ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 24 กระเบียดกระเสียร
ท้องฟั้าด้านนอกเริ่มถูกย้อมด้วยแสงสีส้มขณะตะวันใกล้ลับ
ขอบฟั้า ไคลน์จ้องมองเมลิสซ่าอย่างหมดคำจะกล่าว ถ้อยคำที่
เคยเตรียมไว้ไม่สามารถงัดออกมาใช้ได้
มันกระแอมเสียงค่อยสองครั้งก่อนฝืนเค้นความทรงจำ
“เมลิสซ่า พวกเราไม่ได้ฟุั่มเฟือย แต่ในอนาคต เพื่อน
ร่วมงานของฉันหรือเบ็นสันจะต้องมาเยี่ยมที่บ้าน จะให้ต้อนรับ
คนเหล่านั้นด้วยห้องแบบนี้จริงหรือ? และเมื่อเบ็นสันกับฉัน
แต่งงาน จะให้นอนร่วมกันบนเตียงสองชั้นเหมือนเดิมรึไง?”
“พวกนายสองคนยังไม่มีคู่หมั้น… ไว้เก็บเงินอีกสัก
หน่อยค่อยย้ายบ้านก็ยังไม่สาย”
เมลิสซ่าตอบสั้นห้วน แต่อัดแน่นด้วยเหตุและผล
“ไม่ได้! เมลิสซ่า นี่เป็นบรรทัดฐานของสังคม!”
ไคลน์ไม่มีทางเลือกนอกจากอ้างหลักการของความเป็นผู้ดี
“ในเมื่อฉันหาเงินได้สัปดาห์ละสามปอนด์ ก็ต้องอยู่บ้าน
ให้เหมือนกับคนที่หาเงินได้สัปดาห์ละสามปอนด์!”
ด้วยความสัตย์จริง มันเคยเช่าหอพักอยู่ร่วมกับเพื่อนมา
ก่อนที่โลกเก่า โจวหมิงรุ่ยย่อมคุ้นชินกับชีวิตหอพักเป็นอย่างดี
การสวมบทบาทเป็นไคลน์จึงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่เป็นเพราะประสบการณ์ในอดีต มันจึงทราบถึงความไม่
สะดวกสบายหลายด้าน โดยเฉพาะการใช้ชีวิตของผู้หญิง
แถมไคลน์ยังมีแผนจะเป็นผู้วิเศษในอนาคต การทำพิธีกรรม
เวทมนตร์ที่บ้านจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นที่พักจึงไม่ควรมี
ผู้คนพลุกพล่านผ่านไปมา และอย่างน้อยก็ต้องมีห้องส่วนตัวที่
ห้ามใครเข้า
เมื่อเห็นเมลิสซ่ากำลังจะอ้าปากเถียง มันรีบอธิบายต่อ
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้คิดจะซื้อบ้านเดี่ยว เอาแค่บ้านแถว
ก็พอ เพียงแต่เน้นว่าต้องมีห้องน้ำส่วนตัว และมีห้องแยกของแต่
ละคน แน่นอน ฉันเองก็ชอบขนมปังของมาดามสลิน รวมถึง
บิสกิตทิงเก็นและเค้กมะนาวด้วย บ้านหลังใหม่จึงต้องอยู่ใกล้กับ
ถนนกางเขนเหล็กหรือไม่ก็ถนนดารารัตน์”
เมลิสซ่าทำแก้มปั่อง เธอเงียบงันเป็นเวลานานด้วยสีหน้า
ครุ่นคิด ก่อนจะผงกศีรษะในท้ายที่สุด
“แล้วก็ฉันไม่ได้ใจร้อนจะย้ายบ้านทันที่ พวกเราต้องรอ
ให้เบ็นสันกลับมาก่อน”
เมื่อกล่าวจบ ไคลน์หัวเราะคิกคัก
“คงไม่ดีแน่ถ้าเบ็นสันกลับมาและพบกับห้องที่ว่างเปล่า
ลองนึกภาพดูสิ เขาจะต้องพูดว่า… ข้าวของหายไปไหนหมด?
แล้วพี่น้องของฉันล่ะ? นี่ฉันเข้าผิดบ้านรึเปล่า? โอ้! ได้โปรดท่าน
เทพธิดา! หากนี่เป็นฝันร้าย ช่วยปลุกผมให้ตื่นจากฝันร้ายด้วย
เถิด! บ้านผมหายไปได้ยังไง? แค่จากไปไม่กี่วันเองนะ!”
ไคลน์เลียนเสียงและสำเนียงพูดของเบ็นสัน เมลิสซ่าเผย
รอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเธอกำลังมีความสุข ลักยิ้มตื้นสอง
ข้างแก้มปรากฏขึ้นไม่บ่อยนัก
“ผิดแล้ว มิสเตอร์แฟรงค์คงดักรอเบ็นสันที่ชั้นล่างเพื่อให้
เขาคืนกุญแจ เบ็นสันไม่มีทางขึ้นมาถึงนี่ได้แน่”
เด็กสาวล้อเลียนความตระหนี่ของเจ้าของหอพัก เป็นความ
เคยชินของสมาชิกครอบครัวโมเร็ตติไปแล้ว ที่จะล้อเลียนนิสัย
จุกจิกซึ่งมิสเตอร์แฟรงค์ชอบกระทำ สิ่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากเบ็น
สัน
“นั่นสินะ คนงกแบบหมอนั่นไม่มีทางเปลี่ยนกลอนประตู
ทุกครั้งที่เปลี่ยนผู้เช่าแน่”
ไคลน์เสริมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชี้นิ้วไปยังประตูและกล่าว
ด้วยน้ำเสียงผู้ดี
“มิสเมลิสซ่าครับผม พวกเราออกไปทานอาหารที่
ภัตตาคารมงกุฎเงินกันไหม? เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองที่ผมได้
งานใหม่”
เมลิสซ่าถอนหายใจเสียงค่อย
“ไคลน์ นายรู้จักเซเลน่ารึเปล่า? เพื่อนร่วมห้องและเพื่อน
สนิทของฉัน”
เซเลน่า?
ทันใดนั้น ภาพของเด็กสาวผมสีไวน์แดงนัยน์ตาน้ำตาลเข้ม
ลอยเข้ามาในหัว พ่อและแม่ของเซเลน่าเป็นสาวกโบสถ์เทพธิดา
รัตติกาลเหมือนบ้านโมเร็ตติ ถึงขนาดตั้งชื่อบุตรสาวตามชื่อพระ
แม่เซเลน่าเพื่อหวังจะได้รับการอวยพรพิเศษ
เด็กคนนั้นยังอายุไม่ครบสิบหกบริบูรณ์ อ่อนวัยว่าเมลิสซ่า
ราวครึ่งปี นับเป็นเด็กที่ร่าเริงและเข้ากับคนได้ง่าย
“จำได้สิ”
ไคลน์พยักหน้า
“พี่ชายของเธอที่ชื่อคริสเป็นนักกฎหมาย รายได้ต่อ
สัปดาห์เกือบจะสามปอนด์แล้ว ส่วนคู่หมั้นของเขาทำอาชีพ
เสริมเป็นนักพิมพ์ดีด ทั้งสองหมั้นหมายมานานกว่าสี่ปี แต่ก็ยัง
ไม่ตกลงปลงใจแต่งงาน เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคงกว่าที่
เป็น พวกเขาจึงตั้งใจออมเงินมาตลอดจนถึงปัจจุบัน มีแผนจะ
ทำเช่นนี้ไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีค่อยคิดเรื่องแต่งงาน จากคำบอก
เล่าของเซเลน่า มีผู้ชายหลายคนที่เป็นเหมือนกับพี่ชายเธอ พวก
เขาจะเริ่มแต่งงานหลังจากอายุ 28 เป็นต้นไป หรือจนว่า
ครอบครัวจะมีความมั่นคง… ดังนั้นไคลน์ นายไม่ควรใช้เงิน
ฟุั่มเฟือย”
ฉันแค่จะพาเธอไปทานอาหารนอกบ้านมื้อเดียว…
ไคลน์ยิ้มไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก มันกล่าวหลังจากครุ่นคิดอยู่สัก
พัก
“เมลิสซ่า แต่ฉันมีรายได้สัปดาห์ละสามปอนด์แล้วนะ
และจะเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นเธอไม่ควรเป็นกังวลเกินไป”
“แต่พวกเราต้องออมเงินเผื่อกรณีฉุกเฉินไว้ด้วย
อย่างเช่นการล้มละลายของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่นาย
ทำ… ฉันเคยมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง บริษัทที่พ่อของเธอ
ทำงานอยู่เกิดล้มละลาย ชีวิตเปลี่ยนผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
ทันที่ เธอคนนั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลาออก”
เมลิสซ่ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
…ไคลน์ถึงกับใช้มือก่ายหน้าผาก
“ต…แต่บริษัทของฉัน… กับรัฐบาล… ช…ใช่แล้ว!
บริษัทนี้มีเส้นสายกับรัฐบาล! ไม่ล้มละลายง่ายขนาดนั้นแน่”
“ในยุคสมัยปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลเองก็ไม่มั่นคง เกิดการ
เปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงทุกครั้งที่เลือกตั้ง และเส้นสายที่มีจะ
หายไปทันทีเมื่อขั้วอำนาจใหม่เข้ามาบริหารแทน ถ้าเป็นแบบ
นั้นจริง บริษัทของนายก็จะถึงจุดจบ”
เมลิสซ่าให้เหตุผลอย่างหนักแน่น
คุณน้องสาวครับ… ทำไมถึงฉลาดขนาดนี้?
ไคลน์ยังคงยิ้มแห้งแม้จะพ่ายแพ้การโต้เถียงอย่างหมดท่า
มันส่ายศีรษะ
“ก็ได้… ฉันจะอุ่นซุปที่เหลือจากเมื่อวาน แต่เธอต้องไป
ซื้อปลาทอดหนึ่งชิ้น เนื้อวัวพริกไทยดำหนึ่งชิ้น เนยโหลเล็ก
และเบียร์มอลต์ให้ฉันแก้วนึง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดงานฉลอง
เล็กๆ ให้กับงานใหม่ของฉันบ้าง”
รายการที่กล่าวไปล้วนหาได้ง่ายจากแผงลอยบนถนน
กางเขนเหล็ก ปลาทอดหนึ่งชิ้นมีราคาราวหกถึงแปดเพนนี ส่วน
เนื้อหมักพริกไทยดำชิ้นไม่ใหญ่มากจะอยู่ที่ห้าเพนนี เบียร์มอลต์
แก้วละหนึ่งเพนนี และเนยโหลเล็กหนัก ¼ ปอนด์มีราคาสี่
เพนนี แต่ถ้าซื้อโหลใหญ่หนักหนึ่งปอนด์จะมีราคาเพียงหนึ่งซูล
สามเพนนีเท่านั้น
ไคลน์คนก่อนรับหน้าที่ซื้อของเข้าบ้านในวันหยุดเสมอ
ส่งผลให้ราคาสินค้าถูกบันทึกลงหัวสมองแม่นยำ มันประมวลผล
รวดเร็วและได้คำตอบเป็นหนึ่งซูล หกเพนนี จึงทำการยื่น
ธนบัตรหนึ่งซูลให้เมลิสซ่าสองใบ
“ก็ได้”
เธอไม่คัดค้านการทำกับข้าวทานเอง เมลิสซ่าถอดกระเปั๋า
สะพายวางลงพร้อมกับเหยียดแขนหยิบธนบัตร
หลังเตรียมโหลเนยและหม้อสำหรับจ่ายตลาดเสร็จ เมลิสซ่า
เดินตรงไปที่ประตูอย่างกระฉับกระเฉง เมื่อไคลน์เหลือบเห็น
มันรีบส่งเสียงตะโกน
“เมลิสซ่า! อย่าลืมใช้เศษเงินที่เหลือซื้อผลไม้กลับมาด้วย
นะ!”
มีแผงลอยไม่น้อยบนถนนกางเขนเหล็กที่ขายผลไม้หมดอายุ
หรือคุณภาพต่ำ เป็นสิ่งที่พวกมันซื้อต่อจากร้านอื่นมาอีกทอด
ผลไม้หมดอายุค่อนข้างได้รับความนิยมในถนนกางเขน
เหล็ก สาเหตุเพราะราคาเข้าขั้นถูกบัดซบ คนซื้อก็ไม่คิดอะไร
มากกับส่วนที่เน่าเสีย อย่างน้อยก็ยังมีส่วนที่หวานฉ่ำให้ลองชิม
เป็นความสุขเล็กๆ ที่ราคาถูกกว่าการซื้อผลไม้สดทั้งผลมาก
เมื่อกล่าวจบ ไคลน์เดินเข้าไปหาเมลิซ่าพร้อมกับยัดเหรียญ
หนึ่งกำใส่ฝั่ามือเธอ
“หือ?”
นัยน์ตาสีน้ำเริ่มสั่นระริกอย่างฉงน
ไคลน์หันหลังกลับพร้อมกับส่งเสียง
“อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วย! ไปที่ร้านมาดามสลินและ
นั่งกินเค้กมะนาวซะ”
“…”
เมลิสซ่ากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพ่นถ้อยคำด้วยเสียงบาง
เบา
“ตกลง”
เด็กสาวหันหลังกลับพร้อมกับเปิดประตูห้องเดินออกไป
…
แม่น้ำตัดผ่านผืนดินจนแบ่งแยกเป็นสอง ถนนริมแม่น้ำเรียง
รายด้วยต้นเมเปิลและต้นสนซีดาร์เป็นทิวแถว อากาศบริเวณนี้
ทั้งสดชื่นและชุ่มปอด
จุดประสงค์การเดินทางของไคลน์คือเพื่อบอกยกเลิกสอบ
สัมภาษณ์ที่จะมีขึ้นในช่วงเย็น มือซ้ายของชายหนุ่มกำลังจับไม้
ค้ำ ส่วนมือขวายื่นเหรียญหกเพนนีจ่ายค่าโดยสารรถม้าไร้ราง
หลังจากลงรถ ไคลน์เดินไปบนถนนซีเมนต์โดยมีจุดหมาย
เป็นตึกสามชั้นที่ก่อจากหิน สีของมันเริ่มเขียวจากตะไคร่
อาคารแห่งนี้คือสำนักงานของมหาวิทยาลัยทิงเก็น
“สมกับเป็นหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของ
อาณาจักรโลเอ็น…”
ในฐานะที่เพิ่งเคยเยือนเป็นครั้งแรก ไคลน์ถอนหายใจยาว
ขณะก้าวเดิน
เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยทิงเก็นแล้ว มหาวิทยาลัยโฮอี้ที่อยู่
ฝังตรงข้ามแม่น้ำจะหม่นหมองลงถนัดตา
“ฮุยเร่!”
“ฮุยเร่!”
เสียงตะโกนอย่างมีพลังของชายหนุ่มกลัดมันดังมาจากเรือ
พายสองลำที่กำลังแล่นแข่งกันทวนกระแสแม่น้ำโฮอี้ จังหวะจะ
โคนการจ้วงพายนับว่าประสานงานได้ยอดเยี่ยม
นี่คือกีฬาพายเรือซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่
มหาวิทยาลัยของอาณาจักรโลเอ็น แม้แต่ตัวไคลน์คนเก่าก็
เช่นกัน มันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโฮอี้ด้วยทุนการศึกษา จึงถูก
บังคับต้องทำกิจกรรมชมรม
ด้วยเหตุนี้ ไคลน์ เวิร์ช และน่ายาจึงเข้าร่วมชมรมพายเรือ
และแสดงฝีมือได้ค่อนข้างน่าประทับใจ
“พวกเด็กหนุ่มไฟแรง…”
ไคลน์หยุดเดินและหันไปมองเรือพายสองลำที่เริ่มแล่นไกล
ออกไป ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
สัปดาห์หน้าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้แล้ว เนื่องจากเป็น
ช่วงเวลาปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัย
หลังจากเดินพ้นถนนซีเมนต์ที่มีหลังคาธรรมชาติเขียวขจีปก
คลุม ในที่สุดไคลน์ก็มาถึงหน้าอาคารหินสามชั้น มันเดินเข้าไป
รายงานตัวและแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะเดินตรง
ไปยังห้องทำงานของบุคคลที่คุ้นเคย
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
มันใช้นิ้วเคาะประตูที่เปิดแง้มไว้
“เข้ามา”
เป็นเสียงจากภายในห้อง
เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยวัยกลางคนซึ่งแต่งกายด้วยทักซิโด้
ดำและเชิ้ตขาว มันกล่าวขึ้นหลังจากเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน
“ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนการสอบสัมภาษณ์จะ
เริ่มขึ้น”
“มิสเตอร์สโตน ยังจำผมได้ไหม? นักศึกษาของ
ศาสตราจารย์โคเฮ็นที่ชื่อไคลน์·โมเร็ตติ คุณเคยอ่านจดหมาย
แนะนำตัวของผมแล้วครั้งหนึ่ง”
ไคลน์อมยิ้มพร้อมกับถอดหมวกคำนับ
ฮาวิน·สโตนใช้มือลูบเคราสีดำเข้มก่อนจะถามด้วยสีหน้า
ฉงน
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ? ผมไม่ได้เข้าร่วมการสอบ
สัมภาษณ์ของคุณหรอกนะ”
“คือแบบนี้ครับ ผมได้งานใหม่แล้ว ก็เลยจะมาแจ้งว่าไม่
เข้าร่วมการสัมภาษณ์”
ไคลน์แจงเหตุผล
“อย่างนี้นี่เอง…”
เมื่อทราบจุดประสงค์ ฮาวิน·สโตนลุกขึ้นพร้อมกับยื่น
แขนขวาออกมา
“ยินดีด้วยสำหรับงานใหม่ คุณเป็นคนหนุ่มที่มีมารยาท
ยอดเยี่ยมมาก เดี๋ยวผมจะรีบรายงานให้ศาสตราจารย์กับรอง
ศาสตราจารย์อาวุโสทราบ”
ไคลน์จับมือตอบ มันคิดจะคุยเรื่อยเปือยกับฮาวิน·สโตน
เล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำอำลา แต่ทันใดนั้นกลับมีเสียงที่คุ้นเคย
ดังจากด้านหลัง
“โมเร็ตติ คุณได้งานใหม่แล้วหรือ?”
เมื่อหันกลับไป มันได้พบกับชายสองคนที่เดินเข้ามาในห้อง
คนหนึ่งเป็นชายชราผมสีเงิน นัยน์ตาสีฟั้าลุ่มลึก บนใบหน้ามี
รอยเหี่ยวย่นเล็กน้อย ส่วนอีกคนคือบุรุษผิวคมเข้มในสูททักซิโด้
สีดำและเชิ้ตขาว
“สวัสดีครับอาจารย์… สวัสดีครับมิสเตอร์อะซิก”
มันรีบยิงคำถาม
“ว่าแต่พวกคุณมาทำอะไรที่นี่?”
ชายชราไม่ใช่ใครอื่นนอกจากรองศาสตราจารย์อาวุโสคณะ
ประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโฮอี้ และยังเป็นอาจารย์ที่
ปรึกษาของไคลน์ด้วย เควนติน·โคเฮ็น
ส่วนคนที่ยืนเคียงข้างโคเฮ็นคือชายวัยกลางคนที่มีผิวสีแทน
ร่างกายกำยำและสันทัด ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปราศจากหนวด
เครา เส้นผมดำขลับ นัยน์ตาน้ำตาลที่แฝงความเหนื่อยล้าไว้
ตลอดเวลา ประหนึ่งได้พบเห็นสัจธรรมของโลกจนเกิดความเบื่อ
หน่าย ติ่งหูข้างขวามีไฝสีดำซึ่งต้องสังเกตให้ดีถึงจะเห็น
ไคลน์ย่อมจำได้ ชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคณะอาจารย์ของ
มหาวิทยาลัยโฮอี้เช่นกัน
มิสเตอร์อะซิกชื่นชอบที่จะถกเถียงประวัติศาสตร์ร่วมกับเค
วนติน·โคเฮ็น พวกมันมักโต้เถียงรุนแรงบ่อยครั้งด้านความ
คิดเห็น แต่ก็เป็นมิตรสหายที่สนิทมากในเวลาเดียวกัน
ไม่อย่างนั้นคงไม่หาโอกาสจับเข่าคุยเรื่องประวัติศาสตร์บ่อยๆ
โคเฮ้นพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อน
คลาย
“อะซิกกับผมมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการประชุมทาง
วิชาการ… งานใหม่ของคุณเป็นแบบไหนอย่างนั้นหรือ?”
“เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยที่รับงานประเภทค้นหา
รวบรวม และปกปั้องสมบัติโบราณ พวกเขากำลังขาดแคลนที่
ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์พอดี จึงเซ็นสัญญากับผมเป็นเวลาห้า
ปีเต็มด้วยค่าแรงสัปดาห์ละสามปอนด์”
เป็นคำโกหกที่ไคลน์ท่องจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำอธิบายจึง
เหมือนกับที่เคยเล่าให้เมลิสซ่าฟังเมื่อวานทุกประการ
“ก็อย่างที่อาจารย์ทราบ ผมชอบสืบหาเบาะแสของ
ประวัติศาสตร์มากกว่าสรุปและถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง”
โคเฮ็นผงกศีรษะเล็กน้อย
“ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเอง และผมดีใจนะที่คุณ
ยอมสละเวลาเพื่อเดินทางมาแจ้งข่าวกับมหาวิทยาลัยทิงเก็น
ก่อน แทนที่จะหายตัวไปอย่างเฉยๆ”
อะซิกเสริม
“ไคลน์… คุณได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับเวิร์ชและนาย่าหรือ
ยัง? ผมอ่านจากหนังสือพิมพ์แล้ว เห็นว่าพวกเขาถูกฆ่าโดยฝีมือ
หัวขโมย”
เหตุการณ์ในคราวนั้นถูกกลบเกลื่อนให้กลายเป็นคดีปล้น
บ้านธรรมดาสินะ… แต่ทำไมถึงต้องรีบลงข่าวในหนังสือพิมพ์
ขนาดนี้ด้วย?
ไคลน์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคำโกหกที่เคยเตรียมและ
ซักซ้อมล่วงหน้า
“ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน รู้แต่ว่าเวิร์ชได้สมุด
บันทึกของตระกูลอันทีโกนัสแห่งจักรวรรดิโซโลม่อนจากยุคสมัย
ที่สี่มาครอบครอง เขาเคยชักชวนให้ผมกับนาย่าไปช่วยถอดรหัส
ผมได้ไปบ้านของเขาบ้างในช่วงแรก แต่ระยะหลังวุ่นอยู่กับการ
หางาน จึงห่างเหินกันไปครับ”
ไคลน์ตั้งใจเผยข้อมูลของสมุดบันทึกอันทีโกนัสรวมถึง
จักรวรรดิโซโลม่อนให้ทั้งสองฟัง เผื่อว่าอาจารย์ประวัติศาสตร์
จะมีความเห็นที่น่าสนใจ
“ยุคสมัยที่สี่…”
โคเฮ็นขมวดคิ้วพึมพำ
ทันใดนั้น นัยน์ตาที่เบื่อโลกของอะซิกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
เป็นครั้งแรก มันสูดลมหายใจเข้าปอดหนึ่งฟอดใหญ่
หนังสือพิมพ์ในมือถูกเลื่อนขึ้นมานวดถูบริเวณขมับ
“อันทีโกนัส… ผมคุ้นหูมาก แต่ลืมแล้วว่าเคยได้ยินจาก
ที่ไหน”