ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 130 ชุมนุมลับแห่งเบ็คลันด์
สเวย์นกำลังยืนสงบนิ่งหน้าซากศพสัตว์ประหลาดสีเขียว
เป็นเวลานาน ไคลน์จ้องมองด้วยห้วงอารมณ์เจ็บแปลบ ก่อนจะ
หันไปสำรวจทูตพิพากษาด้านข้างซึ่งกำลังพยุงพวกร่างบาดเจ็บ
สาหัสของพวกพ้องอย่างทุลักทุเล
ภาพเบื้องหน้าสลดหดหู่เหนือพรรณนา
ไม่มีทางที่ประชาชนจะทราบถึงคุณงามความดีของเหยี่ยว
ราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกลได้เลย
ทุกการกระทำไม่เคยถูกเปิดเผย ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญ
อันตรายและความเจ็บปวดแสนสาหัสมากกว่าใครเสมอ
เพื่อร่วมทีมอาจกลายเป็นศัตรูในสักวัน…
ไคลน์ถอนหายใจเงียบงัน มันตระหนักถึงภาระอันหนักอึ้งที่
เหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกลต้องแบกรับ
ขณะเดียวกัน เฒ่านีลล์พ่นลมหายใจ
“ไปกันเถอะ อย่ารบกวนพวกเขาเลย”
“ครับ”
ไคลน์ก้มหยิบไม้ค้ำ สายตาชำเลืองมองลุงนีลล์ยังคงใช้มือ
ขวาจับแขนซ้ายตัวเองไว้แน่น
ชายหนุ่มถามเป็นกังวล
“คุณบาดเจ็บหรือ?”
นีลล์ยิ้มแห้ง
“ถูกเศษไม้ทิ่มนิดหน่อย ถ้าฉันยังหนุ่มแน่น ของแบบนี้ไม่
มีทางได้แอ้มแน่ แต่อย่าห่วงเลย ไม่ใช่แผลใหญ่โตอะไร”
ชายชราเลื่อนมือขวาออก เผยให้เห็นรอยแผลขนาดเล็กบน
หลังมือซ้าย
“มิสเตอร์นีลล์ คุณสุขุมอย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะอยู่ห่าง
จากเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นไม่ถึงสองเมตร…กล้าใช้ยันต์ใส่มันได้
ยังไง?”
หรือแม้กระทั่งจังหวะที่สัตว์ประหลาดไล่โจมตีไคลน์ นีลล์ก็
ยังคอยคุมเชิงไม่ห่าง
ชายชราอมยิ้มเมื่อถูกชม
“ฉันเป็นเหยี่ยวราตรีมานานแล้ว เหตุการณ์วันนี้ไม่ติด
หนึ่งในสิบความอันตรายด้วยซ้ำ…จะเล่าอะไรให้ฟัง เคยมีวัน
หนึ่ง ฉันต้องไปตรวจสุสานราฟาเอลกับดันน์ พวกเราไม่ทราบ
ว่าซอมบี้บัดซบมันลุกขึ้นจากหลุมศพและแอบซ่อนอยู่ในเงามืด
ตอนนั้นฉันกำลังมองหาจุดปลอดภัยสำหรับซ่อนตัว ขณะกำลัง
เดินเข้าไปใกล้มัน ซอมบี้ระยำนั่นกระโดดล็อกคอฉันจาก
ด้านหลัง”
ไคลน์รู้สึกหวาดผวาแม้จะได้ยินเพียงคำบอกเล่าจากปาก
“แล้วคุณทำอย่างไร? ใช้ยันต์ทันไหม? หรือผู้ส่อง
ความลับสามารถร่ายเวทว่องไว?”
นีลล์ชำเลืองมองเล็กน้อย
“ไม่เลย ได้ดันน์ช่วยไว้ เขากล่อมให้มันหลับทันเวลา
ไม่อย่างนั้นคอของฉันคงขาดสะบั้น…ที่ต้องการจะเล่าก็คือ ใน
ฐานะเหยี่ยวราตรี เจ้าต้องเชื่อใจพวกพ้องให้มาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไคลน์เงียบงันนานหลายวินาที่ ก่อนจะหัน
มาอมยิ้มและพูดติดตลก
“มิสเตอร์นีลล์ วันนี้คุณดูยอดเยี่ยมมาก”
หลังจากชายชรากระโจนจากเรือสินค้าลงไปยังท่า มันหัน
มายิ้มยียวนให้ไคลน์
“เพราะเจ้าเคยรู้จักแต่ด้านแย่ๆ ของฉัน”
คนทั้งสองเดินออกจากท่าเรือและหยุดพักที่สถานีรถม้า
สาธารณะหน้าผับมังกรชั่ว
ไคลน์เก็บปืนและวางพิงไม้ค้ำ ภายใต้แสงตะเกียงแก๊ส ชาย
หนุ่มถอดเสื้อกันลมออกเพื่อตรวจสอบหาร่องรอยชำรุดของ
เครื่องแต่งกาย
“โชคดีชะมัด มีแค่เศษไม้และคราบฝุั่นสกปรก…”
มันหยิบเศษไม้ออกพลางใช้มือตบฝุั่นพอเป็นพิธี จากนั้นก็
สวมกลับคืนดังเดิม
นีลล์จ้องมองด้วยรอยยิ้ม มันกล่าวติดตลก
“น่าเสียดายแย่ แบบนี้คงเบิกไม่ได้”
ไคลน์ถึงกับหมดคำพูด…
ฉันไม่ใช่คนแบบลุงสักหน่อย! ชายหนุ่มเน้นย้ำหัวใจเปียม
คุณธรรมของตัวเอง
จนกระทั่งรถม้ามาถึงสถานี ไคลน์หยิบนาฬิกาพกใบองุ่นสี
เงินออกมาตรวจสอบเวลา
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมต้องขอตัวกลับก่อน”
มันหันไปพูดกับนีลล์ · ชายชราพยักหน้า
“ขอให้มีความสุขกับมื้อเย็น เรื่องยันต์หลับใหลไม่ต้อง
เป็นห่วง ฉันจะไปทวงกับสเวย์นเอาเอง หมอนั่นเหลือกินเหลือ
ใช้ แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช่วันนี้ แบบนั้นคงไม่เหมาะสักเท่าไร”
ไคลน์พะงาบปากคล้ายกับจะพูดบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็กลืนลง
คอและกล่าวเพียง
“…ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟือครับ”
เมื่อสิ้นเสียง ชายหนุ่มเดินขึ้นรถม้าโดยมีจุดหมายปลายเป็น
ถนนดารารัตน์
กว่าจะถึงสถานีก็ปาไปหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว ท้องฟั้าใกล้มืดสนิท
ขณะไคลน์ไขกุญแจเปิดประตูบ้านเข้าไป มันเห็นเมลิสซ่ากำลัง
ถอดหมวกตาข่ายแขวนราว
ชายหนุ่มยิ้มทักทาย
“เพิ่งกลับหรือ?”
เมื่อได้เข้ามาในบ้าน อารมณ์แปรปรวนก่อนหน้าพลันหาย
เป็นปลิดทิ้ง ไคลน์รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
“ที่โรงเรียนมีสอบภาคปฏิบัติ”
เมลิสซ่าตอบเสียงขรึม
ไคลน์ฟุดฟิดจมูกเพื่อสูดดมกลิ่นอาหารซึ่งโชยมาจากครัว
จากนั้นก็หันไปถามน้องสาวที่ยืนข้างกัน
“ใครทำกับข้าว?”
สองพี่น้องมองหน้ากันพลางโพล่ง
“เบ็นสัน!”
สีหน้าทั้งคู่พลันหวาดผวาคล้ายเห็นผี
เมื่อเบ็นสันได้ยินเสียงน้องชายน้องสาวของตนกลับถึงบ้าน
มันเดินออกจากครัวพร้อมผ้ากันเปือน
“ไม่เชื่อรสมือฉันหรือ? ยังจำได้อยู่เลย เมื่อก่อนพวกนาย
สองคนมักรอฉันทำอาหารอย่างใจจดใจจ่อเสมอ ไม่ต้องห่วง
การทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น ถ้าอยากได้สตูว์มันฝรั่ง ก็
แค่ต้มมันฝรั่งและใส่เครื่องปรุงลงไปอีกเล็กน้อยตามใจ
ชอบ…”
ไคลน์และเมลิสซ่ายังคงมองตากันโดยไม่มีใครกล่าวสิ่งใด
ออกมา
จนกระทั่งชายหนุ่มเริ่มขยับตัวก่อน มันวางไม้ค้ำพิงไว้ตรง
ทางเข้าและถอดหมวกแขวนบนราวผ้า
“ถึงเวลาที่พวกเราต้องจ้างสาวใช้แล้ว การทานอาหาร
เย็นผิดเวลาไม่ใช่เรื่องดีนัก”
“แต่ฉันไม่อยากให้มีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านขณะพวกเรา
กำลังคุยเรื่องส่วนตัว!”
เมลิสซ่าพยายามหาเหตุผลประหยัดเงิน
ไคลน์หันมายิ้ม
“ฉันไม่ถือ”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันชะงักงัน มันยืนแข็งที่อเช่นนั้นนาน
หลายวินาที่
สาเหตุเพราะตนเกือบลืมตัว ถอดเสื้อกันลมออกทั้งที่ยังมี
ปืนเหน็บตรงรักแร้…
ไคลน์แสร้งกระแอมและพูดเบี่ยงประเด็น
“พวกเราไม่ต้องสนใจหล่อนก็ได้นี่? เมื่อทุกคนกลับถึง
บ้าน สั่งให้หล่อนนอนพักในห้องเฉยๆ ก็สิ้นเรื่อง ไม่มีสาวใช้คน
ใดไม่ชอบการพักผ่อนหรอกนะ ใช่แล้ว…ครอบครัวเรา
ต้องการสาวใช้ที่ฝักใฝั่เรียนรู้การปรุงอาหาร”
เบ็นสันในห้องครัวหันมาพยักหน้าเห็นพ้อง
“ไว้มีเวลาว่าง เราค่อยหาโอกาสแวะที่สมาคมจัดหาสาว
ใช้ประจำเมืองทิงเก็น พวกเขาต้องมอบคำแนะนำที่ดีได้แน่ แถม
ยังมีแรงงานในมือจำนวนมาก”
“ตกลงตามนั้น”
ไคลน์เมินเฉยใบหน้าบูดบึ้งของเมลิสซ่า
…
กรุงเบ็คลันด์ เขตราชินี
คฤหาสน์ไวเคาต์กายลิน
ออเดรย์·ฮอลล์เดินออกจากงานเลี้ยงพร้อมกับสาวใช้คน
สนิท แอนนี่ ปลายทางทั้งสองคือห้องนอนชั้นสองที่กายลิน
จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
เด็กสาวถอดชุดเดรสหรูหราและรองเท้าเต้นรำออกโดยมี
แอนนี่คอยช่วย จากนั้นก็หยิบชุดคลุมสีดำยาวมาสวมทับ
ออเดรย์เดินมายังหน้ากระจกพร้อมกับจัดระเบียบร่างกาย
ให้เรียบร้อย เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างลงตัว เธอใช้สองมือเลื่อนฮู้ด
ขึ้นมาคลุมศีรษะไว้มิดชิด
ใบหน้าเกินกว่าครึ่งอยู่ภายใต้เงามืด เหลือเพียงริมฝีปาก
อวบอิ่มน่าจุมพิตเท่านั้นที่ยังปรากฏให้เห็น
เสื้อคลุมดำยาว ใบหน้าปกปิดมิดชิดคล้ายกับจอมเวท
ลึกลับ…
นี่คือสิ่งที่ตนใฝั่ฝันมาตลอด!
ออเดรย์ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีความสุข
ทันใดนั้นพลันฉุกคิดบางสิ่ง เด็กสาวรีบดึงฮู้ดลงและสวม
หมวกตาข่ายปกปิดใบหน้า ก่อนจะดึงฮู้ดกลับขึ้นไปคลุมศีรษะ
ดังเดิม
แบบนี้ไม่มีใครจดจำตนได้แน่
“ไม่เลว!”
ขณะกำลังยัดท่อนขาเรียวยาวเข้าไปในรองเท้าบูตหนัง ออ
เดรย์หันไปพูดกับแอนนี่
“รอฉันอยู่ที่นี่นะ ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ห้ามเปิดประตูให้
เด็ดขาด!”
แอนนี่จ้องมองเด็กสาวอย่างจนปัญญา
“ต้องรีบกลับก่อนหนึ่งชั่วโมงนะคะ”
“เชื่อฉันเถอะน่า เคยผิดสัญญาด้วยหรือ?”
ออเดรย์ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย
เธอจุมพิตแอนนี่ตรงแก้มและสวมกอดตามมารยาท
ถัดมา เด็กสาวเดินเข้าไปในประตูลับพลางจัดระเบียบฮู้ดให้
เข้าที่เข้าทางเป็นครั้งสุดท้าย
จนกระทั่งสุดทางเดิน ออเดรย์เปิดประตูออกมายังด้านข้าง
ของคฤหาสน์โดยมีรถม้าจอดรอรับล่วงหน้า
กายลินยืนกำลังหลบในร่มเงา หลังจากเห็นเด็กสาวเดินเข้า
ใกล้ มันกล่าวชมจากใจ
“การแต่งกายแบบนี้…ช่างเหมือนกับวลีที่จักรพรรดิโร
ซายล์มักพูดบ่อยครั้ง…เท่มาก!”
“ขอบคุณค่ะ”
ออเดรย์ดึงชายชุดคลุมพร้อมกับถอนสายบัวด้วย
กิริยามารยาทชดช้อย
คนทั้งสองขึ้นรถม้าออกจากคฤหาสน์ ก่อนจะถึงบ้านหลัง
เปั้าหมายในอีกสิบนาทีถัดมา
ด้านนอกบ้าน เด็กสาวพบผู้ฝึกหัดฟอร์สและเพื่อนสนิทของ
เธอ ซิล·เดียร์ชา ซึ่งทั้งสามเพิ่งพบกันในงานเลี้ยงเมื่อไม่กี่
นาทีก่อน
ฟอร์สผมน้ำตาลหยักศกเล็กน้อย นัยน์ตาฟั้าคราม มอบ
บรรยากาศเกียจคร้านรอบตัว เธอชี้นิ้วไปยังซิล·เดียร์ชา
พร้อมกับอธิบายให้กายลินและออเดรย์ฟัง
“หล่อนเป็นนักโน้มน้าวตัวฉกาจ สามารถอำนวยความ
สะดวกให้พวกคุณได้รับสินค้าที่ต้องการ”
ซิล·เดียร์ชาเป็นหญิงสาวร่างเล็ก ส่วนสูงไม่น่าจะเกิน
1.5 เมตร ใบหน้าอ่อนเยาว์ คล้ายกับยังไม่บรรลุนิติภาวะ
เธอมาในชุดฝึกอัศวินทรงโบราณ ผมเผ้ายุ่งเหยิงคล้ายกับ
มิได้ใส่ใจดูแล แต่บรรยากาศรอบตัวสง่างามน่าเกรงขาม
ออเดรย์เคยพบเธอมาแล้วหลายหน เด็กสาวกล่าวทักทาย
อีกฝั่าย
“มิสซิล ฝากด้วยนะคะ”
“ด้วยความยินดี”
ซิลยิ้มให้และผายมือตามมารยาท
ขณะทุกคนกำลังเดินตามกายลินเข้าไปในบ้าน วัตถุบาง
ชนิดหล่นกระแทกพื้นจนเกิดเสียงกังวาน
ออเดรย์รีบมองไปทางต้นเสียง เธอเห็นใบมีดทรง
สามเหลี่ยมขนาดเล็กตกอยู่ใต้ฝั่าเท้าของซิล·เดียร์ชา คมมีด
บางเฉียบจนส่องประกายแวววาว
สองสาวประสานสายตากันโดยไม่มีใครกล่าวสิ่งใดเป็น
เวลานาน
ผ่านไปราวยี่สิบวินาที่ ซิลก้มตัวลงเก็บใบมีดสามเหลี่ยม
พร้อมกับนำไปซ่อนตรงต้นขาตามเดิม
“เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ โลกนี้มี
พวกจิตไม่ปรกติเดินขวักไขว่เต็มไปหมด ไม่ใช่เรื่องเสียหายหาก
เตรียมแผนปั้องกันตัวไว้บ้าง”
ซิล·เดียร์ชาอธิบายเสียงขรึม
ออเดรย์พยักหน้า
“เห็นด้วยค่ะ”
“เป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยให้พวกระยำสงบสติลงบ้าง”
ฟอร์สอธิบายติดตลกขณะชำเลืองมองสนามหญ้าด้านข้าง
คณะเดินทางทั้งสี่ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ ทุกคนเดินเท้าไปจนถึง
ประตูบานหนึ่ง กายลินเคาะส่งสัญญาณเป็นจังหวะ ยาวสามสั้น
สี่
บานประตูไม้ส่งเสียงแหลมขณะเปิดออก เด็กสาวรีบใช้
เนตรผู้ชมจ้องสำรวจด้านในอย่างละเอียด เธอพบห้องโถงใหญ่
ซึ่งมีกลุ่มคนมากมายนั่งกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ บ้างปิด
ใบหน้ามิดชิด บ้างปกปิดแค่บางส่วน แต่บางคนก็ไม่แยแส
เปิดเผยใบหน้าอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
หลังจากสำรวจครู่หนึ่ง ออเดรย์เหลือบเห็นชายสวมชุดคลุม
ดำที่นั่งบนโซฟาเดี่ยวมุมห้อง
ลักษณะการแต่งกายไม่ต่างจากเธอมากนัก เสื้อคลุมยาวหัว
จรดเท้าสีดำ สวมฮู้ดทับปกปิดใบหน้าใต้เงามืด
มันกำลังกวาดมองแขกทุกคนด้วยสายตาเหยียดหยัน
ประหนึ่งตนสูงส่งกว่าใครทั้งหมด
บรรยากาศรอบตัวเปียมด้วยความมั่นใจจนเข้าขั้นโอหัง
แววตาของมันอัดแน่นด้วยความน่ารังเกียจ ชายปริศนาจ้องมอง
ออเดรย์หัวจรดเท้าราวกับหวังฉีกเสื้อผ้าหล่อนเป็นชิ้นเล็กชิ้น
น้อย…
พลังโอสถช่วยให้ออเดรย์สงบจิตใจได้มากกว่ามนุษย์ปรกติ
เธอเฝั้ามองสถานการณ์อย่างใจเย็นโดยไม่ผลีผลามหรือเผย
อารมณ์
ถึงจะรู้สึกขนลุกไม่น้อยก็ตาม
ฟอร์สกล่าวแนะนำ
“นั่นคือมิสเตอร์ A ผู้วิเศษสุดทรงพลังและยังเป็นหัวหน้า
ของชุมนุมลับแห่งนี้”