ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 23 อาวุธรอง
ขณะไคลน์เดินไปบนถนนซุตแลน ร่างกายปะทะเข้ากับสาย
ลมที่อบอุ่นแต่เหนอะหนะ ภายในหัวพลันฉุกคิดบางสิ่ง
ก่อนจะได้รับธนบัตรสิบสองปอนด์ ตัวมันเหลือเศษเหรียญ
เพียงสามเพนนีเท่านั้น! หากต้องเดินทางกลับโดยรถม้าเพื่อไป
ให้ถึงถนนกางเขนเหล็ก จำนวนเงินที่ต้องใช้คือสี่เพนนี
และหากต้องใช้ธนบัตรหนึ่งปอนด์จ่ายค่ารถม้าเพียงสี่เพนนี
จะไม่ต่างอะไรกับการใช้แบงก์พันหยวนซื้อลูกอมราคาแค่ไม่กี่
หยวนบนโลกเก่า สิ่งนี้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไคลน์เกิดความไม่
สบายใจ
หรือต้องจ่ายค่ารถม้าสามเพนนีแล้วเดินเท้าต่อจนกว่าจะถึง
บ้าน?
ไคลน์ก้าวขาให้ช้าลง มือของมันสอดเข้าไปในกระเปั๋าเสื้อ
ขณะครุ่นคิดหาหนทาง
การเดินไม่ใช่เรื่องดีแน่ มันปัดไอเดียดังกล่าวให้ตกไป
เป็นการเสี่ยงมากหากคิดเดินชดเชยระยะทางรถม้าหนึ่ง
เพนนี โดยเฉพาะขณะที่ตนพกเงินจำนวนมหาศาลติดตัว อาจ
ถูกจี้ปล้นกลางทางเอาได้
ไคลน์ไม่ได้พกปืนมาด้วยวันนี้ มันกลัวว่าทางเหยี่ยวราตรีจะ
ยึดคืนในฐานะของกลางคดีเวิร์ช ดังนั้นหากเกิดปัญหาระหว่าง
ทาง มันจะไม่มีสิ่งใดใช้ปั้องกันตัว โดยเฉพาะภัยคุกคามเหนือ
ธรรมชาติจากคดีการตายของเวิร์ชและนาย่า
แตกธนบัตรจากธนาคารแถวนี้ดีไหม?
…คงไม่ดีแน่ ค่าธรรมเนียมสูงถึง 0.5% เรียกได้ว่าแพง
บัดซบ ไคลน์ส่ายศีรษะโดยไม่กล่าวสิ่งใดออกมา เพียงนึกถึงเงิน
ที่ต้องสูญเสียก็มากพอจะทำให้หัวใจเจ็บแปลบ
ต้องหาทางอื่น… แววตาไคลน์พลันส่องประกายเมื่อ
เหลือบเห็นร้านเสื้อผ้าที่อยู่ด้านหน้าไปไม่ไกล
ใช่แล้ว… หากซื้อของในราคาที่เหมาะสม การได้รับเงิน
ทอนจะไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดแต่อย่างใด
สูททำงาน เสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก กางเกงขายาว รองเท้าหนัง
รวมถึงไม้ค้ำ สิ่งเหล่านี้คืออุปกรณ์ที่ตนต้องซื้ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะ
ช้าหรือเร็ว
แต่เดี๋ยวก่อน… ตัวเราไม่ถนัดเลือกเสื้อผ้า เรื่องแบบนี้ควร
ให้เบ็นสันช่วยจัดการ หมอนั่นต่อรองราคาเก่งมาก คงต้องรอให้
เบ็นสันกลับถึงบ้านก่อน…
ถ้าอย่างนั้นซื้อไม้ค้ำดีไหม?
ใช่แล้ว เคยมีคำกล่าวที่ว่า ไม้ค้ำคืออาวุธปั้องกันตัวที่ดีที่สุด
ของสุภาพบุรุษ ประโยชน์ใช้สอยเทียบเท่าชะแลงเลยก็ว่าได้
การถือปืนข้างหนึ่งและถือไม้ค้ำอีกข้างหนึ่ง นี่คือรูปแบบการ
ต่อสู้ของผู้ที่เจริญแล้ว!
หลังจากถกเถียงกับตัวเองสักพัก ในที่สุดไคลน์ก็ได้ข้อสรุป
มันเดินตรงเข้าไปในร้านที่ชื่อ ‘วิลเกอร์·เสื้อผ้าและหมวก’
การจัดเรียงสินค้าคล้ายคลึงกับร้านเสื้อผ้าบนโลกเก่า ผนัง
ฝังซ้ายมือมีเซตเสื้อผ้ามาตรฐานแขวนเรียงราย ราวแขวนใจ
กลางร้านเป็นชุดแยกขาย ประกอบด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว
เสื้อกั๊ก และโบว์หูกระต่าย ส่วนด้านผนังฝังขวาจะเป็นโซน
รองเท้าและบูทยาวซึ่งถูกเก็บอยู่ในตู้กระจกมิดชิด
“มิสเตอร์ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ?”
พนักงานชายเดินเข้ามาถามไถ่อย่างสุภาพ มันสวมเชิ้ตขาว
ด้านในและเสื้อกั๊กสีแดงทับนอก
ภายในอาณาจักรโลเอ็น ขุนนางหรือชนชั้นสูงที่มีฐานะมั่งคั่ง
จะแต่งกายด้วยเซตสูทสีดำ ประกอบด้วยเชิ้ตขาวและเสื้อกั๊กดำ
โทนสีของเสื้อผ้าออกงานทั้งหมดจะเป็นลักษณะนี้
ส่งผลให้คนรับใช้และพนักงานระดับต่ำต้องแต่งกายสีสัน
ฉูดฉาดเข้าไว้ เพื่อจะได้แบ่งแยกกับชนชั้นสูงชัดเจน
แต่ทางฝั่ายสตรีนั้นกลับกัน สาวใช้และพนักงานหญิงจะสวม
ชุดโทนสีขาวดำเสมอ ส่วนบรรดาคุณหญิงคุณนายจะแต่งกาย
ด้วยสีสันฉูดฉาด เสื้อผ้าประดับประดาด้วยผ้าริ้วระยิบระยับ
ไคลน์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามพนักงานงาน
“ไม้ค้ำ… หนักและแข็ง”
แบบที่เขกกะโหลกศัตรูให้แตกร้าวได้!
พนักงานแอบชำเลืองสายตาสำรวจไคลน์หัวจรดเท้าครู่หนึ่ง
ก่อนจะเดินนำทางไปยังบริเวณที่มีไม้เท้าวางขาย
“ไม้ค้ำเลี่ยมทองอันนี้ผลิตจากไม้แก่นเหล็ก ทั้งหนักและ
แข็งมาก ราคาตกอยู่ที่สิบเอ็ดซูล เจ็ดเพนนี จะลองถือเล่นสัก
หน่อยไหมครับ?”
สิบเอ็ดซูล เจ็ดเพนนี? อยากรวยทางลัดขนาดนี้ทำไมพวก
เอ็งไม่ปล้นธนาคารเลยฟะ?
ที่มาของราคาคงเป็นแผ่นทองที่เลี่ยมอยู่
ไคลน์ยืนอึ้งกับความแพงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
เล็กน้อย
“เอามาลองหน่อย”
พนักงานขายดึงไม้ค้ำเลี่ยมทองออกมายื่นให้ไคลน์อย่าง
ระมัดระวังราวกับกลัวว่าชายหนุ่มจะทำหล่นจนสินค้าเสียหาย
หลังจากรับไม้มาลองถือ ไคลน์พบว่าน้ำหนักของมัน
ค่อนข้างมาก และเมื่อทดสอบกวัดแกว่งเล่นสักสองสามครั้ง ไม้
ค้ำเลี่ยมทองเคลื่อนไหวได้ไม่ได้ไหลลื่นอย่างที่คิด
“หนักเกินไปหน่อย”
ไคลน์ส่ายศีรษะ ภายในใจกำลังโล่งอก
นี่ไม่ใช่ข้ออ้างนะเฟั่ย!
พนักงานขายเก็บกลับเข้าที่เก่า ก่อนจะหยิบไม้ค้ำอีกสาม
อันออกมาในคราเดียว
“อันนี้ผลิตจากไม้วอลนัต เป็นฝีมือของช่างทำไม้ค้ำ
อันดับหนึ่งในทิงเก็น มิสเตอร์ฮีส ราคาของมันจะอยู่ที่ สิบซูล
สามเพนนี… ส่วนอันนี้ผลิตจากไม้มะเกลือ เลี่ยมด้วยเงินแท้
แข็งเหมือนกับเหล็ก ราคาเจ็ดซูล หกเพนนี่… อันนี้ผลิตจาก
ไม้โพลี่ขาว เลี่ยมด้วยเงินแท้เหมือนกัน ราคาเจ็ดซูล สิบ
เพนนี…”
หลังจากไคลน์ทดสอบแกว่งทั้งสามอัน ชายหนุ่มพบว่า
น้ำหนักค่อนข้างเหมาะมือ ถัดมาเป็นการเคาะเนื้อไม้ด้วยข้อนิ้ว
เพื่อวัดความแข็ง ลงเอยด้วย ไคลน์เลือกไม้ค้ำอันที่มีราคาต่ำสุด
“เอาเป็นไม้มะเกลือดีกว่า”
ไคลน์ชี้นิ้วไปยังไม้ค้ำไม้มะเกลือเลี่ยมเงินที่หนักงานกำลังถือ
อยู่
“ไม่มีปัญหาครับ มิสเตอร์ ช่วยตามผมมาชำระเงินที่ด้าน
ในด้วย… และหากไม้ค้ำเกิดรอยขูดหรือสีถลอก ท่านสามารถ
นำกลับมาให้ทางเราซ่อมแซมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม”
พนักงานเดินนำทางไคลน์ไปยังจุดชำระเงิน
ระหว่างทาง ไคลน์หยิบปึกธนบัตรสีเทาทั้งสี่ใบออกมานับ
ก่อนจะดึงใบที่มีขนาดเล็กออกมาหนึ่งใบ
“สวัสดีครับท่าน ราคาทั้งหมดอยู่ที่เจ็ดซูล กับอีกหก
เพนนี”
พนักงานเก็บเงินกล่าวทักทายอย่างสุภาพพร้อมสรุปราคา
ไคลน์พยายามดำรงตนให้อยู่ในมาดผู้ดีมากที่สุด แต่มันก็อด
ไม่ได้ที่ถามขณะส่งธนบัตรหนึ่งปอนด์ให้พนักงาน
“ลดหน่อยไม่ได้หรือ?”
“ท่านครับ ไม้ค้ำเหล่านี้เป็นผลงานผลิตมือ ราคาของมัน
สูงมากเป็นทุนเดิม”
พนักงานขายของด้านข้างหันมาตอบแทน
“แถมหัวหน้าพวกเราก็ไม่อยู่ คงลดราคาตามใจไม่ได้
ครับ”
พนักงานคิดเงินเสริม
“ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยครับ”
“ไม่เป็นไร”
หลังจากส่งธนบัตรให้ ไคลน์รับไม้ค้ำเลี่ยมเงินมาถือ
ขณะรอเงินทอน มันก้าวถอยหลังสองถึงสามก้าวก่อนจะใช้
มือข้างไม่ถนัดฟาดไม้ค้ำใส่อากาศว่างเปล่า
ฟุั่บ! ฟุั่บ! ฟุั่บ!
เสียงแหวกลมดังหนักแน่น ไคลน์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อไคลน์เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง มันหวังจะได้เห็นภาพ
พนักงานเดินนำเงินทอนมามอบให้ แต่สิ่งที่ปรากฏในสายตา
กลับกลายเป็นว่า… พนักงานขายเสื้อกั๊กแดงเดินหนีไปไกล
แล้ว ส่วนพนักงานคิดเงินได้ถอยหลังไปใกล้กับผนังฝังที่มีปืนลูก
ซองแฝดแขวนอยู่
อาณาจักรโลเอ็นมีกฎหมายกึ่งควบคุมอาวุธปืน สามารถ
ครอบครองได้ แต่ต้องมีใบอนุญาตเป็นกิจจะลักษณะ
ใบอนุญาตแบ่งออกเป็นสองชนิด หนึ่งคือใบอนุญาตพกพา
อาวุธ และสองคือใบอนุญาตล่าสัตว์ แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ไม่มี
สิทธิ์ครอบครองอาวุธร้ายแรงในบัญชีต้องห้าม ประกอบด้วยปืน
กล ปืนแรงดันไอน้ำ และปืนกลหนักหกลำกล้อง
ใบอนุญาตพกพาอาวุธจะครอบคลุมถึงอาวุธปืนเล็กทุกชนิด
แต่ค่อนข้างยุ่งยากในการขอ แม้กระทั่งพ่อค้าที่มีชื่อเสียงบาง
รายก็ไม่ผ่านการพิจารณาอนุญาตชนิดนี้
ส่วนใบอนุญาตล่าสัตว์นั้นของ่ายกว่ามาก แต่ชนิดของอาวุธ
ที่สามารถพกพาจะจำกัดในวงที่แคบกว่า ใบอนุญาตล่าสัตว์หา
ง่ายชนิดที่ว่าชาวนาแถบชานเมืองแทบทุกคนมีไว้ติดตัว
สำหรับคนที่ถือครองทรัพย์สินมีค่า ส่วนใหญ่จะพกพา
ใบอนุญาตล่าสัตว์เพื่อใช้ปกปั้องตัวเองในยามฉุกเฉิน… เฉก
เช่นการปล้นร้านเสื้อผ้าเป็นต้น
มุมปากไคลน์พลันกระตุกเมื่อเริ่มเข้าใจความหวาดกลัวของ
พนักงานร้าน
“ไม่เลว ไม้ค้ำอันนี้เหมาะมือมาก ฉันชอบ”
หลังจากได้เห็นท่าทีเป็นมิตรของไคลน์ พนักงานเก็บเงินเริ่ม
เบาใจ มันเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับยื่นเงินทอนให้ด้วยมือทั้ง
สองข้าง
ไคลน์ชำเลืองมองสิ่งที่ตนได้รับ ประกอบด้วยธนบัตรห้าซูล
สองใบ ธนบัตรหนึ่งซูลสองใบ เหรียญห้า เพนนีหนึ่งเหรียญ
และเหรียญหนึ่งเพนนีอีกหนึ่งเหรียญ… มันผงกศีรษะเชิง
ขอบคุณ
ไคลน์ไม่แยแสสายตาพนักงานร้านที่ยืนมองมันคลี่ธนบัตร
ส่องกับไฟเพื่อมองหาลายน้ำกันการปลอมแปลง
เมื่อเสร็จสิ้น ไคลน์เก็บธนบัตรและเหรียญทั้งหมดใส่กระเปั๋า
เสื้อ มันหันหลังให้พนักงานพร้อมกับขยับปีกหมวกหนึ่งครั้งด้วย
มาดผู้ดี จากนั้นก็เดินออกจากร้านวิลเกอร์โดยทดสอบใช้ไม้ค้ำ
ใหม่เอี่ยมอ่องไปในตัว
ถัดมา ไคลน์นั่งรถม้าไร้รางในราคาแพงถึงหกเพนนีเพื่อออก
จากถนนซุตแลนมาลงยังถนนอีกเส้นใกล้กับกางเขนเหล็ก ก่อน
จะนั่งรถม้าอีกหนึ่งต่อจนถึงบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อปิดประตูบ้านมิดชิด มันทำการนับธนบัตรจำนวนสิบ
เอ็ดปอนด์ สิบสองซูลซ้ำสามครั้งก่อนจะเก็บลงในลิ้นชักโต๊ะอ่าน
หนังสือ ขณะเดียวกันก็นำลูกโม่สีทองเหลืองที่ด้ามจับทำจากไม้
ออกมาถือในมือ
กริ๊ก! แกร่ก!
ไคลน์ถอดโม่ไปทางซ้ายและเทกระสุนห้านัดลงบนโต๊ะ
จากนั้นก็ใส่กระสุนปราบมารสีเงินที่มีลวดลายสลักลงไปในโม่
จำนวนห้านัด
เฉกเช่นก่อนหน้า มันจงใจเหลือโม่เปล่าไว้หนึ่งนัดเพื่อ
ปั้องกันการลั่น ไคลน์บรรจงเก็บกระสุนธรรมดาห้านัดของเดิม
ลงในกล่องเหล็กที่เคยบรรจุกระสุนปราบมาร
แกร่ก!
โม่ถูกตบกลับเข้าที่ ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย
ถัดมาเป็นการทดสอบซองปืนรักแร้ ไคลน์สอดปืนลงไปใน
ช่องว่างและปรับสายรัดเพื่อให้ปืนแน่นเข้าที่ มันซักซ้อมชักปืน
เข้าออกจากสายรัดเป็นเวลาหลายชั่วโมง มีการหยุดพักบ้างเมื่อ
แขนเริ่มล้า จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของลูกบ้านคนอื่นดังมา
จากทางเดิน
ฟูั่ว!
ไคลน์ถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยหอบพร้อมกับเก็บปืนเข้า
ซองใต้รักแร้ จากนั้นก็เดินกลับมาหน้าตู้เสื้อผ้าและถอดชุด
ทางการออก ก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นชุดตามสบายที่สวมใส่
บ่อยครั้งขณะอยู่บ้าน-โค้ตเหลืองอมน้ำตาล
แขนถูกแกว่งเล่นอีกสักพักเพื่อให้หายจากอาการปวดเมื่อย
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าดังเข้าใกล้ประตูห้อง ตามมาด้วยเสียงสอดกุญแจ
และบิด
เมลิสซ่าผมดำเดินเปิดประตูและเดินเข้ามา สายตาของเธอ
ผิดหวังเล็กน้อยเมื่อเหลือบมองเตาแก๊สแล้วพบว่ามันปิดอยู่
“ไคลน์ ฉันจะอุ่นอาหารที่เหลือจากเมื่อคืนให้กิน เบ็นสัน
น่าจะกลับบ้านพรุ่งนี้แล้ว”
เด็กสาวกล่าวขณะหันกลับมามองพี่ชายของเธอ
ไคลน์กำลังยืนหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ มือของมันทั้งสองข้าง
สอดเข้าไปในกระเปั๋าเสื้อ
“ไม่! เราจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน”
“กินอาหารนอกบ้าน?”
เมลิสซ่าขมวดคิ้ว
“ไปภัตตาคารมงกุฎเงินบนถนนดารารัตน์ไหม? ได้ยินว่า
อาหารที่นั่นอร่อยมาก”
ไคลน์แนะนำร้าน
“ต…แต่ว่า”
เมลิสซ่ายังสับสน
ไคลน์ฉีกยิ้มกว้าง
“ฉลองที่ฉันได้งานใหม่!”
“นายได้งานใหม่แล้ว?”
น้ำเสียงของเธอเปียมด้วยความประหลาดใจหลายระดับ
“ม…ไม่ใช่ว่าสอบสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยทิงเก็นเริ่ม
พรุ่งนี้หรือ?”
“เป็นงานอื่น”
ไคลน์อมยิ้มพร้อมกับหยิบปึกธนบัตรออกจากลิ้นชัก
“พวกเขาจ่ายค่าแรงล่วงหน้าสี่สัปดาห์”
เมลิสซ่าจ้องมองธนบัตรห้าซูลสองใบด้วยดวงตาที่ลุกวาว
“นาย… ทำไมพวกเขาถึง… เอ่อ… นายได้งานอะไร
กันแน่?”
เรื่องนั้น… ไคลน์ชะงักครู่หนึ่งก่อนจะงัดคำตอบที่เตรียม
ท่องไว้หลายรอบ
“เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยที่รับงานประเภทค้นหา
รวบรวม และปกปั้องสมบัติโบราณ พวกเขากำลังขาดแคลนที่
ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์พอดี จึงเซ็นสัญญากับฉันเป็นเวลาห้า
ปีเต็มด้วยค่าแรงสัปดาห์ละสามปอนด์”
“นี่คือสาเหตุที่นายกังวลทั้งคืน?”
เมลิสซ่าถามหลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก
ไคลน์พยักหน้า
“ถูกต้อง… ถึงการทำงานในมหาวิทยาลัยจะมีหน้ามีตา
มากกว่า แต่ฉันขอเลือกงานนี้”
“ไม่เป็นไร อันนี้ก็ไม่เลว”
เมลิสซ่ายิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะถามต่อด้วยสีหน้าสงสัย
“แล้วทำไมถึงต้องจ่ายค่าแรงล่วงหน้าตั้งสี่สัปดาห์?”
“พวกเขาอยากให้ฉันพาครอบครัวย้ายบ้าน อย่างน้อยก็
เป็นบ้านที่มีห้องน้ำส่วนตัว”
ไคลน์ฉีกยิ้มพร้อมกับยักไหล่ มันมั่นใจว่ารอยยิ้มของมันไร้ที่
ติ ก่อนจะกล่าวเสริม
“ดีใจรึเปล่า?”
เมลิสซ่าเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไม่
สบายใจ
“ไคลน์… ความเป็นอยู่ของพวกเราทุกวันนี้ก็นับว่าดี
มากแล้ว ที่ฉันบ่นเรื่องห้องน้ำเพราะมันติดเป็นนิสัย ไม่ได้อยาก
ย้ายจริงสักหน่อย นายยังจำเจนนี่ได้ไหม? ที่เคยอาศัยอยู่ข้าง
ห้องเรา นับตั้งแต่พ่อของเธอประสบอุบัติเหตุจนตกงาน พวก
เขาก็ต้องย้ายบ้านไปอยู่บนถนนสายล่าง สมาชิกครอบครัวห้า
คนเบียดเสียดภายในห้องแสนคับแคบ สามคนนอนบนเตียง อีก
สองคนนอนบนพื้น แถมยังคิดจะปล่อยเช่าที่ว่างภายในบ้าน
อีก… เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว เราสบายกว่าหลายเท่า พวก
เราโชคดีแล้วไคลน์ อย่าฟุั่มเฟือยกับเรื่องแบบนี้เลย แล้วก็…
ฉันยังอยากกินขนมปังของมาดามสลินอยู่”
น้องสาวที่รัก….ทำไมท่าทีตอบสนองของเธอถึงไม่
เหมือนกับที่พี่คิดไว้เลย?
ไคลน์ทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวแสนตระหนี่