ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 19 วัตถุต้องห้าม
“พวกเราคือผู้พิทักษ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหยื่อที่น่า
สมเพช ต้องรับมือภัยคุกคามและความบ้าคลั่งนานับชนิดบน
โลก”
หน้าต่างห้องบานใกล้กับทางเดินถูกปิดตาย ผนังห้อง
ราบเรียบ มอบบรรยากาศเย็นยะเยียบ ภายในห้องมีแสงสี
เหลืองอ่อนส่องสว่าง
ถ้อยคำของดันน์·สมิทกังวานก้อง ทุกการสะท้อนได้
สั่นคลอนจิตใจไคลน์ไม่น้อย ชายหนุ่มถึงกับหมดคำพูดไป
ชั่วขณะ
ดันน์ส่ายศีรษะเมื่อเห็นไคลน์เงียบงัน
“ผิดหวังรึเปล่า? ผู้วิเศษมิได้สวยหรูเหมือนกับที่ผู้คนวาด
ฝันไว้ เส้นทางของเรามีเพียงอันตรายรออยู่”
“เมื่อได้รับบางสิ่ง ก็ต้องสูญเสียบางสิ่งแลกเปลี่ยน”
ไคลน์กล่าวเสียงสั่น
เป็นเรื่องจริงที่มันไม่เคยรับทราบมากก่อนว่า ผู้วิเศษซึ่ง
แข็งแกร่ง ทรงพลัง ยิ่งใหญ่ และเหนือมนุษย์ จะมีด้านลับ
อันตรายซ่อนอยู่
เหตุการณ์จริงที่ต้องเผชิญอาจไม่ร้ายแรงเท่ากับที่ดันน์เล่า
แต่ตัวไคลน์เคยสัมผัสเรื่องเหนือธรรมชาติที่อันตรายมาแล้ว ไม่
แปลกที่มันจะเกิดความกังวล หวาดกลัว และหดหู่
แต่เครียดไปก็เท่านั้น มันหันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว ผู้วิเศษ
คืออนาคตที่ตนต้องเผชิญในสักวัน
“ไม่เลว เป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลและเป็น
ผู้ใหญ่…”
ดันน์ซดกาแฟก้นแก้วจนหมด ก่อนจะกล่าวต่อ
“ยิ่งไปกว่านั้น ผู้วิเศษมิได้ทรงพลังอย่างที่คุณคิด
โดยเฉพาะ ‘ลำดับ’ ต่ำ… สงสัยไหมว่าทำไมพวกเราถึงใช้
เลข 1 ระบุลำดับสูงสุดของโอสถ และ 9 ระบุลำดับต่ำสุดของ
โอสถ?”
“เหตุใดถึงต้องใช้ลำดับชั้นที่ขัดต่อความรู้สึกและหลัก
ตรรกะเช่นนี้? ผมเองก็ไม่ทราบ รู้แต่เพียงว่า ยิ่งตัวเลขมาก
ลำดับก็ยิ่งห่างไกลจากความแข็งแกร่ง”
“เอ่อ… ผมพูดถึงไหนแล้ว? อ้อ… ผู้วิเศษมิได้ทรงพลัง
อย่างที่คุณคิด ผู้วิเศษระดับต่ำนั้นสู้ไม่ได้แม้กระทั่งปืนเล็ก ไม่
ต้องกล่าวถึงปืนขนาดใหญ่”
“ถ้าคุณมีโอกาสกลายเป็นผู้วิเศษในอนาคต อย่าลืมคำที่
ผมพูดในวันนี้เด็ดขาด ห้ามตัดสินใจผลีผลามเกินตัว”
ไคลน์อมยิ้ม มันกำลังดูแคลนตัวเอง
“ผมยังไม่รู้เลยว่าจะได้รับโอกาสนั้นไหม”
ต่อให้โอกาสอยู่ตรงหน้า ไคลน์ก็ไม่มั่นใจว่าจะคว้าไว้…
การเลือกดื่มโอสถผิดจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต แถมโอสถลำดับสูง
ก็มีโอกาสคลุ้มคลั่งสูง ตัวมันคงพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด
ข้อเสียหลักของโอสถคือการกัดกร่อนจิตใจผู้ดื่ม ยิ่งมีสัมผัส
วิญญาณรุนแรง เสียงประหลาดที่ได้ยินในหัวก็จะยิ่งเข้มข้น
แต่ถ้ามีความช่วยเหลือจากพวกพ้องทีมเหยี่ยวราตรี ไคลน์
สามารถหยิบยืมคำแนะนำมาปรับใช้เพื่อลดโอกาสคลุ้มคลั่งได้
ปัญหาจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม หากตัวมันไม่รีบร้อนดื่มโอสถ
ลำดับถัดไปเสียเอง
ชีวิตยังต้องเผชิญปัญหาอีกมาก และไคลน์ต้องผ่านมันไปให้
ได้ เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับโลกเก่า นี่คือจุดประสงค์สำคัญ
ที่สุดซึ่งห้ามลืมโดยเด็ดขาด ต้องอย่างลืมหมั่นศึกษาบทเรียน
เหนือธรรมชาติให้ถ่องแท้
ตนจะไม่เล็งไปถึงโอสถระดับสูงที่คลุ้มคลั่งได้ง่าย เพราะ
หากเกิดอาการคลุ้มคลั่ง แผนการกลับโลกเดิมจะล้มเหลวทันที่
ทุกสิ่งที่พยายามจะสูญเปล่า คงเป็นการดีกว่า หากแอบศึกษา
ข้อมูลเพื่อหาทางกลับโลกเก่าด้วยร่างผู้วิเศษลำดับต่ำ ไม่ควร
เอาตัวเข้าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ไคลน์ยังจำได้ดี เมื่อครั้งทดสอบพิธีกรรมเปลี่ยนดวงชะตา
เสียงกระซิบอันแหบพร่ายังคงดังชัดเจนในหัวจวบจนปัจจุบัน
ต่อให้ไม่เป็นผู้วิเศษ เสียงเหล่านี้ก็คงไม่หายไปเอง
หมายความว่า อย่างน้อยก็ควรเลือกเส้นทางผู้วิเศษไปก่อน
เพื่อให้ปั้องกันตัวเองได้บ้างเบื้องต้น
สรุปคือ เป็นผู้วิเศษได้ แต่ไม่ควรไปถึงลำดับสูง
หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียจนชัดเจน ความหวาดกลัวใน
ตัวผู้วิเศษก็เลือนรางลง
ไคลน์จะไม่หันหลังกลับแน่นอน
ดันน์หยิบกล้องยาสูบขึ้นมาอีกครั้ง นัยน์ตาเทาหม่นของมัน
จ้องมองไคลน์อย่างอบอุ่น
“สำหรับเรื่องนั้น ผมคงให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ การจะ
ได้เป็นผู้วิเศษ คุณต้องสร้างคุณงามความดีให้โบสถ์เสียก่อน แต่
โอกาสนั้นอาจมาเร็วกว่าที่คุณคิดก็ได้ บางที่ ถ้าพรุ่งนี้คุณ
ตีความเอกสารโบราณสำคัญ จนทำให้พวกเราพบเบาะแสที่
ยิ่งใหญ่ คุณก็จะได้รับสิทธิ์ให้กลายเป็นผู้วิเศษทันที… แต่ถึง
อย่างนั้น ก็ยังต้องรอให้ทางสมาชิกระดับสูงของโบสถ์อนุมัติ
กลับมา เราถึงจะมอบโอสถให้คุณได้”
“เอาล่ะ ผมชี้แจงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผู้วิเศษเกือบ
หมดแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะไม่ใจร้อนเกินไป…”
“ถึงเวลาแนะนำตัวให้เจ้าหน้าที่พลเรือนคนอื่นรู้จักคุณ
บ้าง”
ดันน์ลุกขึ้นและเดินไปหยุดหน้าประตู ปลายนิ้วชี้ไปยัง
ทางเดินยาวฝังตรงข้ามประตูยานิส
“พวกเรามีนักบัญชีหนึ่งคน และเจ้าหน้าที่ทั่วไปอีกหนึ่ง
คนที่คอยจัดหาอุปกรณ์หรือสิ่งสำคัญสำหรับสำนักงาน คอยวิ่ง
เอกสารไปมาระหว่างเหยี่ยวราตรี วิหาร สถานีตำรวจ รวมถึง
เป็นพลขับในบางโอกาส”
“คนเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ต้องเข้าเวร หมายความ
ว่าพวกเขาจะหยุดทำงานในวันอาทิตย์แบบตายตัว”
“ส่วนเจ้าหน้าที่อีกสามคนประกอบด้วยโรแซน ไบรท์
และลุงนีลล์ หน้าที่ของพวกเขาคือ ต้อนรับแขก ทำความสะอาด
ห้อง เขียนสำนวนคดีความ และคอยลงทะเบียนอุปกรณ์
สำนักงาน ในบางครั้ง พวกเขาต้องเปลี่ยนเวรกันเฝั้าคลังแสง
คลังอุปกรณ์ และคลังเก็บของเก่า… เพื่อไม่ให้มีคนเข้าไปหยิบ
ของโดยพลการ ต้องลงทะเบียนการหยิบยืมอุปกรณ์ทุกครั้ง
และต้องเป็นผู้เดินไปหยิบด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ละคนจะได้หยุด
สัปดาห์ละหนึ่งวันเต็ม ยกเว้นวันอาทิตย์ พวกเขาต้องจัดสรร
ช่วงเวลากันเอง ว่าใครต้องทำสิ่งใดในช่วงไหนบ้าง รวมถึง
วันหยุดในแต่ละสัปดาห์ที่ต้องไม่ตรงกัน”
“หน้าที่ของผมเหมือนกับโรแซนใช่ไหม?”
ไคลน์สลัดความคิดเกี่ยวกับผู้วิเศษออกไป หัวสมอง
ไตร่ตรองถึงงานใหม่ที่ตนต้องรับผิดชอบ
“ไม่… ไม่จำเป็น คุณเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ”
ดันน์อมยิ้ม
“คุณมีงานให้ทำสองอย่าง อย่างแรก หาเวลาออกไปเดิน
เล่นข้างนอกบ้าง โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างบ้านคุณและบ้าน
เวิร์ช”
“อะไรนะ?”
ไคลน์ขมวดคิ้ว นี่มันงานตรงไหน?
และเป็นหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญยังไง?
ดันน์สอดมือเข้าไปในกระเปั๋าเสื้อกันลมสีดำพลางกล่าว
“หลังจากพวกเรายืนยันแล้วว่าคุณสูญเสียความทรงจำ
คดีของเวิร์ชและนาย่าจึงถูกปิดลงอย่างไม่มีทางเลือก ส่งผลให้
เบาะแสของสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสหายเข้ากลีบเมฆตาม
ไปด้วย ในตอนต้น พวกเราสงสัยว่าคุณคือผู้ที่ขโมยสมุดบันทึก
เล่มดังกล่าวติดตัวไปจากบ้านเวิร์ช และอาจซ่อนไว้ระหว่างทาง
กลับบ้านตัวเอง นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่คุณไม่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
ในที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว พวกเราพยายามค้นหาทุกซอกทุกมุม
ของถนนแล้ว แต่ก็ยังไม่พบสมุดบันทึกเล่มดังกล่าว ถึงแม้คุณจะ
ถูกพลังลึกลับบางชนิดลบความทรงจำไป แต่สมองของมนุษย์
คือสิ่งที่น่าทึ่งและเร้นลับ อาจยังมีบางเบาะแสหลงเหลือก็
เป็นได้ การที่ดาลี่ย์หาไม่พบ ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง แต่
เพราะพลังของผู้สื่อวิญญาณมิได้ครอบจักรวาลขนาดนั้น บางที่
ถ้าคุณได้เดินผ่านจุดที่เคยซ่อนสมุด อาจเกิดภาพเดจาวูจนทำให้
ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ นี่คือสิ่งที่เหยี่ยวราตรีหวังจากคุณ”
“เข้าใจแล้วครับ”
ไคลน์พลันกระจ่าง
ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก ถึงสาเหตุที่เหยี่ยวราตรีต้องการหาที่
อยู่สมุดบันทึกให้พบ
ไคลน์คือบุคคลเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และ
เป็นคนที่มีเวลาพอจะนำสมุดบันทึกไปซ่อนระหว่างทางกลับ
บ้าน
“หากคุณหาไดอารีเล่มดังกล่าวพบด้วยตัวเอง คุณงาม
ความดีจะมากพอสำหรับการได้เป็นผู้วิเศษ”
ดันน์ให้กำลังใจ และบอกเป็นนัยว่า สมุดบันทึกตระกูลอันที
โกนัสมีค่ากับเหยี่ยวราตรีมากเพียงใด
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”
ไคลน์พยักหน้า
ดันน์เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“อย่างที่สอง คุณสามารถหยุดได้หนึ่งวันต่อสัปดาห์ จะ
เลือกเลยก็ได้นะ… ส่วนช่วงที่ไม่ได้ออกไปข้างนอก คุณต้อง
ศึกษาวรรณกรรมและพระคัมภีร์ นี่คืองานของผู้เชี่ยวชาญด้าน
ประวัติศาสตร์ เมื่อใดที่ศึกษาเอกสารเหล่านั้นจนหมด ค่อยเริ่ม
ผลัดเวรกับลุงนีลล์และเจ้าหน้าที่พลเรือนที่เหลือ”
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
ไคลน์ถอนหายใจโล่งอก
งานของตนง่ายมาก…
ทันใดนั้น ดันน์บิดตัวไปด้านหลังและชี้ไปยังประตูเหล็กสีดำ
สนิท บานพับเปิดได้จากด้านนอก บนบานประตูมีสัญลักษณ์
ศักดิ์สิทธิ์สลักจำนวนเจ็ดแห่ง
“นี่คือประตูยานิส ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งหน่วยเหยี่ยวราตรี
ยุคใหม่ อาร์คบิชอปยานิส วิหารประจำเมืองใหญ่ทุกแห่งจะมี
ประตูบานนี้อยู่ใต้ดินเสมอ”
“ด้านนอกประตูจะมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของเหยี่ยว
ราตรีผลัดเวรเฝั้าตลอดเวลา ส่วนด้านในจะมี ‘ผู้คุม’ ที่ส่ง
จากโบสถ์ อย่างน้อยสองคนคอยตรวจตราความเรียบร้อย อีก
ทั้งยังมีกับดักจำนวนมาก ห้ามเข้าไปใกล้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะ
เกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่อย่างนั้น ชะตากรรมอันโหดร้ายอาจตกอยู่
กับคุณ”
“น่ากลัวแฮะ…”
ไคลน์กล่าวจากใจ
“หลังบานประตูแบ่งออกเป็นหลายเขต มีทั้งห้องเก็บ
รักษาสูตรโอสถ รวมถึงวัตถุดิบเวทมนตร์สำหรับปรุงโอสถ หรือ
ใช้ในพิธีกรรม บางชนิด บางเขตถูกใช้เป็นสถานกักกันคราว
กลุ่มนักโทษจะประกอบด้วยพวกนอกรีต ลัทธิชั่ว รวมถึงสมาชิก
องค์กรลับ คนเหล่านี้มีชะตากรรมต้องถูกส่งตัวไปยังวิหาร
ศักดิ์สิทธิ์”
ดันน์อธิบายอย่างต่อเนื่อง
วิหารศักดิ์สิทธิ์? หมายถึงวิหารหลวงของโบสถ์เทพธิดา
รัตติกาลน่ะหรือ?
ที่ว่ากันว่า ตั้งอยู่ในแคว้นเหมันต์ทางตอนเหนือของ
อาณาจักร หรืออีกชื่อหนึ่งคือ… วิหารสันติสุข
ไคลน์ครุ่นคิดพลางพยักหน้าตามเป็นระยะ
“แล้วก็… ยังมีเอกสารโบราณสำคัญถูกเก็บเป็นจำนวน
มาก เมื่อคุณมีสิทธิ์เข้าถึงความลับโบสถ์มากกว่านี้ คงมีโอกาส
ได้อ่านพวกมันในสักวัน”
ดันน์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริม
“และสุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดภายในประตูยานิสคือ…
‘วัตถุต้องห้าม’”
“วัตถุต้องห้าม?”
ไคลน์ทวนซ้ำ
ฟังดูเหมือนคำเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงต้องเก็บไว้เป็นความลับและปั้องกัน
ไม่ให้ใครขโมยออกไป แม้แต่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของเหยี่ยว
ราตรีก็มิอาจนำออกไปใช้ได้ตามใจชอบ แล้วก็…”
ดันน์หยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“หมายถึงของวิเศษบางชนิดที่ทางโบสถ์รวบรวมมาได้
บางชิ้นมีความสำคัญ บางชิ้นมีความลึกลับเหนือธรรมชาติ หาก
ตกอยู่ในมือของคนชั่ว จะเกิดเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ …วัตถุ
ต้องห้ามบางชนิดจะพิเศษกว่าวัตถุประเภทอื่น พวกมัน ‘มี
ชีวิต’ และสามารถล่อลวงจิตใจผู้คุมได้ เป็นของวิเศษที่จะส่ง
อิทธิพลกับสิ่งรอบตัว มีความคิดที่จะหลบหนีด้วยตัวเอง และ
สามารถสร้างพิบัติร้ายแรงแก่โลก พวกมันจึงต้องถูกผนึกเป็น
พิเศษ”
“สุดยอด…”
ไคลน์เริ่มคล้อยตาม
“สำนักงานใหญ่เหยี่ยวราตรีจะแบ่งวัตถุต้องห้ามออกเป็น
สี่ระดับ เริ่มที่ระดับ 0 – วัตถุอันตรายสูงสุด วัตถุชนิดชี้ถือเป็น
ความลับสุดยอดของเหยี่ยวราตรี เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึง
รายละเอียด ศึกษา นำไปใช้งาน หรือเผยแพร่ข้อมูลพวกมันกับ
บุคคลอื่นได้ วัตถุระดับ 0 จะถูกผนึกไว้ที่ชั้นใต้ดินของวิหาร
ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น”
ดันน์อธิบายต่อ
“ถัดมาคือระดับ 1 – วัตถุอันตรายมาก เจ้าหน้าที่
สามารถใช้ได้ในภารกิจเฉพาะ วัตถุชนิดนี้มีความสำคัญ
รองลงมา สามารถเก็บไว้ที่วิหารหลักซึ่งมีบิชอปประจำการอยู่
หรือไม่ก็วิหารเมืองใหญ่ที่มีเจ้าหน้าที่เหยี่ยวราตรีระดับสูงคอย
ดูแล แต่เนื่องจากความอันตรายของมัน แม้กระทั่งวิหารที่กรุง
เบ็คลันด์ยังมีวัตถุระดับ 1 เก็บไว้สูงสุดเพียงสองชิ้นเท่านั้น ที่
เหลือต้องถูกส่งไปเก็บที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด”
“ถัดมาเป็นเกรด 2 – วัตถุอันตราย สามารถใช้ได้ใน
ภารกิจ แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การนำไปใช้ต้องมีบิชอป
หรือหัวหน้าหน่วยเหยี่ยวราตรีคอยควบคุมด้วยตัวเอง วิหาร
ประจำเมืองสามารถเก็บวัตถุระดับ 2 ได้ตั้งแต่สามถึงห้าชิ้น
ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ที่เหลือจะถูกส่งไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์
สุดท้าย ระดับ 3 – วัตถุค่อนข้างอันตราย ต้องใช้งานอย่าง
ระมัดระวัง โดยการนำไปใช้ในภารกิจแต่ละครั้ง ต้องมีเจ้าหน้าที่
เหยี่ยวราตรีอย่างน้อยสามคนจับทีมกัน ระดับความสำคัญไม่สูง
มาก แค่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการก็ทำเรื่องเบิกใช้งานได้
แล้ว”
“ในอนาคต คุณจะได้อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ
ต้องห้ามอีกมากมาย พวกเราจะเรียกมันด้วยรหัส เป็นรหัสที่
เห็นแล้วเข้าใจได้ทันที่ ตัวอย่างเช่น รหัส 2-125 จะหมายถึง
วัตถุระดับ 2 หมายเลข 125…”
ขณะดันน์กล่าว มันชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็เดินกลับเข้าไป
ในห้อง ก่อนจะก้มหยิบเศษกระดาษขึ้นมาหนึ่งใบ
“ลองดูนี่ เมื่อสามปีก่อน อาร์คบิชอปที่เพิ่งรับตำแหน่ง
เกิดการคลุ้มคลั่ง ด้วยเหตุผลบางประการ มันสามารถฝั่าด่าน
ปั้องกันอันแน่นหนาเข้าไปขโมยวัตถุต้องห้ามระดับ 0 ออกมาได้
จำภาพนี้ไว้ หากคุณพบเบาะแสของมัน ห้ามเข้าไปตอแยหรือ
ทำให้รู้ตัวเด็ดขาด รีบกลับมารายงานกับผมหรือเจ้าหน้าที่
เหยี่ยวราตรีทันที่ ไม่อย่างนั้น โอกาสที่คุณจะเสียชีวิตในหน้าที่
คือหนึ่งพันเปอร์เซ็นต์”
“อะไรนะ?”
ไคลน์รับเศษกระดาษพลางขมวดคิ้ว
ไม่มีหัวข้อเขียนไว้ มีเพียงภาพขาวดำพร้อมข้อความ
ประกอบไม่กี่บรรทัด
“อินซ์·แซงวิลล์ เพศชาย อายุสี่สิบปี อดีตอาร์ค
บิชอป… ‘ผู้เฝั้าประตู’ ที่เลื่อนลำดับพลังไม่สำเร็จ ถูก
ปีศาจล่อลวงจนจิตใจบิดเบี้ยว ทำการหนีไปพร้อมกับวัตถุ
ต้องห้าม 0-08 ลักษณะเด่นของชายคนดังกล่าวคือ…”
ภาพบนกระดาษ อินซ์·แซงวิลล์กำลังสวมชุดนักบวชสีดำ
สนิท ชุดคลุมมีกระดุมติดอยู่ทั้งสองข้าง เหนือศีรษะสวมหมวก
นักบวชขนาดเล็ก
เส้นผมสีทองเข้ม นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ จมูกโด่ง
ปากทรงกระจับ รูปลักษณ์คล้ายคลึงกับรูปปันโบราณ ใบหน้า
ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดสังเกตเด่นชัดที่สุดคือดวงตาหนึ่ง
ข้างบอดสนิท
“ข้อมูลของผู้ร้ายหลบหนีถูกเขียนไว้อย่างละเอียด
ครบถ้วน แต่วัตถุต้องห้ามกลับมีเพียงรหัสตัวเลข…”
ไคลน์กล่าวถึงสิ่งแรกที่มันสะกิดใจ
“นั่นเพราะวัตถุดังกล่าวมีระดับความสำคัญสูงสุด จากที่
ผมทราบ ข้อมูลของวัตถุต้องห้ามหมายเลข 0-08 จะถูกเล่า
แบบปากต่อปากเท่านั้น ไม่เคยมีใครเห็นคำอธิบายเป็นลาย
ลักษณ์อักษรมาก่อน และสิ่งที่เล่าต่อกันมาก็มีรายละเอียดเพียง
น้อยนิด”
ดันน์ถอนหายใจเบา
“จากข้อมูล 0-08 เป็นแค่ปากกาขนนกธรรมดา แต่
จุดเด่นของมันคือ ไม่ต้องใช้หมึกในการเขียน นี่คือสิ่งที่ผม
ทราบ”
ดันน์ไม่ลงลึกรายละเอียดมากกว่านี้ มันใช้มือล้วงโซ่สีทอง
ออกจากกระเปั๋าเสื้อ สิ่งที่ห้อยติดมากับโซ่คือนาฬิกาสีทอง
อร่าม
ดันน์กดปุั่มให้ฝาสปริงดีดออก ชำเลืองมองเวลาครู่หนึ่ง
ก่อนจะชี้นิ้วไปด้านนอก
“ผมบอกทุกเรื่องที่คุณควรทราบไปแล้ว ดังนั้น เดินไปหา
ลุงนีลล์ที่คลังอาวุธ บอกเขาให้เตรียมเอกสารที่คุณต้องอ่าน
นีลล์ไม่ใช่นักบวชเจ้าหน้าที่พลเรือนธรรมดา เขาเคยเป็น
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเหมือนผม แต่เนื่องจากอายุมากแล้ว การ
เลื่อนลำดับพลังคงไม่สำเร็จ และนีลล์ก็ไม่ต้องการเป็นผู้คุม
ภายในประตูยานิส สิ่งเดียวที่เขาหลงใหลคือเอกสารและบันทึก
ประวัติศาสตร์”