได้สัมผัสกับมลทินใต้ดินกรุงทรีอาร์ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก ด้วยหลังจากทรงเจริญวัย พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงทรีอาร์เป็นเวลานาน อีกทั้งยังมีนิสัยไม่อยู่นิ่ง ครั้นได้ครองอำนาจเหนือดินแดนอินทิสแล้ว ก็ยังลงมือปฏิรูปกรุงทรีอาร์ ขยายอาณาเขตพระนคร และริเริ่มขบวนการรักชาติ พิทักษ์สุขอนามัย แต่มิใช่ว่าพระองค์สวรรคตไปแล้วหรอกหรือ?
สีหน้าอันเคร่งขรึมของลูเมี่ยน ผ่อนคลายลงบ้าง
“แรกเริ่มเดิมที ผมก็ไม่กล้าคาดเดาไปในทางนี้ แต่ภายหลังได้ระลึกถึงบางสิ่ง เมื่อนึกถึงระดับขององค์จักรพรรดิโรซายล์แล้ว แม้จะร่วงหล่น ก็มิจำเป็นต้องดับสูญ บางทีอาจยังหลงเหลือโอกาสคืนชีพก็เป็นได้”
เฉกเช่นศพของ ‘เทพหายนะ’ นาโปริดิสลีที่บรรทมอยู่ในหลุมศพโบราณ ณ ‘เทศกาลฝัน’
“ดับแล้วมิดับสิ้น…” ฟรังก้าเปล่งวาจาพิศวงออกมา
ด้วยเคยได้พบศพ ‘เทพหายนะ’ ของราชาปีศาจมาก่อน เธอกับจินนาและอ็องโตนี จึงยอมรับคำอธิบายของลูเมี่ยนได้โดยง่าย
ลูเมี่ยนเหลียวมองโมรัน·อาวินีผู้มีสีหน้าหมองคล้ำ แล้วแย้มยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ผมลองตั้งสมมติฐานไปก่อน แล้วค่อยๆ พิสูจน์อย่างรอบคอบ ก่อนจะนำข้อสันนิษฐานนี้ไปกระซิบข้างหูเขา และทางนั้นก็ ‘ให้ความร่วมมือ’ เป็นอย่างดี ด้วยการช่วยยืนยันข้อสันนิษฐาน”
ริมฝีปากโมรัน·อาวินีกระตุกแผ่วเบา อยากจะแก้ต่างให้ตนเองสักสองสามคำ แต่ท้ายที่สุดก็มิได้เอื้อนเอ่ยออกมา
เขารู้สึกว่า ยิ่งอธิบายไป ก็ยิ่งเป็นการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้
จนกระทั่งแรงกระหายในการ ‘พรั่งพรู’ ช่วยกระตุ้นให้เขากล่าวเสริมอีกหนึ่งประโยค
“หากเราสามารถทำลายตราผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ได้อย่างราบคาบ ก็จะไม่ด้อยไปกว่าศาสนาจารีตหน้าไหนทั้งนั้น!”
ฟรังก้าเมินเฉยต่อคำโอ้อวดของโมรัน·อาวินี พลางพึมพำกับตนเอง
“เข้าใจแล้วว่าทำไม เหล่าครึ่งเทพของศาสนจักรล้วนไม่ยินดีที่จะลงใต้ดิน เพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยพระองค์เอง เว้นแต่จะเป็นกรณีร้ายแรงดังเช่นคราวก่อน ซึ่งผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่ถูกทำลาย”
“การทำแบบนั้น ไม่เพียงจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังจะทำให้ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้นด้วย!”
แม้ว่าเหล่าครึ่งเทพของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส จะไม่เกรงกลัวการมี ‘คนในกระจก’ ที่สอดคล้องกับตัวเอง แต่มลทินใต้ดินของกรุงทรีอาร์ ก็ไม่ได้มีเฉพาะมลทินจากโลกในกระจกเท่านั้น!
อย่าได้ลืมว่าใต้ดินกรุงทรีอาร์ ทั้งสกปรกและน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!
แม้ทรีอาร์ยุคที่สี่จะถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนาแล้ว แต่ในยุค ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ เหล่าจักรพรรดิทั้งสี่พระองค์ โดยเฉพาะ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ เคยก่อเหตุใดเอาไว้บ้าง? ถึงได้ทิ้งปัญหาที่แม้จะผ่านมาพันกว่าปีแล้ว กลับยังน่าสยดสยองจวบจนปัจจุบัน!
พวกเราก็นับว่าเป็นผู้คุ้นเคยกับการเข้าออกใต้ดินทรีอาร์ ทั้งยังเคยล่วงล้ำเข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่ ดังนั้นคำถามคือ โลกในกระจกพิเศษดังกล่าว จะมี ‘คนในกระจก’ ที่สอดคล้องกับพวกเราหรือไม่?
ไม่สิ จะต้องมีอย่างแน่นอน เพราะเคยเห็นด้วยตาตัวเองมาแล้ว!
ลูเมี่ยนมิได้สนใจคำโอ้อวดของโมรัน·อาวินี เพียงหันไปมองจินนาแล้วเอ่ยปาก
“พวกเราสืบสวนคนในกระจกได้ถึงประเด็นสำคัญแล้ว กอปรกับเมื่อพิจารณาถึง ‘หัวหน้างาน’ ที่ครอบครองเทวบารมีอย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องราวต่อจากนี้คงมิใช่สิ่งที่ทางเราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ หากได้รับพิกัดกระจกของ ‘หัวหน้างาน’ เมื่อไร ก็ให้รีบแจ้งทางการโดยเร็วที่สุด”
จินนาเปล่งเสียง ‘อืม’ พลางยิ้มเยาะตนเอง
“ฉันก็กะว่าจะรีบรายงานให้ทางการทราบอยู่แล้ว”
ตามความคิดของเธอ แม้ยังไม่กระจ่างว่า ‘สำนักสัจธรรม’ แสวงหาอนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งสุดท้ายขององค์จักรพรรดิโรซายล์เพื่อเป้าหมายใด หวังบรรลุผลลัพธ์อันใด แต่เนื่องจากอีกฝ่ายมีแนวโน้มว่าจะได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว อีกทั้งยังร่วมมือกับโรซายล์ในกระจกอีก ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ สถานการณ์ย่อมกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างแท้จริง และไม่มีทางเป็นเรื่องดีได้เลย
“คุณเริ่มเขียนจดหมายได้เลย” ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับก่อนทอดสายตาไปทางโมรัน·อาวินี
เด็กหนุ่มตั้งใจจะ ‘ล่าชะตา’ ของอีกฝ่าย
‘ล่าชะตา’ มิใช่เป้าหมาย หากเป็นการฉวยโอกาสขณะสัมผัสกับชะตากรรม เพื่อค้นหาข้อมูลสำคัญจากห้วงชะตาในอดีต
นี่คือขั้นตอนรองสุดท้ายของการ ‘สอบปากคำ’
ขั้นตอนสุดท้ายคือ การ ‘สื่อวิญญาณ’ เพื่อให้ได้มาซึ่งพิกัดของกระจกของ ‘หัวหน้างาน’ โดยไม่ต้องขอความยินยอม!
นอกจากนี้ ลูเมี่ยนยังอยากถือโอกาสทดลองไปในตัว ในกรณีที่มิได้แลกเปลี่ยนชะตากรรม และมิได้ทำให้เป้าหมายถึงแก่ชีวิตการล่าห้วงชะตาหนึ่งของเป้าหมาย จะก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบใดกับเขา
ข้อมูลนี้มิได้ถูกกล่าวถึงใน ‘ความรู้’ ศาสตร์เร้นลับที่ติดมากับพร ‘นักล่าชะตากรรม’ สิ่งเดียวที่ลูเมี่ยนแน่ใจก็คือ ‘อดีตจะไม่เปลี่ยน สิ่งที่จบลงแล้วจะไม่เปลี่ยน’
เดิมทีลูเมี่ยนยังต้องการซักถามต่อว่า โมรัน·อาวินีติดต่อกับ ‘คนในกระจก’ คนไหนบ่อยๆ บ้าง และอีกฝ่ายดำรงตำแหน่งใด แต่ด้วยสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจผัดคำถามนี้เอาไว้ท้ายสุด หรือก็คือในส่วนของการ ‘สื่อวิญญาณ’ เพราะอย่างไรเสียก็มิใช่เรื่องสลักสำคัญอยู่แล้ว
ในมุมมองของลูเมี่ยน สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการล่วงรู้ว่า ‘คนในกระจก’ ที่แทรกซึมเข้าสู่นิกายนางมาร รวมถึงกลุ่มที่เดินทางไปยังลุนเบิร์กเพื่อค้นหาวัตถุบางอย่าง ประกอบด้วยผู้ใดบ้าง แต่ก็ชัดเจนว่าโมรัน·อาวินีไม่ทราบเรื่องนี้
ลูเมี่ยนสงสัยว่า ‘คนในกระจก’ ที่เดินทางไปยังลุนเบิร์ก อาจกำลังเพ่งเล็ง ‘0-01’ อยู่ โดยอ้างอิงจากเอกสารบันทึกที่ระบุว่า ‘0-01’ อาจเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ อีกทั้งวิธีผนึกมันก็ฟังดูคล้ายกับการผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่อย่างมาก ดังนั้น สำหรับ ‘คนในกระจก’ ที่มาจากโลกกระจกในทรีอาร์ยุคที่สี่แล้ว สิ่งนี้อาจสำคัญเป็นอย่างยิ่งเลยก็ได้
ลูเมี่ยนยื่นมือขวาออกไป ทอดไว้ในอากาศเบื้องหน้าโมรัน·อาวินี
ดวงตาสีน้ำเงินของเด็กหนุ่ม แปรเปลี่ยนเป็นสีเงินดำในพริบตา
พฤติกรรมประหลาดนี้สร้างความสับสนให้โมรัน·อาวินีเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้เขาจะเป็นถึงลำดับ 5 แต่ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ เขาสนใจเพียงแวดวงการเมืองเป็นหลัก คอยรักษาระยะห่างกับศาสตร์เร้นลับและนิกายเทพมารที่ทยอยเกิดใหม่ ยิ่งเมื่อกลายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ก็ยิ่งเคร่งครัด โดยจะอาศัยเพียงการติดต่อภายในระหว่าง ‘คนในกระจก’ กับ ‘คนกลาง’ ของสำนักสัจธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ข้อมูล และวัตถุที่ตนต้องการ จึงแทบไม่มีโอกาสได้พบปะผู้วิเศษเถื่อน ย่อมไม่อาจทราบได้ว่า ลูเมี่ยนกำลังกระทำสิ่งใด เพียงแต่รับรู้ได้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้ต้องมีความหมายแน่นอน มิใช่แค่การแสดงปาหี่
ฝ่ามือขวาของลูเมี่ยนลอยอยู่กลางอากาศ พลาง ‘สัมผัส’ กับสายธารแห่งชะตาสีปรอทพร่าเลือน ซึ่งเชื่อมโยงกับโมรัน·อาวินี
เบื้องหน้าเด็กหนุ่มพลันปรากฏภาพชีวิตของ ‘คนในกระจก’ รายนี้อย่างละเอียด ห้วงชะตาอันหลายหลากเริ่มถาโถมเข้ามาพร้อมกับการไหลบ่าของสายธาร
ลูเมี่ยนไม่อาจพินิจพิเคราะห์ได้อย่างถี่ถ้วน จึงฉวยโอกาสในสองสามวินาทีดังกล่าว เพ่งความสนใจไปยังสองประเด็นสำคัญ
ส่วนหนึ่งคือห้วงชะตาที่โมรัน·อาวินี สอนพิธีกรรมแก่ ‘หัวหน้างาน’ ของสำนักสัจธรรมจากระยะไกล จนอีกฝ่ายสามารถติดต่อกับโรซายล์·กุสตาฟในกระจก
อีกส่วนหนึ่งคือ การถือกำเนิดของคนในกระจกรายนี้เอง
สำหรับห้วงชะตาส่วนแรก ลูเมี่ยนเห็นโมรัน·อาวินี สอดกระจกเงินบานหนึ่ง ซึ่งมีลวดลายเก่าแก่โบราณ เข้าไปในกระจกแต่งหน้าของตัวเอง เพื่อให้ ‘หัวหน้างาน’ คนนั้นยืมไป
ส่วนบริเวณต้นสายธารแห่งชะตาสีปรอท โมรัน·อาวินีในกระจก วัยสิบเจ็บสิบแปด ปรากฏกายอย่างฉับพลันภายในห้องมืดอันเย็นยะเยือก ใบหน้าแฝงแววอำมหิตเป็นธรรมชาติ
“กระจกเงินโบราณบานนั้น ดูคล้ายกับบานที่ฟรังก้าเก็บได้จากจุดที่มีมลทินของโลกในกระจกรั่วไหล อีกทั้ง ในปฏิบัติการ ‘หอพัก’ เธอก็อาศัยกระจกบานเดียวกันเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่…กระจกพวกนี้เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับคนในกระจกหรือ?”
“ไหนโมรัน·อาวินีบอกว่า ทางสายตระกูลทามาร่าจะมี ‘คนในกระจก’ ของตัวเองตั้งแต่เกิด? เหตุใดคนในกระจกอย่างเขาถึงไม่ได้เกิดมาตั้งแต่ยังเป็นทารก? หรือว่าทายาทตระกูลทามาร่าจำเป็นต้องมีอายุถึงเกณฑ์ หรือลงมือกระทำการบางอย่างเสียก่อน คนในกระจกที่สอดคล้องกันจึงจะถึงกำเนิด? ดูเหมือนว่า แม้แต่ตัวเขาเองก็คงตอบคำถามนี้ไม่ได้…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนไม่ปล่อยให้การ ‘ล่าชะตา’ ดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ จนประสบความล้มเหลว แต่ถือโอกาสใช้มือขวาประคองห้วงชะตาบางส่วนไว้ พลางอาศัยพลังวิญญาณอันพลุ่งพล่าน งัดเป้าหมายอันหนักอึ้งออกจากสายธารลวงตาสีปรอท
ห้วงชะตาดังกล่าว สอดคล้องกับฉากที่โมรัน·อาวินี ถูกกระตุ้นตัณหาด้วยอิทธิพลของ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’
เมื่อเวลาผ่านไป ขณะที่ฟรังก้ากับจินนาถามถึงคนในกระจกที่เหลือ จนความสนใจของโมรัน·อาวินีถูกเบี่ยงเบน ในที่สุดห้วงชะตาดังกล่าวก็ถูกเซาะหลุดออกจากสายธาร
ช่องว่างที่เกิดขึ้น มิได้ถูกเติมเต็มหรือถักทอใหม่ ความว่างเปล่ายังคงครอบครองบริเวณดังกล่าว ก่อเกิดเป็นหมอกจางๆ
ลูเมี่ยนเก็บ ‘ห้วงชะตา’ ที่ล่ามาได้ เข้าสู่ร่างวิญญาณของตัวเอง แล้วเฝ้าสังเกตท่าทีของโมรัน·อาวินีอย่างละเอียด
ในระหว่างที่รอคอย เด็กหนุ่มก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ
“ความจริงที่ว่า โมรัน·อาวินีถูกพวกเราจับกุมมิได้แปรเปลี่ยนไป…”
“สภาวะที่เขาดื่มยาสารภาพ รวมทั้งถูกสะกดจิต ก็มิได้แปรเปลี่ยน…”
“เรื่องราวที่เขาเพิ่งเล่าไป ก็มิได้เลือนหายไปจากความทรงจำของพวกเรา…”
“อา…การล่าชะตาหนนี้ใช้เวลานานถึงสามนาทีเต็ม ซึ่งห้วงชะตาที่ตัณหาระเบิดปะทุออกมา นับว่าหนักหน่วงที่สุดในชีวิตของโมรัน·อาวินีแล้ว เพราะมันทำให้ชะตากรรมของเขาพลิกผันในทันที…”
“การล่าจำเป็นต้องอยู่ภายในระยะสิบห้าเมตร เว้นแต่จะได้เลือดของเป้าหมายมา…”
“เมื่อชะตาถูกงัดออก ระหว่างรอให้ทุกสิ่งลุล่วง แม้จะโจมตีเป้าหมายไม่ได้ แต่สามารถเพิ่มระยะห่างได้…”
“การลงมือสังหารตรงๆ จะสะดวกกว่า เพราะสามารถล่าชะตาได้ภายในไม่กี่วินาที…”
ขณะที่ลูเมี่ยนทบทวนสถานการณ์อยู่ ลมหายใจอ่อนระโหยของโมรัน·อาวินีเริ่มกลับเป็นปกติ สีหน้าก็เปล่งปลั่งขึ้นมากทีเดียว
คราบเลือดและรอยน้ำตาบนใบหน้าของเขาพลันมลายหาย
“อา…เมื่อไม่มีการปะทุของตัณหา ก็ย่อมไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส…” ลูเมี่ยนเปล่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ระหว่างที่โมรัน·อาวินีกำลังเผยสีหน้ายินดีปรีดา
ลำแสงสีขาวสองสาย ตกกระทบร่างของโมรัน·อาวินีที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จนสิ้นสติไปในทันที
ขณะเดียวกัน จินนากับฟรังก้าที่คอยจับตาดูพฤติกรรมของลูเมี่ยนโดยไม่ละสายตา รีบเล็งปืนลูกโม่ใส่ศีรษะของโมรัน·อาวินีที่ยังไม่ทันได้ล้มลง
ท่ามกลางเสียงปืนดังระงม ศีรษะของ ‘อัศวินวินัย’ รายนี้ระเบิดกระจายเหมือนดอกไม้ไฟโลหิต
ลูเมี่ยนมิได้ตำหนิจินนากับฟรังก้า เรื่องที่ไม่เปิดโอกาสให้ตนได้ ‘เก็บเกี่ยว’ เพราะตัวเขาเองก็ไม่คิดจะสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปกับการ ‘เก็บเกี่ยว’ อยู่แล้ว เมื่อครู่ในช่วงท้ายของการต่อสู้ เด็กหนุ่มใช้ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ผลาญกระจกตัวแทนของโมรัน·อาวินีไปจนหมด จนสามารถจับกุมตัวฝ่ายหลังได้ในที่สุด ลูเมี่ยนก็ถือว่าได้ ‘เก็บเกี่ยว’ สำเร็จไปแล้ว พร้อมทั้งสัมผัสการย่อยของโอสถ
ตุ้บ!
เมื่อร่างไร้วิญญาณของโมรัน·อาวินีล้มลงไปกองบนพื้น ฟรังก้าก็เตรียมสื่อวิญญาณทันที
……………………………………………………..