ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 139 วิจัย 3-0782
แสงสีแดงปกคลุมการมองเห็นของเดอร์ริคไปชั่วขณะ แต่
เพียงไม่นานก็เลือนหาย เด็กหนุ่มผมน้ำตาลได้สติกลับมาอีกครั้ง
ภายในบ้านตัวเอง
เบื้องหน้ายังคงเป็นบอลคริสตัลสีใสเช่นเดิม แต่ทันใดนั้น
ลูกแก้วพลันเกิดร้อยราว พร้อมกับแตกกระจัดกระจาย
กลายเป็นประกายแสงสีแดงเข้ม บางส่วนหายไปอย่างไร้
ร่องรอย คล้ายกับถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติอันว่างเปล่า
เศษแก้วบางส่วนร่วงโรยโปรยลงพื้นจนเกิดเสียงเกรียวกราว
เดอร์ริคทำได้เพียงยืนทึ่ง มันกวาดสายตาไปรอบห้อง ก่อน
จะพบใบหน้าชุ่มเลือดของตนถูกฉายบนแผ่นกระจกทองแดง
ถัดมา เด็กหนุ่มเหลือบเห็นกลุ่มแสงสีแดงเข้มกำลังหมุนวน
เหนือหลังมือขวา เหตุการณ์เป็นไปอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อน
แสงดังกล่าวจะบีบอัดตัวเองและสลักภาพปริศนาลงบนผิวหนัง
‘?’
วงกลมขนาดไม่ใหญ่ มีเส้นสั้นๆ ลากออกจากเส้นรอบวง
เว้นระยะห่างเท่ากันทุกเส้น
ผ่านไปไม่นาน สัญลักษณ์ดวงอาทิตย์เริ่มซึมหายลงใต้
ผิวหนัง เดอร์ริคสัมผัสได้ว่า สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวยังอยู่ใน
ร่างกายตน เพียงแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เด็กหนุ่มยืนเหม่อลอยเป็นเวลานาน ก่อนจะได้สติกลับมา
หลังจากท้องฟั้าด้านนอกกะพริบแสงฟั้าผ่าวูบวาบสองสามหน
เดอร์ริคก้มมองหลังมือขวาสลับกับเศษบอลคริสตัลแตก
ละเอียดบนพื้นเป็นระยะ
จากนั้น เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องนอนบิดามายัง
ห้องนั่งเล่น และเปิดประตูเดินออกจากบ้านเพื่อแหงนศีรษะมอง
ท้องฟั้าด้านบนด้วยแววตาลุ่มลึก
ท้องฟั้ากำลังสว่างวูบวาบจากผลของพายุสายฟั้า
แปรเปลี่ยนให้เมืองเงินพิสุทธิ์ถูกฉาบด้วยแสงสีเงินอมขาว
ตามมาพร้อมเสียงฟั้าคำรามกึกก้องเป็นระยะ
โลกแห่งความมืด ปราศจากแสงเดือนแสงตะวันโดยสิ้นเชิง
บรรยากาศรอบตัวช่างเปล่าเปลี่ยวและอ้างว้าง รุนแรงพอจะกัด
กินจิตใจผู้คนให้ห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
เดอร์ริคกำหมัดแน่น นัยน์ตาของมันหาได้เจือปนความสุข
หรือตื่นเต้น เด็กหนุ่มยังคงเปียมด้วยอารมณ์คุกรุ่น
อย่างไรก็ตาม มันมีจุดหมายของชีวิตแล้ว
…
ฟูั่ว! ดูเหมือนตนจะหลอกลวงสมาชิกใหม่สำเร็จ จะพูดแบบ
นั้นคงไม่ถูกนัก ต้องใช้คำว่า มันคัดกรองสมาชิกใหม่สำเร็จแล้ว
ต่างหาก
ไคลน์ส่ายศีรษะ มันกล่าวติดตลกเกี่ยวกับสถานการณ์
ปัจจุบันของชุมนุมไพ่ทาโรต์
หัวหน้าองค์กรลับ เดอะฟูล ยังเป็นเพียงผู้วิเศษลำดับเก้า
เส้นทางนักทำนาย ผู้วิเศษสายสนับสนุนของแท้ ไม่มีพลังต่อสู้
หวือหวา
และเพิ่งย่อยโอสถสมบูรณ์ได้ไม่นาน
กลับกัน จากคำบอกเล่าของเดอะซัน เมืองเงินพิสุทธิ์มี
ผู้วิเศษลำดับสี่อย่างน้อยสามคน!
“หลังจากแจ้งหัวหน้าเรื่องเทคนิคสวมบทบาทรอบถัดไป
เราจะยื่นคำร้องขอเลื่อนลำดับอย่างเป็นทางการ หากกลายเป็น
ตัวตลกเมื่อไร คงเปลี่ยนสถานะตัวเองกลายเป็นสายบู๊ได้สักที่
เบื่อต้องคอยสนับสนุนแล้ว”
ไคลน์ไม่คิดแช่ตัวเองบนมิติสายหมอกนานนัก สถานที่แห่งนี้
ไม่ใช่บ้านตน มันรีบรวบรวมสมาธิ ส่งตัวเองกลับลงมายังโลก
จริงเบื้องล่าง
หลังจากอดทนผ่านเสียงกระซิบแหบพร่า ชายหนุ่มกวาด
สายตามองรอบตัวพลางสลายกำแพงวิญญาณทิ้ง
มันหยิบกุญแจห้องใส่กระเปั๋าเสื้อ ล็อกห้องให้เรียบร้อยและ
เดินออกไปยังทางเดิน อันดับแรก ไคลน์มุ่งหน้าไปยังห้องพักที่
ดันน์จองไว้สำหรับสองคน
เมื่อเห็นว่าดันน์และฟรายยังไม่กลับ ชายหนุ่มเดินลงไปยังล็
อบบี้ชั้นล่างสุด เพื่อนำกุญแจห้องพักใหม่ไปคืน
เมื่อเจ้าของโรงแรมเห็นไคลน์ มันเหลือบมองนาฬิกาแขวน
ก่อนจะยกนิ้วโปั้งให้ชายหนุ่ม พร้อมกับรอยยิ้มมีเลศนัย
“อึดมากพ่อหนุ่ม!”
เห…? หมอนี่ต้องเข้าใจอะไรผิดแน่
จริงสินะ หลังจากเห็นตนเช่าห้องพักเพียงหนึ่งชั่วโมง
เจ้าของคงนึกว่ามันแอบทำเรื่องบนเตียงกับสาว
แต่ไคลน์ไม่คิดปฏิเสธ
ปล่อยให้เข้าใจผิดแบบนี้ดีแล้ว เจ้าของโรงแรมจะได้ไม่กล้า
บอกหัวหน้าและฟรายว่า ตนแอบเช่าห้องเพิ่มโดยไม่บอกกล่าว
ไคลน์ตัดสินใจออกไปเดินเล่นสักพักเพื่อไม่ให้ดันน์และฟ
รายผิดสังเกต จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสม ชายหนุ่มใช้ลูกตุ้ม
วิญญาณทำนายว่าตนควรกลับโรงแรมได้หรือยัง
คำตอบเป็นเชิงบวก
ไคลน์เดินกลับโรงแรมและตรงขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร
ทันที่ หลังจากเปิดประตูห้องเข้าไป มันเห็นดันน์และฟรายกำลัง
นั่งวิเคราะห์คดีอย่างออกรส ไม่ผิดไปจากจินตนาการสักเท่าไร
“พวกเราสามารถยืนยันได้ว่า วิญญาณอาฆาตเริ่มปรากฏ
ตัวเมื่อสามเดือนก่อน”
เมื่อเห็นไคลน์ปิดประตูและเดินเข้ามานั่งล้อมวง ดันน์หันมา
สรุปให้ฟังอย่างคร่าว
ไคลน์พยักหน้ารับ
“การสอบปากคำของผมก็ได้ผลลัพธ์ในลักษณะ
เดียวกัน”
มันอธิบายแจงแจกเหตุการณ์สำคัญทั้งหมด ก่อนจะกล่าว
เสริมด้วยรอยยิ้ม
“…และผมยังได้พบกับชาวบ้านคนหนึ่ง หมอนั่นชื่อว่า
เกรย์อันธพาล กล่าวอ้างว่าตนเองมีภาพวาดสีน้ำมันของบารอน
ลามุดที่หนึ่ง สมบัติเก่าแก่อายุยาวนานนับพันปี”
ดันน์รีบถามแทรกด้วยสีหน้ากังวล
“อย่าบอกนะว่าคุณซื้อมา”
หัวหน้า คุณคิดว่าผมโง่ขนาดนั้นเชียว
ไคลน์ยิ้มแห้งก่อนอธิบายเสริม
“ไม่ครับ ถึงผมจะเป็นนักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ แต่ก็
ไม่ได้คลั่งไคล้ขนาดนั้น ด้วยความรู้จากมหาวิทยาลัย ผม
สามารถแยกแยะได้เบื้องต้นว่า สมบัติเก่าแก่ชนิดใดเป็นของจริง
และของปลอม ยิ่งไปกว่านั้น…ฮะฮะ! ภาพวาดบารอนลามุด
ละม้ายคล้ายคลึงอาจารย์ประวัติศาสตร์คนหนึ่งจนน่าตกใจ เขา
ชื่อมิสเตอร์อะซิก”
ไคลน์ไม่ลืมเล่าสิ่งสำคัญ เพื่อให้ตนไม่เดือดร้อนตามมาใน
ภายหลัง
เป็นดังคาด ดันน์มิได้ใส่ใจข้อมูลดังกล่าวมากนัก เพียงบีบ
นวดขมับ และเริ่มเล่าสถานการณ์ฝังตัวเอง
“ยิ่งเป็นหมู่บ้านใกล้กับโบราณสถานเช่นนี้ ไม่แปลกหาก
ชาวบ้านจะนำ ‘สมบัติเก่าแก่’ จำนวนไม่น้อยมาเสนอขายให้
คนนอกอย่างพวกเรา ผมเองก็ถูกชาวบ้านคนหนึ่งตื้อให้ซื้อแก้ว
ไวน์ของบารอนลามุดเช่นกัน ได้ยินว่าทำมาจากเงินแท้”
“ใครบางคนพยายามขายตราประจำตระกูลลามุดกับผม
อ้างว่าบรรพบุรุษของตนลอบเข้าไปขโมยมาจากปราสาทกับ
มือ”
ฟรายอธิบายเสียงเรียบ · ไคลน์ซักถาม
“แล้วพวกคุณได้ซื้อมาไหม”
ชายหนุ่มพลันหันมองฟราย ทั้งสองประสานสายตาอย่าง
เงียบงันสักพัก ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดออกมา
“ภารกิจถัดไปของคุณกับฟรายคือ นำสมบัติวิเศษ 3-
0782 ออกไปนอกเมืองในจุดปลอดผู้คน ไม่อย่างนั้น แขกของ
โรงแรมได้กลายเป็นพวกเสียสติกันหมดแน่ และจะเอาแต่
สรรเสริญดวงอาทิตย์อย่างบ้าคลั่ง แล้วใครจะไปก่อน คุณหรือฟ
ราย”
ดันน์ถามขณะมองไคลน์
“ผมเอง” ชายหนุ่มอมยิ้ม
“ตอนนี้ยังไม่ดึกมาก ผมจะได้กลับมาหลับยาวทีเดียว
ผลัดเวรรอบละสองชั่วโมงใช่ไหม”
“ถูกต้อง ฟราย คุณเดินตามไคลน์ไปด้วย จะได้ทราบว่า
ต้องผลัดเวรในจุดใด”
ดันน์หันไปมองผู้เก็บซากศพ ก่อนหน้านี้ หลังจากทั้งสาม
แยกย้ายกันไปสอบปากคำชาวบ้านราวสองชั่วโมง ดันน์ได้มอบ
3-0782 ให้ฟรายถือแทนกลางคัน เพราะตัวมันใกล้ถึงขีดจำกัด
เต็มที่ ส่วนฟรายและไคลน์ได้ฟืนฟูร่างกายมาแล้วบางส่วน
เพราะอยู่ห่างจากรัศมีเกิน สิบห้าเมตรเป็นเวลานาน
สำหรับฟราย มันจะถือ 3-0782 ได้อีกไม่เกินสามชั่วโมง
หากต้องผลัดเวรนานสองชั่วโมงเต็ม เกรงว่าเวลาจะกระชั้นชิด
เกินไป
ถ้าเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้น ฟรายอาจกลายเป็นไอ้งั่ง
ตลอดกาล ดันน์จึงแสดงสีหน้าโล่งใจเมื่อเห็นไคลน์เป็นผลัดแรก
“ตกลง”
ผู้เก็บซากศพ ฟราย นำตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่บิดเบือน
ออกจากกระเปั๋าเสื้อและยื่นให้ไคลน์
ชายหนุ่มรับไว้ด้วยสีหน้าสนใจ แผ่นโลหะดังกล่าวค่อนข้าง
อบอุ่น คล้ายกับมีของเหลวอุณหภูมิสูงบรรจุอยู่
แสงสว่างอ่อนโยนแผ่ออกมาเป็นระยะพร้อมกลิ่นหอมสด
ชื่น ลักษณะของแสงคล้ายคลื่นกระเพื่อมเล็กๆ
ขณะเดียวกัน ไคลน์สัมผัสได้ว่า ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยัน
กำลังชะล้างจิตใจตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากมลทิน
แน่นอน สมบัติวิเศษทุกชนิดมาพร้อมผลข้างเคียงรุนแรง
และเลวร้าย หากไม่ระวังให้ดี ชะตากรรมอาจหดหู่ยิ่งกว่าตาย
ทั้งเป็น
ไคลน์เตือนสติตัวเองขณะหยิบ 3-0782 เก็บเข้ากระเปั๋าเสื้อ
นอก
หลังจากตรวจสอบไม้ค้ำ ปืนพก และยันต์จนมั่นใจ ชาย
หนุ่มเดินออกจากโรงแรมพร้อมกับฟราย จุดหมายปลายทางคือ
เขตปั่าด้านนอกหมู่บ้านลามุด
ทั้งสองเดินวนจนพบปั่าร้างปลอดผู้คน สภาพไม่รกรุงรังมาก
เหมาะแก่การอาศัยเป็นเวลานาน ประเมินด้วยสายตาคงปลอด
สัตว์ร้ายหรือแมลงพิษ ห่างไกลจากชาวบ้านเกินรัศมี สิบห้า
เมตรแน่นอน
“ถ้าใครมาใกล้ คุณต้องรีบไล่ทันที”
ฟรายออกปากเตือนเสียงเรียบ
“แล้วผมจะมาผลัดเวรในอีกสองชั่วโมง”
“ขอบคุณ” ไคลน์ฉีกยิ้ม
หลังจากเห็นฟรายเดินกลับหมู่บ้าน ไคลน์ชำเลืองมองหิน
ก้อนใหญ่ใกล้ตัว ชายหนุ่มเดินไปเด็ดใบไม้ เพื่อใช้ขัดถูผิว
ด้านบนของหินก้อนใหญ่ให้สะอาด
เมื่อจัดการเสร็จสรรพ ชายหนุ่มปาดนิ้วชี้ลงบนผิวหินและ
หงายขึ้นมาดู เพื่อให้แน่ใจว่าหินสะอาด เหมาะสำหรับทิ้งตัวลง
นั่ง
หลังจากพบว่าไม่สกปรก ไคลน์บรรจงหย่อนก้นด้วยสีหน้า
ผ่อนคล้าย
…
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงันนานหลายนาที่ ไคลน์จ้องมอง
ความมืดมิดรอบตัว ผืนปั่าแห่งนี้มีบรรยากาศชวนขนหัวลุก
พอประมาณ
ชายหนุ่มตัดสินใจลุกยืน หยิบขวดบรรจุผงสมุนไพรหลาย
ชนิดจากช่องลับกระเปั๋าเสื้อ และบรรจงโปรยพวกมันรอบหิน
ก้อนใหญ่
หลักๆ จะเป็นผงสมุนไพร น้ำมันสกัด รวมถึงผงรัตติกาล
ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อท่องบทสวดภาษาเฮอร์มิสจบ วัตถุดิบวิเศษรอบตัว
ไคลน์เริ่มก่อรูปร่างเป็นกำแพงวิญญาณรายล้อมหินก้อนใหญ่ไว้
มันสร้างกำแพงวิญญาณระดับพื้นฐานด้วยเหตุผลสองข้อ
หนึ่งคือ ไคลน์ไม่ต้องการพึ่งพาสัมผัสวิญญาณของนักทำนาย
มากเกินไป หากถูกภูตผีหรือวิญญาณอาฆาตลอบจู่โจม ตัวมัน
จะได้ปลอดภัยระดับหนึ่ง
ส่วนเหตุผลข้อสอง มันไม่ต้องการเผชิญมวลหมู่แมลงน่า
รำคาญ กำแพงวิญญาณจะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมกว่าสเปรย์
ไล่แมลงนับร้อยเท่า!
ไคลน์นั่งลงอย่างสบายใจ มันควักตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยัน
ออกมาเชยชมด้วยความสงสัยใคร่รู้
สมบัติชิ้นนี้กลายมาเป็นของวิเศษได้อย่างไร ชายหนุ่มอมยิ้ม
อย่างมีเลศนัย
ใช่แล้ว มันคิดใช้พลังทำนายค้นหาแหล่งกำเนิด รวมถึง
เรื่องราวเบื้องหลังของ 3-0782
ไคลน์ไม่รีรอ มันหยิบปากกาและกระดาษออกมาถือ ใน
ฐานะนักทำนาย สองสิ่งนี้จะถูกพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อให้
ประกอบพิธีทำนายได้รวดเร็วและทุกสถานการณ์
ประโยคทำนายถูกเขียนลงกระดาษ :
“ต้นกำเนิดของตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่บิดเบือนในมือ
เรา”
เมื่อหลับตาท่องครบเจ็ดครั้ง ไคลน์เข้าฌานและสะกดจิตให้
ตัวเองหลับ
แต่ภาพที่มันเห็นกลับมีเพียง ท้องฟั้ามืดสนิทไร้ก้นบึ้ง
รวมถึงจุดแสงสีขาวขนาดเล็กกระจายทั่วทุกมุม คล้ายกับ
ท้องฟั้าเปิดยามค่ำคืนตามปรกติ
ถัดมา ฉากความฝันดับลง ไคลน์ไม่ได้รับผลคำทำนายใด
นั่นสินะ โบสถ์รัตติกาลไม่มีทางเลินเล่อขนาดนั้น พวกมัน
ต้องปั้องกันมิให้ผู้วิเศษเส้นทางนักทำนาย ใช้พลังค้นหาต้น
กำเนิดอยู่แล้ว ผลลัพธ์จึงออกมาล้มเหลวเช่นเมื่อครู่
ไคลน์ถอนหายใจผิดหวัง จากนั้นก็นึกสงสัยว่า หากตน
ทำนายโดยไม่ถูกพลังภายนอกแทรกแซง ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
ยิ่งความคิดดังกล่าวโลดแล่น อาการสงสัยและอยากรู้อยาก
เห็นพลันเพิ่มพูน
หลังจากลังเลนานกว่าสิบนาที่ ชายหนุ่มไม่ทนอีกต่อไป มัน
รีบเดินถอยหลังจัตุรัสพร้อมกับท่องคาถาส่งตัวเองเข้าสู่มิติสาย
หมอก
คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง แถวนี้ไม่มีบ้านคนสักหลัง และ
หากไม่ครบสองชั่วโมง เหยี่ยวราตรีคงไม่ย้อนกลับมา แถม
รอบตัวมีกำแพงวิญญาณช่วยคุ้มกันจากวิญญาณอาฆาต
ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างคล้ายวังสวรรค์ ไคลน์กำลังนั่งบนเก้าอี้
ประธานชุมนุมไพ่ทาโรต์ มันใช้พลังวิญญาณเสกกระดาษหนัง
และปากกาหมึกซึมสีดำวางบนโต๊ะทองแดงยาว
ในมือซ้ายกำลังถือตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยัน รูปทรง
เหมือนกับบนโลกจริงทุกประการ แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำลอง
“เหมือนกระทั่งผิวสัมผัส…”
ไคลน์ใช้ปลายนิ้วลูบคลำ 3-0782 ขนาดเท่าครึ่งกำปันทุก
ซอกมุม สัมผัสตอบสนองไม่ต่างจากของจริงเลยสักนิด
หืม…เกิดจากจินตนาการอันสมจริงของตนอย่างนั้นหรือ
หากไม่เคยสัมผัสมาก่อน จะยังเกิดความรู้สึกแบบนี้อยู่หรือไม่
ถัดมา ไคลน์เริ่มพิธีทำนายโดยการเขียนข้อความลงบน
กระดาษหนัง :
“ต้นกำเนิดของตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่บิดเบือนในมือ
เรา”
เมื่อครบเจ็ดครั้ง ชายหนุ่มถือแผ่นกระดาษด้วยมือขวา และ
ถือสมบัติวิเศษ 3-0782 ด้วยมือซ้าย ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้
และสะกดจิตตัวเองจนหลับ
ท่ามกลางโลกความฝันอันพร่ามัว ไคลน์มองเห็น ‘หยด’
ของเหลวสีทองอร่าม ส่องสว่างเจิดจ้าจวนเจียนแสบตา กำลัง
ลอยนิ่งกลางอากาศ มอบความอบอุ่นไปยังทุกรูขุมขนของ
ร่างกาย ยอดเยี่ยมชนิดอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก
ใต้หยดของเหลวเป็นแท่นบูชาลึกลับและบุรุษปริศนา มัน
สวมชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้าน ยืนแหงนมองหยดทองจาก
ด้านล่าง
บุรุษชุดคลุมขาวกำลังยืนหันหลังให้ไคลน์ ทันใดนั้น มันเซ
ล้มเข้าหาแทนบูชาคล้ายกับพลังชีวิตถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น
เมื่อของเหลวสีทองสัมผัสกับวัตถุคล้ายตราศักดิ์สิทธิ์แห่ง
สุริยันในมือบุคคลปริศนา หยดของเหลวบางส่วนเริ่มไหลซึมเข้า
3-0782 จนเริ่มแผ่แสงสว่างอบอุ่น
ความฝันจบลงเท่านี้ ไคลน์ลืมตาขึ้นภายในห้วงมิติสาย
หมอกไร้ขอบเขต
หยดของเหลวสีทองนั่น ต้องวิเศษขนาดไหนกัน จึงสามารถ
‘เก็บรักษา’ พลังวิญญาณปริมาณมหาศาลได้จนถึงปัจจุบัน
อายุของ 3-0782 คงไม่ต่ำกว่าสิบปีแน่ แต่พลังชำระล้าง
และผลข้างเคียง กลับยังทรงพลังจนน่าเหลือเชื่อ
ของเหลวสีทองคืออะไรกันแน่ เป็นวัตถุดิบวิเศษขั้นสูงอย่าง
นั้นหรือ ไคลน์ถือ 3-0782 ในมือซ้ายพลางก้มหน้าครุ่นคิดหา
คำตอบ
หลังจากผ่านไปราวหนึ่งนาที่ ชายหนุ่มผุดความคิดใหม่ขึ้น
บางทีอาจมีวิธี ‘แยก’ หยดของเหลวสีทองออกจาก 3-0782
ในมือตน
ในเมื่อไม่ใช่วัตถุเนื้อเดียวกันแต่แรก โอกาสแยกออกจากกัน
ใช่ว่าจะเป็นศูนย์
ทันทีที่เกิดความคิดดังกล่าว ของเหลวสีทองพลันถูกแยก
ส่วนออกจากตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันในพริบตา
ตราโลหะศักดิ์สิทธิ์เย็นชืดทันที่ ปราศจากแสงสว่างและ
ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
หยดของเหลวสีทองปริมาณไม่มาก กำลังลอยกลางอากาศ
ตรงหน้าตน
ไคลน์จ้องมองด้วยดวงตาเบิกโพลงสุดขีด มันกล่าว
สรรเสริญพลังของห้วงมิติสายหมอกภายในใจ
สถานที่แห่งนี้สามารถจำลองเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นบน
โลกความจริงได้ด้วยหรือ แถมยังทำสำเร็จในพริบตาเพียงแค่คิด
ไม่ต้องออกแรงแม้ปลายนิ้ว
นี่มัน…ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์
หรืออีกนัยหนึ่ง ตนสามารถทดสอบสิ่งใดก็ได้บนห้วงมิติแห่ง
นี้ โดยไม่ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงในโลกความจริง!
“ต้นกำเนิดของเหลวสีทอง”
ไคลน์ฉีกยิ้มกว้าง มันก้มหน้าเขียนข้อความทำนายใหม่ด้วย
ความรู้สึกตื่นเต้น