ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 964 มีความพิเศษอยู่บ้าง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 964 มีความพิเศษอยู่บ้าง
ตอนที่ 964 มีความพิเศษอยู่บ้าง
ฝั่งตรงข้ามตึกที่เผิงเติงทำงานอยู่
จินนาเดินไปที่รถยนต์สีเทา มองประตูรถเปิดออก โดยมีลุดวิกก้าวลงมาเอง
เธอพยักหน้าให้อ็องโตนีที่นั่งอยู่ตรงเบาะคนขับ แล้วพาลุดวิกเดินไปยังร้านกาแฟแห่งหนึ่งในละแวกใกล้เคียง
ตามอาชีพของเผิงเติง พวกเขาได้วางแผนการติดต่อไว้แล้ว
หากพวกเขามีเงิน ก็สามารถซื้อห้องชุด แล้วไปปรึกษาที่บริษัทออกแบบที่เผิงเติงทำงานอยู่ แล้วใช้พลังด้าน ‘สะกดจิต’ หรือ ‘กระตุ้น’ เพื่อ ‘กำหนด’ ให้เผิงเติงเป็นนักออกแบบให้พวกตน
จากนั้น ก็สามารถพูดคุยกับเผิงเติงเกี่ยวกับแนวคิด ความคิด และสไตล์การออกแบบ พร้อมทั้งลงนามในสัญญา ทำให้ภายหลังสามารถอาศัยการดูแบบ ดูสถานที่จริง และเรื่องอื่นๆ เพื่อติดต่อกับเป้าหมายบ่อยครั้ง ค่อยๆ สร้างความคุ้นเคย จนในที่สุดก็จะรู้ว่าเขามีปัญหาหรือไม่ ปัญหาอยู่ตรงไหน
แต่น่าเสียดาย พวกเขาไม่มีเงินมากขนาดนั้น
หากมีเงินซื้อบ้านจริง ไม่สู้พวกเขาไปเช่ากระจกวิเศษอาโรเดสมา แล้วถามมันเกี่ยวกับรายละเอียดของเผิงเติง จะไม่ง่ายและสะดวกกว่าหรือ?
ดังนั้น อ็องโตนีจึงวางแผนที่จะดำเนินการเพียงครึ่งแรกของแผน ปลอมแปลงความจริงว่าตนมีห้องชุดหนึ่ง ใช้การตกแต่งเป็นข้ออ้างในการไปปรึกษา ใช้พลัง ‘สะกดจิต’ ให้ผู้บริหารบริษัทของเผิงเติง มอบหมายให้เผิงเติงมาพูดคุย และสุดท้ายก็ใช้ข้ออ้างว่า ‘ขอคิดดูก่อน’ โดยไม่ลงนามในสัญญา
หากอ็องโตนีปฏิบัติการล้มเหลว เจอกรณีที่เผิงเติงไม่ว่างหรือพอดีไปพบลูกค้า และถูกจัดให้พบนักออกแบบคนอื่น จินนาก็จะดำเนินการตามแผนชุดที่สอง
เธอพาลุดวิกเข้าร้านกาแฟ เลือกที่นั่งริมหน้าต่าง สั่งกาแฟคาปูชิโน่หนึ่งแก้ว น้ำผลไม้หนึ่งแก้ว เค้กชิ้นเล็กหนึ่งชิ้น และขนมปังหลายชิ้น จินนามองเด็กชายตรงข้าม จมอยู่ในห้วงความคิด
“ทุกครั้งที่ต้องปฏิบัติภารกิจสำรวจ ก็ต้องสลับคนพาเขาไป รู้สึกยุ่งยากจัง…”
“เขาช่วยได้หลายอย่างก็จริง แต่รูปลักษณ์ภายนอก สภาพจิตใจ และการรับรู้ของเด็ก ทำให้เขาไม่สามารถทำงานเองได้ พวกเราก็ไม่วางใจ…ไม่วางใจคนธรรมดาในเมืองแดนฝัน…”
“หาทางยัดเขาเข้าโรงเรียนประถมสักแห่งดีไหม ให้เขาไปเรียน? ตอนกลางวันจะได้ไม่ต้องดูแล แค่ไปรับตามเวลาก็พอ”
ลุดวิกรู้สึกถึงลางไม่ดีท่ามกลางความเงียบของจินนา แต่ทันใดนั้นเอง เค้กชิ้นเล็กถูกนำมาวางตรงหน้า เขาจึงยิ้มออกมาทันที พร้อมหยิบส้อมและช้อนขึ้นมา
จินนาคิดอยู่สักพัก แล้วก็ล้มเลิกความคิดที่จะให้ลุดวิกไปเรียนที่โรงเรียนประถม
นั่นไม่เหมือนการไปโรงเรียนกวดวิชา ที่ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีเวลาพัก มีผู้ปกครองอยู่ข้างนอก แต่การไปโรงเรียนต้องอยู่ทั้งวัน เว้นแต่จะให้ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แก่ลุดวิก ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีวิธีช่วยให้เขาพกอาหารได้เพียงพอ
แล้วคิดว่าในตอนนั้น จะมีนักเรียนคนเดียวในสองคาบเรียนหรือ?
อีกด้านหนึ่ง อ็องโตนีเห็นเผิงเติงเข้าไปในตึก
หลังจากเก้าโมงผ่านไป และยืนยันว่าเผิงเติงไม่ได้ออกมา เขาก็ลงจากรถ เดินเข้าตึก ขึ้นลิฟต์ มาถึงบริษัทออกแบบชื่อ ‘เชิ่งเหวย’
อ็องโตนีพูดกับพนักงานต้อนรับว่า
“ผมเคยโทรมาปรึกษาไว้แล้ว นัดไว้แล้วครับ”
พนักงานต้อนรับพลิกดูสมุดบันทึก แล้วพาอ็องโตนีไปที่ห้องประชุม
ไม่นานนัก ผู้รับผิดชอบของบริษัทออกแบบก็เข้ามา พูดคุยกับอ็องโตนีสองสามประโยค เพื่อยืนยันสไตล์ที่เขาต้องการ
ในระหว่างกระบวนการ อ็องโตนีตั้งใจพูดถึงเผิงเติง บอกว่าได้เห็นผลงานและผลลัพธ์จริงของนักออกแบบคนนี้ในบัญชีสาธารณะของบริษัท รู้สึกว่าพวกมันตรงกับความคิดของตัวเองมาก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ขณะที่บอกเล่าออกไป อ็องโตนีจ้องตาของผู้รับผิดชอบคนดังกล่าว ใช้ ‘สะกดจิต’ อย่างง่าย ขณะที่ก่อนหน้านี้ตอนสื่อสารทางโทรศัพท์ เขาก็ใช้กระบวนการทางจิตวิทยาเพื่อชี้นำ เพียงแต่ไม่สามารถใช้ ‘สะกดจิต’ โดยตรงได้
“เชิญพักผ่อนก่อน ผมจะไปตามนักออกแบบมา” ผู้รับผิดชอบคนนั้นลุกขึ้นเดินออกจากห้องประชุม ส่วนพนักงานทั่วไปรินน้ำให้อ็องโตนีหนึ่งแก้ว แล้ววางผลไม้ไว้บ้าง
ประมาณสิบนาทีต่อมา อ็องโตนีเห็นเผิงเติงปรากฏตัวที่ประตู
เผิงเติงผมดำตาสีน้ำตาล หน้าตาธรรมดา ทำทรงผมที่มีบางส่วนฟูขึ้นมา สวมเสื้อยืดสีดำแฝงกลิ่นอายของแบรนด์แฟชั่น ในมือถือโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์
อ็องโตนีลุกขึ้นอย่างสงบ ไม่แสดงความผิดปกติใดๆ
หลังจากการแนะนำของผู้รับผิดชอบบริษัท อ็องโตนีและเผิงเติงก็เริ่มคุยกัน โดยส่วนใหญ่เป็นเขาที่พูดถึงความต้องการของตัวเอง เผิงเติงคอยฟัง และคอยถามคำถามเชิงลึกเพิ่มเติมเป็นระยะ เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียด
เมื่ออ็องโตนีพูดจบ เผิงเติงจัดการโน้ตบุ๊กและเครื่องฉายภาพพลางกล่าว
“ผมหารูปมาสองสามภาพก่อนหน้านี้ ลองดูว่าเป็นความรู้สึกที่คุณต้องการหรือเปล่า”
ไม่นานนัก อ็องโตนีก็เห็นภาพหนึ่ง
ห้องนั่งเล่นสไตล์โมเดิร์น ถูกแสงอาทิตย์สีทองจากนอกหน้าต่างส่องสว่าง ทั้งยังดูสะอาด มีแจกันดอกไม้วางในตำแหน่งเหมาะเจาะ ภายในแจกันมีช่อดอกไม้สดบาน สองข้างแขวนภาพสีน้ำมัน ป่าไม้โปร่งบางงดงาม ทั้งยังมีทุ่งนาสีเขียวอุดมสมบูรณ์…
อ็องโตนีรู้สึกอย่างฉับพลัน ว่านี่คือสิ่งที่ตนต้องการ
เผิงเติงแสดงอีกหลายภาพอย่างต่อเนื่อง สไตล์คล้ายกับภาพก่อนหน้า และแต่ละภาพดูเหมือนจะตอบโจทย์ความต้องการของอ็องโตนีอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาแค่อาศัยคำอธิบายทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ กอปรกับการพูดคุยแบบตัวต่อตัวเมื่อสักครู่ ก็จับภาพที่เราคาดหวังในใจได้อย่างชัดเจน? นี่ถือว่ามีความพิเศษไหมนะ? อ็องโตนีไม่ได้แสดงออกในทันที แต่คุยกับเผิงเติงต่อ เกี่ยวกับวิธีการนำภาพเหล่านี้มาผสมผสานเป็นผลงาน รวมถึงรายละเอียดค่าบริการของนักออกแบบ
หลังจากคุยกันอีกสักพัก อ็องโตนีลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว
“ผมขอพิจารณาดูก่อน”
“ได้ครับ” เผิงเติงไม่ได้พยายามโน้มน้าว เพียงส่งอ็องโตนีไปที่ประตูบริษัท
อ็องโตนีเดินลงจากตึก ข้ามถนน แล้วเดินผ่านด้านนอกร้านกาแฟที่จินนากับลุดวิกอยู่
เมื่อทั้งสองฝ่ายเจอกันผ่านกระจก อ็องโตนีก็พยักหน้าเบาๆ
จากนั้น เขาเดินตรงไปยังรถเก๋งสีเทาที่เช่ามา
จินนาละสายตากลับ แล้วมองลุดวิกที่กำลังกินอาหารต่อ
ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เธอเข้าใจความหมายของการพยักหน้าของอ็องโตนีได้ทันทีโดยไม่ต้องคาดเดา
ได้พบกับเผิงเติงแล้ว มีการติดต่อกัน หลังจากนี้ ฉันจะแยกตัวจนถึงรุ่งเช้าพรุ่งนี้ เพื่อดูว่าจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
…………
ตึกเทคโนโลยี บริษัทอินทิส ภายในแผนกบริหาร
โรแซนที่ยุ่งมาพักหนึ่ง เริ่มเล่นสลับทำงานไปเรื่อย
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความถึง ‘ดาบซ่อนแขนแท้’
“ต้องการให้ฉันไปบอกใบ้โจวหมิงรุ่ยเกี่ยวกับความพิเศษของตัวเขาเองไหม?”
ฟรังก้าที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานเยื้องกับโรแซน ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนตอบกลับ
“ตอนนี้ยังไม่ต้อง”
“รอวันที่ฉันกับพวกพ้องจนปัญญาแล้วจริงๆ ค่อยทำ”
ฟรังก้ากังวลว่า หากโรแซนบอกใบ้ลึกเกินไป ก็จะเจอความผิดปกติเช่นกัน พวกเธออาจถูกเตะออกจากแดนฝัน ส่วนตัวละครในแดนฝันอาจจะเสียชีวิตกะทันหัน หรือถูกรถเมล์ชนแล้วทับตอนเลิกงาน
ตอนนี้เธอยังต้องการให้โรแซนเป็นเพียงผู้ช่วย ร่วมมือกันเพื่อแอบบอกใบ้โจวหมิงรุ่ย
โรแซนเตรียมจะพูดบางสิ่งเพิ่ม รองผู้อำนวยการจางชิ่งก็ออกมาจากห้องทำงาน ปรบมือเสียงเบาพลางเอ่ยปาก
“ประธานฮวงใกล้จะมาแล้ว พาแขกคนสำคัญเมื่อคราวก่อนเยี่ยมชมบริษัทต่อ…”
เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นทันที พนักงานหลายคนหยิบกระเป๋าเครื่องสำอางของตัวเองขึ้นมา แล้วหยิบกระจกแต่งหน้า
แขกคนสำคัญคราวที่แล้ว? ฟรังก้าใช้โทรศัพท์ถามโรแซน
“ซาราธุสตราใช่ไหม?”
“น่าจะใช่ แขกคนสำคัญในพักหลังมีแค่เขา เกี่ยวกับการควบรวมและซื้อกิจการบริษัทลูกบางแห่ง และมีธุรกิจใหญ่อีกหนึ่งรายการ” โรแซนตอบกลับอย่างรวดเร็ว “แล้วเราจะทำยังไงต่อ?”
ความหมายของเธอคือ ควรให้ซาราธุสตราได้พบกับโจวหมิงรุ่ยหรือไม่?
เมื่อวานนี้ ลูเมี่ยนยังไม่ได้แจ้งความจับซาราธุสตราอีกหรือ? ตำรวจไม่มีหลักฐาน จึงไม่สามารถจำกัดอิสรภาพของแขกต่างชาติได้ชั่วคราว? ซาราธุสตราเพิ่งไปดูโจวหมิงรุ่ยที่โรงเรียนกวดวิชาเมื่อวานนี้ วันนี้ก็มาที่บริษัทอีก เขาต้องการทำอะไร? จริงสิ…ลูเมี่ยนพูดถูก การรับมือเชิงรับ มักจะเกิดปัญหาได้ง่าย สู้กำจัดภัยแฝงเชิงรุกเลยดีกว่า…ฟรังก้ามองโทรศัพท์ ความคิดหมุนวนอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที เธอตอบกลับไปหาโรแซน
“อย่าเพิ่งรีบ ฉันจะดูสถานการณ์จริงก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เธอแค่ช่วยสนับสนุนฉันก็พอ”
“ไม่ต้องกังวล มีคนในบริษัทมองอยู่ตั้งเยอะ ซาราธุสตราไม่มีทางทำอะไรได้หรอก”
ถ้าจำเป็นจริงๆ ฉันก็ยอมเสียงาน สาดน้ำหนึ่งแก้วใส่ซาราธุสตราหรือประธานฮวงตรงหว่างขาเลย!
เมื่อเห็นว่าลั่วฝูไม่ได้หยิบแว่นตาหรือแต่งหน้า พนักงานหลายคนในบริเวณใกล้เคียงก็เลิกจับตามองเธอ พลางโล่งใจ และกลับมาสนใจตัวเอง
ไม่นาน ในกลุ่มก็มีการรายงานกำหนดการของประธานฮวง
“ประธานฮวงพาแขกคนสำคัญขึ้นไปชั้น 16 แล้ว!”
ตึกเทคโนโลยี ชั้น 16
ฮวงเทาในชุดลำลอง พาซาราธุสตราในชุดทางการเข้าไปนั่งในห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งของโบราณนานาชนิด เปิดไวน์แดงเออเมียร์หนึ่งขวด
“คุณบอกว่า คุณซื้อกระจกที่แปลกมากมาได้หรือ?” ฮวงเทาต่อเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้
ซาราธุสตรายิ้มพลางพูด
“ใช่แล้ว มันมีเวทมนตร์อย่างหนึ่ง มันทำให้เราเห็นตัวตนภายในของเรา”
ขณะที่พูด ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเกือบดำของชายชราผู้นี้ขยับเล็กน้อย เขาหยิบกระจกบานเล็กที่มีรูปทรงโบราณ สไตล์หรูหรา ประดับด้วยอัญมณีออกมาจากกระเป๋าชุดทางการ
ปัจจุบัน ผู้ติดตามของเขาและฮวงเทาถูกบอกให้รออยู่นอกห้อง มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่กี่คนที่ยืนเฝ้าตรงประตู ไม่ได้เข้ามาใกล้พวกเขา
“ดูสิ ผมเป็นแบบนี้ในกระจก” ซาราธุสตราวางกระจกบานนั้นไว้ด้านหน้าใบหน้าตัวเอง
ฮวงเทาโน้มเข้าไปดู เห็นภาพที่สะท้อนออกมาไม่ใช่ชายชราซาราธุสตรา แต่เป็นชายวัยสามสิบกว่าที่มีผมสีดำเข้ม ใบหน้าธรรมดา
ไม่ใช่กระจกเทคโนโลยีที่มี AI หรอกหรือ? ฮวงเทาพึมพำตามประสบการณ์และความเข้าใจของตัวเอง
“คุณอยากลองดูไหม?” ซาราธุสตราถามเขา
“เอาสิ” ฮวงเทารับกระจกมาอย่างสนใจ แอบตรวจสอบว่ามีสวิตช์ซ่อนอยู่หรือไม่ และพื้นผิวกระจกทำจากวัสดุอะไร
เขาไม่พบความผิดปกติ จึงยกกระจกขึ้นมาไว้ตรงหน้าด้วยความสงสัย
เขาเห็นตัวเองในกระจกทันที
มันไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้เลย
ในกระจก เขาเป็นสตรี สวมมงกุฎทองคำหรูหรา ผมยาวสีน้ำตาลเกาลัด หยักศกเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ใบหน้างดงาม มีเสน่ห์ที่ยากจะบรรยาย
ฮวงเทาอึ้งไปทันที ราวกับเห็นอนิมา (ตัวตนผู้หญิง) ในใจของเขา
…………
ลูเมี่ยนที่เริ่มงานกะกลางวัน ต้องมาถึงบริษัทก่อนสี่โมงครึ่ง
ทว่าตั้งแต่ดึกดื่นเมื่อคืน เขาได้อาศัยโลกในกระจกแทรกซึมเข้าไปในโรงพยาบาล ‘หงเยว่’ (จันทร์แดง) ซึ่งเป็นสถานที่กักขังหลี่เค่อจี่ในปัจจุบัน
……………………………………………………..