ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 134 นานกว่าหนึ่งนาที
ในที่สุด…
หัวหน้า ผมรอคำตอบนี้มานานแล้ว
ไคลน์รีบผงกศีรษะหงึกหงัก
“ใช่ครับ ผมรู้สึกดีขึ้นหลังจากแวะสโมสรพยากรณ์ และ
มั่นใจอย่างมากกว่าหากเข้ารับการทดสอบจากวิหารศักดิ์สิทธิ์
ตอนนี้ ตัวผมสามารถสอบผ่านได้อย่างไม่ยากเย็น อธิบายไม่ถูก
เหมือนกันครับ มันเป็นความมั่นใจที่เอ่อล้นจากร่างกาย”
เมื่อตระหนักว่าคำพูดของตนยังค่อนข้างคลุมเครือ ชาย
หนุ่มรีบเสริม
“บางที่ ชื่อของโอสถอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะนับตั้งแต่
ผมสวมบทบาทเป็นนักทำนายตามชื่อ และปฏิบัติตัวให้อยู่ใน
กรอบกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูราบรื่น
ไปเสียหมด ปัจจุบัน ผมสามารถเปลี่ยนวิธีเปิดใช้เนตรวิญญาณ
ให้ไม่เป็นที่ผิดสังเกตของคนรอบข้างได้แล้ว”
ดันน์พลันขมวดคิ้ว มันรีบก้มศีรษะลงพร้อมกับทำสีหน้า
ครุ่นคิด
“ชื่อของโอสถ…”
ผ่านไปราวสิบวินาทีจึงเงยหน้ามองไคลน์
“คุณต้องการกลับไปแจ้งครอบครัวก่อนไหม เพราะอันที่
จริง วันอาทิตย์ช่วงบ่ายถึงเย็นเป็นเวลาพักผ่อนของคุณ
หลังจากจ้องเข้าเวรเฝั้าประตูยานิสตลอดทั้งคืน”
เมื่อคำนึงถึงเรื่องที่อลิซาเบธเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาว
รวมถึงคำมั่นสัญญา ว่าจะช่วยสะสางปัญหาให้เธอภายในหนึ่ง
สัปดาห์
ไคลน์รีบตอบโดยไม่ลังเล
“พวกเราไม่ควรเสียเวลามากกว่านี้ ให้รถม้าอ้อมไปถนน
ดารารัตน์ดีกว่าครับ”
“ตกลง คุณไปแจ้งเรื่องกับฟราย ส่วนผมต้องเขียน
เอกสารเบิกใช้งาน 3-0782 ก่อน”
ดันน์พูดพลางชี้นิ้วไปยังห้องฝังตรงข้ามในแนวทแยง
ฟรายเป็นผู้เก็บซากศพ เรี่ยวแรงของมันมิได้เหลือเฟือตลอด
ทั้งวันเหมือนผู้ไร้หลับ จึงต้องหาโอกาสงีบทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่าง
เขียนเอกสารเอง
เซ็นอนุมัติเอง
และเดินไปหยิบสิ่งของด้วยตัวเอง…
หัวหน้าครับ ระบบรายการของเหยี่ยวราตรีไม่บกพร่องไป
หน่อยหรือ
ไคลน์รำพัน
หลังจากชายหนุ่มเคาะห้องนอนสำหรับเจ้าหน้าที่เหยี่ยว
ราตรีสามครั้ง ฟรายเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าสุดฉงน
ปราศจากการปิดบังทางอารมณ์
“มีอะไรหรือ?”
ขณะงีบ มันย่อมไม่ได้หวีผมเผ้า เสื้อผ้ายับย่นหลายจุด แทบ
ไม่หลงเหลือบรรยากาศสุดเย็นชาตามปรกติ
ถึงอย่างนั้น ภาพลักษณ์ฟรายก็ไม่ต่างจากคนตายที่เพิ่ง
คลานออกจากโลงศพ
“มีคดีเกี่ยวกับวิญญาณอาฆาต หัวหน้าต้องการพลังของ
คุณ”
“ตกลง”
ฟรายเลื่อนมือขึ้นมาสางเส้นผมและจัดระเบียบร่างกายให้
เรียบร้อย บรรยากาศเย็นชากึ่งขี้เก็กกลับมาอีกครั้ง
หลังจากฟรายแต่งตัวเสร็จ สองบุรุษเดินไปนั่งรอที่
ห้องรับแขกของบริษัทหนามทมิฬบรรยากาศรอบตัวเริ่มอุ่นขึ้น
หลังจากผ่านไปราวเจ็ดถึงแปดนาที่ สาเหตุน่าจะมาจาก
แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดผ่านหน้าต่าง
โดยไม่ปล่อยให้รอนาน ดันน์·สมิทเดินออกจากฉากกั้น
พร้อมกับถือตราสัญญาลักษณ์โบราณไว้ในมือข้างหนึ่ง ขนาด
ของมันใหญ่ประมาณครึ่งกำปันผู้ใหญ่
ตราดังกล่าวมีสีทองเข้ม กึ่งกลางสลักรูปทองดวงอาทิตย์
และสัญญาลักษณ์เส้นตรงลากยาวไปจนถึงขอบ
ของวิเศษรหัส 3-0782…เดิมที่ สิ่งนี้เคยเป็นสมบัติของ
สาธารณรัฐอินทิสมาก่อน
ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่บิดเบือน
สาธารณะรัฐอินทิสถูกจักรพรรดิโรซายล์เปลี่ยนระบอบการ
ปกครองจากจักรวรรดิเป็นสาธารณะรัฐ ก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็น
จักรวรรดิในภายหลัง แต่ปัจจุบัน ทางรัฐบาลอินทิสได้เปลี่ยน
กลับเป็นสาธารณรัฐตามเดิม
อินทิสตั้งอยู่ทางชายฝังตะวันตกของทวีปเหนือ พรมแดนติด
กับอาณาจักรโลเอ็นหลายจุดเช่นรัฐเลียบทะเลและเทือกเขาโฮ
นาซิส
นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชาติ ศาสนาหลักของจักรวรรดิอินทิสคือ
เทพสุริยันเจิดจรัสมาตลอด จนกระทั่งเทพแห่งช่างฝีมือถือ
กำเนิดขึ้น โบสถ์สุริยันเจิดจรัสได้พยายามกีดกันโบสถ์แห่ง
ช่างฝีมือหนักหน่วงทุกวิถีทางแต่ความตั้งใจก็ไม่บรรลุผล จน
ท้ายที่สุด โบสถ์แห่งช่างฝีมืออ้างว่าได้รับสารจากองค์เทพ
โดยตรงและสถาปนาตัวเองกลายเป็นโบสถ์แห่งจักรกลไอน้ำ
พร้อมกับเปลี่ยนพระนามศาสดาเป็นเทพแห่งจักรกลไอน้ำ
อย่างไรตาม ศาสนาหลักประจำชาติยังคงเป็นโบสถ์สุริยัน
เจิดจรัส ถึงขั้นเรียกขานชาติตัวเองว่า ‘จักรวรรดิแห่ง
อาทิตย์’
“ได้เวลาออกเดินทางแล้ว ฟราย คงต้องรบกวนคุณช่วย
ขับรถม้าแล้ว ซีซาร์คงทนผลข้างเคียงของ 3-0782 ไม่ไหว”
ดันน์มอบคำสั่งอย่างใจเย็น
ซีซาร์·ฟรานซิสคือเจ้าหน้าที่ฝั่าพลเรือนของเหยี่ยวราตรี
คอยดูแลการจัดซื้อจัดเก็บพัสดุเข้าคลัง ขณะเดียวกันก็รับหน้าที่
เป็นพลขับรถม้า
แต่ผลข้างเคียงของ 3-0782 คนธรรมดาไม่สามารถเข้าใกล้
ภายในรัศมี สิบห้าเมตรได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมง
หากไคลน์เข้าใจผิด จากถนนซุตแลนไปยังหมู่บ้านลามุด
ต้องใช้เวลาเดินทางร่วมสองชั่วโมงครึ่ง ยังไม่นับรวมการอ้อมไป
ถนนดารารัตน์ก่อน
“ตกลงครับ”
ฟรายไม่คัดค้าน เพียงก้มหน้าตรวจสอบว่าตรหลงลืม
อุปกรณ์สำคัญใดหรือไม่
…
ขณะยอดแหลมของวิหารหมู่บ้านถูกฉาบด้วยแสงทองอร่าม
จากดวงตะวัน ในที่สุดคณะเหยี่ยวราตรีก็เดินทางมาถึงหมู่บ้าน
ลามุด
หมู่บ้านลามุดตั้งอยู่ทางชายขอบฝังตะวันตกเฉียงเหนือของ
เมืองทิงเก็น สถาปัตยกรรมของอาคารหลายหลังมีลักษณะ
เก่าแก่คล้ายกับสมัยก่อนยุคไอน้ำ จำนวนโรงงานอุตสาหกรรม
แทบไม่ปรากฏ มีเพียงค้าขายกับหมู่บ้านข้างเคียงเล็กน้อย
เมื่อจอดรถม้า ดันน์เหลือบมองร้านทำผมฝังตรงข้ามก่อน
จะหันกลับมาพูด
“ผมถามคนในก้องที่มาแล้ว การเดินทางเท้าไปยังซาก
ปราสาทบนภูเขาจะใช้เวลาเพียงสิบห้านาที่ กล่าวกันว่า ที่นั่น
เคยเป็นปราสาทของขุนนางในยุคสมัยที่สี่มาก่อน”
“อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครทราบสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
คำอธิบายของชาวบ้านเลือนรางราวกับเป็นเพียงตำนาน
ท้องถิ่น”
“ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้น พวกเราควรรีบสะสางคดีให้
เสร็จก่อนมืด แล้วค่อยกลับมาพักก่อนภายในหมู่บ้าน ผลัดเวร
กันเฝั้า 3-0782 ให้พ้นการรัศมีชาวบ้านทั่วไป”
ผ่านไปแล้วสามชั่วโมงนับตั้งแต่ดันน์·สมิทหยิบ 3-0782
ออกจากประตูยานิส ขีดจำกัดของผู้วิเศษคือหกชั่วโมง คงเป็น
การดีหากสะสางปัญหาให้เรียบร้อยก่อนครบกำหนด เวลาที่
เหลือจะได้ใช้สลับกันฟืนฟูร่างกาย
“ตกลง”
ฟรายตอบสั้นห้วน
“ผมไม่คัดค้าน” ไคลน์กล่าวขณะล้วงมือเข้ากระเปั๋า
มันใช้ปลายนิ้วสัมผัสยันต์หลับใหลและยันต์สยบวิญญาณด้วยสี
หน้าประหม่า
เหยี่ยวราตรีสามคนในเสื้อกันลมสีดำ พวกมันเดินตรงไปยัง
ภูเขาโดยใช้ถนนสายหลักของหมู่บ้าน เมื่อถึงทางแยก ถนนเส้น
ใหม่ตรงหน้าถูกปกคลุมด้วยวัชพืชและพุ่มไม้ทึบนานาชาติ แต่ก็
ยังเหลือพื้นที่กว้างพอให้รถม้าสองคันแล่นผ่านพร้อมกัน
เดินเท้าต่อไปไม่นาน ทั้งสามเริ่มมองเห็นกำแพงเสื่อมโทรม
ด้านนอกปราสาทเก่า ผนังหินยังคงสภาพเดิมไว้หลายส่วน พืชสี
เขียวปกคลุมเลื้อยชอนไชทั่ว แต่ด้านในเริ่มปรากฏจุดด่างดำ
ของการผุพังให้เห็น
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ไคลน์พลันเย็นสันหลังวาบ เส้นขนผุดตั้ง
ชันทั่วร่าง
“มีวิญญาณอาฆาตอยู่จริง”
ฟรานกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะมันยืนเพ่งพิจารณา
ปราสาทโบราณ
ดันน์ชำเลืองไปด้านข้าง สายตาจ้องมองสมาชิกเหยี่ยวราตรี
คนล่าสุดซึ่งกำลังยืนตัวสั่น
มันอมยิ้มเล็กน้อย
“ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเรามีทั้ง 3-0782 และฟราย
วิญญาณอาฆาตไม่มีทางก่อปัญหารุนแรงแน่นอน”
มือข้างหนึ่งถือปืนพกสั่งทำพิเศษ ส่วนอีกข้างถือตรา
ศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่บิดเบือน ดันน์ย่างกรายไปใกล้ปราสาท
โบราณที่คล้ายซากปรักหักพังด้วยมาดสุขุม
ไคลน์เดินตามใกล้ชิดด้านจากหลัง มันเตรียมพร้อมเหนี่ยว
ไกปืน แกว่งไม้ค้ำ หรือขว้างยันต์ใส่ศัตรูทุกเมื่อ
ดันน์หยุดยืนห่างจากปราสาทโบราณราวห้าเมตร รอบตัวมี
คอกม้าผุพัง บ่อบาดาลเก่า รวมถึงอุปกรณ์จำเป็นชนิดอื่นใน
สภาพเสื่อมโทรม
ฟั้าวว!
ทันใดนั้น สายลมยะเยียบพัดผ่านด้วยบรรยากาศโหยหวน
เจือความเศร้า ราวกับกำลังปฏิเสธแขกไม่ได้รับเชิญ
เหยี่ยวราตรีทั้งสามยังคงไม่หยุดฝีมือ เมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป
บรรยากาศอบอุ่นและสดชื่นของภูเขาเริ่มเจือจางลง
ประตูทางเข้าหลักถูกทำลายจนไม่สามารถใช้การได้ ทั้งสาม
จึงต้องไต่กองหินและลอดตัวผ่านช่องว่างซากปรักหักพังด้าน
นอกแทน
พวกมันเดินย่างกรายเข้าไปในปราสาทด้วยฝีก้าวไม่เร่งร้อน
โถงทางเข้าปรากฏเศษซากเสาหินหลายต้น มอสสีเขียวปก
คลุมผนังห้องอย่างถ้วนทั่วแทบทุกอณู สถาปัตยกรรมภายใน
กว้างขวางโอ่อ่า แต่หน้าต่างกลับคับแคบและติดตั้งในมุม
ค่อนข้างสูงแสงสว่างจึงส่องเข้ามาได้ไม่มากนัก ส่งผลให้
บรรยากาศด้านในมืดสลัว
มีร่องรอยหลายแห่งระบุว่า ปราสาทหลังนี้คือสิ่งก่อสร้าง
ท้ายยุคสมัยที่สี่ รวมถึงยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่ห้า
ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อย่างไคลน์ตัดสินโดนใช้
สัญชาตญาณและข้อมูลเนตรวิญญาณประกอบ
ทันใดนั้น บุคคลปริศนารูปร่างสูงใหญ่ พลันปรากฏตัว
ท่ามกลางกลุ่มหมอกสีดำเข้ม มันสวมชุดเกราะดำสนิทครบทุก
ส่วน ในมือถือดาบเล่มยักษ์ที่คนธรรมดาไม่มีทางยกไหว
คล้ายกับภาพความฝันของเอลิซาเบธที่ชายหนุ่มเคยเห็นเมื่อ
ไม่กี่ชั่วโมงก่อน จุดสีแดงสองดวงลอดผ่านช่องว่างหมวก
เหล็กในลักษณะเย็นชา คล้ายกับอีกฝั่ายกำลังโมโหที่สามบุคคล
บังอาจรุกล้ำปราสาทแห่งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต
“พวกแกรบกวนการนอนของฉัน! บาปครั้งนี้ต้องชดใช้
ด้วยเลือดเนื้อเท่านั้น”
เมื่อกล่าวจบ มันปรี่ประชิดตัวดันน์ด้วยความเร็วสูงพร้อม
กับตวัดดาบใส่
ดันน์ถอยหลังหลบรวดเร็ว ก่อนจะยกมือเล็งและเหนี่ยวไก
ลูกโม่ส่วนกลับ
เคร้ง!
กลุ่มปราบมารมิอาจทะลวงผ่านชุดเกราะลวงตาดำสนิท
เกิดเป็นเสียงกังวานกึกก้องอย่างผิดธรรมชาติ
ไคลน์และฟรายรีบกระโดดถอยไปคนละทางพร้อมกัน ฝั่าย
หนึ่งยกปืนเล็งไปยังจุดแสงตรงดวงตาอัศวินเกราะดำ ก่อนจะ
ลั่นไกยิงด้วยใบหน้าสุขุม
ส่วนเหยี่ยวราตรีอีกคนใช้พลังบางอย่างแปรเปลี่ยนดวงตา
ตนเองให้กลายเป็นสีเทาอมขาวจดจ้องเพ่งจิตไปยังวิญญาณ
อาฆาตโดยไม่กะพริบตา
อัศวินเกราะสีดำร้องคำรามด้วยโทสะ มันพุ่งกระโจนใส่
ดันน์พลางเหวี่ยงดาบใหญ่ฟันกวาดเป็นแน่วแน่
โครม!
คมดาบหาได้ทำร้ายดันน์ แต่ส่งผลให้หัวหน้าเหยี่ยวราตรี
ลอยกระเด็น กระแทกผนังหินรุนแรงจนกระอักเลือดสดสีแดง
ฉาน
ตามด้วยเสียงหล่นตุบ
ของวิเศษรหัส 3-0782 หล่นลงบนพื้น
วิญญาณอาฆาตฉวยโอกาสใช้เท้าขวาตะบันเตะใส่ ‘ตรา
อันตราย’ จนกระเด็นออกปราสาทโบราณ
เป็นระยะทางเกินกว่าสิบห้าเมตร
ไคลน์ไม่กล้ายิงบุ่มบ่ามเนื่องจากเห็นอีกฝั่ายทนทานกระสุน
มันกัดริมฝปากเจ็บใจพลางแสดงสีหน้ากระวนกระวาย คงเป็น
การยากจะให้สงบสติขณะกำลังเผชิญเหตุวิกฤติตรงหน้า
ปัง!
ชายหนุ่มตัดสินใจลั่นกระสุนปราบมารใส่วิญญาณอาฆาต
เดาสุ่ม ลูกตะกั่วเงินพุ่งกระแทกหมวกเหล็กจนเกิดประกายไฟ
แลบ แต่ก็ไม่เกิดความเสียหายชัดเจนเช่นเดิม
“ถุงมือขวา!”
ฟรายตะโกนเสียงสั่น บุรุษที่เคยมีบรรยากาศเย็นชา
ตลอดเวลา ยามนี้กลับแสดงท่าทีกระวนกระวาย
เมื่อกล่าวจบ ฟรายยกปืนเล็งไปยังถุงมือเหล็กข้างขวาของ
อัศวินเกราะดำ
ปัง! ปัง!ไคลน์ลั่นไกยิงตามคำบอกใบ้ของฟรายโดยไม่มั่วคิด
สิ่งใดให้หนักสมอง สองบุรุษเหยี่ยวราตรีลงมือในจังหวะแทบ
พร้อมเพรียง
ในหนนี้ อีกฝั่ายไม่กล้าใช้เกราะเหล็กรับเหมือนก่อนหน้า
มันรีบยกดาบใหญ่ปัดกระสุนสองนัดออกไปให้พ้นทางปัง!
วิญญาณอาฆาตกระโจนใส่ไคลน์ด้วยเร็วเหนือจินตนาการ
ชายหนุ่มถูกกระแทกจนร่างกายเสียการทรงตัว
ขณะไคลน์กระเด็นถอยหลัง มันเห็นหน้าอกตนเองยุบลง
และพร้อมกับกระอักเลือดคำใหญ่ทางปาก
ทว่า…ไคลน์กลับไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อยมิได้เกิดความรู้สึก
ด้านลบใดๆ ทั้งนั้น
คล้ายกับฉุกคิดบางสิ่งได้ ชายหนุ่มรีบกลิ้งตัวตามน้ำพลาง
แสร้งกรีดร้องแหกปาก
และเป็นดังคาด ปราสาทโบราณ วิญญาณอาฆาต รวมถึง
เสาหินของห้องโถง ทุกสิ่งในการมองเห็นเริ่มพังครืน กำแพง
ผนังที่ทีมอสเขียวปกคลุมถล่มลงจนฝุั่นควันคละคลุ้งถัดมา ภาพ
ตรงหน้าไคลน์พลันแตกละเอียดคล้ายเศษกระจก กลุ่มหมอกดำ
หนาแน่นจะบดบังสายตัวชั่วขณะ
ฉากเหตุการณ์ทั้งหมดถูกย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้า เมื่อ
ครั้งที่อัศวินเกราะดำเพิ่งปรากฏตัว
ความต่างเพียงจุดเดียวคือ ดันน์·สมิทกำลังก้มศีรษะลง
พลางกำหมัดสองข้างแน่น นัยน์ตาที่เคยเทาหม่นกลายเป็นดำ
สนิท จ้องมองวิญญาณอาฆาตไม่กะพริบใช่แล้ว…ภาพเหตุการณ์
เมื่อครู่เป็นเพียงความฝันที่ดันน์สร้างขึ้นมา มันดึงวิญญาณของ
ไคลน์และฟรานเข้าไปพร้อมกัน
เพียงแต่ไคลน์ค่อนข้างพิเศษ ยังหลงเหลือสตินึกคิดอย่าง
เป็นเหตุเป็นผล และยังควบคุมร่างกายได้อย่างอิสระ
ไคลน์ทราบว่าร่างจริงของตนยังยืนห่างจากหัวหน้าเพียง
สองเมตร และอีกฝั่ายมิได้กระอักเลือดหรือกรีดร้อง
ทันใดนั้น ดันน์เหยียดตัวยืนตรงอย่างผ่อนคลาย สายตา
ยังคงมองไปยังดวงวิญญาณอาฆาตที่คิดฟันพวกตนด้วยดาบ
หัวหน้าเหยี่ยวราตรีกล่าวอย่างใจเย็น
“ครบหนึ่งนาทีแล้ว…”
เมื่อสิ้นเสียง วิญญาณอาฆาตพลันชะงักงันและส่งเสียงกรีด
ร้องโหยหวน ตามร่างกายผุดหมอกสีดำเข้มข้นหลายจุด คล้าย
กับกำลังถูกชำระล้างหายไป
ไม่ว่าซอมบี้หรือวิญญาณ หากยังไม่กลายเป็นวิญญาณร้าย
เต็มตัว ดวงจิตของพวกมันจะถูกปัดเปั่าเมื่อยืนแช่ภายในรัศมี
สิบห้าเมตรของ 3-0782 ครบหนี่งนาที่
สุดยอด…!
หัวหน้า คุณแม่มอย่างเจ๋ง!
ไคลน์เหลือบมองด้านข้างด้วยสีหน้าสรรเสริญ มันเกือบ
แสดงท่าทีสะใจอย่างออกนอกหน้า
การสร้างฝันร้ายของหัวหน้าไม่ใช่เพื่อจัดการอีกฝั่าย แต่ใช้
สำหรับถ่วงเวลาให้ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันแสดงผลครบกำหนด
บรรยากาศรอบตัวเริ่มกลับมาอบอุ่นและสดชื่นอีกครั้ง กลุ่ม
หมอกดำเข้มระเหยหายไปด้วยความเร็วสูง อากาศเย็นยะเยียบ
บางเบาลงทุกขณะ
เพียงไม่นาน ร่างอัศวินเกราะดำได้สลายกลายเป็นเงา
โปร่งใส ก่อนจะกลมกลืนหายไปกับความว่างเปล่าในที่สุด
เคร้ง!
ถุงมือเหล็กสีดำหนี่งข้างหล่นกระทบพื้นหินปราสาท ผิว
โลหะฉาบด้วยคราบไอเย็นสีขาว
ขณะไคลน์กำลังจะเตือนให้ดันน์อย่าลืมเก็บ ‘ไอ
เท็มดร็อป’ กลับไป พลังวิญญาณของมันพลันบิดเบี้ยว
ปันปั่วนสถานหนัก
ไคลน์สัมผัสได้…บริเวณใกล้กับบันไดที่แบ่งแยกห้องโถงและ
ห้องอาหารออกจากกัน ใครบางคนกำลังเรียกหาตนด้วย
ความรู้สึกทุกข์ทรมานรุนแรง!