ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 222 งานแรก
กริ้ง~
สายเชือกถูกกระตุก กระดิ่งดังกังวานจนเกิดเสียงสะท้อน
ภายในห้องนั่งเล่นกว้างแต่มีเครื่องเรือนไม่มากนัก
ไคลน์กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาเพื่อศึกษาหาแหล่ง
ลงทุน มันลุกยืนทันทีหลังจากได้ยินเสียงแจ้งเตือนผู้มาเยือน
ชายหนุ่มสวมเชิ้ตขาว กั๊กดำ ไม่ผูกเนกไท เป็นชุดอยู่บ้านใส่
สบายของสุภาพบุรุษทั่วไปในโลเอ็น
‘งานแรกในฐานะนักสืบ? แต่เราไม่ค่อยอยู่บ้าน จะเกิด
อะไรขึ้นถ้าลูกค้าบังเอิญมาหาแล้วไม่พบตัว จริงด้วย เรา
สามารถแขวนประกาศไว้บนบานประตูพร้อมปากกาหมึกซึม
ลูกค้าจะได้เขียนแจ้งการมาเยือนคราวหน้า เราจะได้เตรียมตัว
รอถูกเวลา แต่ในฐานะนักสืบไร้ชื่อเสียง การทำเรื่องยุ่งยาก
เช่นนั้น เกรงว่าคงไม่มีรอบหน้าอย่างแน่นอน เฮ้อ…สงสัยวิธี
แก้ปัญหาเดียวของเราคือ ต้องหมั่นทำนายล่วงหน้าทุกเช้าว่า
วันนี้จะมีลูกค้ามาหาหรือไม่ และถ้ามี ลูกค้าจะเข้ามาในช่วงกี่
โมง เราจะได้วางแผนถูก แต่วิธีดังกล่าวจะทำให้พลาดการจ้าง
งานจากผู้วิเศษลำดับสูง รวมถึงเส้นทางถือครองพลังขัดขวาง
การทำนาย ไม่สิ แบบนั้นดีแล้ว ผู้วิเศษลำดับสูงไม่มีทางจ้างวาน
งานสบายแน่นอน’
ไคลน์เดินตรงไปทางประตู ขณะกำลังจะบิดกลอนเปิด
ออกไป นิมิตภาพของผู้มาเยือนพลันผุดขึ้นในสมอง หนึ่งในนั้น
คือหญิงชราสวมหมวกขนกำมะหยี่ หลังค่อมเล็กน้อย ใบหน้า
ปรากฏริ้วรอยร่องลึก ผิวพรรณตามลำตัวเหี่ยวย่นและซีดเซียว
เธอสวมชุดเดรสสีดำสง่างาม ไรผมเล็ดลอดบริเวณขมับมีสีขาว
โพลน แต่ดวงตาสีฟั้าค่อนข้างมีชีวิตชีวา
หล่อนหันไปมองชายหนุ่มด้านข้าง ส่งสัญญาณบอกให้มัน
ดึงเชือกกริ่งซ้ำ
ชายปริศนามีอายุราวยี่สิบ ลักษณะดวงตาคล้ายคลึงหญิง
ชรามาก
ท่ามกลางอากาศค่อนข้างเย็น บุรุษคนดังกล่าวสวมเสื้อคลุม
กระดุมสองแถวสีดำสนิท หมวกทรงกึ่งสูง และเนกไทหูกระต่าย
เป็นชุดทางการเต็มพิกัดประหนึ่งเตรียมตัวไปร่วมงานเลี้ยง
ขนาดใหญ่ บ่งบอกชัดเจนว่ามีนิสัยจริงจัง ไม่ผ่อนคลายตัวเอง
แม้แต่น้อง
ต้องขอบคุณนิมิตจากตัวตลก ไคลน์เปิดประตูออกไปโดยไม่
ลังเล พร้อมกับกล่าวทักทายผู้มาเยือนทั้งสองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ก่อนกริ่งบ้านจะถูกสั่นเสียงดังซ้ำสอง
“อรุณสวัสดิ์ครับ มาดาม มิสเตอร์ ช่างเป็นอากาศแจ่มใส
อะไรเช่นนี้ อย่างน้อยก็ในสายตาของผม ผู้เพิ่งยลโฉมดวง
อาทิตย์ของวันนี้ได้เพียงห้านาที”
มันกล่าวชมสภาพอากาศให้เลยเถิดไปจากความจริง
เล็กน้อย บทสนทนาประเภทนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับ
วัฒนธรรมเบ็คลันด์มานานกว่าร้อยปี
“นั่นสินะ ดวงอาทิตย์เอาแต่ขี้อายและหลบหลังเมฆ
หมอกสีดำบนท้องฟั้า ไม่ยอมออกมาทำงานของตัวเองสักที”
หญิงชราผงกศีรษะเห็นด้วย
ชายหนุ่มด้านข้างเธอเปิดปากซักถามทันที่
“คุณคือนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ใช่ไหม”
“ใช่ครับ มีอะไรให้ผมรับใช้หรือ จริงสิ เชิญเข้ามาด้านใน
ก่อน นั่งคุยกันคงสะดวกกว่า”
ไคลน์หลีกทางให้ พร้อมกับชี้นิ้วไปทางโซฟาภายใน
ห้องรับแขก
“ไม่จำเป็น ดิฉันไม่ต้องการเสียเวลาไปมากกว่านี้ โบรดี้ผู้
นำส่งสาร มันกำลังรอคอยความช่วยเหลือจากพวกเราทุก
วินาที!”
หญิงชรากล่าวด้วยเสียงค่อนไปทางแหลม
“มัน?”
ไคลน์ตระหนักถึงความผิดปกติในสรรพนามเรียกชื่อ ชาย
หนุ่มเริ่มเกิดลางไม่ดี
บุรุษในเครื่องแต่งกายสุดเนี้ยบรีบพยักหน้ารับพลางอธิบาย
“โบรดี้คือแมวของคุณย่า มาดามดอริส มันหายตัวไป
ตั้งแต่เมื่อคืน และทางเราต้องการให้คุณช่วยหาให้พบ พวกเรา
อาศัยอยู่ท้ายถนนเส้นนี้ ยินดีจ่ายค่าเสียเวลาให้ ห้าซูล และถ้า
หากคุณพิสูจน์ได้ว่าใช้เวลาและความพยายามมากกว่านั้น เรา
ยินดีชดเชยให้เพิ่มเติม”
‘ตามหาแมว? และเหตุผลให้พวกเขาเลือกจ้างเรา เพียง
เพราะความสะดวก เนื่องจากอาศัยอยู่บนถนนเส้น
เดียวกัน…’
ไคลน์รู้สึกว่าเส้นทางนักสืบของตนไม่ตรงตามจินตนาการสัก
เท่าไร
‘เห็นเราเป็นตัวตลกหรือไง ช่างเถอะ คงไม่ดีแน่หาก
ปฏิเสธงานแรกในเส้นทางอาชีพนักสืบ อ้างอิงจากประสบการณ์
จากนักทำนาย’
มันก้มหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย
“ช่วยอธิบายรายละเอียดสักหน่อยได้ไหม”
คุณย่าดอริสรีบโพล่งก่อนบุรุษด้านข้างจะมีโอกาสได้กล่าว
สิ่งใด
“โบรดี้เป็นแมวดำน่ารักและกระตือรือร้น สุภาพแข็งแรง
สมบูรณ์ ดวงตาสีเขียวคราม ชอบกินอกไก่ปรุงรส…ให้ตายสิ
มันหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืนโดยไม่ยอมกลับบ้าน คงกำลังหลงทาง
อยู่แถวนี้ เพราะดิฉันทดสอบวางชามอกไก่ไว้ตามบ้าน แต่โบรดี้
ก็ไม่ออกกิน”
มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย
“ขอบคุณสำหรับคำอธิบาย คุณนายดอริส สิ่งนี้เป็น
ประโยชน์กับผมมากทีเดียว ตกลงผมรับงานนี้ ดังนั้นช่วยพาไป
บ้านพวกคุณเป็นลำดับแรก ต้องเริ่มค้นหาร่องรอยและเบาะแส
ของโบรดี้จากบ้านหลังนั้น คงเข้าใจนะครับว่า การวิเคราะห์
ของผมมีพื้นฐานจากคำอธิบายของพวกคุณ รวมถึง
สภาพแวดล้อมจุดเกิดเหตุ”
คุณนายดอริสพยักหน้ารับทันทีโดยไม่หันไปปรึกษา
หลานชายด้านข้าง
“ความเป็นมืออาชีพของคุณ ดิฉันไม่เคยเห็นจากนักสืบ
คนไหนมาก่อน…ตกลง!”
ไคลน์หันไปหยิบเสื้อคลุม หมวก และไม้ค้ำ ก่อนจะเดิน
ตามมาดามดอริสและหลานชายไปบนถนน
แตกต่างจากทิงเก็น ถนนหนทางภายในเบ็คลันด์ ส่วนใหญ่
ปูทับด้วยซีเมนต์หรือไม่ก็ยางมะตอย ดังนั้นต่อให้เกิดฝนห่าใหญ่
แต่ท้องถนนก็ไม่เปียกแฉะด้วยโคลนเหนียว
ระหว่างหญิงชรากำลังเดินนำทาง หลานชายของหล่อนเดิน
เข้ามาใกล้ไคลน์พลางกระซิบเสียงค่อย
“ผมหวังว่าคุณจะพยายามตามหาโบรดี้อย่างสุดฝีมือ มัน
เป็นหนึ่งในเสาหลักการดำรงชีวิตเพียงไม่กี่อย่างของคุณย่า
นับตั้งแต่คุณปูั่และพ่อแม่ของผมจากไป หลังจากโบรดี้หายตัว
เกิดความผิดปกติขึ้นกับคุณย่าหลายเรื่อง บางครั้งเธอเริ่มได้ยิน
เสียงประหลาดไม่มีอยู่จริง คุณย่าเอาแต่พูดว่าเธอได้ยินเสียง
โบรดี้ส่งเสียงร้องแผ่วเบา”
ไคลน์พยักหน้ารับ
“ตกลง ผมจะทำอย่างสุดฝีมือ ว่าแต่ผมยังไม่ทราบชื่อ
คุณ”
“เยอร์เก้น…เยอร์เก้น·คูเปอร์ นักกฎหมาย
อาวุโส”
บุรุษด้านข้างตอบฉะฉาน
เพียงไม่นานทุกคนก็มาถึงบ้านหมายเลขห้าสิบแปด ถนน
มินส์และเดินเข้าไปในตัวบ้านสีทึบ
“นี่คือชามอาหารของโบรดี้ และนี่คือกล่องใบโปรด มัน
มักหลับในนี้ทุกคืน”
ใบหน้าเปียมริ้วรอยของดอริสปรากฏความกังวลและ
คาดหวัง
ไคลน์นั่งยองสำรวจและพบขนแมวสีดำจำนวนหนึ่งภายใน
กล่อง หลังจากหยิบขึ้นมาพิจารณาสักพัก มันเหยียดตัวตรงลุก
ยืนพร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งถือขนแมวกำไม้ค้ำแน่น
สีดวงตาของไคลน์เริ่มเข้มขึ้น มันแสร้งมองตรงไปข้างหน้า
ราวกับสำรวจรอบบ้าน ขณะเดียวกันก็พึมพำประโยคทำนาย
เสียงค่อย
ชายหนุ่มปล่อยฝั่ามือออกจากไม้ค้ำโดยสมบูรณ์ แต่ยังคงไม่
ดึงมือออกห่าง ทำเหมือนกำลังถือเอาไว้ ส่งผลให้ทั้งดอริสและ
เยอร์เก้นไม่มีทางเดาได้ว่า ไม้ค้ำกำลังตั้งตรงด้วยตัวเอง
เพียงไม่กี่อึดใจ ไม้ค้ำเลี่ยมเงินเอียงไปทางด้านข้างเล็กน้อย
มันร่วงหล่นอย่างเชื่องช้าและเอียงในองศาไม่มาก เมื่อเห็นการ
หยุดนิ่ง ไคลน์รีบคว้าไม้ค้ำกลับมาถือและชำเลืองมองไปยัง
ทิศทางดังกล่าว สายตาเพ่งพิจารณาอยู่ราวสิบวินาที่
ชายหนุ่มเดินไปหยุดยืนหน้าตู้กับข้าวเก่า
“พบร่องรอยทางหนีของโบรดี้แล้วหรือ”
เยอร์เก้นถามอย่างกังวล เฉกเช่นหญิงชราดอริส สายตาของ
เธอเปียมด้วยความคาดหวัง
โดยไม่หันกลับไปตอบ ไคลน์คุกเข่าลงและใช้มือเปิดบาน
ประตูชั้นล่างสุดของตู้กับข้าว
เมี้ยว!
แมวดำพุ่งพรวดออกมา หางยกสูง เปั้าหมายของมันคือชาม
อาหาร
“โบรดี้…เข้าไปในตู้กับข้าวตั้งแต่ตอนไหนกัน แล้วทำไม
ถึงติดอยู่ในนั้นได้”
คุณนายดอริสโพล่งขึ้นอย่างประหลาดใจเจือความสับสน
ส่วนเยอร์เก้นหันมองไคลน์ด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด
“คุณทราบได้ยังไงว่าโบรดี้อยู่ในตู้กับข้าว”
ไคลน์อมยิ้มตามด้วยคำตอบเสียงทุ้มต่ำ
“สัญชาตญาณนักสืบ”
………
หลังจากได้รับเงินจำนวน ห้าซูลเป็นค่าตอบแทนคดี รวมถึง
ได้รับมิตรภาพใหม่จากคุณนายดอริสและเยอร์เก้น ไคลน์
เดินทางกลับบ้านหมายเลขสิบห้า ถนนมินส์ท่ามกลาง
บรรยากาศมืดสลัว
ขณะกำลังเข้าใกล้ประตูบ้าน ชายหนุ่มมองเห็นใครบางคน
กำลังยืนปล่อยเวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์หน้าบ้านของตน
‘งานใหม่อีกแล้วหรือ’
เมื่อเดินเข้าไปใกล้และเห็นอีกฝั่ายชัดเจน ผู้มาเยือนเป็นเด็ก
หนุ่มอายุราวสิบห้า ถึง สิบหกปี สวมเสื้อนอกตัวเก่าและหมวก
ทรงกลมไม่เข้ากับอายุ
‘เด็กคนนั้น…’
ไคลน์จำได้ทันที่ อีกฝั่ายคือเด็กหนุ่มบนรถไฟใต้ดิน วันแรก
ของการเดินทางมาเยือนเมืองเบ็คลันด์ ในตอนนั้น เด็กหนุ่ม
กำลังถูกคนบางกลุ่มไล่ตาม แต่อาศัยความสุขุมเกินวัยแก้ไข
สถานการณ์จนรอดมาได้ ไคลน์จึงค่อนข้างประทับใจ
‘เขาต้องการจ้างงานแบบไหนกับเรา’
ขณะรู้สึกฉงน มันเดินเข้าไปใกล้อีกฝั่ายพร้อมกับส่งยิ้ม
ทักทาย
“ขอโทษครับ กำลังรอผมอยู่ใช่ไหม”
เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับรีบหันกลับมามองอย่าง
รวดเร็ว ดวงตาสีแดงสดใสไม่ปกปิดความหวาดกลัว มัน
พยายามสงบจิตใจครู่หนึ่ง ก่อนซักถามอย่างลังเล
“คุณคือนักสืบเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ใช่ไหม”
“ถูกต้อง” ไคลน์มองรอบตัวหนึ่งหนพลางพยักหน้า
ตอบ
“เข้าไปคุยข้างในดีกว่า”
“ครับ” เด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธ
ภายในบ้าน ไคลน์ไม่ได้ถอดเสื้อนอก แต่ถอดหมวกแขวน
ราวและนำไม้ค้ำพิงไว้ จากนั้นก็นำทางเด็กหนุ่มไปยัง
ห้องรับแขก ตามด้วยการชี้นิ้วไปยังโซฟา
“นั่งลงก่อน ผมต้องเรียกคุณว่าอย่างไร และคุณต้องการ
จ้างงานแบบไหน”
“เรียกว่าเอียนก็ได้ครับ”
หลังจากตอบ เด็กหนุ่มกวาดสายตามองเครื่องเรือนรอบตัว
และนั่งเงียบหลายวินาที่
“ก่อนหน้านี้ ผมถูกจ้างโดยนักสืบเอกชนคนหนึ่ง เขาชื่อ
เซอเรียล·วิคเตอร์·ลี งานของผมคือการรวบรวมข้อมูล
ข่าวสารให้เขา”
ไคลน์นั่งลงประสานมือไว้ด้านหน้า
“งานของผม มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตผู้จ้างวานของคุณ
หรือไม่”
“มีครับ” เอียนผงกศีรษะหนักแน่น
“เมื่อไม่กี่วันก่อนผมพบว่าตัวเองถูกสะกดรอยตามโดย
ใครบางคน และมั่นใจว่าพวกมันไม่มีเจตนาดีแน่ จึงรีบหาทาง
เอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด เอ่อ…ผมคิดว่าคุณคงเห็น
เหตุการณ์ในคราวนั้นด้วยตาตัวเองแล้ว มิสเตอร์โมเรียตี้ ผมจำ
ได้ทันทีว่าคุณเคยแอบสำรวจผมในรถไฟใต้ดิน”
‘พลังการสังเกตไม่ด้อยไปกว่าผู้ชม…เกิดมาพร้อมพลัง
พิเศษ หรือกลายเป็นผู้วิเศษเพราะโอสถ’
ขณะเคลือบแคลง ไคลน์เปิดเนตรวิญญาณสำรวจเอียน แต่
ก็ไม่พบความผิดปกติ จึงทำเพียงผงกศีรษะและตอบด้วยเสียง
เคร่งขรึม
“วิธีการเอาตัวรอดของคุณ สร้างความประทับใจให้ผม
มาก”
เอียนไม่ซ้ำซากกับหัวข้อเดิม มันรีบเข้าประเด็นของตัวเอง
“ผมสงสัยว่า การถูกสะกดรอยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
มิสเตอร์เซอเรียลจึงเดินทางไปหาเขาถึงบ้าน ในตอนแรก สภาพ
รอบบ้านมีลักษณะเป็นปกติ แต่ผมพบร่องรอยบ่งชี้ว่าใครบาง
คนได้บุกรุกเข้าไปจนกลไกขนาดเล็กหลายชิ้นทำงาน ผมรีบกลับ
ออกมาทันที่ และไม่ได้พบกับมิสเตอร์เซอเรียลอีกเลยจึงเชื่อว่ามี
บางสิ่งเกิดขึ้นกับเขา ผมพยายามติดต่อตำรวจแล้ว แต่
ระยะเวลาการหายตัวของเขายังไม่มากพอสำหรับให้ตำรวจรับ
เรื่อง จึงพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากนักสืบรอบตัวทุก
คน แต่ทั้งหมดตอบปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า พวกเขาเพิ่งได้พบ
มิสเตอร์เซอเรียลในงานเลี้ยงนักสืบเมื่อไม่กี่วันก่อน เรื่องนั้นทำ
ให้ผมประหลาดใจมาก เพราะไม่มีการตอบสนองจากมิสเตอร์
เซอเรียลแม้แต่น้อย จากช่องทางติดต่อลับของเราสองคน ผม
เลือกจะเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง จึงพยายามขอความ
ช่วยเหลือจากนักสืบนอกเครือข่ายของมิสเตอร์เซอเรียล แต่ก็ไม่
รู้จักใครเลยจนกระทั่งได้พบข้อความโฆษณาของคุณใน
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น”