ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 905 มาเยือนครั้งแรก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 905 มาเยือนครั้งแรก
ตอนที่ 905 มาเยือนครั้งแรก
ชั้นบนสุดของตึกเก่าไร้ลิฟต์ ฟรังก้ามองห้องเช่าที่มีกลิ่นอับชื้นเล็กน้อย พลางบ่นพึมพำ
“ทำเลแบบนี้ ห้องพังแบบนี้ เช่าทั้งห้องก็ยังเรียก 2,200…”
ห้องเช่านี้มีสามห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว และห้องนั่งเล่นที่เป็นห้องอาหารด้วย ทุกห้องค่อนข้างแคบ ห้องนอนใหญ่มีระเบียง อายุตึกสามสิบปี
แม้เป็นห้องเช่าแบบนี้ ฟรังก้าก็ใช้พลังของ ‘นางมาร’ คือความสามารถ ‘กระตุ้น’ แสดงจุดแข็งด้านการเข้าสังคม ต่อรองราคาจากเจ้าของห้องที่เป็นสตรี ให้ต่ำกว่าสองพันห้าร้อย และไม่ต้องจ่ายเงินประกันหนึ่งเดือน ค่าเช่าล่วงหน้าสามเดือน เหลือเพียงประกันหนึ่งเดือนค่าเช่าล่วงหน้าหนึ่งเดือน
“ใช้ได้แล้ว” จินนารู้สึกพอใจกับที่พักปัจจุบัน
มันดีกว่าที่เธอกับครอบครัวอาศัยอยู่ก่อนมารดาจะเสียชีวิตมาก
ลูเมี่ยนชำเลืองมองเงินในมือ แล้วพูดกับฟรังก้า
“เหลือแค่สามพันแล้ว รวมกับที่คุณยืมมาก็ไม่ถึงหกพัน และเรายังต้องซื้อเสื้อผ้าธรรมดาอีกชุด ออกไปแบบดึงดูดความสนใจแบบนี้ทุกวันไม่ได้”
“ไม่เป็นไร” ฟรังก้าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมคุ้นเคย ไม่กังวลเหมือนก่อน เธอยิ้มอย่างสงบ “ทุกแอปฯ ของฉันยังยืมได้อีกรอบ พวกคุณก็เหมือนกัน รวมกันพอเลี้ยงลุดวิกได้หลายเดือน เวลานานขนาดนี้ยังกลัวว่าจะหาเงินไม่ได้อีกหรือ?”
“ที่นี่เขาให้ยืมเงินกันง่ายๆ เลยหรือ?” จินนาถามอย่างประหลาดใจ
ในทรีอาร์ ไม่ว่าจะจำนำของที่โรงจำนำ หรือยืมเงินจากเจ้าหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูง ล้วนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีของหรือคนที่มีมูลค่าพอควร แต่เมื่อครู่เธอเห็นฟรังก้าเพียงกดโทรศัพท์ไม่กี่ครั้งก็ยืมเงินได้อย่างราบรื่น
เป็นแบบนี้กับทุกคน หรือว่าเฉพาะ ‘นางมาร’ ที่สวยจนได้รับสิทธิพิเศษ?
ฟรังก้าเม้มปากพูด
“ก็ง่ายพอควร คนจนแค่ไหนก็ยังมีมูลค่าเหลืออยู่ ถ้าทำอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ยังพาไปขายอวัยวะได้…”
ชัดเจนว่าเธอไม่ชอบที่การกู้เงินออนไลน์ง่ายเกินไป แต่จำเป็นต้องกวาดเงินกู้รายย่อยจำนวนมากมาเลี้ยงลุดวิกและทีม จึงพูดต่อไม่ออกนัก
ลูเมี่ยนหยิบกล่องทองคำที่มาดามเมจิกเชี่ยนคืนให้ ออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วถามอย่างระมัดระวัง
“ที่นี่มีร้านรับซื้อทองคำไหม?”
มิติของ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของเขาก็หดเล็กลงชัดเจน ตอนนี้เทียบได้เพียงห้องเก็บของ ไม่สามารถสะสมอาหารให้ลุดวิกได้มากนัก
“มี แต่ควบคุมเข้มงวด…ขอดูก่อนว่ามีช่องทางผิดกฎหมายไหม” ฟรังก้าเป็นคนอ่านหนังสือมาก จึงพอรู้เรื่องการซื้อขายทองคำ
“ช่องทางผิดกฎหมาย?” ลูเมี่ยนพูดอย่างใคร่ครวญ “ถ้าเราขายทองตามช่องทางนั้น พวกเขาจะมองว่าเราเป็นคนต่างถิ่น รังแกง่าย ไม่กล้าแจ้งตำรวจ แล้วกลืนทองเราไปโดยไม่จ่ายเงินไหม?”
ฟรังก้าชำเลืองมองลูเมี่ยน
“คุณคิดจะล่อซื้ออีกแล้วหรือ?”
“นี่เรียกว่าคนใจดีมอบพรต่างหาก” ลูเมี่ยนหัวเราะ “พวกโจรโกงโจรแบบนี้ คงไม่แจ้งตำรวจ คงไม่กระทบภาพลักษณ์เคารพกฎหมายที่ดีของเราหรอกนะ?”
ผ่านการอบรมจากโอลัวร์และฟรังก้ามานาน ทั้งยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ลูเมี่ยนเริ่มชำนาญการใช้คำศัพท์และประโยคบางอย่าง
“คุณจะหางานดีๆ ทำไม่ได้เลยหรือ?” ฟรังก้าด่าอย่างขำๆ
“งานจะกระทบการสังเกตคนและเหตุการณ์รอบมิสเตอร์ฟูล” ลูเมี่ยนให้เหตุผลชัดเจน
“อาจไม่เสมอไปหรอก” ฟรังก้าโต้แย้งทันที “ถ้างานนั้นทำให้คุณได้เป็นเพื่อนร่วมงานมิสเตอร์ฟูล จะไม่ยิ่งสะดวกต่อการสังเกตหรือ?”
“ก็จริง…” สายตาลูเมี่ยนเลื่อนจากใบหน้าฟรังก้า ไปหาจินนาและอ็องโตนี เหมือนกำลังพิจารณาว่าใครควรไปสมัครงานประเภทนั้น
“บริษัทที่มิสเตอร์ฟูลทำงาน เป็นบริษัทที่จักรพรรดิโรซายล์เปิด” ฟรังก้านึกถึงข้อมูล “ถ้าจำไม่ผิด ชื่อจริงของจักรพรรดิคือฮวงเทาสินะ? ตามที่ไพ่อาร์คาน่าใหญ่บอก บางครั้งอาจเป็นภาพสะท้อนของจักรพรรดิเอง แต่ส่วนใหญ่เป็นคนปลอมที่มิสเตอร์ฟูลถักทอในความฝัน ตอนนี้เหลือแค่ความเป็นไปได้หลังเท่านั้น ไม่รู้จักรพรรดิจะมีโอกาสคืนชีพอีกเมื่อไร…”
พูดไปพูดมา ฟรังก้าก็หัวเราะขึ้น
“ชื่อของเจ้าหญิงแบร์นาแดต ธิดาคนโตของจักรพรรดิ ในความฝันมิสเตอร์ฟูลคือฮวงเป่ยเป่ย ฮ่าๆ…ชื่อน่ารักอะไรแบบนี้ เป็นมุกของมิสเตอร์ฟูลหรือ?”
“เธอระวังหน่อย ฮวงเป่ยเป่ย ไม่สิ…เจ้าหญิงแบร์นาแดตน่ะ มักฉายจิตสำนึกเข้ามาบ่อย พระองค์ดูเหมือนมีของที่คล้ายเหรียญทองนำโชคอยู่ชิ้นหนึ่ง” จินนาเตือนฟรังก้าพลางหัวเราะ เนื่องจากเพิ่งเห็นคำอธิบายในเอกสาร
ตอนนี้ ลูเมี่ยนตัดสินใจแล้ว
“ฉันหรืออ็องโตนีจะไปสมัครงาน นางมารเข้าบริษัทจักรพรรดิอาจมีปัญหา เก็บตัวเงียบไม่ได้”
ฟรังก้าและจินนาพยักหน้าหนักๆ ต่างนึกถึงคำพูดอันเป็นสัจธรรมของจักรพรรดิ
ลูเมี่ยนเปลี่ยนหัวข้อกลับมาที่เรื่องทองคำอีกครั้ง
“ถ้าฉันขายกล่องทองคำในแดนฝัน กล่องทองคำในโลกจริงจะหายไปไหม?”
“ถ้าไม่หาย เราขายซ้ำๆ โดยออกจากแดนฝันแล้วกลับเข้าไปใหม่ได้ไหม?”
“…” ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีพูดไม่ออก
นี่คือผลจากพรของอามุนด์หรือ?
ผ่านไปสองสามวินาที ลูเมี่ยนพึมพำ
“คงเป็นไปไม่ได้ มิสเตอร์ฟูลเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ครอบครองข้อผิดพลาดและช่องโหว่ คงไม่ปล่อยให้มีปัญหาชัดเจนขนาดนี้ ฉันสงสัยว่า การขายทองในแดนฝันเท่ากับสังเวยให้เขา…”
“ฉันก็คิดแบบนั้น” ฟรังก้าเห็นด้วย
ขณะคุยกัน รอบกาย ‘นางมาร’ ทั้งสอง รวมถึงลูเมี่ยนที่มีร่างเป็นชาย เกิดเปลวเพลิงทมิฬสีดำชั่วร้ายเงียบงันลุกโชนขึ้น
เปลวเพลิงราวยี่สิบสามสิบดวง ลอยไปทั่วห้อง เผาผลาญแมลงที่อาจซ่อนอยู่
อันที่จริง ลูเมี่ยนสามารถใช้เพลิงทมิฬเผาทั้งบ้านเพื่อทำความสะอาดได้ แต่ตอนนี้แสดงพลังได้ถึงลำดับ 7 เท่านั้น
หลังทำความสะอาดเสร็จ ฟรังก้าเริ่มสอนลูเมี่ยนและคนอื่นใช้มือถือ พร้อมแนะนำลุดวิกเล่นนาฬิกาโทรศัพท์เด็ก
โดยไม่รู้ตัว ฟ้าค่อยๆ มืดลง
“ผมหิวแล้ว!” เสียงลุดวิกดังขึ้นทันที
ฟรังก้าละสายตาจากมือถือ มองฟ้ายามพลบค่ำ แล้วอุทานจริงใจ
“มือถือสนุกจริงๆ…”
เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน!
ลูเมี่ยน จินนา และคนอื่นที่ตกตะลึง ต่างพากันเก็บมือถือ ออกหาร้านอาหารเพื่อไม่ให้ลุดวิกหิวจนก่อเรื่อง
พวกเขายังไม่ได้แบ่งเลยว่าใครนอนห้องไหน
เมื่อออกจากอพาร์ตเมนต์เก่า ฟรังก้ามองร้านริมถนนแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างยิ้มแย้ม
“จากที่ฉันสังเกตมา เมืองนี้สร้างตามแบบเมืองที่ฉันเคยเที่ยว ร้านเล็กริมถนนอาจทำอาหารอร่อยยิ่งกว่าภัตตาคารใหญ่ และเหมาะกับพวกเราที่ไม่ได้หรูหรา”
“เรากินร้านนี้ก่อนเลย เดี๋ยวลุดวิกรอไม่ไหว”
เธอชี้ร้านเล็กทางซ้ายของอพาร์ตเมนต์ มีลูกค้าพอสมควร มีโต๊ะบนทางเท้าหลายตัว
ก่อนออกบ้าน พวกลูเมี่ยนใช้ต่างหู ‘คำลวง’ ปรับสีผมสีตา แต่งแต้มใบหน้า แม้ความหล่อสวยยังดึงสายตามากมาย ทั้งแอบมองและมองโจ่งแจ้ง แต่ไม่ทำให้ดูแปลกแยกจากสิ่งรอบข้าง เหมือนคนต่างถิ่นชัดเจน
ฟรังก้าเลือกโต๊ะบนทางเท้า หยิบเมนู ถามพร้อมยิ้ม
“เมนูเด่นเป็นอาหารเผ็ด พวกคุณกินได้ไหม?”
“คุณเคยบอกไม่ใช่หรือ ว่าความเผ็ดคือความเจ็บปวดชนิดหนึ่ง มีอะไรที่ทนไม่ได้บ้าง?” ลูเมี่ยนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ฟรังก้ามองเขาด้วยสายตาท้าทาย แล้วหันไปมองจินนา ยิ้มพลางพูด
“ไม่ได้เผ็ดทั้งหมด มีรสเปรี้ยวหวานด้วย มีรสอูมามิด้วย เช่นไก่ผัดเม็ดมะม่วงกับหมูผัดซอสมะเขือเทศที่ฉันชอบ ทำไม่เผ็ดก็ได้ สัดส่วนรสชาติแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ต้องมีวาสนาถึงจะเจอแบบที่ถูกลิ้น สองครั้งที่ฉันถูกใจสุด ครั้งหนึ่งเป็นร้านเก่าชื่อดัง อีกครั้งเป็นร้านกระจอกคล้ายร้านที่เรากำลังจะกิน”
“ไก่ผัดเม็ดมะม่วงของร้านเก่าแก่ ปรุงรสเหมือนลิ้นจี่บด ใช้เนื้อจากส่วนน่องทั้งหมด นุ่มลื่นไม่เหนียว ส่วนร้านกระจอก หมูผัดซอสมะเขือเทศใช้แค่ต้นหอมหั่นท่อนเป็นผักเคียง รสหวาน เปรี้ยว เค็ม และพริกดองผสมอยู่ในน้ำซอส ผัดรวมกับเนื้อ ต่างจากวิธีทั่วไป แต่กลับเจริญอาหารและอร่อยมาก…”
“เอ่อ…สั่งเบียร์สักสองสามขวดดีไหม? พวกเราแทบไม่ได้กินข้าวพร้อมกันทั้งทีมเลย ถึงฉันจะไม่ชอบเบียร์ขวดเท่าไร แต่ก็พอดื่มได้…”
ตั้งแต่แนะนำเรื่องมือถือบนรถไฟ ฟรังก้าคงความตื่นเต้นราวกลับมาอยู่บ้านตัวเอง เธอพูดไม่หยุดเกี่ยวกับการแนะนำและแบ่งปันข้อมูล ดวงตาเปล่งประกายวับวาว ราวมีแสงอาทิตย์ซ่อนอยู่
ลูเมี่ยนไม่ได้รำคาญที่คนผู้นี้กระตือรือร้นราวเป็นเจ้าบ้าน แย่งพูดสิ่งที่หัวหน้าทีมควรพูด กลับกลายเป็นว่าเขาได้รับเชื้อความสงบ ผ่อนคลาย และความสุขบางอย่างจากเธอ
ค่ำคืนฤดูร้อนมืดช้า ตอนนี้เพิ่งเลยเจ็ดโมงนิดหน่อย ฟ้ายังสว่างพอควร ลมพัดผ่านโต๊ะริมถนนนำความเย็นจากร้านอาหารและร้านรวงข้างเคียง ทำให้คนกินดื่มครึกครื้นขึ้น บางคนคุยหัวเราะเสียงดัง บางคนกินไปเล่นมือถือไป ไม่มีใครเขินกับการนั่งบนทางเท้า
จินนาสังเกตตั้งใจสักพัก พูดเบาๆ กับฟรังก้า
“มีความรู้สึกผ่อนคลายแปลกๆ…”
เธอไม่ใช่ไม่เคยเห็นคนนั่งกินริมถนนในเขตสวนพฤกษศาสตร์และเขตตลาด แต่ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้
“นี่คือหนึ่งในอดีตที่ฉันคิดถึง” ฟรังก้าที่สั่งอาหารแล้ว พูดด้วยตาเป็นประกาย
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวผมดำเรียบลื่นเงางาม รวบหางม้าเรียบง่าย สวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นออกกำลังกาย ใส่รองเท้าแตะ เดินมาหยุดอยู่หน้าร้านเล็ก พูดกับเถ้าแก่ที่กำลังยุ่งว่า
“สั่งกลับต้องรอนานไหม?”
“เสี่ยวเซีย วันนี้มาช้าจัง?” เถ้าแก่ถามด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย
หญิงสาวนามสกุลเซียยังไม่ทันตอบ ก็พลันมีเสียงตะโกนดังมาจากไม่ไกล
“จับขโมย! จับขโมย!”
ร่างคนวิ่งผ่านโต๊ะมา ในมือกำสร้อยเพชรไว้แน่น
เมื่อวิ่งผ่านหญิงสาวนามสกุลเซีย เธอยกขาขึ้นทันที เตะด้านข้าง
เปรี้ยง!
ขโมยถูกเตะกระเด็นไปไกลหลายเมตร ล้มลงบนพื้น ร้องครวญครางเจ็บปวด ลุกไม่ขึ้นไปชั่วขณะ
“พี่น้องหญิงคนนี้ ดุดันไม่เบาเลย” ฟรังก้าพูดด้วยแววตาชื่นชม
ลูเมี่ยนมองใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวนามสกุลเซีย พลางเอ่ยเสียงเบา
……………………………………………………..