ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 18 ต้นกำเนิดและสาเหตุ
หลังจากได้ยินคำถามไคลน์ ดันน์เหลือบมองนอกหน้าต่าง
บานที่ตรงกับประตูยานิส มันหยิบกล้องยาสูบขึ้นมา ยัดยาสูบ
และใบมินต์ลงไป จากนั้นก็ยกขึ้นสูดดมบริเวณจมูก
ดันน์กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานและลื่นไหล
“มีเพียงบ้านเท่านั้นที่ฉันสามารถดื่มด่ำกลิ่นของยาสูบ
และใบมินต์ได้เต็มปอด… ไคลน์ นายรู้จักเทวตำนานต้น
กำเนิดไหม?”
“ทราบครับ เมื่อก่อน ผมต้องเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
เรียนคำสอนจากมหาคัมภีร์แห่งรัตติกาลโดยตรง ตำราเล่มหลัก
ที่ใช้คือ หนังสือแห่งปัญญา และจดหมายเหตุจากนักบุญ ตำรา
ทั้งสองชนิดมีการกล่าวถึงเทวตำนานต้นกำเนิดไว้”
ไคลน์พยายามรีดความทรงจำจากไคลน์คนก่อน จังหวะการ
พูดเริ่มช้าลง
“พระผู้สร้างตื่นจากการหลับใหลในห้วงจักรวาลต้น
กำเนิด จากนั้นได้ทำลายความมืดมิดที่ปกคลุมจนเกิดเป็นแสง
สว่างแรกของโลก ถัดมาไม่นาน พระผู้สร้างตัดสินใจหลอมรวม
ตัวเองเข้ากับจักรวาลโดยสมบูรณ์ ร่างกายกลายเป็นผืนปฐพี
และท้องฟั้า ดวงตาหนึ่งข้างกลายเป็นดวงตะวัน อีกหนึ่งข้าง
กลายเป็นจันทราแดง โลหิตทุกอณูไหลเวียนแทนสายน้ำและ
ทะเล หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่งบนโลก…”
ไคลน์ชะงักอย่างไม่มีทางเลือก ความทรงจำไคลน์คนก่อนไม่
ปะติดปะต่อและเลือนทาง มันจำได้เพียงว่า ต้นกำเนิดของโลก
ใบนี้คล้ายคลึงกับตำนานพระเจ้าผานกู่ของจีนมาก
น่าฉงนไม่น้อยที่ผู้คนจากโลกคนละใบกลับมีจินตนาการ
คล้ายคลึงกันหลายส่วน โดยเฉพาะด้านเทวตำนานและตำนาน
ทั่วไป
เมื่อเห็นไคลน์ ‘ติดขัด’ ดันน์·สมิทช่วยกล่าวเสริม
“ปอดกลายเป็นเอลฟ หัวใจกลายเป็นคนยักษ์ ตับ
กลายเป็นเผ่าพฤกษา สมองกลายเป็นมังกร ไตกลายเป็น
อสรพิษนภา เส้นผมกลายเป็นวิหคอมตะ หูกลายเป็นหมาปั่า
อสูร ปากและฟันกลายเป็นสัตว์กลายพันธุ์ ของเหลวในร่างกาย
ที่เหลือกลายเป็นสัตว์ทะเล โดยเฉพาะนากา กระเพาะอาหาร
ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่กลายเป็นปีศาจและวิญญาณชั่วร้ายหลาย
ชนิด ดวงจิตแบ่งออกเป็นสามส่วน ประกอบด้วยเทพสุริยันเจิด
จรัส เทพแห่งวายุสลาตัน และเทพแห่งความรู้และ
ปัญญา…”
“สติปัญญาของพระผู้สร้างกลายเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ และ
นั่นคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยที่หนึ่ง ยุคสมัยบรรพกาลต้นกำเนิด”
ไคลน์ตบท้ายประโยคของดันน์ ภายในใจรู้สึกทึ่งไม่น้อย
ในฐานะนักเลงคีย์บอร์ดที่ศึกษาพื้นฐานของหลายตำนาน
อย่างผิวเผิน ไคลน์พบว่าตำนานของโลกใบนี้ค่อนข้างแปลกกว่า
ที่อื่น รายละเอียดของแต่ละอวัยวะถูก ‘แจกแจง’ ให้เป็น
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างชัดเจนและเห็นภาพ เป็นการใช้
ประโยชน์จากทุกส่วนของพระผู้สร้างให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
ไม่เพียงเท่านั้น เทวตำนานข้างต้นยังระบุไว้คล้ายคลึงกันทั้ง
ในโบสถ์เทพธิดารัตติกาล โบสถ์เทพแห่งวายุสลาตัน และโบสถ์
เทพแห่งจักรกลไอน้ำ ไม่มีโบสถ์ใดเชิดชูเทพของตนอย่างออก
นอกหน้า หรือลดทอนความยิ่งใหญ่ของเทพองค์อื่น…
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หากเทวตำนานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง
โบสถ์หลักทั้งเจ็ดก็ต้องประชุมร่วมกันเพื่อปรับเนื้อหาของคัมภีร์
ให้ตรง ก่อนเริ่มต้นเข้าสู่ยุคสมัยที่ห้า…
เมื่อเกิดความฉงน ไคลน์เอ่ยปากถามในหัวข้อถัดไป
“ผมสงสัย… ทำไมเทพสุริยันเจิดจรัส เทพแห่งวายุ
สลาตัน และเทพแห่งความรู้และปัญญาถึงเกิดจากดวงจิตพระ
ผู้สร้างโดยตรง แต่เทพธิดารัตติกาลกลับไม่ใช่?”
จากบันทึกมหาคัมภีร์แห่งรัตติกาล เทพธิดารัตติกาลลืมตา
ตื่นเป็นหนแรกในยุคสมัยที่สอง ผลงานสำคัญของเธอคือการ
ร่วมมือกับเทพสุริยันเจิดจรัส เทพแห่งวายุสลาตัน และเทพแห่ง
ความรู้และปัญญา คอยอวยพรช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้รอด
พ้นจากมหาภัยพิบัติครั้งใหญ่ เหตุการณ์ครานั้นอยู่ในยุคสมัยที่
สาม ยุคแห่งมหาภัยพิบัติ
เป็นช่วงเดียวกับที่พระแม่ธรณี และเทพแห่งการต่อสู้เริ่ม
ปรากฏตัว
กลับกัน เทพแห่งจักรกลไอน้ำเพิ่งปรากฏขึ้นในยุคสมัยที่สี่
ชื่อเดิมคือเทพแห่งช่างฝีมือ
ด้วยเหตุนี้ จุดยืนและบารมีของเทพแต่ละองค์จึงไม่เท่า
เทียมอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งมีประวัติยาวนานกว่า เก่าแก่กว่า ย่อมหมายถึงความ
ศักดิ์สิทธิ์ที่มากกว่า!
แน่นอน ความตะขิดตะขวงใจในเรื่องนี้ ต้องเป็นปมด้อย
ของเหล่าสาวกเทพธิดารัตติกาลทุกคนแน่
ดันน์·สมิทยังคงถือกล้องยาสูบไว้ในมือ แต่แทนที่จะมอบ
คำตอบ มันกลับย้อนคำถามด้วยคำถาม
“เทพธิดารัตติกาลมีพระนามเต็มว่าอย่างไร…”
ไคลน์พลันเจ็บแปลบที่ขมับดุจดังถูกมีดกรีดแทง นี่คือ
ผลข้างเคียงจากการฝืนเค้นสมองอย่างผิดธรรมชาติ
“เทพธิดารัตติกาลสูงส่งกว่าดวงดารา และจะคงอยู่ไปชั่ว
นิรันดร์ พระองค์ท่านยังเป็นสตรีสีชาด มารดาแห่งความเร้นลับ
จักรพรรดินีแห่งหายนะ และนายหญิงแห่งความสงบสุขุม”
โชคดีที่มารดาของไคลน์เป็นผู้อุทิศกายใจให้เทพธิดา
รัตติกาล เมื่อครั้งยังมีชีวิต เธอมักเอ่ยพระนามเต็มก่อนมื้อ
อาหารและก่อนเข้านอนเสมอ แม้ความทรงจำของไคลน์อาจไม่
ครบถ้วน แต่กับเรื่องนี้ย่อมไม่มีทางตกหล่น
“แล้วสตรีสีชาดสื่อถึงอะไร?”
ดันน์ถามชี้นำ
“พระจันทร์แดง”
เมื่อสิ้นเสียงตอบ ไคลน์พลันฉุกคิดได้
“ถ้าอย่างนั้น… จันทราแดงเกิดจากส่วนในของพระ
ผู้สร้าง?”
ดันน์ถามด้วยรอยยิ้ม
“ดวงตาหนึ่งข้าง!”
ไคลน์และดันน์อมยิ้มพร้อมกัน
ถ้าเช่นนั้น เทพธิดารัตติกาลจะไม่ด้อยไปกว่าเทพแห่งวายุ
สลาตัน ที่เกิดจากหนึ่งในสามเศษเสี้ยวดวงจิตพระผู้สร้างเลยสัก
นิด!
สำหรับโบสถ์พระแม่ธรณีและเทพแห่งการต่อสู้ คำอธิบายก็
คงไม่ต่างจากเทพธิดารัตติกาลมากนัก ทว่า ด้านโบสถ์เทพแห่ง
จักรกลไอน้ำนั้นก่อตั้งในยุคสมัยล้าหลังเกินไป จึงมิอาจอ้างตน
ว่ามาจากส่วนหนึ่งของพระผู้สร้างได้
แต่ใช่ว่าพวกมันจะไม่มีข้อได้เปรียบ ในยุคสมัยที่เครื่องจักร
และไอน้ำกำลังรุ่งเรือง โบสถ์เทพแห่งจักรกลไอน้ำย่อมใกล้ชิด
กับมนุษย์ได้มากกว่า ส่งผลให้บารมีด้อยกว่าเทพองค์อื่นไม่มาก
นัก
ดันน์ใช้ปากเปั่ากล้องยาสูบอย่างอ่อนโยน
“มนุษย์ถือกำเนิดจากปัญญาของพระผู้สร้าง หรืออีกนัย
หนึ่งก็คือ พวกเรามีสติปัญญาสูงกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวง แต่จะ
อ่อนแอด้านพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ…”
“ทว่า จากคำอธิบายของเทวตำนานต้นกำเนิด เราจะ
มองเห็นหนึ่งประเด็นที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน นั่นก็คือ…
ทุกสิ่งมีรากฐานจากต้นกำเนิดเดียวกัน”
“รากฐานจากต้นกำเนิดเดียวกัน…”
ไคลน์ทวนซ้ำประโยคสุดท้าย
“เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้ เราจึงพบคำตอบว่าทำไม มนุษย์ที่
ถูกเทพอวยพรถึงทำสงครามชนะเผ่าคนยักษ์ เผ่าปีศาจ และเผ่า
สัตว์กลายพันธุ์ได้ในอดีต… หลังจากชนะสงครามได้ไม่นาน
ปัญญาของมนุษย์ได้นำพาไปสู่ต้นกำเนิดของผู้วิเศษ มนุษย์รู้จัก
รวบรวมชิ้นส่วนที่มีพลังเวทมนตร์ของวิญญาณร้าย มังกร สัตว์
ประหลาด ต้นไม้เวทมนตร์ ดอกไม้ หรือคริสตัลเวทมนตร์ ผสม
รวมกันจนเกิดเป็นโอสถขึ้นมา โอสถแต่ละชนิดจะมอบพลัง
พิเศษที่แตกต่างกันไป… สิ่งเหล่านี้คือความรู้พื้นฐานของวิชา
เหนือธรรมชาติ”
ดันน์ไม่ลงลึก มันอธิบายอย่างคร่าวและเปลี่ยนหัวข้อ
สนทนา
“ระหว่างศึกษาโอสถ บรรพบุรุษของพวกเราต้องพานพบ
ชะตากรรมอันเจ็บปวด ในยุคสมัยที่ ‘เส้นทาง’ โอสถยังไม่
ชัดเจน การลองผิดลองถูกคือสิ่งจำเป็น คนเหล่านั้นต้องทดสอบ
ดื่มโอสถแบบสุ่มเพื่อค้นหาผลลัพธ์และคำตอบ โดยจุดจบผู้
ทดลองจะทั้งหมดมีสามรูปแบบ…”
“อะไรบ้าง?”
ไคลน์ถามใคร่รู้
“แบบแรก จิตใจถูกทำลายโดยสมบูรณ์ ร่างเนื้อ
แปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาด แบบที่สอง อุปนิสัยจะเปลี่ยนไป
ตามโอสถที่ดื่ม สามารถเป็นได้ทั้งคนเย็นชา อ่อนไหว ฉุนเฉียว
ปั่าเถื่อน หรือเลือดเย็น ส่วนแบบที่สาม…”
ดันน์วางกล้องยาสูบลง ก่อนจะยกถ้วยชาแบบจีนขึ้นจิบ
“กาแฟเฟอมอร์จากแม่น้ำเพิร์ธ ถึงจะขมไปสักหน่อย แต่
กลิ่นหอมมาก แถมยังเหลือรสสัมผัสติดลิ้นที่ยอดเยี่ยม รับสัก
ถ้วยไหม?”
“ผมชอบกาแฟจากเฟเนพ็อตมากกว่า แน่นอน เคยดื่ม
แค่ไม่กี่ครั้งที่บ้านเวิร์ช”
ไคลน์ปฏิเสธนุ่มนวล
“แล้วแบบที่สามล่ะครับ”
“กลายเป็นคนโรคจิต เสียสติทันทีที่กลืนโอสถลงคอ
อุปนิสัยชั่วร้ายยิ่งกว่าปีศาจ นี่คือนิยามของผู้วิเศษคลุ้มคลั่ง”
ในที่สุด ดันน์ก็อธิบายถึงความหมายของการ ‘คลุ้มคลั่ง’
โดยไม่รอให้ไคลน์กล่าวสิ่งใด มันวางถ้วยกาแฟลงและ
อธิบายต่อ
“หลังจากลองผิดลองถูกอย่างยาวนาน รวมถึงการ
ปรากฏตัวของศิลาเย้ยเทพ ในที่สุดมนุษย์ก็รวบรวมข้อมูลระบบ
โอสถได้สมบูรณ์แบบ โอสถทุกชนิดถูกแบ่งหมวดหมู่ออกเป็น
หลายระดับ… โอสถหลายชนิดที่สามารถดื่มเรียงต่อกันได้โดย
ไม่เกิดการคลุ้มคลั่ง เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เส้นทาง’ ยิ่งโอสถมี
ลำดับตัวเลขต่ำ ความแข็งแกร่งและพลังก็ยิ่งมาก… โบสถ์หลัก
ทั้งเจ็ดจะครอบครอง ‘เส้นทาง’ โอสถที่สมบูรณ์ไว้อย่างน้อย
หนึ่งสาย แต่ขณะเดียวกันก็มีโอสถเส้นทางอื่นที่ไม่สมบูรณ์อยู่
ด้วย เกิดจากการสืบค้นข้อมูลที่สั่งสมมาตลอดหลายพันปี”
“ศิลาเย้ยเทพ?”
ไคลน์ยังจำได้ดี ในการชุมนุมไพ่ทาโรต์ครั้งที่ผ่านมา แฮง
แมนเคยพูดถึงศิลาเย้ยเทพมาก่อน
จากคำกล่าวของแฮงแมน ศิลาเย้ยเทพคือส่วนสำคัญที่ช่วย
ให้มนุษย์เติมเต็มระบบโอสถได้สมบูรณ์
แตกต่างจากที่ดันน์เล่าเล็กน้อย
“ศิลาเย้ยเทพคือสิ่งที่ถูกสร้างโดยเทพมารบางกลุ่ม ส่วน
ปรากฏในยุคสมัยใดนั้น ตัวผมเองก็ยังไม่ทราบ หากคุณมี
เบาะแสในเรื่องนี้ ให้รีบรายงานมาที่ผมโดยด่วน ขอรับประกัน
ว่ารับรางวัลตอบแทนคุ้มค่าแน่นอน”
ดันน์กล่าวอย่างคลุมเครือ จากนั้นก็กลับเข้าสู่หัวข้อหลัก
“ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงหนึ่งในประเภทการคลุ้มคลั่ง
ยังเหลืออีกสี่ประเภท ผมจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้”
“ได้ครับ”
ไคลน์กลืนคำถามเกี่ยวกับศิลาเย้ยเทพลงคอไปก่อน มันหัน
มาสนใจฟังคำอธิบายเกี่ยวกับการคลุ้มคลั่งต่อ
“คำกล่าวที่ว่า มนุษย์เกิดมาโดยมีสติปัญญาสูง แต่จะ
อ่อนแอด้านพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ สิ่งนี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน มี
มนุษย์โชคดีบางกลุ่มที่เกิดมาพร้อมสัมผัสวิญญาณอันเฉียบ
แหลม แม้ไม่ต้องเป็นผู้วิเศษ แต่ก็มองเห็นและได้ยินเสียงของ
เหล่าวิญญาณ ทว่า ผมขอเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นกลุ่มที่โชค
ร้าย…”
ขณะดันน์กล่าว มันชำเลืองนัยน์ตามองความว่างเปล่า
ด้านหลังไคลน์เป็นระยะ ส่งผลให้ไคลน์หวาดผวาจนฉี่แทบเล็ด
“อีกความหมายหนึ่งก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้จะมีพลัง
เทียบเท่าผู้วิเศษลำดับ 9.5… อ๊ะ! ลืมบอกไป ผู้วิเศษทั่วไปจะ
เริ่มต้นที่ลำดับ 9 ส่วนบุคคลที่เกิดมาพร้อมญาณพิเศษ จะถือว่า
เป็นมนุษย์ที่ดื่มโอสถไปครึ่งขวดแล้ว หมายความว่า พวกเขา
ต้องดื่มโอสถชนิดที่เกี่ยวข้องกับพลังมองเห็นหรือได้ยินวิญญาณ
เท่านั้น หากข้ามสาย จะเกิดอาการทางจิตรุนแรงจนคลุ้มคลั่งใน
ที่สุด อาจถึงแก่ความตายในกรณีเลวร้าย”
“เข้าใจแล้วครับ”
ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย
“ประเภทที่สามของการคลุ้มคลั่ง จะคล้ายกับประเภทที่
สอง เมื่อมนุษย์เลือก ‘เส้นทาง’ และดื่มโอสถลงไป คนผู้นั้น
จะเปลี่ยนสายโอสถไม่ได้แล้ว หากดื่มโอสถข้ามสายจะส่งผลให้
พลังแปรปรวน ตกอยู่ในอาการกึ่งจิตหลอน กลายเป็นคน
อารมณ์สุดโต่ง เช่นอ่อนไหวและฉุนเฉียวง่าย ปั่าเถื่อนและ
กระหายเลือด หรือไม่ก็เงียบงันและซึมเศร้า อย่างใดอย่างหนึ่ง
บทสรุปของประเภทที่สามมีเพียงสิ่งเดียว หลังจากดื่มโอสถข้าม
สาย หรือไม่ก็โอสถชนิดที่เคยดื่มไปแล้ว ปลายทางคือการคลุ้ม
คลั่ง… จิตใจถูกทำลายโดยสมบูรณ์ ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็น
สัตว์ประหลาด หรือแม้กระทั่งกลายเป็นวิญญาณร้ายหลังความ
ตาย”
เมื่อกล่าวจบ ดันน์ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ
หลังจากได้ยินเช่นนี้ สีหน้าไคลน์เริ่มขาวซีด มันเงียบงันอยู่
พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม
“แล้วแบบที่สี่ล่ะครับ?”
“แบบที่สี่งั้นหรือ… ฮะฮะ เป็นแบบที่พบได้ค่อนข้าง
บ่อย หลังจากดื่มโอสถเข้าไปและครอบครองพลังพิเศษ ในช่วง
แรก มนุษย์จะยังได้ยินเสียงของสัตว์ร้ายหรือวิญญาณชั่ว นี่คือ
ผลพวงของการหยิบยืมพลังสัตว์วิเศษมาไว้ในร่างกายมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ จิตใจของผู้วิเศษจึงอ่อนไหวง่าย เป็นที่ชื่นชอบของ
เหล่าภูตผีและวิญญาณร้าย อาการอาจไม่แสดงให้เห็นภายนอก
และคนนอกก็ตรวจสอบได้ยาก มันจะซ่อนลึกลงไปในจิตใจ
ผู้วิเศษคนดังกล่าว… หากไม่รีบขจัดให้หมดก่อนดื่มโอสถ
ลำดับถัดไป เสียงหลอกหลอนจะสั่งสมไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่
ร่างกายรับไม่ไหว ผู้วิเศษคนดังกล่าวจะเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่งใน
ที่สุด…”
ดันน์เงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อพลางถอนหายใจยาว
“ทางเหยี่ยวราตรีจึงมีกฎปากเปล่าอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้
กันดีคือ หลังจากดื่มโอสถไปแล้ว ผู้วิเศษจะไม่สามารถดื่มโอสถ
ลำดับถัดไปได้ภายในสามปี ไม่ว่าจะมีผลงานดีเด่นและยอด
เยี่ยมมากเพียงใด แถมยังต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่าง
เข้มงวดก่อนดื่มโอสถลำดับถัดไปทุกครั้ง… แต่ถึงจะมีกฎเช่นนี้
กรณีผู้วิเศษคลุ้มคลั่งก็ยังเกิดขึ้นทุกปี”
ชักน่ากลัวแล้วสิ…
ไคลน์อ้าปากค้างเล็กน้อย แต่ก็ยังถามต่อด้วยสีหน้าใคร่รู้
“แล้วแบบสุดท้ายล่ะครับ?”
ดันน์ไม่หลงเหลือรอยยิ้มบนใบหน้าอีกแล้ว
“แบบที่ห้าเกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้งที่สุด หลังจากดื่ม
โอสถเข้าไป ผู้วิเศษจะมีสัมผัสวิญญาณที่กล้าแกร่งขึ้น ยิ่งโอสถ
ลำดับต่ำก็ยิ่งเพิ่มสัมผัสวิญญาณมาก ด้วยเหตุนี้ ผู้วิเศษลำดับสูง
จึงได้เห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น ได้ยินในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน ได้เผชิญ
ในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เผชิญ… ผู้วิเศษที่มีสัมผัสวิญญาณรุนแรงมักถูก
วิญญาณร้ายล่อลวงและกระตุ้นแรงกระหายได้ง่าย หากหลงมัว
เมาโดยไม่ควบคุมจิตใจ จุดจบเดียวที่เหลืออยู่คือการคลุ้ม
คลั่ง”
ขณะกล่าว ดันน์จ้องมองไคลน์อย่างไม่กะพริบตา เงา
สะท้อนของไคลน์·โมเร็ตติกำลังฉายบนนัยน์ตาสีเทาหม่น
ดันน์กล่าวต่อด้วยเสียงเย็นยะเยียบ
“ผู้ก่อตั้งเหยี่ยวราตรี อาร์คบิชอปยานิสเคยกล่าวไว้ว่า
‘พวกเราคือผู้พิทักษ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหยื่อผู้น่าสมเพช
ต้องรับมือภัยคุกคามและความบ้าคลั่งนานับชนิดบนโลก”