ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 140 รนหาที่ตายเก่ง
“ต้นกำเนิดของเหลวสีทอง”
หลังจากท่องครบเจ็ดครั้ง ไคลน์เอนหลังพิงเก้าอี้พลางใช้มือ
ขวาถือแผ่นกระดาษหนัง มือซ้ายคว้าหยดของเหลวสีทองไว้
ชายหนุ่มไม่มั่นใจว่า ตนสามารถทำนายหาสิ่งของจำลองได้
หรือไม่ เพราะหยดของเหลวสีทองยังไม่ถูกนำออกจาก 3-0782
ในโลกความจริง แต่ไคลน์อยากทดสอบ มันสามารถทำอะไรก็ได้
บนมิติสายหมอกแห่งนี้
นัยน์ตาชายหนุ่มเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นเกือบดำ เป็นผล
ของการเข้าฌาน
มันหลับตาลงและสะกดจิตตัวเองให้ฝัน ทันใดนั้น ภาพ
ตรงหน้าก่อตัวเป็นฉากเหตุการณ์พร่ามัว
ขณะทุกสิ่งในความฝันกำลังโกลาหล ทันใดนั้น ดวงอาทิตย์
สีทองสว่างเจิดจ้า พลันปรากฏตัวกึ่งกลางฉากอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย
มาพร้อมเสียงระเบิดบางเบาแต่ชวนให้เย็นสันหลัง ดังก้องห้วง
มิติความฝันของไคลน์
แสงสว่างทั้งบริสุทธิ์และเข้มข้นจนชายหนุ่มรู้สึกแสบตา
ชั่วอึดใจถัดมา ทุกสรรพสิ่งในการมองเห็นได้ถูกเปลวเพลิง
ทองอร่ามแผดเผาฉับพลัน
บึ้ม!
ไคลน์ถูก ‘ผลัก’ ออกจากความฝันโดยไม่ทันตั้งตัว เปลว
เพลิงสีทองกำลังลุกท่วมร่างกายชายหนุ่มภายในมิติสายหมอก
อวัยวะทุกส่วนของร่างกายถูกไฟคลอกทั้งเป็น
สติไคลน์กระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อ มันมิอาจรวบรวม
สมาธิเพื่อจดจ่อสิ่งใด หัวสมองเผชิญความปันปั่วนและหมุน
เคว้ง
ครืนนนน…!
วังสวรรค์โอ่อ่าภายในห้วงมิติสายหมอกเริ่มพังครืน ไม่ว่าจะ
เป็นโดมหลังคาสูง เสาหินต้นใหญ่ โต๊ะทองแดงยาวเก่าแก่ เก้าอี้
พนักสูงจำนวนกว่ายี่สิบตัว ทุกสิ่งถูกทำลายจนพังพินาศ เศษหิน
กระจัดกระจายถ้วนทั่ว โต๊ะทองแดงแหลกละเอียดชิ้นเล็กชิ้น
น้อย
สามวินาที่ หายนะเกิดกับไคลน์และมิติสายหมอกเพียงสาม
วินาทีถ้วน
จากนั้น ความสงบสุขเริ่มกลับคืน ประหนึ่งเหตุการณ์ก่อน
หน้าเป็นแค่ความฝัน
เปลวเพลิงสีทองบนตัวไคลน์ดับสนิท เหลือทิ้งไว้เพียง
ผิวหนังไหม้เกรียมทุกรูขุมขน เสียงร้องครวญครางจากลำคอดัง
แผ่วเบา
แต่อย่างน้อยก็ได้รับสตินึกคิดกลับคืนมา
ไคลน์ใช้แขนสองข้างพยุงตัวขึ้นจากเก้าอี้ เรี่ยวแรงยัง
กลับคืนมาไม่ครบ การเคลื่อนไหวจึงเป็นไปอย่างทุกลักทุเล
อารมณ์หวาดผวาจากเหตุการณ์ประหลาดเมื่อครู่ยังคุกรุ่น
มันไม่เคยคิดมาก่อน ว่าเทคนิคทำนายจะมอบผลลัพธ์
หายนะเช่นนี้ได้
ชายหนุ่มหายใจหอบ สายตากวาดมองรอบตัวเพื่อสำรวจ
ความเสียหาย
ท้องพระโรงวังสวรรค์พังพินาศหนักหน่วง หากพิจารณาว่า
มิติแห่งนี้ไม่เคยเกิดความเปลี่ยนแปลงใดมาก่อน เหตุการณ์เมื่อ
ครู่จึงถือเป็นหายนะไม่ธรรมดา
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
พลังทำนายของตน มุ่งตรงไปยังตัวตนสูงส่งเหนือ
จินตนาการอย่างนั้นหรือ
ไคลน์พยายามระงับความตื่นตระหนก สายตาชำเลือง
บาดแผลไหม้เกรียมตามลำตัว
หากไม่มีมิติสายหมอกช่วยปกปั้องไว้ มันอาจกลายเป็นซาก
ขี้เถ้าแล้วก็เป็นได้
โชคดีว่าไม่คิดสั้น ลงมือทำลายในโลกจริง
หรือว่าหยดของเหลวสีทองคือโลหิตเทพ ถ้าอย่างนั้น ดวง
อาทิตย์ภายในความฝันเมื่อครู่ เป็นร่างจริงของเทพสุริยันเจิด
จรัส หรือว่าเป็นร่างของหนึ่งในเทวทูตกันแน่
น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า
บ้าจริง…นี่ตนบังเอิญซวย เผลอจ้องมองเทพโดยไม่ได้
ตั้งใจ
ยิ่งครุ่นคิด ไคลน์ก็ยิ่งตระหนักได้ว่า ตัวมันเฉียดใกล้ความ
ตายมากเพียงใด
ถึงได้มีคำกล่าวว่า บุคคลโง่เขลาและไม่หวาดกลัวอันตราย
คือมนุษย์ประเภทรนหาที่ตายมากที่สุด
ในอนาคต ตนคงทำนายส่งเดชตามใจนึกคิดไม่ได้อีกแล้ว
เพราะไม่มีทางทราบเลยว่า จะบังเอิญดวงซวยจ้องมองเทพอีก
เมื่อไร
หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำสอง เกรงว่า แม้แต่มิติสายหมอก
ก็มิอาจปกปั้องได้ตลอดรอดฝัง
ไคลน์สาบานกับตัวเองว่าจะไม่ทำนายเกี่ยวกับของเหลวสี
ทองอีก ตัวตนสูงส่งในฉากความฝัน คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก
เทพสุริยันเจิดจรัส และการทำนายเมื่อครู่ อาจไปกระตุ้นให้อีก
ฝั่ายตื่นตัวและเตรียมรับมือ
ใช่แล้ว หนแรกอาจทีเผลอ เทพสุริยันเจิดจรัสจึงลงมือได้ไม่
ทันท่วงที่ แต่หากยังมีรอบต่อไปอีก รับรองได้เลยว่า แม้แต่มิติ
สายหมอกก็มิอาจรักษาชีวิตตนไว้ได้
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ไคลน์ตระหนักว่าร่างกายตนกลับ
เป็นปรกติแล้ว ปราศจากบาดแผลไหม้เกรียมจากเหตุการณ์
ก่อนหน้า แต่ร่างมายาเลือนรางลงจากเดิมมาก คล้ายกับภาวะ
สูญเสียพลังวิญญาณฉับพลัน
ชายหนุ่มเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นมานวดขมับพร้อมกับเพ่ง
สมาธิจินตนาการ ฟืนฟูมิติสายหมอกให้กลับคืนสภาพเดิม
เพียงไม่นาน สถานที่คล้ายกับวังสวรรค์ของคนยักษ์จาก
อดีต ถูกซ่อมแซมกลับคืนสภาพเก่า ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปให้
สมาชิกชุมนุมไพ่ทาโรต์สังเกตเห็น
ไคลน์นั่งลงบนเก้าอี้ มันอมยิ้มแห้งพลางกล่าวตำหนิตัวเอง
ติดตลก
ก็ไม่แย่เสียทีเดียว อย่างน้อยก็ได้ทราบว่า หากไม่ใช่ตัวตน
ระดับเทพหรือเทวทูต อีกฝั่ายจะไม่มีพลังทำลายมิติสายหมอก
ได้
หรือก็คือ หากเป็นสถานที่แห่งนี้ ตัวมันจะมีลูกพี่สุดแกร่ง
คอยหนุนหลังทุกสถานการณ์
เฮ่อ…แต่ถึงอย่างนั้น ตนก็ต้องเพิ่มหลักปฏิบัติใหม่ของนัก
ทำนายเข้าไป : ห้ามทำนายถึงสิ่งเกี่ยวพันกับตัวตนระดับสูง
เด็ดขาด!
รวมถึง ไม่ควรเปิดเนตรวิญญาณส่งเดช เพราะนั่นถือเป็น
การจ้องมองประเภทหนึ่ง ไม่มีทางทราบเลยว่า สายตาจะไป
กระทบกับหายนะในวันใดบ้าง และบนโลกภายนอก ตนไม่มีมิติ
สายหมอกคอยคุ้มกะลาหัว
หลังจากทบทวนตัวเองสักพัก ไคลน์ตระหนักว่ามีสิ่ง
ผิดปรกติเกิดขึ้นกับร่างกายตน
ความรู้ปริศนา…กำลังสั่นกระเพื่อมภายในหัวสมองของ
มันอย่างรุนแรง!
ใช่แล้ว ความรู้ใหม่!
แม้จะเป็นระยะเวลาแสนสั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไคลน์จ้อง
มองเทพสุริยันเจิดจรัสและรอดชีวิตกลับมาได้ แถมยังเป็นการ
มองเห็นขณะกำลังใช้เทคนิคทำนายฝัน หมายความว่า ไคลน์
ได้รับความรู้บางส่วน จากการจ้องมองอีกฝั่ายด้วยวิญญาณ
ดารา
ตามปรกติแล้ว การจ้องมองเทพจะมีโทษถึงแก่ความตาย
หรือไม่ก็หายนะไปตลอดชีวิต นั่นคือระบบปั้องกันเบื้องต้น เพื่อ
ไม่ให้ตัวตนระดับเทพถูกทำนายถึงง่ายนัก
ความรู้ใหม่จำนวนมากกำลังพรั่งพรูเข้าสู่หัวสมอง คล้ายกับ
บุคคลความจำเสื่อม ได้รับความทรงจำกลับมาหลังจากถูก
กระทบกระเทือนซ้ำ
ชายหนุ่มรีบหลับตาลงและพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ใหม่
อย่างละเอียด ไคลน์รีบเขียนสรุปลงกระดาษกันลืม
“1.ห้ามจ้องมองเทพ ‘โดยตรง’ เด็ดขาด 2.เทวทูตสี
ขาวโพลน 3.วิธีสร้างยันต์เพลิงสุริยัน หนึ่งในยันต์ระดับสูงของ
ขอบเขตเทพสุริยันเจิดจรัส ยันต์เพลิงสุริยันสามารถถนอมพลัง
ไว้ได้อย่างน้อยหนึ่งปี ขณะสร้างไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรม
สวดอ้อนวอนต่อเทพสุริยันเจิดจรัส เพียงแต่ต้องใช้สมบัติวิเศษ
3-0782 ร่วมในพิธีกรรมด้วย จุดประสงค์เพื่อย้ายพลังบางส่วน
จาก 3-0782 เข้าไปในยันต์”
“4.เทพสุริยันเจิดจรัส เป็นปรปักษ์กับรุนแรงกับเทพวายุ
สลาตัน และเทพแห่งปัญญาความรู้ 5.สูตรผลิตโอสถนักขับขาน
: วัตถุดิบหลักประกอบด้วย หนึ่ง ดอกทานตะวันคริสตัล หรือ
ขนหางวิหคศิลาอัคคี โตเต็มวัย หรือ ขนหางวิหคเพลิง และ
สอง ศิลาปีศาจทะเล หรือ ดอกทานตะวันขับขาน วัตถุดิบรอง
ประกอบด้วย หญ้าคิมหันต์ หนึ่ง ราก.ไวน์กรกฎ ห้า หยด.และ
ใบภูตทมิฬ 6.สูตรผลิตโอสถผู้ภาวนาแห่งแสง : วัตถุดิบหลักคือ
ศิลาเจิดจ้า หรือ ผงวิญญาณลุกไหม้ หรือ เลือดเม่นกระจกเงา
หรือ หัวใจปีศาจแม็กม่ายักษ์ วัตถุดิบรองประกอบด้วย : ดอก
ทานตะวันขอบทอง น้ำสกัดดอกหัวนก สาม หยด 7.สูตรผลิต
โอสถนักบวชแสง วัตถุดิบหลักไม่ปรากฏ วัตถุดิบรอง
ประกอบด้วย ผงโรสแมรี่ ห้า กรัม น้ำส้มทองคำ เจ็ด หยด น้ำ
สกัดจากหิน”
“8.สูตรผลิตโอสถลำดับสี่ ผู้เจิดจรัส วัตถุดิบหลักไม่
ตายตัว ประกอบด้วย โลหิตทองแห่งเทพ สกัดจากตราศักดิ์สิทธิ์
แห่งสุริยันที่บิดเบือน หรือสามารถทดแทนได้ด้วย ขนหางวิหค
เทพสุริยัน โตเต็มวัย สาม เส้น และก้อนสมบูรณ์ของศิลาเจิด
จ้า… ไม่พบวัตถุดิบรอง”
หลังจากเขียนได้แปดข้อ ไคลน์อ่านทบทวนอีกครั้งอย่าง
ตั้งใจ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะตามจิตใต้สำนึก
ชายหนุ่มพบว่า ตนได้รับข้อมูลน่าเหลือเชื่อเป็นจำนวนมาก!
อันที่จริง แค่เอาชีวิตรอดมาได้ ไคลน์ก็พึงพอใจจนหมดคำ
จะกล่าว แต่ปัจจุบัน มันกลับได้รับ ‘รางวัลรอดชีวิต’
เพิ่มเติมมหาศาล
เอกสารลับของเหยี่ยวราตรีทำให้ชายหนุ่มทราบว่า โบสถ์
สุริยันเจิดจรัส ได้ถือครองเส้นทางผู้วิเศษ ‘สุริยัน’ ไว้สมบูรณ์
ลำดับเก้า นักขับขาน ผู้วิเศษสายสนับสนุนด้านจิตใจและ
พละกำลัง สามารถปลุกความฮึกเหิมให้ตัวเองและพวกพ้องจาก
บทเพลง เป็น ‘อาชีพ’ เหมาะสำหรับล้างสมองให้สามัญชน
เปลี่ยนศาสนา คำพูดติดปากพวกมันคือ ‘เทพสุริยันจงเจริญ!’
ลำดับแปด ผู้ภาวนาแห่งแสง ชำนาญด้านพิธีกรรมใน
ขอบเขตของเทพสุริยัน แถมยังมีพลังรับมือวิญญาณเร่ร่อนและ
วิญญาณอาฆาตในระดับพื้นฐาน
ลำดับเจ็ด ข้ารับใช้เทพสุริยัน พลังไม่หนีจากลำดับแปดมาก
นัก แต่จะเสริมพลังพิธีกรรมขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว และเริ่มมี
เวทมนตร์ด้านแสงสว่างสนับสนุน
หรือก็คือ ตนได้รับสูตรผลิตตัวเต็มของโอสถลำดับเก้าและ
แปดเส้นทางสุริยัน แถมยังเป็นในชื่อปัจจุบัน มิใช่ชื่อเก่าให้ปวด
หัว
นี่คือผลจากการทำนายเทพสุริยันโดยตรง
ไคลน์ยิ้มอย่างพึงพอใจ
อันที่จริง หลังจากทราบว่าเดอะซัน สมาชิกใหม่ชุมนุมไพ่ทา
โรต์ ต้องการเป็นผู้วิเศษเส้นทางสุริยัน ไคลน์ผุดแผนหลอกใช้
แฮงแมนขึ้นมาทันที่
โบสถ์สุริยันเจิดจรัสและโบสถ์วายุสลาตันคือสองโบสถ์
เก่าแก่ของโลก ในฐานะอริ แต่ละโบสถ์ย่อมมีข้อมูลเส้นทาง
ผู้วิเศษของอีกฝั่าย สำหรับวิเคราะห์หาจุดอ่อนจุดแข็ง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากโบสถ์วายุสลาตันจะมีสูตรผลิตโอสถ
นักขับขานและนักบวชแห่งแสง ซึ่งเป็นผู้วิเศษลำดับต่ำเก็บไว้
แฮงแมนอาจไม่เคยใส่ใจ แต่ในเมื่อมันเป็นถึงนักเดินเรือ
ผู้วิเศษลำดับเจ็ด สถานะภายในโบสถ์ย่อมไม่ธรรมดา อาจเท่า
เทียมหรือด้อยกว่าดันน์·สมิทไม่มาก การเข้าถึงเอกสารลับจึง
ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่แผนการข้างต้นไม่จำเป็นอีกแล้ว หัวหน้าใหญ่แห่ง
องค์กรลับนอกรีต เดอะฟูล จัดการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองจน
ลุล่วง
ถึงจะเกือบตายก็เถอะ
แฮงแมน จัสติส เจ้าหนุ่มเดอะซัน พวกเจ้าจะรู้ไหมว่า
หัวหน้าของตนเพิ่งจ้องมองเทพและเกือบได้กลายเป็นซากขี้เถ้า
ไคลน์รำพันติดตลก แต่ร่างกายยังสั่นเทาจากความหวาด
ผวา สิ่งนี้เป็นของจริง
ชายหนุ่มก้มศีรษะอ่านข้อมูลบนแผ่นกระดาษหนังในมือ
เพิ่มเติม ความสนใจกำลังพุ่งตรงไปยังสูตรผลิตโอสถชนิดอื่น
นักบวชแสง…โอสถชนิดนี้จะใช่สิ่งเดียวกับ ‘ข้ารับใช้แห่ง
สุริยัน’ หรือไม่
เอกสารลับของเหยี่ยวราตรีไม่ได้กล่าวถึงชื่อเก่าในอดีตไว้
และคำทำนายของตนก็ไม่ได้ระบุถึงลำดับโอสถ
เป็นลำดับห้าหรือหกกันแน่
ส่วนลำดับสี่ ผู้เจิดจรัส นี่คือสูตรผลิตโอสถลำดับสูงชนิดแรก
ของตน น่าเสียดาย ข้อมูลของวัตถุดิบรองหายไป ในอนาคตจะ
มีโอกาสเติมเต็มช่องว่างตรงนี้หรือไม่
อีกหนึ่งเรื่อง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หยดของเหลวสีทองนั่น
จะเป็นโลหิตแห่งเทพสุริยันตามที่คิดไว้จริง
สำหรับไคลน์แล้ว สมบัติวิเศษ 3-0782 มีคุณค่ามากกว่า
ระดับสาม อย่างแน่นอน อาจเทียบเท่าสมบัติวิเศษระดับหนึ่ง
เลยด้วยซ้ำ
แต่ก็พอเข้าใจได้ การจำแนกระดับสมบัติวิเศษเกิดจาก
หลายปัจจัย ทั้งความอันตรายของผลข้างเคียง ความยากในการ
รับมือ และประสิทธิภาพต่อซอมบี้หรือวิญญาณอาฆาต
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหยี่ยวราตรีจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่
พวกมันไม่มีทางทำนายหาต้นกำเนิดหยดของเหลวสีทองได้แน่
หรือต่อให้มีใครทำได้จริง แต่มันผู้นั้นคงไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว นอก
เสียจากเทพธิดารัตติกาลจะลงมือด้วยตนเอง
หากเดาไม่ผิด ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันที่บิดเบือนอาจรับมือ
ได้แม้กระทั่งวิญญาณร้าย แต่วิญญาณร้ายคงไม่โผล่ออกมาให้
ทดสอบประสิทธิภาพของวิเศษง่ายนัก
คงไม่มีเหยี่ยวราตรีหน่วยไหน ออกปฏิบัติการด้วยความคิด
ทำนองว่า :
‘หัวหน้า ในเมื่อพวกเราต้องไปสู้กับวิญญาณร้ายสุดโฉด
ที่สามารถสังหารผู้วิเศษลำดับสี่ได้ในพริบตา มาทดสอบพลัง
สมบัติวิเศษชิ้นใหม่กันเถอะ!’
จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง
ในฐานะเหยี่ยวราตรี ตนไม่สามารถครอบครอง 3-0782
เป็นสมบัติส่วนตัวได้ก็จริง แต่สามารถหาโอกาส ‘ขโมยพลัง’
โดยการประกอบพิธีสร้าง ‘ยันต์เพลิงสุริยัน’
เฮ่อ…น่าเสียดาย
อุปกรณ์ในปัจจุบันไม่เพียงพอให้ทำเช่นนั้น เหยี่ยวราตรี
อย่างตน จะพกวัตถุดิบสำหรับประกอบพิธีกรรมโบสถ์สุริยันติด
ตัวตลอดเวลาได้อย่างไร
ชายหนุ่มนวดหน้าผากด้วยสีหน้าเสียดาย
…
หลังจากปล่อยเวลาผ่านไปสักพัก มิติสายหมอกไม่มี
เหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น หมายความว่าเทพสุริยันเจิดจรัสไม่ได้
ตามมาเอาเรื่องตน หรืออาจพยายามแล้ว แต่ไม่พบร่องรอย
ห้ามจ้องมองเทพ ตนจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด
ว่าแต่ เหตุใดเทพสุริยันเจิดจรัส ถึงเป็นอริร้ายแรงกับเทพ
วายุสลาตันและเทพแห่งปัญญาความรู้กันนะ
แล้วก็เทวทูตสีขาวโพลนคืออะไร
…
ความสงสัยอีกหลายข้อกำลังโลดแล่นภายในสมองชายหนุ่ม
จนกระทั่งห้วงความคิดเริ่มเชื่องช้าอืดอาด ร่างกายสัมผัสถึง
ความอ่อนเพลีย เป็นสัญญาณของการสิ้นเปลืองพลังวิญญาณ
ตนอยู่บนมิติแห่งนี้นานแค่ไหนแล้ว
ไคลน์ไม่รีรอ มันตัดสินใจกลับโลกปรกติทันที่ ภายในใจ
กังวลว่า อาจมีอุบัติเหตุเกิดกับร่างหลัก
ก่อนขึ้นมายังมิติสายหมอก ไคลน์คิดว่าคงใช้เวลาทำนายไม่
นานนัก ราวสองสามนาที่ เพราะประเด็นสงสัยมีเพียงไม่กี่ข้อ
หากมีวิญญาณเร่ร่อนพุ่งกระทบกำแพงวิญญาณบนโลกจริง
จิตของไคลน์ภายในมิติสายหมอกจะสัมผัสถึงทันที่ จึงไม่ต้อง
กังวลให้มากนัก
แต่ความซวยทำให้ชายหนุ่มต้องเผชิญประสบการณ์เฉียด
ตาย ห้วงมิติปันปั่วน และข้อมูลใหม่ทำให้เสียเวลาย่อยนาน
หลายนาที่
ไคลน์เริ่มเกรงว่า กำแพงวิญญาณด้านนอกอาจสูญเสีย
พลังงานไปแล้วหลายส่วน
ขณะเดียวกัน มันรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อต้องกลับโลกเบื้องล่าง
ชายหนุ่มกังวลว่า ร่างจริงของตนจะถูกทักทายด้วยแสงชำระ
ล้างจากเทพสุริยันหรือไม่ และสมบัติวิเศษ 3-0782 จะยังคง
สภาพสมบูรณ์ดังเดิมไหม
…
เมื่อลืมตาขึ้น แสงสลัวของจันทร์แดงส่องลอดเข้ามาในการ
มองเห็น รอบตัวยังคงเป็นความมืดมิด ผืนปั่ารกร้าง รวมถึง 3-
0782 สภาพสมบูรณ์ในมือ
หลังจากหายใจเข้าออกอย่างตื่นตระหนกนานหลายนาที่
ไคลน์เริ่มผ่อนคลายลง
เทพสุริยันคงไม่ตามมาเอาเรื่องแล้วกระมัง
ฟูั่ว…ชายหนุ่มถอนหายใจสุดปอดด้วยสีหน้าปลอดโปร่ง
ประสบการณ์เฉียดตายไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลยสักนิด